สมาชิกเข้าสู่ระบบ

พ่อลูกผูกคอตาย สะท้อนรัฐทำหน้าที่ไม่ดีพอ

กรณีมีคนไปพบศพ นายไพบูลย์ โจมรัมย์ หรือแอ๊ด อายุ 31 ปี และ น้องข้าว อายุ 10 ปี นักเรียนชั้น ป.4 ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ผูกคอติดกับตัวบ้านลักษณะศพหันหน้าเข้าหากัน ที่บ้าน ต.สาวเอ้ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ สภาพศพเริ่มเน่าเปื่อย คาดเสียชีวิตมาประมาณ 3 วัน ชาวบ้านไปพบศพเมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา 

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ หรือครูจุ๊ย กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า กล่าวว่า ตนคิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันกับหลายหน่วยงาน จากที่ทราบครอบครัวนี้ไม่มีไฟฟ้าใช้มา 3 ปีแล้ว และอยู่ในสภาวะยากจนมาเป็นระยะเวลานานมาน นั่นหมายถึงว่า หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้าไม่ถึงครอบครัวนี้เลย นี่คือ 1 ปัญหาที่เราพบจากข่าวนี้ นอกจากนี้ ได้พบอีกปัญหาหนึ่ง คือ น้องกำลังเขียนจดหมายขอทุนเรียนดีของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งแปลว่าครอบครัวนี้สามารถเข้าถึงโอกาสได้รับการช่วยเหลือบ้าง แต่สุดท้ายกลับไม่ทัน และมาจบชีวิตเสียก่อน

น.ส.กุลธิดากล่าวต่อว่า สัญญาณเหล่านี้เป็นการส่งสัญญาณที่น่ากังวล น่าเป็นห่วง และเป็นสัญญาณที่รุนแรงส่งถึงสังคมแล้ว ว่ากลไกภาครัฐ ยังไม่ฟังก์ชั่นได้ดีเพียงพอ และกลไกชุมชนในสังคมก็ไม่สามารถช่วยกันได้ ส่วนหนึ่งคนในสังคมรอบตัวอาจจะเจอความยากลำบากเช่นกัน จึงไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือครอบครัวนี้อย่างไร และอาจจะเข้าไม่ถึงองค์ความรู้ว่าถ้าช่วยไม่ได้แล้วจะสามารถไปติดต่อทางไหน หน่วยงานไหน เพื่อช่วยเหลือครอบครัวนี้บ้าง

น.ส.กุลธิดากล่าวต่อว่า ซึ่งก็วนกลับมาเรื่องเดิมว่ารัฐยังทำหน้าที่ไม่ดีพอ โดยเรื่องนี้เป็นหน้าที่โดยตรงของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ตนเข้าใจว่าทางโรงเรียนพยายามช่วยเหลือน้องเต็มที่แล้ว ไม่อย่างนั้นน้องจะไม่มีใบสมัครทุน กสศ. แต่สิ่งที่อยากให้ทบทวนมากๆ คือ ไม่ว่าจะเป็นกลไกช่วยเหลือจาก พม. และกลไกการขอทุนของนักเรียนยากจน ที่อาจจะทบทวนกระบวนการ ว่าจะทำยังไงให้กระบวนการช่วยเหลือเกิดขึ้นเร็วที่สุด เพราะบางชีวิตเขารอไม่ได้ และครอบครัวนี้เขาก็รอมาแล้ว 3 ปี

คิดว่าสังคมต้องตื่น แล้วถ้ารัฐยังทำไม่ได้ดีพอ พวกเราในฐานะประชาชนต้องเรียกร้องให้รัฐจัดการเรื่องนี้ให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่านี้ ให้เร็วกว่านี้ ให้เข้าถึงตัวเด็กไวกว่านี้ ไม่ควรมีเด็กหรือใครที่ต้องตายเพราะความจน เราอยู่ในสังคมที่เราต้องดูคนตายต่อหน้าต่อตา เพราะเขาไม่มีเงินจะใช้ชีวิต และถ้าเรามองภาพใหญ่จะพบว่าในประเทศเรา จะมีเด็กที่ยากจนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น สวัสดิการต่างๆ เช่น การไปโรงเรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายทางตรง หรือแอบแฝง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็นมาก ถ้าเด็กทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสได้มากขึ้น เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้น” น.ส.กุลธิดากล่าว

