
บันทึกโดย นางสาววัลลภาภรณ์ พานทอง และนายวีรภัทร ดากลาง
นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
จากหัวข้อ “การแก้ปัญหาการผลิตและพัฒนาครูสู่การขับเคลื่อนนโยบายการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย” ของ รศ. ดร.เกียรติสุดา ศรีสุข คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะเห็นว่าปัญหาของเด็กส่วนใหญ่คือการขาดทักษะการดำรงชีวิตที่มีภูมิคุ้มกัน และปัญหาของครูที่จะมี Fixed Mindset นำไปสู่ห้องเรียนที่มีลักษณะ Passive ที่เน้นการนำนโยบายรัฐ จังหวัด หรือท้องถิ่นสู่ห้องเรียน แม้จะบูรณาการร่วมกับวิชาอื่นแต่ไม่เชื่อมโยงปัญหากับชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง รวมทั้งไม่ได้มุ่งพัฒนาการคิดวิเคราะห์ในด้านการพูด อ่าน เขียนของเด็ก ซึ่งในแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาจะเริ่มที่การสร้างโอกาส และความเสมอภาคทางการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยหรือที่เรียกว่า “No Child Left Behind” เนื่องจากเด็กทุกคนคือความหวังในอนาคตที่จะต้องแบกรับกับ GDP ของประเทศไทย
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาการเรียนการสอนสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 นั่นรวมถึงการปฏิรูปกลไกการผลิต และพัฒนาครูให้มีคุณภาพตามมาตรฐานด้วยการพัฒนาหลักสูตรใหม่ให้สามารถทำงานร่วมกับผู้ปกครองและชุมชนได้ รวมทั้งเน้นบริบททางพื้นที่และพหุวัฒนธรรม การจัดอาชีวศึกษาแบบระบบทวิภาคีและระบบอื่น ๆ ที่เน้นการฝึกปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบเพื่อให้เกิดการสร้างงานและจ้างงาน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการปฏิรูปบทบาทจากการวิจัยและระบบธรรมาภิบาลของสถาบันอุดมศึกษาเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศให้ออกจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน โดยงานวิจัยจะต้องใช้งานได้จริงเพื่อพัฒนาความยั่งยืน
จากปัญหาที่รับฟังมาทั้งหมดจะเห็นว่าการศึกษาไทยควรได้รับการปฏิรูป ซึ่งสามารถเริ่มต้นได้ที่ตัวเราเอง แม้จะเป็นเพียงส่วนน้อย แต่หากร่วมมือกันอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่และนำห้องเรียนสู่การเป็นเศรษฐกิจทางการเรียนรู้ รวมทั้งการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยที่ครูเปลี่ยนการออกแบบการเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนเห็นถึงคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่และการนำบริบททางพื้นที่มาบูรณาการกับวิชาต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนเข้าใจถึงพหุวัฒนธรรมมากขึ้นด้วยการปลูกฝังตั้งแต่เด็กเพื่อนำไปสู่วัฒนธรรมที่ยั่งยืน
