
จากกรณีข่าวครูสาวใน จ.กาญจนบุรี ถูกไล่ออกจากราชการ เนื่องจากถูกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลว่ามีส่วนร่วมทุจริตเงินอาหารกลางวันเมื่อ 13 ปีก่อน แม้เจ้าตัวระบุว่าเพียงเซ็นเอกสารตามคำสั่งของ ผู้อำนวยการโรงเรียน
ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงศ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับทราบกรณีดังกล่าวแล้ว ในเบื้องต้นทางสพฐ.ต้องดำเนินการตามมติของป.ป.ช.ที่ชี้มูลว่าครูคนดังกล่าวมีความผิดตามกระบวนการกฏหมาย ขณะเดียวกันก็จะมีกระบวนการที่ให้ครูได้ยื่นอุทธรณ์โดยการส่งมอบหลักฐานที่แสดงถึงความบริสุทธิ์และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือใช้เงินดังกล่าว โดยหากนำหลักฐานมาทางสพฐ.ที่เป็นหน่วยงานต้นสังกัดและ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่เป็นหน่วยงานพิจารณาวินัยก็จะสามารถทำการอุทรณ์ตามกระบวนการได้ และหากพบว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจริงก็สามารถกลับคำตัดสินและเปลี่ยนจากการให้ออกจากราชการเป็นการลงโทษอื่นๆที่เหมาะสมได้ ทั้งนี้หากก.ค.ศ.เห็นชอบตามมติของป.ป.ช.ในเรื่องดังกล่าวก็ยังสามารถไปยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองได้เช่นกัน
“เบื้องต้นครูรายดังกล่าวจะต้องทำการหาหลักฐานที่ชี้ว่าไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการทุจริต หรือเป็นการถูกบังคับให้มีการเซ็นชื่อร่วมกัน โดยป.ป.ช.ก็จะต้องสอบสวนตามหลักฐานที่มีซึ่งเป็นกระบวนการที่ถูกต้องตามกฏหมาย ผมขอเป็นกำลังใจให้คุณครูและผมเชื่อว่าในโลกนี้หากใครไม่ได้ทำผิดก็จะไม่มีความผิด ทั้งนี้สพฐ.ได้กำลังออกแบบแนวทางที่จะให้ครูไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเงินเหล่านี้ ซึ่งมีการคิดไว้หลายแนวทาง ทั้งการใช้พนักงานธุรการที่สพฐ.กำกับดูแลอยู่เข้ามาทำแทน โดยมีการอบรมมอบความรู้ด้านการเงินเพิ่มเติมและเพิ่มค่าตอบแทนให้ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางที่สพฐ.กำลังพิจารณา”ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 4 กรกฎาคม 2568
เกี่ยวข้องกัน
สพฐ. จัดทีมนิติกรช่วยครูการเงิน กรณีถูกชี้มูลร่วมลงชื่อเบิกจ่ายค่าอาหารกลางวัน
วันที่ 4 กรกฎาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า ตามที่มีรายงานข่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กรณีข้าราชการครูผู้รับผิดชอบงานการเงินของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี ได้ร้องขอความเป็นธรรมภายหลังถูกชี้มูลความผิดร่วมกับอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน จากการลงนามในเอกสารเบิกจ่ายค่าอาหารกลางวัน โดยยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้น
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้นสังกัด และยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งลงโทษทางวินัยออกโดยเขตพื้นที่ฯ แต่อย่างใด สำหรับการดำเนินการในขั้นต่อไป สพฐ. ได้จัดเตรียมนิติกรจากส่วนกลาง เพื่อสนับสนุนการให้คำปรึกษาทางกฎหมายและการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ครูสามารถใช้สิทธิในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 ได้อย่างเต็มที่
เลขาธิการ กพฐ. ระบุว่า กรณีนี้สะท้อนถึงความจำเป็นที่ต้องทบทวนบทบาทภาระงานของครูในภารกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะงานด้านการเงินและพัสดุ ซึ่งมีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงเชิงกฎหมายสูง สพฐ. จึงอยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบสนับสนุนภายในโรงเรียน เพื่อให้โครงสร้างงานสนับสนุนมีความเหมาะสมกับวิชาชีพครูมากยิ่งขึ้น
“ข้าราชการครูที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตจะไม่ต้องเผชิญกระบวนการตามลำพัง สพฐ. พร้อมอยู่เคียงข้างและสนับสนุนในทุกขั้นตอน เพื่อให้สามารถใช้สิทธิและเข้าถึงความเป็นธรรมได้อย่างมั่นใจครับ” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว
ที่มา ; FB ประชาสัมพันธ์ สพฐ.