น.ส.กุลธิดากล่าวต่อว่า เราไม่สามารถคาดหวังว่าภาครัฐโดยเฉพาะส่วนกลางทำทั้งหมดได้ แต่ส่วนกลางสามารถกระจายอำนาจ และสนับสนุนกลไกของพื้นที่ที่เป็นกลไกใยแมงมุมที่ทราบปัญหาของพื้นที่ดี ให้มาทำงานร่วมกับชุมชน หน่วยงานในท้องที่ เพื่อที่จะสามารถจำแนก แยกแยะ และช่วยเหลือคนที่ยากลำบากให้เร็วกว่านี้ ทั้งนี้ ตนมองว่า ไม่ใช่เรื่องของระเบียบเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการลงทำงานกับชุมชน เพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างรวดเร็ว ที่จะป้องกันปัญหา เคสนี้น่าโกรธ เพราะปัญหานี้เราป้องกันได้ แต่เราทำไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่ายังมีครอบครัวอีกหลายครอบครัวทั่วประเทศที่ประสบเหตุการณ์นี้หรือไม่ น.ส.กุลธิดากล่าวว่า ตนเห็น 2 ปรากฏการณ์ 2 แบบ คือ 1.เราจะเห็นเคสเหล่านี้มากขึ้นด้วยโชเชียลมีเดียที่มีมากขึ้น เช่น เคสของน้องเตยที่อยู่กับคุณย่าตาบอด เป็นต้น และ 2.เราเริ่มเห็นความรุนแรงในครอบครัวที่แสดงออกมาในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการล่วงละเมิดทางเพศ การใช้ความรุนแรงกับเด็กที่มีเพิ่มมากขึ้น ทั้ง 2 ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า สถาบันครอบครัวในประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤต โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันครอบครัวที่มีสถานะทางสังคมที่แย่กว่ามาตรฐาน บ้านไหนที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน นอกจากที่ไม่สามารถดูแลครอบครัวของตนได้แล้ว ยังจะสร้างปัญหาอื่นตามมา เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่นั้นบีบบังคับให้ครอบครัวนั้นมีคุณภาพที่แย่ลงเรื่อยๆ ตนคิดว่าถ้าเราไม่แก้ด้วยการมองแบบทั้งระบบ ไปแก้ปะผุ ทีละจุด ปัญหาไม่มีทางหายไป ยังไงต้องรื้อทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบงบประมาณ ระบบราชการ ระบบการศึกษาที่จะต้องเป็นพื้นที่ให้กับเด็กๆ ระบบสาธารณสุข ที่จะมารองรับเมื่อเขาพบเจอปัญหา และระบบของ พม.ที่จะเข้าไปช่วยเหลือพวกเขา ซึ่งระบบต่างๆ จะต้องทำงานด้วยกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

ถึงเวลาที่รัฐต้องเห็นว่าปัญหาเหล่านี้ไม่มีวันที่จะแย่ลงน้อยกว่านี้ มีแต่จะหนักกว่านี้ เพราะสิ่งที่เราเจออยู่คือวิกฤตหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ครอบครัวจำนวนมากต้องยากจนด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจ และถ้าเรามองผ่านแว่นของเศรษฐศาสตร์ ต้นทุนของการดูแลคนให้สามารถใช้ชีวิตเหนือเส้นความยากจนมันถูกกว่าต้นทุนที่จะไปรักษาเขาเมื่อเขาเป็นโรค ไปแก้ปัญหาเมื่อเด็กและครอบครัวแตกสลายไปแล้ว อยากส่งสัญญาณให้หน่วยงานรัฐเร่งทำงานให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ อย่างน้อยๆ อยากให้เคสนี้ทำให้เห็นว่ารัฐไม่สามารถแก้ไขปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูกได้อีกแล้ว” น.ส.กุลธิดากล่าว

มติชนออนไลน์ วันที่ 5 สิงหาคม 2566

 

