
ยุคสมัยปัจจุบันผมพบว่าเราสอนนักเรียนได้ยากขึ้น เพราะสิ่งยั่วยุจำนวนมาก ลำพังแค่ความสามารถของครูอย่างเดียวประคับประคองห้องเรียนได้ยากลำบากเพราะปัญหานักเรียนที่ซับซ้อนขึ้นจากสภาพสังคม ความยากจนและความเอาใจใส่ของครอบครัว เด็กถูกเลี้ยงด้วยมือถือ จนนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ เช่น
1. การหลับในห้องเรียน
ปีหลัง ๆ ของการสอนผมพบว่านักเรียนนอนดึกกันมากขึ้นจากการเล่นโทรศัพท์อย่างไม่มีการจำกัด หลายคนนอนตีสองแล้วมาหลับในห้อง ช่วงบ่ายผมจะให้งีบพักหนึ่งบางคนหลับยาวไม่รู้เรื่อง ซึ่งถ้าเด็กไม่สามารถแยกแยะความรับความรับผิดชอบได้จะส่งผลต่อการทำงานในอนาคตของเขามาก
2.ยาเสพติด
ผมเคยสำรวจนักเรียนในห้องพบว่า 60% ของนักเรียนแม้แต่ผู้หญิงเคยลองบุหรี่ไฟฟ้า กัญชา เหล้า หรือกระท่อมซึ่งหาได้ง่าย บางคนถ่ายคลิปลงสตอรี่โชว์ความเท่ในกลุ่มเพื่อน แน่นอนว่าครูสอนโทษของมันแต่ก็สู้ค่านิยมวัยรุ่นไม่ได้
3.การกินที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
มือถือมีอิทธิพลอย่างมากต่อพฤติกรรมเด็ก เด็กเลียนแบบการกินจากอินฟลูเอนเซอร์ แล่เนื้อกินดิบ ๆ อย่างปกติซึ่งเสี่ยงต่อพยาธิและการท้องเสีย แต่ละอาทิตย์ก็จะมีเด็กเจ็บป่วยปวดท้องมาขอยาผมเป็นประจำต้องนอนในห้องเรียน ส่งผลต่อการเรียนเป็นอย่างมาก
4.พฤติกรรมการเลียนแบบ
ละคร หนัง หรือ อินฟลูอินเซอร์บางคน ทำพฤติกรรมถ่อยเถื่อนพูดจาไม่สุภาพ เด็กเลียนแบบและพูดคำหยาบกันเป็นปกติท้าตี ท้าต่อยกัน ตั้งแก๊งมีหัวโจก เมื่อก่อนทีวีมีการจำกัดเรท ทุกวันนี้เด็กเข้าถึงได้หมด พูดจากัน ไอ้ อี สั-ส อย่างปกติ สบถโดยไม่รู้สึกหยาบคาย
5.สมาธิสั้น
ความสนใจในเนื้อหาของการเรียนน้อยลงเพราะอะไรก็ไวก็ง่ายไปหมด ขาดการจดจ่อ ถ้าบอกว่าจะเปิดการ์ตูนให้ดูตอนเรียนจบเด็กก็ไม่สนใจเพราะสามารถดูได้เองที่บ้าน มือถือจึงคือสิ่งที่เปลี่ยนพฤติกรรมเด็กยุคนี้อย่างมาก อะไรมาไว้ปัดทิ้ง ขาดสมาธิ
6. ขาดการคิดถึงอนาคต
เด็กบางคนมองโลกแค่ด้านเดียวทำอะไรตามใจตัวเอง บางคนเริ่มมองหาการสัก โดยที่ไม่คิดว่าจะส่งผลต่องานในอนาคต อันที่จริงสักได้แต่ควรทำงานเสียก่อน เริ่มเอาความสุขในอนาคตมาใช้คิดแค่วันนี้พรุ่งนี้ ไม่อยากมาก็ไม่มา ตื่นสายนอนดึกคิดแต่ว่าทำวันนี้สบายวันนี้ ไม่ต้องไปคิดไกล
7.เพศ
เด็กอายุน้อยที่สุดที่มีเพศสัมพันธ์ที่ผมรู้จักคืออายุ 11 ปี เป็นเรื่องน่าตกใจมาก เด็กเริ่มมีการใช้แอพหาคู่นัดเจอและริลองทำอะไรแบบนี้ บางคนมีขอถุงยางครู บางคนขาดการป้องกันที่ดี และภาวะนี้จะนำไปสู่เด็กที่ท้องไม่พร้อมกลายเป็นคุณแม่วัยใสที่จะส่งต่อปัญหาไปอีกไม่รู้จบ
