
เมื่อวันที่ 13 ก.พ. ดร.อรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่า การเปลี่ยนแปลงความรู้รวดเร็วและค้นหาได้มากมายในโลกดิจิทัล ดังนั้น การเรียนการสอนจึงมุ่งเน้นไปที่การให้เด็กได้มีทักษะ และหลังจากสถานการณ์โควิด ทั่วโลกไม่เพียงพูดถึงแค่ทักษะในศตวรรษที่ 21 และทักษะพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังพูดถึง Meta Skills ที่มีความจำเป็นในยุคนี้มากขึ้นเรื่อยๆ การกำหนดชุดทักษะที่จำเป็นกลายเป็นเรื่องระดับสากล
ดังจะเห็นได้จาก World Economic Forum (WEF) จะเผยแพร่ชุดทักษะที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในหลายประเทศทั่วโลกได้ให้ความสำคัญกับชุดทักษะที่จำเป็นของประเทศตนเป็นการเฉพาะ เช่น สิงคโปร์ สวีเดน เยอรมนี ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ เป็นต้น สำหรับประเทศไทยที่ผ่านมา มีการกล่าวถึงการให้ความสำคัญกับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 แต่ไม่เคยมีการกำหนดชุดทักษะที่จำเป็น ดังนั้น อนุกรรมการสภาการศึกษาด้านวิจัย เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมด้านการศึกษา ที่มีศาสตราจารย์ นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา เป็นประธาน ได้ศึกษาสถานการณ์ วิกฤติและโอกาสของประเทศ และเล็งเห็นความสำคัญที่มากขึ้นของการกำหนดชุดทักษะที่จำเป็น (Essential Skills Set) สำหรับเด็กละเยาวชนไทย
เลขาธิการ สกศ. กล่าวต่อไปว่า โดยได้ศึกษาและจัดทำข้อเสนอเรียบร้อยแล้ว และเตรียมเสนอต่อสภาการศึกษาพิจารณาผลักดันชุดทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กและเยาวชนไทยในเร็วๆ นี้ ซึ่งข้อเสนอชุดทักษะที่จำเป็นนี้ครอบคลุม 4 มิติ คือ ทักษะด้านความรู้ ทักษะที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานและสมรรถนะที่ไม่ใช่ความรู้หรือทักษะทางเทคนิคเฉพาะทาง ทักษะในศตวรรษที่ 21 และทักษะใหม่ที่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง โดยจัดเป็น 2 กลุ่มทักษะ ได้แก่ ชุดทักษะพื้นฐาน และชุดทักษะขั้นสูง
อย่างไรก็ตาม เมื่อคณะกรรมการสภาการศึกษาเห็นชอบชุดทักษะที่จำเป็นนี้แล้ว จะนำไปสู่การนำร่องของหน่วยงานที่มีสถานศึกษา โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจะสนับสนุนด้านวิชาการ หากประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนให้เด็กและเยาวชนไทยมีชุดทักษะที่จำเป็น จะเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจในเรื่อง Skills Mitmatch ของตลาดงาน ที่ไทยเผชิญมาอย่างยาวนานด้วย
สกศ. เตรียมดันชุดทักษะที่จำเป็นของเด็กไทยในอนาคต ชี้แก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจเรื่อง Skills Mitmatch ของตลาดงานที่ไทยเจอมานาน
ที่มา ; เดลินิวส์ 13 กุมภาพันธ์ 2567
เกี่ยวข้องกัน
“อรรถพล” ชี้ได้เวลาการศึกษาไทยเติมทักษะผู้เรียนป้อนโลกอนาคต
เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ดร.อรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้สภาเศรษฐกิจโลก (The World Economic Forum : WEF) ได้รายงานการสร้างตลาดแรงงานที่มีประสิทธิภาพและเท่าเทียมกันต้องให้ความสำคัญกับทักษะเป็นอันดับแรก 2024 ซึ่งพบว่า ร้อยละ 60 ของธุรกิจทั่วโลกมีช่องว่างด้านทักษะตลาดแรงงานในท้องถิ่นเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ และมีธุรกิจเพียงร้อยละ 39เท่านั้นที่พร้อมสำหรับผู้มีความสามารถในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นการย้ำถึงความเร่งด่วนขององค์กรต่าง ๆ ที่จะต้องปรับใช้แนวทางการเน้นทักษะเป็นหลัก เพื่อดึงดูด พัฒนา และรักษาผู้มีความสามารถ โดยมีตัวอย่างจาการนำแนวทาง “skills-first” ไปใช้แล้วได้ผลจริง เช่น IBM SkillsBuild ได้เสนอการศึกษาฟรีที่มีมากกว่า 1,000 หลักสูตรและได้ดึงดูดผู้เรียนกว่า 7 ล้านคนตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งแสดงถึงการเพิ่มการเข้าถึงทักษะทางเทคโนโลยี
เลขาธิการสกศ.กล่าวต่อไปว่า สำหรับการคาดการณ์ในอนาคตของสภาเศรษฐกิจโลกมองว่า ทักษะที่จำเป็นจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะทักษะที่เกี่ยวข้องกับการคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลจะสร้างความต้องการทักษะใหม่ๆ และการเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยให้องค์กรและแรงงานปรับตัวได้ โดยสภาเศรษฐกิจโลกได้เสนอให้ประเทศทั่วโลกควรที่จะลงทุนการพัฒนาทักษะ โดยจัดลำดับความสำคัญการลงทุนในโครงการริเริ่มการพัฒนาทักษะที่มุ่งเน้นการยกระดับทักษะและการเพิ่มทักษะ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของเศรษฐกิจดิจิทัล เพิ่มความสามารถในการผลิต นวัตกรรม และความสามารถในการแข่งขัน พร้อมยอมรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต และส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตภายในองค์กร โดยส่งเสริมการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องและสร้างโอกาสให้ในการได้รับความสามารถใหม่ ๆ การเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มการจ้างงานส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังขับเคลื่อนความคล่องตัวและการปรับตัวขององค์กรด้วย
“ผลการศึกษาของสภาเศรษฐกิจโลกยังย้ำว่าการขาดแคลนทักษะเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและศักยภาพของบุคคลในการทำงาน ดังนั้นจากภาพสะท้อนดังกล่าวสกศ.เห็นว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องลุยพัฒนาทักษะของผู้เรียน เพราะไม่เช่นนั้นอาจส่งผลกระทบไปถึงการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศด้วย” ดร.อรรถพล กล่าว
เลขาธิการสกศ. เผย รายงานสภาเศรษฐกิจโลกพบช่องว่างด้านทักษะของตลาดแรงงาน ชี้ได้เวลาการศึกษาไทยเติมทักษะผู้เรียนป้อนโลกอนาคต
ที่มา ; เดลินิวส์ 11 มิถุนายน 2567
เกี่ยวข้องกัน
ถึงเวลาไทยเร่งพัฒนาทักษะ เน้นคิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์ เทคโนโลยี