เกี่ยวข้องกัน

2 พ่อลูกผูกคอลาโลก เพื่อนบ้านเล่าชีวิตสุดลำบาก ต้องงัดสังกะสีบ้านขาย หาเงินส่งลูกเรียน

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 4 สิงหาคม ร.ต.อ.สุริยา ลีนุรัตน์ รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.หินเหล็กไฟ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ รับแจ้งมีคนผูกคอเสียชีวิต ที่บ้านสาวเอ้ ต.สาวเอ้ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ จึงรุดไปตรวจสอบพร้อมกู้ภัยสว่างจรรยาธรรมบุรีรัมย์ จุด อ.คูเมือง 

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ยกสูง ต.หินเหล็กไฟ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ลักษณะบ้านใช้สังกะสีทำเป็นฝาบ้าน บริเวณใต้ถุนบ้านซึ่งดัดแปลงเป็นห้องนอน พบศพนายไพบูลย์ โจมรัมย์ หรือแอ๊ด อายุ 31 ปี และ ด.ญ.ข้าว (นามสมมุติ) อายุ 10 ขวบ นักเรียนชั้น ป.4 ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ผูกคอติดกับตัวบ้าน ลักษณะศพหันหน้าเข้าหากัน สภาพศพเริ่มเน่าเปื่อย คาดเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 3 วัน

ตรวจสอบโดยรอบไม่พบร่องรอยการรื้อทรัพย์สิน หรือร่องรอยการต่อสู้แต่อย่างใด ตามร่างกายของนายแอ๊ด ไม่พบบาดแผลตามร่างกาย มีเพียง ด.ญ.ข้าว มีบาดแผลบริเวณศีรษะ คล้ายถูกของแข็งทุบ 

สอบถามนายสมบัติ สึมวิเศษ อายุ 55 ปี ผู้เจอศพคนแรก เล่าว่า ก่อนที่จะมาพบศพ ได้กลิ่นเหม็นเน่าออกมาก่อน ประกอบกับไม่เห็นนายแอ๊ดมา 2-3 วัน จึงเดินไปดู พอเปิดประตูเข้ามาพบว่าทั้งสองผูกคอติดกัน จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบดังกล่าว ส่วนสาเหตุนั้นเชื่อว่ามาจากความจน นายแอ๊ดอาศัยอยู่กับลูกสาวตามลำพังมาเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา หลังจากภรรยาได้หนีไปมีสามีใหม่ ทิ้งให้นายแอ๊ด อยู่กับลูกสาว ชีวิตความเป็นอยู่ของนายแอ๊ด ตลอด 5 ปี ตั้งแต่ภรรยาหนีออกจากบ้านไป อยู่ด้วยความลำบาก เพราะนายแอ๊ด มีโรคประจำตัวคือโรคหอบหืด ไม่สามารถไปรับจ้างงานหนักได้

แต่ละวันจะต้องหาปู หาปลา มาเลี้ยงลูกสาว ถ้าหาปลาได้มากจะเอาไปขาย ได้เงินเอาไว้ให้ลูกสาวไปโรงเรียน หลายครั้งต้องไปงัดเอาสังกะสีหลังคาบ้านไปขาย หากไม่มีเงินให้ลูกไปโรงเรียน” นายสมบัติกล่าว 

นายสมบัติกล่าวต่อว่า เมื่อประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา บ้านนายแอ๊ดถูกตัดน้ำตัดไฟ เพราะไม่มีเงินไปจ่าย จึงอยู่ในความมืดมาตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา และเมื่อ 3 วันก่อนนายแอ๊ดเดินไปหาที่บ้าน มีลักษณะซึมไม่พูดจา ก่อนจะหายตัวไปทั้งสองคน สาเหตุคาดว่าน่าจะเกิดจากภรรยาที่หนีไปมีสามีใหม่ และความจนที่บีบบังคับให้ต้องทำแบบนี้ ซึ่งคาดว่าน่าจะทำร้ายลูกก่อนแล้วจับผูกคอ ก่อนพ่อจะผูกคอตายตาม