จากหัวข้อ “การใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนรู้ เพื่อความยั่งยืน” ความยั่งยืนคือ ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนตัวเราต้องอยู่ได้และแก้ปัญหาได้ โลกทั้ง 3 ที่ผู้บรรยาย คือ รศ. ดร.สุทธิดา จำรัส คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวถึง ได้แก่ VUCA World, BANI World และ Wicked World (โลกที่โหดร้าย) ล้วนเป็นธรรมชาติของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปที่เราต้องรับมือ เราไม่รู้ว่าปัญหาของโลกในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรแต่เราต้องมีทักษะการแก้ปัญหา (Creative Problem Solving) ต้องใช้นวัตกรรม (Innovations) ที่มีลักษณะสำคัญ 3 อย่าง คือ
1) New Ideas แนวความคิดใหม่
2) New Process กระบวนการใหม่
3) New Outcomes / Solutions ผลลัพธ์และทางออกใหม่
ด้วยเหตุนี้ บทบาทการสอนของครูจึงต้องเปลี่ยนไปด้วย เมื่อยืนบรรยายหน้าห้องทำให้ครูไม่มีโอกาสผิด เด็กจะ focus ที่ตัวครูซึ่งมอบความรู้ชุดหนึ่ง ๆ ที่ถูกย่อยมาแล้ว แต่ถ้าครูลงไปอยู่ข้างเด็กเมื่อไหร่ เราต่างก็มีโอกาสผิดได้ทั้งสองฝ่าย การปฏิรูปการศึกษาหัวใจสำคัญจึงอยู่ที่ “การปฏิรูปชั้นเรียน” (การเรียนรู้, เด็ก, ครู) มีคำกล่าวว่า “ความรู้บูดง่ายเหมือนนม ทักษะต้องบ่มเหมือนไวน์” นั่นคือ การมีความรู้มาก อาจจะไม่เพียงพอในโลกยุคใหม่ เพราะข้อมูลเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้และส่งต่อความรู้คือ “ทักษะ” ที่สั่งสมได้ ยิ่งทักษะรอบด้านมากเท่าไหร่ก็จะมีเครื่องมือในการเรียนรู้มากขึ้น
ตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงการศึกษา 4.0 ที่เครื่องมือการปฏิบัติงานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นตามสภาพจริง เทคโนโลยีจึงเป็นทั้งเครื่องมือและวิธีคิด จากนั้นอาจารย์ได้จัดกิจกรรม STEM เกี่ยวกับการใช้ NetLogo + ChatGPT เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมการบินของนกเป็นฝูง จะเห็นว่า STEM และวิทยาการคำนวณ ทำให้เด็กได้ตระหนักถึงกระบวนการคิดและปัญหาของตนเอง และฝึกการใช้เหตุผล (Reasoning) ซึ่งล้วนเป็นทักษะสำคัญต่อการสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ยั่งยืน
ที่มา ; educa
บทความกล่าวถึงปัญหาการศึกษาไทยทั้งด้านผู้เรียนและครู โดยผู้เรียนจำนวนมากยังขาดทักษะการดำรงชีวิตและทักษะการคิดวิเคราะห์ ขณะที่ครูบางส่วนยังมี Fixed Mindset ทำให้การจัดการเรียนรู้เป็นแบบ Passive เน้นการถ่ายทอดนโยบายมากกว่าการเชื่อมโยงกับชีวิตจริงและการพัฒนาทักษะการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง การปฏิรูปการศึกษาจึงมุ่งสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา “No Child Left Behind” และพัฒนาการเรียนรู้ฐานสมรรถนะเพื่อตอบสนองศตวรรษที่ 21 รวมถึงการผลิตและพัฒนาครูให้มีคุณภาพ ทำงานร่วมกับผู้ปกครอง ชุมชน และบริบทพหุวัฒนธรรม อีกทั้งส่งเสริมอาชีวศึกษาแบบทวิภาคีและงานวิจัยที่นำไปใช้ได้จริงเพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
ในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงแบบ VUCA, BANI และ Wicked World การศึกษาต้องเน้นทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์และนวัตกรรม ได้แก่ ความคิดใหม่ กระบวนการใหม่ และผลลัพธ์ใหม่ บทบาทครูต้องเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ โดยเน้น “การปฏิรูปชั้นเรียน” และการพัฒนาทักษะมากกว่าการท่องจำ เพราะความรู้เปลี่ยนแปลงเร็ว แต่ทักษะเป็นสิ่งยั่งยืน ประเทศไทยในยุคการศึกษา 4.0 จึงใช้เทคโนโลยีและ STEM เช่น NetLogo และ ChatGPT เพื่อพัฒนาการคิดเชิงระบบและการให้เหตุผล อันนำไปสู่การเรียนรู้ที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจการเรียนรู้ของประเทศ
สาเหตุสำคัญของปัญหาห้องเรียนแบบ Passive ตามบทความคือข้อใด
ก. ขาดงบประมาณสนับสนุน
ข. ครูมี Fixed Mindset และเน้นถ่ายทอดมากกว่าสร้างการเรียนรู้
ค. นักเรียนไม่สนใจเรียน
ง. หลักสูตรไม่มีมาตรฐาน
เฉลย: ข. เพราะครูยึดติดวิธีคิดเดิม ทำให้การสอนเน้นถ่ายทอดมากกว่าการสร้างทักษะ
แนวคิด “No Child Left Behind” มุ่งเน้นเรื่องใด
ก. การสอบมาตรฐานระดับชาติ
ข. การเพิ่มจำนวนครู
ค. ความเสมอภาคทางการศึกษา
ง. การลดเวลาเรียน
เฉลย: ค. เพราะเน้นให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม
การเรียนรู้ฐานสมรรถนะมีเป้าหมายหลักคืออะไร
ก. การท่องจำเนื้อหา
ข. การสอบแข่งขัน
ค. การพัฒนาทักษะที่ใช้ได้จริงในศตวรรษที่ 21
ง. การลดรายวิชา
เฉลย: ค. เพราะมุ่งพัฒนาทักษะการใช้จริงในชีวิตและการทำงาน
บทบาทใหม่ของครูตามบทความควรเป็นอย่างไร
ก. ผู้บรรยายหน้าชั้น
ข. ผู้ควบคุมห้องเรียน
ค. ผู้ประเมินผลเท่านั้น
ง. ผู้ออกแบบการเรียนรู้ร่วมกับผู้เรียน
เฉลย: ง. เพราะครูต้องเปลี่ยนจากผู้สอนเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้
ข้อใดคือองค์ประกอบของนวัตกรรมตามบทความ
ก. ความรู้เดิม กระบวนการเดิม ผลลัพธ์เดิม
ข. แนวคิดใหม่ กระบวนการใหม่ ผลลัพธ์ใหม่
ค. การสอบใหม่ เนื้อหาใหม่ ครูใหม่
ง. เทคโนโลยีใหม่เท่านั้น
เฉลย: ข. เพราะนวัตกรรมต้องประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญดังกล่าว
โลก VUCA, BANI และ Wicked World สะท้อนเรื่องใด
ก. ความมั่นคงของโลก
ข. ความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน
ค. ระบบการศึกษาไทย
ง. เศรษฐกิจพอเพียง
เฉลย: ข. เพราะเป็นโลกที่เปลี่ยนแปลงซับซ้อนและคาดเดายาก
เหตุใด “ทักษะ” จึงสำคัญกว่าความรู้ในยุคใหม่
ก. เพราะความรู้ไม่มีประโยชน์
ข. เพราะทักษะเปลี่ยนยาก
ค. เพราะความรู้เปลี่ยนแปลงเร็ว แต่ทักษะใช้ต่อยอดได้
ง. เพราะข้อสอบเน้นทักษะ
เฉลย: ค. เพราะความรู้ล้าสมัยได้ แต่ทักษะใช้ปรับตัวได้ตลอด
การศึกษา 4.0 เน้นสิ่งใดเป็นหลัก
ก. การท่องจำ
ข. การสอบแข่งขัน
ค. การใช้เทคโนโลยีและการเรียนรู้ตามสภาพจริง
ง. การลดวิชา
เฉลย: ค. เพราะเน้นเทคโนโลยีและการปฏิบัติจริง
การใช้ STEM และ NetLogo ในการเรียนรู้ช่วยพัฒนาอะไร
ก. ความจำระยะสั้น
ข. การคัดลอกงาน
ค. การคิดเชิงระบบและเหตุผล
ง. การสอบปลายภาค
เฉลย: ค. เพราะช่วยพัฒนาการคิดวิเคราะห์และเหตุผล
เป้าหมายสูงสุดของการปฏิรูปการศึกษาตามบทความคืออะไร
ก. เพิ่มจำนวนโรงเรียน
ข. ลดจำนวนครู
ค. สร้างเศรษฐกิจการเรียนรู้และการพัฒนาที่ยั่งยืน
ง. เพิ่มการสอบมาตรฐาน
เฉลย: ค. เพราะมุ่งสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนผ่านการเรียนรู้