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้สภาเศรษฐกิจโลก (The World Economic Forum : WEF) ออกรายงาน เรื่อง “การสร้างตลาดแรงงานที่มีประสิทธิภาพและเท่าเทียมกันต้องให้ความสำคัญกับทักษะเป็นอันดับแรก (Putting Skills First : Opportunities for Building Efficient and Equitable Labour Markets 2024) โดยพบว่า ร้อยละ 60 ของธุรกิจทั่วโลกระบุว่าช่องว่างด้านทักษะในตลาดแรงงานในท้องถิ่นเป็นอุปสรรคสำคัญในการขัดขวางการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ มีธุรกิจเพียง 39% เท่านั้นที่รายงานแนวโน้มเชิงบวกสำหรับความพร้อมของผู้มีความสามารถในอีก 5 ปีข้างหน้า จึงเป็นการย้ำถึงความเร่งด่วนสำหรับองค์กรต่าง ๆ ที่จะต้องปรับใช้แนวทางที่เน้นทักษะเป็นหลักเพื่อดึงดูด พัฒนา และรักษาผู้มีความสามารถ และมีตัวอย่างรูปธรรมจาการนำแนวทาง “skills-first” ไปใช้แล้วได้ผลจริง เช่น IBM SkillsBuild ได้เสนอการศึกษาฟรีที่มีมากกว่า 1,000 หลักสูตรและได้ดึงดูดผู้เรียนกว่า 7 ล้านคนตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งแสดงถึงการเพิ่มการเข้าถึงทักษะทางเทคโนโลยี และโปรแกรม My Career ของ London Stock Exchange Group แสดงให้เห็นถึงผลกระทบเชิงบวกของการเคลื่อนย้ายภายในและความคิดริเริ่มในการพัฒนาทักษะต่อการรักษาผู้มีความสามารถ การประหยัดต้นทุน และการเติบโตขององค์กร เป็นต้น
นายอรรถพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ WEF ยังได้ รายงานถึงแนวโน้มและการคาดการณ์ในอนาคตที่สำคัญ 2 สถานการณ์ไว้ในรายงานฉบับนี้ด้วย ได้แก่
1. คาดว่าทักษะที่จำเป็นจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะทักษะที่เกี่ยวข้องกับการคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ และ 2 การเปลี่ยนแปลงสีเขียว (Green) และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลจะสร้างความต้องการทักษะใหม่ๆ และการเตรียมตัวล่วงหน้าจะช่วยให้องค์กรและแรงงานปรับตัวได้ พร้อมทั้งเสนอแนะแก่ประเทศทั่วโลกว่า ควรลงทุนในการพัฒนาทักษะ โดยจัดลำดับความสำคัญการลงทุนในโครงการริเริ่มการพัฒนาทักษะที่มุ่งเน้นการยกระดับทักษะและการเพิ่มทักษะ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของเศรษฐกิจดิจิทัล เพิ่มความสามารถในการผลิต นวัตกรรม และความสามารถในการแข่งขัน
2. ส่งเสริมให้องค์กรส่งเสริมความโปร่งใสของทักษะโดยการกำหนดข้อกำหนดทักษะสำหรับบทบาทอย่างชัดเจน ให้ทุกคนในองค์กรได้มองเห็นช่องว่างของทักษะ และอำนวยความสะดวกในเส้นทางการพัฒนาทักษะและความก้าวหน้าในอาชีพ และ
3. ยอมรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต และส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตภายในองค์กรโดยส่งเสริมการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องและสร้างโอกาสให้ในการได้รับความสามารถใหม่ ๆ การเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มการจ้างงานส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังขับเคลื่อนความคล่องตัวและการปรับตัวขององค์กรด้วย
“จากผลการศึกษาของ WEF ที่เน้นว่าการขาดแคลนทักษะเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและศักยภาพของบุคคลในการทำงาน และผลลัพธ์เชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่า การลงทุนในทักษะของพนักงานและความก้าวหน้าในอาชีพสามารถนำไปสู่ตลาดแรงงานที่มีประสิทธิภาพและเท่าเทียมกัน นับเป็นการยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ถึงเวลาที่ไทยต้องลุยพัฒนาทักษะเป็นอันดับแรก เพราะไม่ใช่แค่พัฒนาและยกระดับการศึกษา แต่ส่งผลกระทบไปถึงการพัฒนาเศรษฐกิจด้วย” นายอรรถพล กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 11 มิถุนายน 2567
