สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M270_ผลการประชุมรัฐมนตรีด้านการศึกษา (APREMC) ครั้งที่ 2

สรุปมติคณะรัฐมนตรี รับทราบผลการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 (การศึกษา 2030) ครั้งที่  

สาระสำคัญ

การประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 (การศึกษา 2030) ครั้งที่ 2 (2nd Asia-Pacific Regional Education Minister’s Conference on SDG4-Education 2030 (APREMC-II) ประสบความสำเร็จด้วยดีตามเจตนารมณ์ของ ศธ. และสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ ในการจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการศึกษา 

ทั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อคิดเห็น วิสัยทัศน์ และแนวทางการพัฒนาด้านการศึกษาเพื่อรับมือกับสถานการณ์และบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก รวมถึงการฟื้นฟูการศึกษาจากโรคโควิด-19 โคยมีรัฐมนตรีศึกษาจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเดินทางมาเข้าร่วมการประชุม จำนวน 17 ประเทศ เข้าร่วมการประชุมแบบทางไกล 3 ประเทศ ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ หน่วยงาน องค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมประมาณ 350 คน 

สรุปสาระสำคัญ
2.1 การประชุมเชิงวิชาการ จัดขึ้นในวันที่ 5 มิถุนายน 2565 ประกอบด้วย การนำเสนอและรายงานเกี่ยวกับดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมาย SDG4 ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และการประชุมกลุ่มย่อยเกี่ยวกับประเด็นด้านการศึกษา เพื่ออภิปรายแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ปัญหาท้าทาย และแนวทางส่งเสริมการพัฒนาด้านการศึกษาอย่างครอบคลุมในมิติต่าง ๆ จำนวน 10 หัวข้อ ดังนี้


          1) Learning Recovery and Addressing the Learning Crisis การฟื้นฟูการเรียนรู้และการจัดการวิกฤตการเรียนรู้จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเรียนในโรงเรียน และต้องเรียนรู้ผ่านระบบทางไกล ซึ่งส่งผลต่อการเข้าถึงการศึกษาและคุณภาพที่ไม่เท่าเทียม ดังนั้นการฟื้นตัวจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ด้วยการใช้กลยุทธ์การฟื้นฟูที่เหมาะสม ซึ่งกลยุทธ์การฟื้นฟูการเรียนรู้จะแตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละภูมิภาค

          2) Equity, Inclusion and Gender Equality ความเสมอภาค ความครอบคลุมและความเท่าเทียมระหว่างเพศในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ เด็กจากครอบครัวและชุมชนชายขอบและด้อยโอกาส กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กผู้หญิง เด็กพิเศษ เด็กกลุ่ม LGBTI เด็กและเยาวชนที่ไม่เคยเข้าเรียนหรือออกจากโรงเรียนกลางคัน ดังนั้น จึงมีกรอบแนวคิด “การกลับมาที่ดีกว่าเดิมและเท่าเทียมมากขึ้น” เพื่อพัฒนาการศึกษาหลังการแพร่ระบาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มเด็กชายขอบและเด็กเปราะบาง

          3) Digital Transformation การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลด้านการศึกษานำไปสู่การพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ซึ่งช่วยสนับสนุนการศึกษาที่ครอบคลุมได้มากยิ่งขึ้น เพิ่มการเข้าถึงข้อมูลและความรู้ เสริมสร้างกระบวนการทางการศึกษา และพัฒนาผลการเรียนรู้ โดย ICT เป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถช่วยให้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพในช่วงที่มีการหยุดชะงักทางการศึกษาและโรงเรียนปิด ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในการศึกษาจะช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูการเรียนรู้ และการปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความครอบคลุม ความยืดหยุ่นและคุณภาพของการจัดการศึกษา