เกี่ยวข้องกัน
ครูสาวโอดถูกไล่ออก รับบาป ผอ.ทุจริตอาหารกลางวัน หลังเป็นจนท.ธุรการ เซ็นรับรองทั้งที่ไม่รู้
เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ซึ่งเป็นครูอยู่ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจ.กาญจนบุรี ระบุว่า ต้องให้ครูไทยตายเพราะการเป็นเจ้าหน้าที่การเงินอีกกี่คน ข้าพเจ้านางสาวกนกรัตน์—- ปัจจุบันเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี เมื่อปี พ.ศ.2555 ข้าพเจ้าเป็นครูคศ.1ที่ไม่มีความรู้และประสบการณ์เรื่องการเงินหรือระเบียบพัสดุเลย แต่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่การเงิน โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในตำบล บ่อพลอย อำเภอบ่อพลอย จ.กาญจนบุรี ตามคำสั่งแต่ในทางปฏิบัติข้าพเจ้าเป็นเพียงผู้เซ็นชื่อร่วมกับ ผอ.ในใบเบิกถอนเงินของโรงเรียนเท่านั้นเอกสารการเงินอื่นๆไม่ได้ทำอะไรเลย
ในตอนนั้นข้าพเจ้า เข้าใจเพียงแค่ว่ าเจ้าหน้าที่การเงิน คือ มีหน้าที่เซ็นชื่อแล้ว กระบวนการอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการไปถอนเงินที่ธนาคาร หรือการจ่ายเงินให้ช่าง และร้านค้า ท่านผอ.เป็นคนทำเองทั้งหมด ข้าพเจ้าไม่เคยถือเงิน หรือบัญชีโรงเรียนและไม่ได้เป็นคนใช้จ่ายเงินโรงเรียนแต่อย่างใด
จนกระทั่งสพป.กจ.4 เข้ามาตรวจสอบภายใน เพราะผอ.ร.ร.ถูกร้องเรียนเรื่องการทุจริตเงินอาหารกลางวัน จนนำไปสู่การถูกตรวจสอบและถูกตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบความผิดปกติจากการเบิกเงิน (โดยไม่มีชุดจัดซื้อ) จากบัญชีเงินอุดหนุนด้วย การสอบสวนเกิดขึ้นหลายครั้งและในระดับจังหวัด ซึ่งอดีตผอ.ร.ร. ยอมรับว่านำเงินไปใช้ผิดประเภทจริง และยินยอมชดใช้เงินคืนโรงเรียน จำนวน สามแสนกว่าบาท
ส่วนผอ. ได้ถูกย้ายไปช่วยราชการและปัจจุบันเป็น ผอ.อยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในสังกัด สพป.นครปฐม.เขต1 ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเรื่องจบแล้วและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้าพเจ้า จนวันที่ 1 พ.ย. 2565 ข้าพเจ้ากำลังไปรายงานตัวเนื่องจากย้ายไปเป็นครูที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ปปช.โทรให้ข้าพเจ้ามาที่โรงเรียนเดิม พบเจ้าหน้าที่ป.ป.ช .จ.สุพรรณบุรี มาหาข้าพเจ้า เจ้าหน้าที่ป.ป.ช.ได้สอบถามเรื่องการจ่ายเงินค่าอาหารโรงเรียน ข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจตอบไปว่าใช้เช็คค่ะ แล้วก็ถามว่าสมัยผอ.ใช้จ่ายเงินอย่างไร ข้าพเจ้าก็ตอบว่าใช้ใบแดงถอนค่ะ คือใบเบิกเงินของธนาคารแห่งหนึ่ง จากนั้นก็พูดคุยอีกนิดหน่อยแล้วกลับมาสอนที่โรงเรียน
ผ่านมาอีกสักระยะป.ป.ช.เข้ามาสอบสวนข้าพเจ้าที่โรงเรียน อีกรอบโดยนำสำเนาใบเบิกเงินมาให้ดูแล้วถามว่าใช่ลายเซ็นของข้าพเจ้าไหม ข้าพเจ้าตอบว่าใช่ และได้เล่าให้ปปช.ฟังว่าที่ผ่านมาการทำหน้าที่การเงินในตอนนั้นข้าพเจ้าแค่เพียงเซ็นชื่อร่วมกับผอ.เท่านั้นส่วนการเบิกจ่ายเป็นผอ.ทำคนเดียวทั้งหมด
ต่อมาต้นเดือนมีนาคมมีจดหมายจาก ป.ป.ช.ให้ข้าพเจ้าไปรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 13 มีนาคม 2566 ว่าข้าพเจ้าร่วมกับผอ. ทำผิดกฎหมายมาตราต่างๆอะไรบ้างไม่รู้เลย แต่เป็นเงินสามแสนกว่าบาทคือยอดเงินที่ผอ.เขารับว่าผิดแล้วใช้เงินคืนไปแล้ว โดยที่ข้าพเจ้ากลายเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าร่วมกับผอ.โกงเงินโรงเรียน ป.ป.ช. ให้ทำหนังสือชี้แจงและหาหลักฐานมา ข้าพเจ้าไม่ได้ทำเอกสารอะไรเลยแค่เซ็นชื่อร่วมกับผอ.อย่างเดียวจึงชี้แจงไปตามความจริงเป็นบันทึกข้อความส่งไปปปช.สุพรรณบุรี