8. ความฟุ้งเฟ้อ
มีเด็กกี่คนที่ไม่มีโทรศัพท์ และมีเด็กกี่คนที่สามารถทนอยู่ได้อย่างแตกต่างโดยไม่มีอย่างเพื่อน เด็กไม่ได้ถูกสอนให้อดทนเพื่อนมีอะไรก็ต้องมี เช่น พัดลมห้อยคอก็แห่มีตามกันหมด เพื่อนมีบุหรี่ไฟฟ้าก็อยากมีด้วย อยากมีมอเตอร์ไซค์คันใหม่ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เด็กเข้าสู่วงจรหนี้สินเมื่อเป็นผู้ใหญ่เพราะใช้เงินเพียงเพื่ออยากให้คนอื่นมองว่าตัวเองดูดี
9. ปัญหาสุขภาพ
มีเด็กกี่คนที่ไม่ดื่มน้ำอัดลม กินของทอด ร้ายไปกว่านั้นคือ ชา กาแฟเด็กสามารถดื่มได้เพราะถูกปรุงให้มีรสหวานจนเกินเกณฑ์กลบกลิ่นขมจนหมด เด็กที่มีฐานะยากจนก็ทำตัวเองให้อ้วนได้เพราะอาหารขยะ ส่งผลต่อสุขภาพบางคนเป็นเบาหวานตั้งแต่เด็ก ขาดความคล่องแคล่วในการใช้ชีวิต
10. ปัญหาครอบครัว
เด็กจำนวนมากไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ถูกทิ้งขว้างให้ อยู่กับตายาย ทำให้ถูกเลี้ยงดูอย่างไม่เหมาะสมเพราะคนแก่ตามโลกของเด็กไม่ทันคิดว่าเด็กอยู่ในห้องก็คงปลอดภัยในขณะที่เด็กอาจจะเข้าถึงสื่อลามกและสั่งบุหรี่ไฟฟ้ามาลองได้จากหน้าบ้าน
11.ภัยสังคม
เด็กเริ่มมีการคบเพื่อนที่ไม่เคยเห็นหน้า มีแฟนบนโลกออนไลน์ซึ่งบางครั้งมีการส่งภาพลับและถูกข่มขู่ไม่กล้าบอกพ่อแม่ ซึ่งแบบเรียนหรือหนังสือยังตามไม่ทันและยิ่งช้าเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีเด็กถูกหลอกมากเท่านั้น
12. พนันออนไลน์
การจับกุมของรัฐที่ไม่เด็ดขาดทำให้ เว็บต่าง ๆ จะใช้เด็กเป็นเครื่องมือให้โพสข้อความบัญชีเงินเข้า ใช้เพื่อนไปชักจูงเพื่อนเป็นนกต่อและเมื่อได้เล่นครั้งหนึ่งแล้ว ก็ยากที่จะถอนตัว เด็กจึงเรียกคนจากการพนันเยอะมาก
จากปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดสร้างความท้อแท้ให้กับครูเป็นอย่างมาก แม้จะเป็นครูที่เข้าใจปัญหาแต่ไม่ได้หมายความว่าจะแก้ได้ เรากำลังเข้าสู่ยุควิกฤตทางการศึกษาที่การปฏิรูปการศึกษาช้าเท่าไหร่เราจะไม่มีโอกาสเอาชนะปัญหาเหล่านี้ได้เลย น่าเศร้าหากวันหนึ่งเราทำได้แต่เพียงรับรู้ปัญหาและเฝ้ามองดูเยาวชนของชาติกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไร้คุณภาพ เด็กจะดีได้ต้องเกิดจากครอบครัวที่ดีเท่านั้นหรือเพราะหากเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าเราหมดหวังกับระบบการศึกษาที่จะเป็นเครื่องมือพัฒนาคน