          4) Higher Education and Adult Learning การอุดมศึกษาและการศึกษาผู้ใหญ่ควรได้รับการฟื้นฟูจากการสูญเสียโอกาสทางการเรียนในช่วงการแพร่ระบาด การอุดมศึกษาจำเป็นต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับพลเมืองโลกและนักคิดที่สร้างสรรค์ ส่วนด้านการศึกษาผู้ใหญ่นั้น ภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีพัฒนาด้านการอ่านออกเขียนได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในระดับอนุภูมิ อัตราการอ่านออกเขียนได้ของเยาวชนและผู้ใหญ่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในระดับโลก ดังนั้น จึงต้องเร่งดำเนินการเพื่อเพิ่มอัตราการรู้หนังสือของผู้ใหญ่ต่อไป

          5) Financing and Governance การเงินและการจัดการบริหาร มุ่งเน้นการให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ประเด็นปัญหาท้าทายที่เกิดขึ้นในภูมิภาค ได้แก่ การจัดสรรค่าใช้จ่ายในภาคสังคมและภาครัฐที่ไม่เพียงพอและล่าช้า ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของรัฐลดลงอยู่ในระดับต่ำสุดของเกณฑ์มาตรฐาน ตามกรอบการดำเนินงานวาระการศึกษา 2030 จึงได้เสนอแนะว่าควรกำหนดงบประมาณสำหรับการศึกษาร้อยละ 4 – 6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (Gross Domestic Product : GDP)

          6) Transformative Education (ESD, GCED, Health and Wellbeing) การศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงเน้นการส่งเสริมให้ทุกคนพัฒนาศักยภาพเพื่อสันติและการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้ความสำคัญกับการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Education for Sustainable Development : ESD) พลเมืองโลกศึกษา (Global Citizenship Education : GCED) การศึกษาเพื่อสุขภาพและสุขภาวะที่ดี (Education for Health and Well-being : EHW) และสุขภาพและโภชนาการภายในโรงเรียน (School Health and Nutrition :SHN) อันเป็นปัจจัยสู่การมีวิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงชีวิต สังคม และโลก รวมถึงการสร้างสังคมที่สงบสุข ยุติธรรม และยั่งยืน

          7) Early Childhood Care and Education การดูแลและการศึกษาเด็กปฐมวัย โดยช่วงวัยแรกเกิดถึงอายุ 8 ปี เป็นช่วงสำคัญของการพัฒนาซึ่งสามารถส่งผลต่อช่วงวัยต่อไปในชีวิต ดังนั้น เด็กปฐมวัยจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาและปราศจากอุปสรรคต่าง ๆ เช่น ความยากจน ความหิวโหย ความรุนแรง และการถูกคุกคาม เพื่อให้เกิดพัฒนาการทางจิตใจอารมณ์ พฤติกรรม และการเรียนรู้ที่ดีต่อไป

          8) Adolescents and Youth Learning and Skills development การเรียนรู้และการพัฒนาทักษะของวัยรุ่นและเยาวชน เพื่อให้มีศักยภาพและทักษะที่เหมาะสม สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานและการมีส่วนร่วมในสังคมได้ โดยให้ความสำคัญทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบ

          9) Teachers การส่งเสริมศักยภาพและการเตรียมความพร้อมครูเพื่อรับมือกับผลกระทบของโรคโควิด-19 ทั้งด้านการเรียนการสอน ทักษะการใช้เทคโนโลยี ความเครียดทางกายและทางใจ ดังนั้น จึงควรปรับโครงสร้างในการจ้างและการฝึกอบรมครูเพื่อให้สามารถฟื้นฟูการเรียนรู้ใด้อย่างทันเหตุการณ์

          10) Data and Monitoring การจัดทำนโยบายที่เกี่ยวข้องและการประเมินอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้สามารถเก็บข้อมูลการศึกษาระดับชาติได้ดีมากยิ่งขึ้น ช่วยให้สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์สภาพจริง ปัญหา และความต้องการทางการศึกษาได้อย่างตรงประเด็นมากยิ่งขึ้น รวมทั้งนำไปสู่แนวทางการฟื้นฟูการเรียนรู้และการปฏิรูปการศึกษาต่อไป