หลังจากนั้นปี2566 มีการสอบสวนข้าพเจ้าอีกครั้งใช้สถานที่สพป.กจ.4 ข้าพเจ้าเข้าใจว่าข้าพเจ้าไม่ผิดแต่คงเป็นพยานในคดีผอ.จนเรื่องผ่านมาถึงวันที่ 1กรกฎาคม 2568 ข้าพเจ้าได้รับหนังสือจากเขตแจ้งว่าข้าพเจ้าถูกปปช.ชี้มูลความผิดว่าร่วมกับผอ.โกงเงินโรงเรียนตั้งแต่ตอนเป็นเจ้าหน้าที่การเงินเมื่อ13 ปีที่แล้ว มีความผิดวินัยร้ายแรง มีโทษปลดออกกับไล่ออก ภายใน30วัน ก่อนสิ้นเดือนนี้
ข้าพเจ้ายอมรับความผิดแค่เรื่องเดียว คือเซ็นชื่อจริง แต่ทำไปเพราะความไม่รู้ ไม่มีประสบการณ์ และทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเท่านั้น โดยข้าพเจ้าคิดว่าในตอนนั้นคือสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่ทราบข้อกฎหมาย ข้าพเจ้ารู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรมเพราะข้าพเจ้าไม่เคยถือเงินหรือใช้จ่ายเงินโรงเรียนแม้เพียงนิดเดียว ข้าพเจ้าต้องตกเป็นเหยื่อของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้บริหารโรงเรียน
ข้าพเจ้าไม่มีเงินจ้างทนายมาสู้คดีเพราะทุกวันนี้ก็ทำงานเป็นครูอย่างเดียวส่งเสียลูกสองคน สามีไม่มีอาชีพเป็นพ่อบ้านแทนเรายังต้องส่งเสียพ่อแม่อีก เพราะข้าพเจ้าเป็นเสาหลักของครอบครัว ดังนั้นข้าพเจ้าจึงอยากทวงคืนความยุติธรรมให้ข้าพเจ้าด้วย ช่วยแชร์ไปให้ถึงผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษาธิการ หรือใครก็ได้ช่วยทวงคืนความยุติธรรมให้หนูทีค่ะ
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 4 กรกฎาคม 2568
เกี่ยวข้องกัน
เกี่ยวข้องกัน
ต้องให้ครูไทยตายเพราะการเป็นเจ้าหน้าที่การเงินอีกกี่คน








ข้าพเจ้านางสาวกนกรัตน์ ปัจจุบันเป็นครูอยู่ที่ รร.บ้านบึงหัวแหวน อ.บ่อพลอยจ.กาญจนบุรี เมื่อปี พ.ศ.2555 ข้าพเจ้าเป็นครู คศ.1 ที่ไม่มีความรู้และประสบการณ์เรื่องการเงินหรือระเบียบพัสดุเลยแต่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่การเงิน รร.บ้านหนองย่างช้าง ตามคำสั่ง แต่ในทางปฏิบัติข้าพเจ้าเป็นเพียงผู้เซ็นชื่อร่วมกับ ผอ.ในใบเบิกถอนเงินของ รร.เท่านั้น เอกสารการเงินอื่นๆไม่ได้ทำอะไรเลย
ในตอนนั้นข้าพเจ้าเข้าใจเพียงแค่ว่าเจ้าหน้าที่การเงินคือมีหน้าที่เซ็นชื่อแล้วกระบวนการอื่นๆไม่ว่าจะเป็นการไปถอนเงินที่ ธนาคาร หรือการจ่ายเงินให้ช่างและร้านค้า ท่าน ผอ.เป็นคนทำเองทั้งหมด ข้าพเจ้าไม่เคยถือเงินหรือบัญชี รร.และไม่ได้เป็นคนใช้จ่ายเงิน รร. แต่อย่างใด
จนกระทั่ง สพป.กจ.4 เข้ามาตรวจสอบภายในเพราะ ผอ.รร.ถูกร้องเรียนเรื่องการทุจริตเงินอาหารกลางวัน จนนำไปสู่การถูกตรวจสอบและถูกตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบความผิดปกติจากการเบิกเงิน (โดยไม่มีชุดจัดซื้อ) จากบัญชีเงินอุดหนุนด้วย การสอบสวนเกิดขึ้นหลายครั้งและในระดับจังหวัด นาย ก อดีต ผอ.รร.ยอมรับว่านำเงินไปใช้ผิดประเภทจริง และยินยอมชดใช้เงินคืนรร.บ้านหนองย่างช้างสามแสนกว่าบาท ส่วน ผอ.ได้ถูกย้ายไปช่วยราชการและปัจจุบันเป็น ผอ.อยู่ที่ รร. สังกัด สพป.นครปฐม.เขต 1
ข้าพเจ้าเข้าใจว่าเรื่องจบแล้วและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้าพเจ้า จนวันที่ 1พ.ย. 2565 ข้าพเข้ากำลังไปรายงานตัวเนื่องจากย้ายไปเป็นครูที่ รร.บ้านบึงหัวแหวน ปปช.โทรให้ข้าพเจ้ามาที่ รร.บ้านหนองย่างช้าง พบเจ้าหน้าที่ ปปช.จ.สุพรรณบุรี มาหาข้าพเจ้า เจ้าหน้าที่ ปปช.ได้สอบถามเรื่องการจ่ายเงินค่าอาหารกลงวัน รร. ข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจตอบไปว่าใช้เช็คค่ะ แล้วก็ถามว่าสมัย ผอ. ก ใช้จ่ายเงินอย่างไร ข้าพเจ้าก็ตอบว่าใช้ใบแดงถอนค่ะ คือใบเบิกเงินของ ธ.กรุงไทย จากนั้นก็พูดคุยอีกนิดหน่อยแล้วกลับมาสอนที่ รร บ้านบึงหัวแหวน