ความคิดเห็น
จริงที่สุดค่ะ สมควรเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุดในการแก้ปัญหาที่เป็นต้นตอของปัญหาที่ตามมาต่อเนื่องในทุกๆวัน เป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดที่ควรแก้ไข อนาถกับการเห็นประเทศนี้ผูกขาดคนบริหารประเทศที่อำนาจอยู่ในมือคนมีโอกาสแต่ด้อยพัฒนาด้านจิตใจ (ขอย้ำว่าบางคน คนดีๆก็มีแต่ไม่มีอำนาจในการขับเคลื่อน) เศร้านะ ทำได้แค่ดูแลให้กำลังใจเด็กที่อยู่รอบๆ คุณครูต้องรักษาสภาวะจิตใจให้ได้นะคะ เพราะคุณครูเป็นคนดีที่อยู่และเห็นปัญหาทุกวัน ครูที่ดีๆควรอยู่เพื่อเป็นขวัญกำลังใจเด็กๆที่น่าเห็นใจ ไปนานๆค่ะหน่วยงานที่ตั้งกันขึ้นมามากมาย ทำไมผลลัพธ์ถึงไม่ได้ดูสอดคล้องกับสิ่งที่ควรจะได้รับการแก้ไขเลย
เจอทุกข้อ เลยค่ะ ขอเพิ่มอีกอย่าง “รักสนุกและความบันเทิง”ในภาคอีสาน การเต้นหน้ารถแห่ หมอลำในงานบุญและประเพณีต่างๆ ผู้ปกครองและเด็ก บางคนถือเหล้า เบียร์ ดื่ม เต้นไปด้วย ผปค. บางคนไม่ห้าม ซึ่งเป็นภาพที่ครูเหนื่อยใจมาก ค่ะ
ที่หนักมากเลย คือ เจอทุกรูปแบบในตัวเด็กคนเดียว ต่อต้านการช่วยเหลือทุกรูปแบบ และพยายามสร้างกลุ่มเครือข่าย ที่มีพฤติกรรมแนวคิดเดียวกัน จนเลยวัยคำว่าเด็ก กรณีที่สุดความสามารถจะดึงกลับ ได้แต่บอกเตือนผลของการกระทำ ภายใต้ตัวบทกฎหมาย วินัย ระเบียบ ของสังคม กระตุ้นจิตสำนึกทุกวิถีทาง ซึ่งบางคน บางกลุ่ม พยายามหาวิธี จะทำสิ่งที่เขาทำอยู่ให้เป็นเรื่องถูกต้อง ให้เป็นสิทธิเสรีส่วนบุคคล เรียกร้องเพื่อ ทำตามใจตัวเอง มากกว่าการอยู่ร่วมใน สังคมเป็นมาตรฐานอย่างปกติ สงบสุข นี่คือส่วนนึงที่เจอมา มีทุกรุ่นทุกสมัย แต่หนักสุดคือในยุคสื่อกระแสนี้ค่ะ
เอาจริง เราเป็นครู เรารู้หมดเลยเพราะพวกเราอยู่ใกล้ชิดเด็กๆ แต่ระบบก็ไม่ได้เอื้อให้พวกเราทำงานให้ง่ายขึ้นเลยแถมยังสร้างภาระปลีกย่อยเยอะแยะหยุมหยิมมากมาย เเล้วพวกเราจะเอาแรงไหนไปช่วยเด็กๆ
ใจพวกเราอยากช่วยทุกคนแหละ พวกเรามีใจที่เมตตา แต่บางทีพวกเราก็ต้องการการซัพพอร์ต จากอะไรซักอย่าง ที่จะช่วยให้พวกเราทำงานได้เต็มที่เต็มเวลา
ทุกอย่างมันอยู่ที่ข้อ 10 เลยค่ะ แหล่งกำเนิดทุกปัญหา จริงๆ ปัญหาที่ว่ามา มีทุกยุค ทุกสมัยค่ะ แต่ไม่ถูกขยายข่าว หรือ แพร่กระจายเหมือนปัจจุบัน สมัยเราเด็กๆ ยาเสพติด เพศ ท้องในวัยเรียนก็มีให้เห็น การพนันบอล เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ก็มีข่าวเด็กนักเรียนเล่น (แค่ไม่ใช่ออนไลน์)