ยิ่งค้นยิ่งสะเทือนใจ! พบ ด.ญ. 10 ขวบ จ่อขอทุนเรียน กสศ. แต่ยังไม่ทันได้ยื่น พ่อจับผูกคอดับไปด้วยกัน

ยิ่งค้นยิ่งสะเทือนใจ! พบ ด.ญ. 10 ขวบ จ่อขอทุนเรียน กสศ. แต่ยังไม่ทันได้ยื่น พ่อจับผูกคอดับไปด้วยกัน ด้านพ่อเขียน จ.ม.ลา ‘เห็นชีวิตมาหมดแล้ว’ เพื่อนบ้านชี้ ได้แค่ให้ต่อน้ำไปใช้ ส่วนไฟกลัวไม่ไหว

วันที่ 4 สิงหาคม กรณีมีคนไปพบศพนายไพบูลย์ หรือแอ๊ด โจมรัมย์ อายุ 31 ปี และ ด.ญ.มลชยา หรือน้องข้าว อิ่มสุข อายุ 10 ปี นักเรียนชั้น ป.4 ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ผูกคอติดกับตัวบ้านลักษณะศพหันหน้าเข้าหากัน ที่บ้านใน ต.สาวเอ้ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ สภาพศพเริ่มเน่าเปื่อย คาดเสียชีวิตมาประมาณ 3 วัน ชาวบ้านไปพบศพเมื่อเวลา 11.00 น. (4 ส.ค.)

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสลดใจให้กับชาวบ้านและผู้ที่ทราบข่าวเป็นอย่างมาก หลังจากรู้สาเหตุว่าเกิดจากความยากจน ไม่มีเงินแม้จะให้ลูกไปโรงเรียน ไม่มีเพื่อนคู่ใจเพราะภรรยาหนีไปแต่งงานใหม่ ต้องรื้อสังกะสีหลังคาบ้านไปขายเอาเงินให้ลูกไปโรงเรียน ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปาใช้ เพราะถูกตัด ใช้ชีวิตอยู่ในความมืดนานกว่า 3 ปี

นางปด อึกประโคน อายุ 38 ปี ชาวบ้าน ต.หินเหล็กไฟ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ เพื่อนบ้าน เล่าว่า หลังจากบ้านนายแอ๊ดถูกตัดน้ำตัดไฟ รู้สึกสงสารเพราะไม่มีเงินไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟ 

ในฐานะที่เป็นเพื่อนบ้านและรู้สึกสังสารเด็ก จึงให้ต่อน้ำไปใช้ แต่ยังไม่ให้ต่อไฟไปใช้ได้ เกรงว่าภาระในครอบครัวของตนจะยากลำบากอีก ส่วนสาเหตุการก่อเหตุของนายแอ๊ดครั้งนี้ ส่วนตัวเชื่อว่าเป็นเพราะภรรยาหนีไปอยู่กับสามีใหม่ ทิ้งลูกให้เลี้ยงคนเดียว และยังมีโรคประจำตัว หาเงินให้ลูกไปโรงเรียนไม่ได้

ส่วนตัวคาดว่าพ่อน่าจะทำเด็กก่อน เพราะเห็นเดินก้มหน้าไม่พูดจากับใคร โดยไม่เห็นน้องข้าวเดินตาม หรือมาเล่นบริเวณนี้ แล้วนายแอ๊ดย้อนไปผูกคอตัวเองตายตาม

ความคืบหน้าล่าสุด เจ้าหน้าที่พบแบบฟอร์ม ใบขอทุนเรียนดีของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่น้องข้าวขอมาจากครู แต่ยังไม่ทันกรอกข้อมูลวางอยู่ภายในบ้าน นอกจากนี้ ยังพบจดหมายลาตาย ซึ่งคาดว่านายแอ๊ดเป็นคนเขียนก่อนก่อเหตุ โดยเขียนข้อความว่า “มีคนคิดใหม่อยู่ไปอะไร เกิดแก่เจ็บตายก็เห็นแล้ว เห็นโลกมาหมดแล้ว ตายดีกว่า” พร้อมวาดภาพใบหน้าคน 2 คน ด้านท้ายของจดหมาย 

มติชนออนไลน์ วันที่ 4 สิงหาคม 2566 

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น