ผ่านมาอีกสักระยะ ปปช.เข้ามาสอบสวนข้าพเจ้าที่ รร.บ้านหนองย่างช้างอีกรอบ โดยนำสำเนาใบเบิกเงินมาให้ดูแล้วถามว่าใช่ลายเซ็นของข้าพเจ้าไหม ข้าพเจ้าตอบว่าใช่ และได้เล่าให้ปปช.ฟังว่าที่ผ่านมาการทำหน้าที่การเงินในตอนนั้น ข้าพเจ้าแค่เพียงเซ็นชื่อร่วมกับ ผอ.เท่านั่น ส่วนการเบิกจ่ายเป็น ผอ.ทำคนเดียวทั้งหมด ต่อมาต้นเดือนมีนาคมมีจดหมายจาก ปปช.ให้ข้าพเจ้าไปรับทราบข้อกล่าวหา ในวันที่ 13 มีนาคม 2566 ว่าข้าพเจ้าร่วมกับนาย ก ทำผิดกฎหมาย มาตราต่าง ๆ อะไรบ้างไม่รู้เลย แต่เป็นเงินสามแสนกว่าบาท คือยอดเงินที่ผอ.เค้ารับว่าผิดแล้วใช้เงินคืนไปแล้วนั่นแหละ โดยที่ข้าพเจ้ากลายเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าร่วมกับ ผอ.โกงเงิน รร. ปปช. ให้ทำหนังสือชี้แจงและหาหลักฐานมา ข้าพเจ้าไม่ได้ทำเอกสารอะไรเลย แค่เซ็นชื่อร่วมกับ ผอ.อย่างเดียวจึงชี้แจงไปตามความจริงเป็นบันทึกข้อความส่งไปปปช.สุพรรณบุรี
หลังจากนั้น ปี 2566 มีการสอบสวนข้าพเจ้าอีกครั้งใช้สถานที่ สพป.กจ.4 ข้าพเจ้าเข้าใจว่าข้าพเจ้าไม่ผิดแต่คงเป็นพยานในคดี ผอ.จนเรื่องผ่านมาถึงวันที่ 1 กรกฎาคม ๒๕68 ข้าพเจ้าได้รับหนังสือจากเขตฯ แจ้งว่าข้าพถูกปปช.ชี้มูลความผิดว่าร่วมกับนาย ก โกงเงิน รร.ตั้งแต่ตอนเป็นเจ้าหน้าที่การเงินเมื่อ 13 ปีที่แล้ว มีความผิดวินัยร้ายแรง มีโทษ ปลดออก กับไล่ออก ภายใน 30วัน ก่อนสิ้นเดือนนี้
ข้าพเจ้ายอมรับความผิดแค่เรื่องเดียว คือเซ็นชื่อจริง แต่ทำไปเพราะความไม่รู้ไม่มีประสบการณ์และทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเท่านั้น โดยข้าพเจ้าคิดว่าในตอนนั้นคือ สิ่งที่ถูกต้องโดยไม่ทราบข้อกฎหมาย ข้าพเจ้ารู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรม เพราะข้าพเจ้าไม่เคยถือเงินหรือใช้จ่ายเงิน รร.แม้เพียงนิดเดียว ข้าพเจ้าต้องตกเป็นเหยื่อของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้บริหาร รร. ข้าพเจ้าไม่มีเงินจ้างทนายมาสู้คดีเพราะทุกวันนี้ก็ทำงานเป็นครูอย่างเดียวส่งเสียลูกสองคน สามีไม่มีอาชีพเป็นพ่อบ้านแทนเรายังต้องส่งเสียพ่อแม่อีกเพราะข้าพเจ้าเป็นเสาหลักของครอบครัว
ดังนั้นข้าพเจ้าจึงอยากทวงคืนความยุติธรรมให้ข้าพเจ้าด้วย ช่วยแชร์ไปให้ถึงผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษาธิการ พี่กันต์ จอมพลัง พี่หนุ่ม กรรชัย รายการโหนกระแส พี่บุ๋ม ปนัดดา พี่ทนายไพศาล หรือใครก็ได้ช่วยทวงคืนความยุติธรรมให้หนูทีค่ะ
ที่มา ; FB กนกรัตน์ อิ่มประเสริฐ
เกี่ยวข้องกัน
สรุปประเด็นสำคัญของเรื่องราวของคุณกนกรัตน์ อิ่มประเสริฐ:
* ถูกแต่งตั้งเป็นเจ้าหน้าที่การเงินโดยไม่มีความรู้: คุณกนกรัตน์ซึ่งเป็นครู คศ.1 ในปี 2555 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่การเงินโรงเรียนบ้านหนองย่างช้าง ทั้งที่ไม่มีความรู้และประสบการณ์ด้านการเงินหรือระเบียบพัสดุ
* เป็นเพียงผู้ร่วมเซ็นชื่อ: ในทางปฏิบัติ คุณกนกรัตน์มีหน้าที่เพียงเซ็นชื่อร่วมกับผู้อำนวยการ (นาย ก) ในใบเบิกถอนเงินเท่านั้น ไม่ได้ดำเนินการด้านเอกสารการเงินอื่นใด ไม่เคยถือเงิน หรือบัญชีโรงเรียน และไม่ได้เป็นผู้ใช้จ่ายเงิน
* ผู้อำนวยการเป็นผู้ดำเนินการหลัก: การถอนเงินที่ธนาคาร การจ่ายเงินให้ช่างและร้านค้า ผู้อำนวยการเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด
* การตรวจสอบทุจริตและการยอมรับผิดของอดีต ผอ.: สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 4 (สพป.กจ.4) เข้ามาตรวจสอบโรงเรียนเนื่องจาก ผอ. ถูกร้องเรียนเรื่องทุจริตเงินค่าอาหารกลางวัน พบความผิดปกติจากการเบิกเงิน (ไม่มีชุดจัดซื้อ) จากบัญชีเงินอุดหนุน โดยอดีต ผอ. ยอมรับว่านำเงินไปใช้ผิดประเภทและยินยอมชดใช้เงินคืนโรงเรียนกว่าสามแสนบาท
* เรื่องบานปลายถึงคุณครู: แม้ว่าอดีต ผอ. จะถูกย้ายและชดใช้เงินแล้ว คุณกนกรัตน์กลับถูก ป.ป.ช. เข้ามาสอบสวนหลายครั้ง โดยคุณกนกรัตน์ได้ชี้แจงตามความจริงว่ามีเพียงแค่การเซ็นชื่อร่วมเท่านั้น
* ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด: ในที่สุด วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 คุณกนกรัตน์ได้รับหนังสือแจ้งจากเขตว่า ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดว่าร่วมกับอดีต ผอ. โกงเงินโรงเรียนเมื่อ 13 ปีที่แล้ว โดยมีความผิดวินัยร้ายแรง มีโทษปลดออกและไล่ออก ภายใน 30 วัน
* ความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม: คุณกนกรัตน์ยอมรับเพียงความผิดเดียวคือการเซ็นชื่อจริง แต่ทำไปด้วยความไม่รู้และไม่มีประสบการณ์ และทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา โดยยืนยันว่าไม่เคยถือเงินหรือใช้จ่ายเงินโรงเรียนแม้แต่น้อย
* ผลกระทบต่อชีวิต: คุณกนกรัตน์เป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องส่งเสียลูกสองคนและพ่อแม่ สามีไม่มีอาชีพ จึงไม่มีเงินจ้างทนายมาสู้คดี
* คำขอความช่วยเหลือ: คุณกนกรัตน์ต้องการเรียกร้องความยุติธรรมและขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงสื่อมวลชนและทนายความ เพื่อช่วยแก้ไขสถานการณ์นี้
สรุปของสรุป
* กรณีครูถูกไล่ออก: สพฐ. รับทราบกรณีครูสาวใน จ.กาญจนบุรี ถูกไล่ออกจากราชการจากการถูก ป.ป.ช. ชี้มูลว่ามีส่วนร่วมทุจริตเงินอาหารกลางวันเมื่อ 13 ปีก่อน แม้ครูระบุว่าเพียงเซ็นเอกสารตามคำสั่ง ผอ.
* สิทธิในการอุทธรณ์: สพฐ. ต้องดำเนินการตามมติ ป.ป.ช. แต่ครูยังมีกระบวนการยื่นอุทธรณ์ โดยสามารถนำหลักฐานที่แสดงความบริสุทธิ์และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตมายื่นต่อ สพฐ. และ ก.ค.ศ. เพื่อพิจารณา
* โอกาสกลับคำตัดสิน: หากพบว่าครูไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจริง สามารถกลับคำตัดสินและเปลี่ยนการลงโทษจากการไล่ออกเป็นโทษอื่นที่เหมาะสมได้
* อุทธรณ์ต่อศาลปกครอง: หาก ก.ค.ศ. เห็นชอบตามมติ ป.ป.ช. ครูยังสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองได้
* แนวทางแก้ปัญหาการเงินของครู: สพฐ. กำลังออกแบบแนวทางให้ครูไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับงานการเงิน โดยพิจารณาใช้พนักงานธุรการที่ สพฐ. กำกับดูแลเข้ามาทำหน้าที่แทน พร้อมทั้งอบรมความรู้ด้านการเงินเพิ่มเติมและเพิ่มค่าตอบแทนให้ด้วย
เกี่ยวข้องกัน
อยากแชร์ประสบการณ์ของเราให้ท่านรองหมีฟังเกี่ยวกับการถูก ปปช.แจ้งข้อกล่าวหา ว่ารวมมือกับ ผอ.และเจ้าหน้าที่การเงินทุจริตเงินนมและอาหารกลางวันของโรงเรียน
เริ่มเรื่องคือ เราบรรจุใน สพป.กทม.ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย เอกคอมพิวเตอร์ ในปี 2558 พอบรรจจุปุ๊บเจ้าหน้าที่การเงินเกษียณอายุราชการ เลยให้บัญชีคนเก่าเป็นเจ้าหน้าที่การเงิน แล้วเรามาใหม่ ผอ.ให้เป็นเจ้าหน้าที่บัญชี มีหน้าที่ทำบัญชีโดยคนสอนงานคือเจ้าหน้าที่การเงินที่เคยทำบัญชีมาก่อน
ในระหว่างนั้นก็ทำมาเรื่อย ๆ ไม่มีปัญหาอะไร จนมาปี ๒๕64 เราจับได้ว่า เจ้าหน้าที่การเงินได้มีการยักยอกเงิน นม อาหารกลางวัน และเงินรายได้สถานศึกษา ของโรงเรียนในในระหว่างนั้นเราไม่เคยมีประสบการณ์หรือมีความรู้เรื่องนี้เลยว่าเราควรทำยังไง ท่านผอ.เลยแจ้งเขต และมีคนมาแนะนำให้เราทำเรื่องแจ้ง ปปช. ถ้าหากอยากได้เงินคืน เพราะเงินก็มีจำนวนหลายล้านอยู่ ซึ่งเราและ ผอ.ไม่เคยมีความรู้และไม่เคยศึกษาอะไรเกี่ยวกับ ปปช.เลยทำหนังสือแจ้งไป