เด็กแว๊นซ์มีมา 30 ปี++ ได้แล้ว บ้านเราอยู่ริมถนนใหญ่ ดึกๆ ได้ยินเสียงแว๊นมาตั้งแต่ ม.ต้น
แต่ถ้าปัญหาข้อ 10 คือเรื่องครอบครัวไม่มี โอกาสเกิดปัญหาอื่นๆจะน้อยลงมาก
รวมถึงสังคมที่เด็กอยู่ด้วย รร ดีๆ ที่การแข่งขันสูงๆ นักเรียนส่วนใหญ่มักมาจากบ้านที่ครอบครัวใส่ใจ และทีพื้นฐานรักเรียน ปัญหาชวนกันเสียหายก็น้อยลง มันจึงเป็นเหตุผลให้พ่อแม่ที่ใส่ใจต้องวางแผน และเลือกสังคมที่ดีให้ลูกค่ะ
ทุกข้อที่กล่าวมานั้น มาทับถมให้คนที่ทำหน้าที่ “ครู” ต้องแบกรับ หลายครั้งที่ท้อแท้ หลายครั้งที่มีน้ำตากับปัญหาที่มาจากเรื่องเหล่านี้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ความผิดจะถูกโยนมาให้ ครู เป็นลำดับเเรก เด็กเกเร เด็กอ่านหนังสือไม่ออกเขียนไม่ได้ ก็มองว่า “เป็นครูแบบไหนกัน”
มันไม่ใช่วิกฤตทางการศึกษาอะ มันเป็นวิกฤตสถาบันครอบครัว สภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม ถ้าเราสามารถดึงให้ผู้ปกครองรับผิดชอบต่อเด็กได้ สามารถฝึกอ่าน ฝึกเขียนให้เด็กได้ มันจะง่ายมากต่อการเรียนรู้ ตอนนี้ด้วยสภาพต่างๆมันดึงครอบครัวให้ออกจากกัน สภาพแวดล้อมไม่ได้หล่อหลอมให้เด็กต้องเป็นดังอุดมคติว่าเป็นคนดีมีงานทำ สร้างครอบครัวให้ดี แต่สภาพแวดล้อมมันสอนให้เด็กแค่ใช้ชีวิตไปวันๆ ทำดีไปก็ไม่ได้มีความแตกต่างจากคนทำไม่ดี เป็นคนไม่ดีก็ยังใช้ชีวิตอยู่ได้ในสังคม นี่คือสภาพแวดล้อมชนบทหลายๆที่กำลังเป็นกัน
เจอคล้ายกันค่ะ
1. ปวดท้องเพราะที่บ้านไม่หาข้าวเช้าให้กิน
2. ง่วง เบลอ เพราะเล่นมือถือดึก
3. ยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า
4. เสพติดน้ำตาล ขนมปรุงแต่ง น้ำอัดลม
5. คำหยาบ เพลงสองแง่สองง่าม และการเลียนแบบอินฟลูเอนเซอร์
6. เด็กสมาธิสั้น LD และพิเศษ
ทุกเหตุการณ์ สาเหตุพื้นฐาน คือ ครอบครัวไม่อบอุ่น ทิ้งเด็กอยู่กับคนแก่คนเฒ่า พ่อแม่ติดยา ติดคุก เสียชีวิต หรือมีครอบครัวใหม่
ครูอุ้มได้เท่าที่ไหว พยายามปลูกฝังความดีงาม ศีลธรรม ความรู้ ครูทำได้เท่าที่เด็กรับไหว
กระทรวงอื่นๆ โปรดอย่าเอาโครงการมาลงมากกว่านี้ค่ะ
ยังมีอีกเรื่องนึงที่น่าห่วงและกังวล นั่นคือ ผู้ปกครองที่ให้ท้ายเด็กจนเกินสมควร เด็กเรียกร้องสิทธิส่วนบุคคลมากขึ้น เริ่มจากการจัดระเบียบทรงผม แต่สิ่งที่ตามมา นั่นคือ การเรียกร้องเพื่อพยายามตัดอุปสรรคเช่นครูออกไป