สรุปสาระสำคัญ
ดร.อรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลและสถานการณ์หลังโควิดทำให้การเรียนรู้ต้องมุ่งพัฒนา “ทักษะ” มากกว่าความรู้เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะ Meta Skills ซึ่งเป็นชุดทักษะที่ช่วยให้ผู้เรียนปรับตัวได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว สกศ. จึงจัดทำข้อเสนอ “ชุดทักษะที่จำเป็น (Essential Skills Set)” ครอบคลุม 4 มิติ คือ ความรู้ สมรรถนะทั่วไป ทักษะศตวรรษที่ 21 และทักษะใหม่ที่รองรับการเปลี่ยนแปลง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ชุดทักษะพื้นฐาน และชุดทักษะขั้นสูง เพื่อเตรียมเสนอต่อสภาการศึกษาให้เห็นชอบและนำร่องใช้ในสถานศึกษาทั่วประเทศ
แนวคิดนี้สอดคล้องกับรายงานของ World Economic Forum (WEF) ซึ่งระบุว่าร้อยละ 60 ของธุรกิจทั่วโลกประสบปัญหาช่องว่างทักษะแรงงาน และชี้ว่าทักษะด้าน การคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ จะมีความสำคัญสูงสุดในอีก 5 ปีข้างหน้า ทั้งยังเสนอให้ประเทศต่าง ๆ ลงทุนในการพัฒนาทักษะและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อยกระดับขีดความสามารถของแรงงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ข้อสอบ
1.จากบทความ สาระสำคัญของแนวคิด “Essential Skills Set” ที่ สกศ. กำหนดขึ้น คือข้อใด
ก. การเพิ่มเนื้อหาความรู้ใหม่ให้ทันต่อเทคโนโลยี
ข. การพัฒนาเด็กให้มีชุดทักษะรอบด้านที่ตอบโจทย์อนาคต
ค. การสร้างหลักสูตรเฉพาะสำหรับเด็กสายอาชีพ
ง. การสอนซ้ำทักษะเดิมแต่เข้มข้นกว่าเดิม
2. สภาเศรษฐกิจโลก (WEF) รายงานปัญหา “ช่องว่างทักษะ” (Skills Gap) ของตลาดแรงงานมีผลต่อสิ่งใดมากที่สุด
ก. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร
ข. การเติบโตทางเศรษฐกิจและศักยภาพแรงงาน
ค. การพัฒนาเทคโนโลยีขององค์กรเอกชน
ง. การลงทุนของภาครัฐในด้านนวัตกรรม
3. หากโรงเรียนต้องการขับเคลื่อนตามแนวคิด “Meta Skills” สิ่งใดควรเป็นจุดเน้นของการจัดการเรียนรู้
ก. การเพิ่มชั่วโมงเรียนและการท่องจำเนื้อหา
ข. การจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะคิดวิเคราะห์และปรับตัว
ค. การเร่งรัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในทุกกลุ่มสาระ
ง. การแข่งขันทางวิชาการระดับประเทศ
4. หากประเทศไทยสามารถขับเคลื่อน “ชุดทักษะที่จำเป็น” ได้สำเร็จ จะเกิดผลลัพธ์สำคัญข้อใด
ก. การลดปัญหา Skills Mismatch ของตลาดแรงงาน
ข. การเพิ่มจำนวนครูในระบบการศึกษา
ค. การลดช่องว่างระหว่างการศึกษาขั้นพื้นฐานกับอุดมศึกษา
ง. การขยายสาขาวิชาใหม่ในระดับอาชีวศึกษา
5. จากแนวคิดของ WEF ที่ส่งเสริม “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ผู้บริหารสถานศึกษาควรดำเนินการในแนวทางใด
ก. ส่งเสริมให้ครูเข้ารับการอบรมเฉพาะด้านปีละครั้ง
ข. สร้างวัฒนธรรมการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่องในองค์กร
ค. ลดภาระงานครูโดยไม่เน้นพัฒนาตนเอง
ง. จัดอบรมตามคำสั่งจากส่วนกลางเท่านั้น
คลิกเฉลย >>>