พอปี ๒๕66 ปปช ลงมาตรวจเอกสารและเรียกทุกคนไปสอบปากคำ เรื่องที่มีการแจ้งไป หลักจากนั้นประมาณ สองอาทิตย์ ปปช. มีหนังสือลงมาว่าเรามีความผิดในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงบัญชีและร่วมมือกับเจ้าหน้าที่การเงินและ ผอ.ทุจริตเงิน นม อาหารกลางวันโรงเรียน ซึ่งส่งผลให้เสียหายต่อทางราชการอย่างร้ายแรง และใช่สิ่งที่เราทำนั้นทำตามที่เจ้าหน้าที่คนนั้นสอน เมื่อเขียนผิด ก็ขีดฆ่าและแก้ไขตัวเลขตามที่เจ้าหน้าที่การเงินบอก เราไม่เคยคิดถึงเรื่องของการทุจริตด้วยเลยทำตามหมดเลย ในเวลานั้น เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหน้าที่นั้นคือเราคนทำ เราเลยรวบรวมหลัก ทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสาร รวมถึงหาทนายเพื่อสอบถามพูดคุย เราไม่เคยชะล่าใจว่าเราไม่ได้ทำไม่ต้องกลัวยังไงก็ไม่ผิด
ซึ่งเมื่อ ปปช.แจ้งข้อกล่าวหา เขาให้โอกาศเราเขียนชี้แจงข้อกล่าวหานั้น 15 วัน เราปรึกษาทนายทุกขั้นตอน ทุกตัวอักษรที่เราเขียนแก้ต่างไป ซึ่งทนายท่านน่ารักมากและช่วยได้ดีมาก ท่านจะบอกว่าเราจะปฏิเสธหน้าที่เราไม่ได้ ถ้าเราปฏิเสธจะหมายถึงการละเว้นหน้าที่ที่เราได้รับแต่งตั้งทันที เราต้องชน ว่าหน้าที่เราทำอะไรบ้างและต้องหาพยานบุคคลและพยานเอกสาร ทุกตัวอักษรที่เขียนไปต้องระวังช่องโหว่ที่สุด เราก็เขียนไป ในระหว่างนั้น เราก็ติดตามตลอดว่าเรื่องไปถึงไหนแล้วโดยจะโทรสอบถามที่ ปปช ตลอด
จนผ่านไป 1 ปี เมื่อเดือน สิงหาคม ๒๕67 ปปช.มีหนังสือมาว่ายกข้อกล่าวหาเรา เนื่องจากพยานหลักฐานชี้ได้ว่าบริสุทธิ์ แต่ท่าน ผอ. ท่านมั่นใจว่าท่านบริสุทธิ์ใจไม่มีการทุจริต ท่านว่าตัวท่านไม่ได้ทำและร่วมมือกับเจ้าหน้าที่การเงินทุจริต ท่านเลยชะล่าใจ สุดท้ายแล้วท่านก็เลยโดน ปปช.แจ้งข้อกล่าวหาและต้องขึ้นศาล แต่ท่านเกษียณแล้ว อาจะไม่ถูกไล่ออกหรือปลดออก แต่น่าจะได้คดี อาญาแทน
แค่อยากบอกเพื่อนครูว่าเราปฏิเสธหน้าที่ของเราไม่ได้ และเราอย่าชะล่าใจว่าเราไม่ได้ทำไม่น่าจะโดนอะไร เพราะ ปปช.เขาดูตามหลักฐานที่เขาเห็น ให้เราสู้เพื่อตัวเราเองและครอบครัว หากโดนแจ้งข้อกล่าวหา ให้ตั้งสติ และอย่าคิดว่าไม่ได้ทำไม่มีความผิด ให้เรารีบหาหลักฐานและหาคนที่มีความรู้เรื่องกฏหมายมาเป็นที่ปรึกษาให้เร็วที่สุด
ที่มา ; FB ครูหมี
เกี่ยวข้องกัน
รมว.ศธ. “นฤมล” สั่ง สพฐ.-สพท.สอบข้อเท็จจริง “ครูกาญจนบุรี” ร้องขอความเป็นธรรม หลังถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด พร้อมเตรียมหารือลดภาระงานครู
6 กรกฎาคม 2568 – ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ตนได้รับรายงานกรณีข้าราชการครูผู้รับผิดชอบงานการเงินของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี ร้องขอความเป็นธรรม ภายหลังถูกชี้มูลความผิดร่วมกับอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน จากการลงนามในเอกสารเบิกจ่ายค่าอาหารกลางวัน โดยตนได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้นสังกัดแล้ว
“จากรายงานพบว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งลงโทษทางวินัยออกโดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแต่อย่างใด สำหรับการดำเนินการในขั้นต่อไป สพฐ. ได้จัดเตรียมนิติกรจากส่วนกลาง เพื่อสนับสนุนการให้คำปรึกษาทางกฎหมายและการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ครูสามารถใช้สิทธิในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 ได้อย่างเต็มที่ ยืนยันกระทรวงศึกษาธิการพร้อมช่วยเหลืออย่างเต็มที่ หากไม่มีส่วนรู้เห็น และไม่ได้ร่วมกระทำความผิด พร้อมอยู่เคียงข้างและสนับสนุนในทุกขั้นตอน เพื่อให้สามารถใช้สิทธิและเข้าถึงความเป็นธรรมได้อย่างมั่นใจ“ศ.ดร.นฤมล ระบุ
ศ.ดร.นฤมล กล่าวย้ำว่า ครู คือ บุคคลสำคัญเป็นต้นแบบหรือแบบพิมพ์ที่ใช้หล่อหลอมนักเรียนให้เป็นคนดี และมีคุณภาพของสังคม หน้าที่หลักครูคือการถ่ายทอดความรู้และอบรมสั่งสอนนักเรียนให้เป็นคนดี มีความรู้ มีความสามารถ และมีคุณธรรม ทั้งนี้ ตนเองจะหารือกับผู้บริหาร ศธ. เพื่อทบทวนบทบาทภาระงานของครูที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะงานด้านการเงินและพัสดุ ซึ่งมีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงเชิงกฎหมายสูง เพื่อลดภาระให้กับครู ให้ครูทำหน้าที่อย่างเหมาะสมกับวิชาชีพครูมากยิ่งขึ้น