จริงอยู่ กรณีที่เป็นข่าว เช่นการกล้อนผม เป็นสิ่งที่ครูไม่ควรทำ แต่เมื่อเด็กสามารถเรียกร้องได้ให้อิสระเรื่องทรงผม จึงมีเรื่องอื่นที่ตามมา นี่คือความน่ากลัว น่ากังวล ว่า ครูจะไม่สามารถเข้าถึงการดูแลเด็กให้ดีได้ ผนวกกับความเข้าถึงง่ายของสิ่งยั่วยุต่าง ๆ จนเป็นปัญหาอย่างที่บรรยายนั่น มันจึงเป็นความน่าเป็นห่วงอนาคต
ถึงอย่างไร ครูตัวเป็น ๆ ก็ยังคงจำเป็นและสำคัญมากที่จะช่วยพัฒนา หนึ่งในวิธีการคือการเตะตัดขาการคิด ชูประเด็นให้เด็กเอ๊ะ และพยายามให้เด็กได้มองภาพรวม ภาพกว้างต่อไปให้มากขึ้น
แม้ครูจะพบปัญหาดั่งที่บอก แต่สิ่งเดียวที่สำคัญและจำเป็นคือการสอน เด็กอาจจะไม่ผิดที่เลือกนอนดึก ยุ่งเกี่ยว แต่เด็กในวัยรุ่นก็มีความอ่อนไหวอยู่ท่ามกลางข้อมูลที่รวดเร็ว เด็กอีกหลายส่วนก็ใช้ข้อมูลในทางให้เกิดประโยชน์มากมายเช่นกัน ผมว่า นี่แหละ ครูจะมีบทบาทสำคัญ ที่จะช่วยให้เขาฉุกคิด
หากย้อนไปในยุคที่ครูตีได้ เป้าหมายสำคัญนั่นคือ เมื่อเด็กโตไปคือรู้จัก “ฉุกคิด” แต่เมื่อทุกวันนี้ ข้อมูลมันมากมายหลายหลาก ซึ่งข้อมูลของครูเองก็อาจจะน้อย หรือ เชยไปกว่านั้นมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เด็กพ้นภัยได้นั่นคือ “ฉุกคิด” ที่เป็นทักษะสำคัญในการใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ และควรจะเป็นสิ่งสำคัญของครูยุคใหม่ที่ต้องมอบให้เด็กที่เพิ่งจะโตในมวลมหาประชาข้อมูลเหล่านั้น
การตีแก่เด็ก ก็ไม่ได้การันตีว่าเด็กทุกคนจะฉุกคิดได้เป็นเมื่อพ้นวัยไป แต่ถึงอย่างไร การฉุกคิดได้ คือเป้าหมายสำคัญในทุกยุคทุกสมัย
ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจาก
-ไม่พร้อมที่จะเป็นพ่อและหรือแม่
- สังคมสอนให้แข่งกันมี และยอมรับคนที่มีฐานะดีกว่า
- ความไม่พร้อมของเศรษฐกิจของครอบครัว จึงไม่มีเวลาในครอบครัว
- ความเห็นแก่ตัวผลักใสให้คนแก่ต้องเลี้ยงดูเด็กๆ ซึ่งไม่มีแรง หรือความรู้ จึงตามเด็กไม่ทัน
- ความมักง่ายในการใช้ชีวิต กิน อยู่ ใช้ จ่าย แบบไร้เหตุผล ตามใจตนเป็นที่ตั้ง
- เลียนแบบความหยาบคายของคนในครอบครัวและสื่อออนไลน์ โดยคนรอบข้างไม่ใส่ใจที่จะห้ามปรามหรือช่วยกันสอน
ฯลฯ การเมืองก็มีส่วนทำให้สังคมขัดแย้ง
สูบบุหรี่ไฟฟ้าในห้องเรียนช่วงพักเที่ยง ต้มน้ำกระท่อมใส่ขวดชาเขียวพกไปโรงเรียน พักเที่ยง คาบว่าง จับกลุ่มในห้อง นอนเกยกันทั้งเพื่อนหญิงชาย หยอกล้อกันโดยการยื่นมือไปจับของลับ