2.2 การประชุมระดับรัฐมนตรี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 7 มิถุนายน 2565 โดยมีการประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรี แบ่งออกเป็น 2 หัวข้อ ได้แก่

          1) The Learning Recovery and Addressing the Learning Crisis การฟื้นฟูการเรียนรู้และการแก้ไขวิกฤตการเรียนรู้ โดยรัฐมนตรีศึกษาประเทศต่าง ๆ แสดงวิสัยทัศน์เชิงนโยบายและยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความมั่นใจในการกลับไปเรียนในโรงเรียนอย่างปลอดภัย และการฟื้นฟูการเรียนรู้อย่างมีศักยภาพในอีก 2 ปีข้างหน้า อีกทั้งยังได้ระบุถึงขอบเขตในการฟื้นฟูการศึกษาจากโรคโควิด-19 ได้แก่ การเปิดโรงเรียนอย่างปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ การกลับเข้าไปเรียนใหม่อย่างมีศักยภาพและการรักษาสถานภาพของผู้เรียนอย่างเท่าเทียม ยุทธศาสตร์ฟื้นฟูการเรียนรู้ รวมถึงการประเมินระดับการเรียนรู้และระบุถึงช่องว่าง การกำหนดมาตรการการเยียวยา เช่น โปรแกรมการเรียนที่มีความแตกต่างและโปรแกรมให้ผู้เรียนสามารถติดตามการสอนได้ทัน การประยุกต์หลักสูตร การปรับปฏิทินโรงเรียนและเวลาการสอน การบริหารจัดการด้านงบประมาณสำหรับฟื้นฟูการศึกษาโดยมีงบประมาณอย่างพอเพียง การจัดสรรงบประมาณอย่างเท่าเทียม และการใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ

          2) Transforming Education and its Systems โดยคำนึงถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาเพื่อสร้างความเท่าเทียม ยืดหยุ่น และรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้มากขึ้น เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับปัจเจกบุคคล สังคม เศรษฐกิจ ส่งเสริมให้เกิดสันติภาพ การมีส่วนร่วม และความยั่งยืนในอนาคตเพื่อมนุษยชาติและโลก ทั้งนี้ ที่ประชุมได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาเพื่อให้มีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคตได้มากขึ้น การเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า ผู้เรียนได้รับการพัฒนาให้มีศักยภาพในการใช้ชีวิตและอาชีพการงานที่เหมาะสมกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงการจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพสำหรับดำเนินการเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา
 

ทั้งนี้ ประโยชน์ที่ไทยได้รับ คือ การได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการพัฒนาด้านการศึกษาในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมุมมองใหม่และข้อคิดเห็นระหว่างประเทศสมาชิก รวมถึงทิศทางการดำเนินงานที่เข้มแข็งเพื่อเตรียมพร้อมเดินหน้าสำหรับการฟื้นฟูด้านการศึกษาหลังจากการแพร่ระบาดโรคโควิด 19 และการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการรับมือกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สถานการณ์ที่คาดไม่ถึง รูปแบบการเรียนรู้ที่ต้องปรับเปลี่ยนตามบริบท รวมถึงบทบาทของเทคโนโลยีเพื่อนำมาใช้ในการศึกษาให้มีคุณภาพและเท่าเทียม นอกจากนี้ ยังได้กระชับความร่วมมือทั้งด้านการศึกษาและภายใต้กรอบงานยูเนสโกระหว่างสำนักงานยูเนสโกระดับภูมิภาคและประเทศสมาชิกในการฟื้นฟูกิจกรรมที่หยุดชะงักไป โดยมีข้อริเริ่มโครงการและความร่วมมือจากประเทศสมาชิกที่ส่งเสริมพัฒนาด้านการศึกษา การพัฒนาครู ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย SDG4 

ที่มา ; ศธ 360 องศา 

สรุปสาระสำคัญ

 

