สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M408_พ.ร.บ.กยศ.ลดเบี้ยปรับเหลือ 0.5% ไม่ต้องมีคนค้ำ

พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 เริ่มมีผลบังคับใช้แล้วคิดดอกเบี้ยไม่เกิน 1% ต่อปี เบี้ยปรับลดเหลือ 0.5% ต่อปี ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน เพิ่มให้กู้ยืมหลักสูตรระยะสั้น เพื่อ Reskill Upskill พร้อมเปลี่ยนลำดับตัดชำระจากเดิม เป็นตัดต้นเงินเฉพาะส่วนที่ครบกำหนด ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับตามลำดับ

23 มี.ค.2566-นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้เปิดเผยว่า“ขณะนี้พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป มีสาระสำคัญคือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไม่เกิน 1% ต่อปี กรณีผิดนัดชำระลดอัตราเบี้ยปรับเหลือไม่เกิน 0.5% ต่อปี และไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันในทุกกรณี นอกจากนี้ กองทุนยังขยายโอกาสให้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนให้เข้าถึงการศึกษาที่หลากหลายในหลักสูตรระยะสั้นเพื่อ Reskill Upskill ครอบคลุมหลักสูตรอาชีพ เพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ เสริมทักษะเฉพาะทางสำหรับวิชาชีพต่างๆ ทั้งนี้ จะสามารถช่วยเหลือผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างดำเนินคดีหรืออยู่ระหว่างการบังคับคดีให้สามารถผ่อนผันการชำระเงินคืน ปรับโครงสร้างหนี้ หรือแปลงหนี้ใหม่ ตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกองทุนกำหนด 

นอกจากนั้น หลักเกณฑ์สำคัญที่มีการปรับเปลี่ยนตาม พ.ร.บ. กยศ. (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 คือ ลำดับการตัดชำระหนี้ใหม่ ซึ่งกำหนดให้นำเงินที่ผู้กู้ยืมเงินชำระไปหักต้นเงินเฉพาะส่วนที่ครบกำหนด ดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่นใด และเงินเพิ่มตามลำดับ ปัจจุบันกองทุนอยู่ระหว่างปรับปรุงระบบการตัดชําระหนี้เพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ เมื่อระบบเสร็จสมบูรณ์แล้วกองทุนจะนำยอดรับชำระเงินทุกรายการตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2566 มาคำนวณการรับชำระใหม่อีกครั้งและปรับข้อมูลให้ถูกต้อง โดยจะนำเงินที่ได้รับมาหักต้นเงินเฉพาะส่วนที่ครบกำหนด ดอกเบี้ยหรือประโยชน์อื่นใดและเงินเพิ่มตามลำดับ และจะคำนวณเบี้ยปรับใหม่ จากเดิม 7.5% เหลือเพียง 0.5% ซึ่งผู้กู้ยืมเงินจะไม่เสียสิทธิอันพึงได้ตามกฎหมายหรือได้รับผลกระทบใดๆ 

ในส่วนของการให้กู้ยืมในปีการศึกษา 2566 กองทุนได้จัดเตรียมวงเงินกู้ยืมกว่า 40,000 ล้านบาท สำหรับนักเรียน นักศึกษากว่า 6 แสนราย ทั้งนี้ กองทุนจะเป็นหลักประกันให้กับทุกครอบครัวว่าเด็กทุกคนที่เกิดมาในประเทศนี้จะมีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันทุกคน เพราะความยากจนจะไม่ใช่อุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษาอีกต่อไป” ผู้จัดการกองทุนฯ กล่าวในที่สุด 

ที่มา ; ไทยโพสต์ 23 มีนาคม 2566 

เกี่ยวข้องกัน

รู้ยัง! ผู้กู้ยืม 'กยศ.' สามารถแจ้งขอลดการหักเงินเหลือ 100 บาทต่อเดือนได้

25 ก.พ.2566 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนมาอย่างต่อเนื่อง ตามข้อสั่งการของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งแก้ไขปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ดำเนินการช่วยเหลือลูกหนี้แล้วในหลายด้าน เช่น การปรับปรุงรูปแบบการจ่ายชำระคืน การปรับปรุงลำดับการตัดชำระหนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ให้กับผู้ที่มีปัญหา เพื่อให้ลูกหนี้มีภาระที่ลดลง 