หลักสูตรที่ไม่ทันสมัยเน้นท่องจำ คุณภาพการศึกษาที่เน้นแข่งขันมากกว่าพัฒนาผู้เรียน กฎระเบียบที่ล้าสมัยไม่สอดคล้องกับยุคปัจจุบันการเมืองใน รร ครูเน้นงานเอกสารการทำผลงานประเมินมากกว่างานสอน การถูกคุกคามทางเพศ อันนี้มีส่วนมั้ยครับ ไม่ใช่แค่ปัญหาภายนอกที่ส่งผล แวดล้อมภายในก็มีส่วนครับ
นี่ยังไม่นับปัญหาของระบบการศึกษา ทั้งด้านหลักสูตร ตัวชี้วัด การศึกษาเงา การเปิดสอนหลักสูตรที่ตลาดแรงงานไม่ต้องการ การมุ่งเน้นวิชาในชั้นเรียนที่ไม่ได้มีความต้องการในสายงาน ภาระงานของครูนอกเหนือการสอน ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพการสอนกับเด็ก ฯลฯ
ต้นเหตุจริงๆที่อัฉริยะบอกคือ (การนำเทคโนโลยีเข้าสู่รร.จะทำให้สมองมนุษย์ทั่วโลกเต็มไปด้วยความโง่เขลา)
ยิ่งตอกย้ำให้แน่ใจมาก ว่าอาชีพครูควรได้รับผลตอบแทนทั้งเงินเดือน เวลา สวัสดิการและความสบายใจสูงที่สุดพอๆกับอาชีพแพทย์ในตอนนี้
ส่งกำลังใจให้คุณครู ทุกอย่างเริ่มที่ครอบครัว เป็นความท้าทายที่เราต้องจัดการเชิงโครงสร้าง หลายหน่วยงานต้องช่วยกันไม่ได้แค่ตัวเด็ก(ปลายทาง) ทำอย่างไรจะเสริมสร้างความเข็งแรงเข้มแข็งให้ครอบครัวได้ ทุกอย่างเริ่มที่เศรษฐกิจของครอบครัว...
ไม่รู้จะโทษใคร/ไม่รู้ใคจะมาช่วยแก้ปัญหา เพราะแต่ละข้อคนที่ต้องแก้ต่างกัน /ตั้งแต่กระทรวงที่เกียวข้อง / ที่บ้าน/ที่โรงเรียน/สังคม/ชุมชน ฯลฯ อยากให้กระทรวงศึกษาคิดให้จงหนักมืฉะนั้นประเทศไทยเราตามหลังเพื่อนบ้านแน่นอน
ความฟุ้งเฟ้อ พ่อแม่คือตัวแปรที่สำคัญ ที่ไม่สามารถทนได้เวลาที่ลูกไม่มีเหมือนคนอื่นๆ ถึงแม้ว่าของนั้นไม่จำเป็นเลย บางคนที่บ้านไม่ได้ร่ำรวย ก็หาวิธีกู้หนี้ยืมสินเพื่อที่จะหามาให้ลูก จนกลายเป็นนิสัยทำให้ลูกต้องมีต้องได้ ไม่มีความอดทนต่อสิ่งเร้า เป็นพ่อแม่จิตต้องแข็ง รู้ว่ารักลูก ลูกอยากได้แต่เราต้องอดทน เปลี่ยนวัตถุที่สนองความต้องการของลูกมาเป็นความรัก และอ้อมกอดที่โอบกอดเขาไว้จะดีกว่า
เรื่องพวกนี้ไม่ควรโทษเด็กค่ะ เป็นเพราะปัญหาสถาบันครอบครัว พ่อแม่ไม่ใส่ใจ เด็กเลยไปติดอย่างอื่นค่ะ
ครอบครัวสำคัญมากในการดูแลเด็ก สื่อในมือถือมีอิทธิพลกับเด็กจริงๆ น่ากลุ้มใจกับอนาคตชาติ
พอเอาเข้าจริงๆ โรงเรียนก็กลายเป็นที่พึ่งสุดท้ายที่ครูต้องพยายามเป็นอย่างมากที่จะเข้าใจทุกๆ ปัญหา แม้ว่าบางปัญหามันจะยาก แต่เชื่อว่าคุณครูหลายคนเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น ด้วยหน้าที่ จิตวิญญาณและปัจจัยหลายๆ อย่างที่เมื่อเจอแล้ว ต้องคอยหาทางแก้ไขเพื่ออนาคตของนักเรียนและอนาคตของชาติ สู้ต่อไปนะคะคุณครูทุกๆ ท่าน
ที่มา ; FB วันนั้นเมื่อฉันสอน