รมว.ศธ. “นฤมล” สั่ง สพฐ.-สพท.สอบข้อเท็จจริง “ครูกาญจนบุรี” ร้องขอความเป็นธรรม หลังถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด พร้อมเคียงข้างให้ความช่วยเหลือ เตรียมหารือทบทวนบทบาท-ภาระงานครู ลดงานที่ไม่เกี่ยวการสอน
ที่มา ; ศธ.๓๖๐ องศา
เกี่ยวข้องกัน
"นฤมล" จัดนิติกรช่วยครูสาวเมืองกาญจน์ ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ไล่ออก ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้อง
นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานกรณีข้าราชการครูผู้รับผิดชอบงานการเงินของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี ได้ร้องขอความเป็นธรรม ภายหลังถูกชี้มูลความผิดร่วมกับอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน จากการลงนามในเอกสารเบิกจ่ายค่าอาหารกลางวัน โดยได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ต้นสังกัดแล้ว จากรายงานพบว่า ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งลงโทษทางวินัยออกโดยเขตพื้นที่ฯ แต่อย่างใด
สำหรับการดำเนินการในขั้นต่อไป สพฐ. ได้จัดเตรียมนิติกรจากส่วนกลาง เพื่อสนับสนุนการให้คำปรึกษาทางกฎหมาย และการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ครูสามารถใช้สิทธิในการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. พ.ศ.2561 ได้อย่างเต็มที่ ยืนยันกระทรวงศึกษาธิการพร้อมช่วยเหลืออย่างเต็มที่ หากไม่มีส่วนรู้เห็น และไม่ได้ร่วมกระทำความผิด พร้อมอยู่เคียงข้าง และสนับสนุนในทุกขั้นตอน เพื่อให้สามารถใช้สิทธิ และเข้าถึงความเป็นธรรมได้อย่างมั่นใจ
โดยครู คือบุคคลสำคัญเป็นต้นแบบหรือแบบพิมพ์ที่ใช้หล่อหลอมนักเรียนให้เป็นคนดี และมีคุณภาพของสังคม หน้าที่หลักครูคือการถ่ายทอดความรู้ และอบรมสั่งสอนนักเรียนให้เป็นคนดี มีความรู้ มีความสามารถ และมีคุณธรรม ทั้งนี้จะหารือกับผู้บริหาร ศธ. เพื่อทบทวนบทบาทภาระงานของครูที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอน โดยเฉพาะงานด้านการเงิน และพัสดุ ซึ่งมีความซับซ้อน และมีความเสี่ยงเชิงกฎหมายสูง เพื่อลดภาระให้กับครู ให้ครูทำหน้าที่อย่างเหมาะสมกับวิชาชีพครูมากยิ่งขึ้น
ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์ 7 กรกฎาคม 2568
ข้อมูลประกอบ
การทบทวนมติ ตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
เป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน สามารถขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาทบทวนมติชี้มูลความผิดทางวินัยได้ หากมีพยานหลักฐานใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำความผิด หรือกระทำความผิดในฐานความผิดที่แตกต่างไปจากเดิม
หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการทบทวนความเห็นตามมาตรา 99
· ผู้มีสิทธิขอทบทวน: ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนของผู้ถูกกล่าวหา
· เงื่อนไข: ต้องมีพยานหลักฐานใหม่ที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดในฐานความผิดที่แตกต่างไปจากเดิม
· รูปแบบการยื่นขอทบทวน: ต้องทำเป็นหนังสือพร้อมแนบเอกสารและพยานหลักฐานใหม่
ขั้นตอนการดำเนินการ
· การรวบรวมพยานหลักฐาน: ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน รวบรวมพยานหลักฐานใหม่ที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่ขอทบทวน
· การจัดทำหนังสือขอทบทวน: จัดทำหนังสือขอทบทวนมติ โดยระบุรายละเอียดของกรณีที่ขอทบทวน เหตุผลในการขอทบทวน และแนบพยานหลักฐานใหม่
· การยื่นหนังสือขอทบทวน: ยื่นหนังสือขอทบทวนต่อสำนักงาน ป.ป.ช.
· การพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช: คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาหนังสือขอทบทวนและพยานหลักฐานใหม่ หากเห็นว่าพยานหลักฐานใหม่มีน้ำหนักเพียงพอ คณะกรรมการ ป.ป.ช. อาจมีมติให้ทบทวนมติเดิม
· การแจ้งผลการพิจารณา: สำนักงาน ป.ป.ช. แจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ขอทบทวนทราบ
ตัวอย่างกรณีที่อาจนำไปสู่การทบทวนความเห็น
· มีพยานบุคคลใหม่ที่ให้การยืนยันว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้อยู่ในสถานที่เกิดเหตุในขณะที่เกิดการกระทำความผิด
· มีเอกสารหลักฐานใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย
· มีผลการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ใหม่ที่หักล้างผลการตรวจสอบเดิม
ข้อควรระวัง
* การขอทบทวนความเห็นตามมาตรา 99 ไม่ใช่การอุทธรณ์มติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
* พยานหลักฐานใหม่ที่จะนำมาใช้ในการขอทบทวน ต้องเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นภายหลังจากการมีมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และแนวทางการเสนอพยานหลักฐานใหม่ของผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนเพื่อขอให้พิจารณาทบทวนมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561


https://1drv.ms/b/c/c544ac76b607178e/Efp8ZJBy7fBDh67LlX00shkBNWg_6VEizPWxFxsiftNbIw?e=RZ2bWj
เกี่ยวข้องกัน
ป.ป.ช. เดินหน้าแก้ปัญหาอาหารกลางวัน เสนอ 3 มาตรการลดเสี่ยงทุจริต
วันนี้ (17 ธันวาคม 2568) นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการฯ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบให้เสนอมาตรการเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการทุจริตในการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียนต่อคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
สืบเนื่องจากโครงการอาหารกลางวันนักเรียนเป็นโครงการของรัฐที่มีวัตถุประสงค์ให้นักเรียนได้รับอาหารที่มีคุณภาพและครบถ้วนตามหลักโภชนาการ แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมากลับพบปัญหาเกี่ยวกับการทุจริตและการดำเนินโครงการที่ไม่เป็นไปตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง อาทิ นักเรียนไม่ได้รับอาหารกลางวันที่เหมาะสม ไม่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ รวมทั้งมีการทุจริตเงินในโครงการอาหารกลางวัน
สำนักงาน ป.ป.ช. เห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงดำเนินการศึกษาเพื่อกำหนดมาตรการในการป้องกันการทุจริตในการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียน จากการศึกษาพบประเด็นความเสี่ยงต่อการทุจริต และเห็นควรมีมาตรการเพื่อป้องกันการทุจริตในการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียนใน 3 ประเด็น ดังต่อไปนี้
1. การจัดซื้อจัดจ้าง เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด เปิดให้ผู้ปกครองและชุมชนร่วมตรวจสอบ เผยแพร่เมนูและภาพอาหารประจำวันผ่านออนไลน์ และจัดทำคู่มือมาตรฐานกลางเพื่อลดช่องว่างการทุจริต
2. ประเด็นการขาดความรู้ความเข้าใจของผู้ปฏิบัติงาน
จากการศึกษาพบว่า โรงเรียนจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่มีบุคลากรจำกัด ยังขาดความรู้และความเข้าใจที่จำเป็นต่อการบริหารโครงการอาหารกลางวันและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ส่งผลให้ในหลายกรณีเกิดข้อผิดพลาดหรือการปฏิบัติไม่เป็นไปตามระเบียบโดยไม่ได้มีเจตนาทุจริต
นอกจากนี้ บริบทพื้นที่ที่มีความแตกต่างกันยังเป็นปัจจัยสำคัญ เช่น โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลจำเป็นต้องจัดซื้อวัตถุดิบในราคาสูงกว่าปกติ หรือมีข้อจำกัดจากผู้จำหน่ายซึ่งมักเป็นร้านค้าขนาดเล็กที่ไม่สามารถออกใบเสร็จรับเงินได้ รวมทั้งโรงเรียนบางแห่งประสบปัญหาการขาดแคลนผู้รับจ้างประกอบอาหาร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้การดำเนินโครงการอาหารกลางวันมีความยากและซับซ้อนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการใช้งานระบบ Thai School Lunch ของเจ้าหน้าที่ ทำให้ไม่สามารถวางแผนเมนูอาหารตามหลักโภชนาการได้ครบถ้วนและต่อเนื่อง
จึงมีข้อเสนอแนะให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกรมบัญชีกลาง และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เร่งพัฒนาศักยภาพและทักษะของผู้ปฏิบัติงาน โดยร่วมกันกำหนดหลักสูตรการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง ให้ครอบคลุมทั้งด้านการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้งานระบบ Thai School Lunch พร้อมทั้งมีการประเมินผลและปรับปรุงหลักสูตรอย่างสม่ำเสมอ และควรพิจารณาจัดทำสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบ E-Learning เพื่อให้บุคลากรสามารถศึกษาได้ทุกเวลา รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษา (Helpdesk) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับระเบียบที่เกี่ยวข้อง
3. ประเด็นในการตรวจสอบ กำกับ และติดตามโครงการ
จากการศึกษาพบว่า การลงพื้นที่ตรวจสอบ กำกับ และติดตามโครงการอาหารกลางวันนักเรียนยังมีข้อจำกัดหลายประการ อาทิ ขาดการบูรณาการในการลงพื้นที่ตรวจสอบ ขาดความต่อเนื่อง และขาดผู้ตรวจสอบที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการให้คำแนะนำที่ถูกต้อง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่บางส่วนยังปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบ
จึงมีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ กำกับดูแลหน่วยงานในสังกัดทุกระดับให้ดำเนินการตรวจสอบ กำกับ และติดตามโครงการอาหารกลางวันอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งบูรณาการการทำงานระหว่างส่วนกลางและพื้นที่ โดยควรประสานผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดซื้อจัดจ้างเข้าร่วมการตรวจสอบ และจัดทำระบบรายงานผลการดำเนินงาน ปัญหา และอุปสรรคอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ มาตรการเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการทุจริตในการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียนดังกล่าว จะได้นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นแนวทางในการป้องกันการทุจริตต่อไป
ที่มา ; PPTVHD36