นางสาวรัชดา กล่าวถึง กรณีที่มีประเด็นในสื่อสังคมออนไลน์โพสต์ ข้อความเกี่ยวกับการหักเงินเดือนของลูกหนี้ กยศ. พร้อมเอกสารแสดงตัวอย่างโดยระบุว่า กยศ. หักเงินเดือนลูกหนี้อย่างโหด ทางกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ชี้แจงว่า "จากกรณีที่มีหนังสือของกองทุนปรากฏในข่าวนั้น เป็นหนังสือที่กองทุนได้ส่งถึงหน่วยงานนายจ้างเพื่อแจ้งวิธีการคำนวณเงินรายเดือนเพื่อชำระหนี้คืนกองทุนด้วยการหักเงินเดือน ซึ่งตัวเลขที่ระบุในหนังสือเป็นตัวเลขตัวอย่างของผู้กู้ยืมที่มียอดผิดนัดชำระหนี้สูง แต่ในทางปฏิบัติเมื่อผู้กู้ยืมได้รับหนังสือดังกล่าว ผู้กู้ยืมสามารถยื่นขอปรับโครงสร้างหนี้หรือขอไกล่เกลี่ยกับกองทุนแล้วแต่กรณี และสามารถขอปรับลดจำนวนที่หักเงินเดือน โดยชำระขั้นต่ำ 100 บาทต่อเดือนได้ 

"รัฐบาลพร้อมดำเนินการช่วยเหลือและให้โอกาสเด็กทุกคน ได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาได้ทุกคน สำหรับผู้กู้ยืมที่ต้องการเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้ กยศ ขอเชิญร่วมงาน "พร้อมใจไกล่เกลี่ย แก้หนี้ครัวเรือน" ซึ่งจัดขึ้นโดย กรมบังคับคดี และ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงาน และสถาบันการเงินกับลูกหนี้ได้เจรจาไกล่เกลี่ยและหาทางออกร่วมกัน เพื่อช่วยลดปริมาณคดีที่จะขึ้นสู่ศาล โดยผู้กู้ยืมที่เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย สามารถกลับเข้ามาสู่ระบบการชำระหนี้ให้เป็นปกติได้ โดยกำหนดจัดกิจกรรมจะจัดขึ้น ณ ชั้น 1 อาคารที่ทำการกระทรวงยุติธรรม (แจ้งวัฒนะ) ตามกำหนดการดังนี้ วันเสาร์ที่ 25 มีนาคม 2566 วันเสาร์ที่ 8 เมษายน 2566 วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม 2566 วันเสาร์ที่ 10 มิถุนายน 2566 วันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม 2566 วันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม 2566 และวันเสาร์ที่ 9 กันยายน 2566" นางสาวรัชดา กล่าว 

ที่มา ; ไทยโพสต์ 25 กุมภาพันธ์ 2566 

ข่าวเกี่ยวกัน

'ร่างพ.ร.บ.กยศ. 'เปิดมิติใหม่ระบบการเงิน หนี้ค้างชำระให้หักเงินต้นก่อนดอกเบี้ย ลูกหนี้ที่ถูกฟ้องแล้ว สามารถแปลงหนี้ได้

29 ธ.ค.2565- กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เตรียมความพร้อมดำเนินการตามกฎหมายใหม่ตามที่สภาผู้แทนราษฎร ได้มีมติเห็นชอบการแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ของวุฒิสภา โดยให้คิดดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินร้อยละ 1 ต่อปี อัตราเบี้ยปรับกรณีผิดนัดชำระไม่เกินร้อยละ 0.5 ต่อปี และไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันในทุกกรณี ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่ถูกดำเนินคดีแล้วสามารถแปลงหนี้ใหม่ได้ทุกราย 

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ…… ที่วุฒิสภาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม ได้ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ทั้งนี้ ตามร่าง พ.ร.บ. ที่แก้ไข กองทุนจะคิดดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินร้อยละ 1 ต่อปี อัตราเบี้ยปรับกรณีผิดนัดชำระไม่เกินร้อยละ 0.5 ต่อปี ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันในทุกกรณี และช่วยเหลือผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างดำเนินคดีหรืออยู่ระหว่างการบังคับคดีให้สามารถผ่อนผันการชำระเงินคืน ปรับโครงสร้างหนี้ แปลงหนี้ใหม่ หรือระงับการชำระเงินคืนตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกองทุนกำหนด

ทั้งนี้ ระยะเวลาการผ่อนชำระต้องคำนึงถึงรายได้และความสามารถในการชำระเงินคืนของผู้กู้ยืม แต่ต้องไม่เกิน 15 ปี หลังจากปลอดหนี้ 2 ปี ผู้กู้ยืมสามารถผ่อนชำระเงินคืนเป็นงวดรายเดือน รายไตรมาส หรือรายปีได้ กรณีที่ผู้กู้ยืมมีหนี้ค้างชำระให้ทำการตัดชำระหนี้จากเงินต้นก่อนดอกเบี้ย และเบี้ยปรับตามลำดับ รวมถึงอาจมีมาตรการจูงใจหรือลดหย่อนเงินต้นเพื่อให้ผู้กู้ยืมเงินไม่ผิดนัดชำระเงินคืนได้ ซึ่งกฎหมายใหม่ดังกล่าวจะสามารถช่วยเหลือผู้กู้ยืมที่ถูกดำเนินคดีแล้ว จะสามารถแปลงหนี้ใหม่ เพื่อให้กลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ ทั้งนี้ กองทุนขอยืนยันว่าจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือและให้โอกาสทุกคน และจะเป็นหลักประกันของทุกครอบครัวว่าเด็กทุกคนที่เกิดมาในประเทศนี้จะมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาได้ทุกคน 

ที่มา ; ไทยโพสต์ 29 ธันวาคม 2565

 

 

 

สรุปสาระสำคัญ 

พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 20 มีนาคม 2566 โดยมีสาระสำคัญคือ ลดอัตราดอกเบี้ยเหลือไม่เกิน 1% ต่อปี ลดเบี้ยปรับกรณีผิดนัดเหลือไม่เกิน 0.5% ต่อปี และยกเลิกการใช้ผู้ค้ำประกันทุกกรณี เพื่อช่วยลดภาระผู้กู้ยืมและแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน อีกทั้งขยายโอกาสให้ประชาชนสามารถกู้เรียนหลักสูตรระยะสั้นเพื่อ Reskill และ Upskill เพื่อเสริมสมรรถนะอาชีพ กฎหมายยังปรับลำดับการตัดชำระใหม่เป็น “ตัดต้นเงินที่ครบกำหนดก่อน – ดอกเบี้ย – เบี้ยปรับ” ทำให้ผู้กู้ลดภาระดอกเบี้ยสะสม พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีสามารถผ่อนผัน ปรับโครงสร้างหนี้ หรือแปลงหนี้ใหม่ได้เมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด
กยศ. ยังเตรียมวงเงินกว่า 40,000 ล้านบาทสำหรับผู้เรียนกว่า 6 แสนรายในปี 2566 และยืนยันจะเป็นหลักประกันให้เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม โดยความยากจนจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษาอีกต่อไป

ข้อสอบ

ข้อ 1 การยกเลิกผู้ค้ำประกันใน พ.ร.บ. กยศ. ใหม่ สะท้อนหลักการเชิงนโยบายใดมากที่สุด
ก. ลดความเสี่ยงทางการเงินของรัฐ
ข. ขยายโอกาสทางการศึกษาอย่างเป็นธรรม
ค. เพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามหนี้
ง. ส่งเสริมสถาบันการเงินให้มีส่วนร่วม

ข้อ 2 การปรับลำดับตัดชำระเป็น “ต้นเงินก่อนดอกเบี้ย” ส่งผลสำคัญอะไรต่อระบบบริหารหนี้
ก. เพิ่มรายได้ดอกเบี้ยให้กองทุน
ข. ลดภาระดอกเบี้ยสะสมของผู้กู้ในระยะยาว
ค. ทำให้กองทุนต้องเพิ่มวงเงินสำรอง
ง. เพิ่มจำนวนผู้ผิดนัดชำระ

ข้อ 3 การเปิดให้กู้เรียนหลักสูตรระยะสั้นเพื่อ Reskill–Upskill สอดคล้องกับแนวนโยบายการศึกษายุคใหม่ด้านใด
ก. การเน้นคุณวุฒิทางการศึกษา
ข. การเรียนรู้ตลอดชีวิตและทักษะแห่งอนาคต
ค. ลดความเหลื่อมล้ำด้านเทคโนโลยี
ง. การเพิ่มสัดส่วนแรงงานในระบบ

ข้อ 4 มาตรการอนุญาตให้ผู้ถูกดำเนินคดี “ผ่อนผัน ปรับโครงสร้าง หรือแปลงหนี้” มีเป้าหมายหลักข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนคดีเข้าสู่ศาล
ข. ฟื้นความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้
ค. ลดวงเงินกู้ในอนาคตของกองทุน
ง. กระตุ้นให้นักเรียนกู้เพิ่ม

ข้อ 5  การลดเบี้ยปรับผิดนัดจาก 7.5% เหลือ 0.5% สะท้อนหลักการบริหารภาครัฐด้านใดมากที่สุด
ก. การใช้มาตรการเชิงลงโทษเพื่อป้องกันผิดนัด
ข. การบริหารโดยใช้ดุลยพินิจนายจ้าง
ค. การคุ้มครองผู้มีรายได้น้อยและลดภาระหนี้
ง. การรักษาเสถียรภาพงบประมาณของรัฐ

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น