คณะรัฐมนตรีรับทราบผลการประชุมระดับรัฐมนตรีด้านการศึกษาแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 4 (SDG4 : Education 2030) ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงศึกษาธิการร่วมกับยูเนสโก เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ วิสัยทัศน์ และแนวทางพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงและการฟื้นฟูการศึกษาหลังวิกฤตโควิด-19 การประชุมประกอบด้วยการประชุมเชิงวิชาการและการประชุมระดับรัฐมนตรี โดยเน้นประเด็นสำคัญ 10 ด้าน อาทิ การฟื้นฟูการเรียนรู้ ความเสมอภาคและการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การอุดมศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต การจัดสรรงบประมาณ การพัฒนาครู การดูแลเด็กปฐมวัย และการใช้ข้อมูลเพื่อกำหนดนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ 

สาระสำคัญของการประชุมระดับรัฐมนตรี คือ การกำหนดยุทธศาสตร์ฟื้นฟูการเรียนรู้ การเปิดโรงเรียนอย่างปลอดภัย การเยียวยาช่องว่างการเรียนรู้ และการปฏิรูประบบการศึกษาให้มีความยืดหยุ่น เท่าเทียม และรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิดในอนาคต ประโยชน์ที่ไทยได้รับคือ การเรียนรู้แนวปฏิบัติที่ดีจากนานาประเทศ เสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษาและการพัฒนาครู เพื่อขับเคลื่อน SDG4 สู่การศึกษาที่มีคุณภาพ เท่าเทียม และยั่งยืน 

ข้อสอบ

 

ข้อ 1 วัตถุประสงค์หลักของการจัดการประชุม APREMC-II คือข้อใด
ก. กำหนดหลักสูตรกลางของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
ข. ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของประเทศสมาชิก
ค. แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และแนวทางพัฒนาการศึกษาเพื่อบรรลุ SDG4
ง. จัดสรรงบประมาณการศึกษาร่วมกันระหว่างประเทศ

 

ข้อ 2 ประเด็น “Learning Recovery and Addressing the Learning Crisis” ให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากที่สุด
ก. การเพิ่มชั่วโมงเรียนให้เท่ากันทุกประเทศ
ข. การฟื้นฟูการเรียนรู้ตามบริบทที่แตกต่างของแต่ละพื้นที่
ค. การยกเลิกการเรียนออนไลน์ถาวร
ง. การประเมินผลด้วยข้อสอบมาตรฐานเพียงอย่างเดียว

 

ข้อ 3 แนวคิด “Build Back Better and More Equitable” สอดคล้องกับข้อใดมากที่สุด
ก. การเน้นการแข่งขันทางวิชาการ
ข. การพัฒนาการศึกษาเฉพาะกลุ่มคนเก่ง
ค. การฟื้นฟูการศึกษาที่คำนึงถึงกลุ่มเปราะบางและความเท่าเทียม
ง. การลดบทบาทภาครัฐด้านการศึกษา

 

ข้อ 4 ข้อใดเป็นสาระสำคัญด้าน “Financing and Governance” ตามกรอบ Education 2030
ก. ลดงบประมาณการศึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ข. จัดสรรงบประมาณการศึกษาร้อยละ 1–2 ของ GDP
ค. ใช้เงินภาคเอกชนทดแทนงบรัฐทั้งหมด
ง. จัดสรรงบประมาณการศึกษาประมาณร้อยละ 4–6 ของ GDP

 

 

ข้อ 5 หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องนำผลการประชุมไปใช้ในโรงเรียน แนวทางใดเหมาะสมที่สุด
ก. เน้นสอนเนื้อหาตามตำราอย่างเคร่งครัด
ข. ปรับระบบการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่น เท่าเทียม และใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
ค. ลดการใช้เทคโนโลยีในชั้นเรียน
ง. มุ่งจัดกิจกรรมเฉพาะนักเรียนกลุ่มเด่น

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น