สมาชิกเข้าสู่ระบบ

คน 5 แบบที่มีอยู่ในทุกองค์กร แต่คนแบบไหนที่ไม่จำเป็น

คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทศรีจันทร์สหโอสถ ได้บอกเอาไว้ในงาน Ecom Thailand Conference 2023 หลักการทำงานที่ทำให้ศรีจันทร์เติบโตคือ “ทำชีวิตของพนักงานและลูกค้าให้ดีขึ้น” แล้วคุณจะกลายป็นแบรนด์ที่ลูกค้าเลือกเอง และชีวิตเราจะดีขึ้นตาม 

การมองหาลูกค้าเป็นสิ่งที่ง่ายกว่า เพราะคุณกำหนดได้เองว่าใครจะมาเป็นกลุ่มเป้าหมายของคุณ แต่การมองหาพนักงานที่ดีสักคนมันก็เหมือนกับการหาแฟน เพราะถ้าได้ดี ผลลัพธ์ก็จะถูกตีค่าออกมาเป็นสิ่งที่คุณต้องการ แต่ถ้าได้แบบตัวถ่วง ก็อาจดึงทั้งองค์กรลงเหวเลยก็ได้ 

แล้วพนักงานแบบไหนที่คู่ควรค่าแก่การดึงมาเป็นพวก โดยคุณแท็บได้เปรียบเทียบคนออกมาเป็นสัตว์ 4 ประเภทคือ

·      คนจำพวก “ปลาทอง” สร้างสีสัน สร้างบรรยากาศในการทำงาน มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ทุกคนรัก แต่ทำงานออกมาไม่ได้ตามที่คาดหวัง

·      คนจำพวก “แมงกะพรุน” ทำงานก็ไม่ได้เก่ง แถมนิสัยแย่ ไม่ผูกมิตรกับคนอื่น เป็นเหมือนกับกลุ่มเมฆสีดำที่ไม่มีใครอยากยุ่ง และทำให้บรรยากาศโดยรวมมืดมนไปด้วย

·      คนจำพวก “ปลาการ์ตูน” คนกลุ่มนี้คือพนักงานทั่วไปที่ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ งานก็ไม่ได้โดดเด่นแต่ก็เสร็จเรียบร้อยดี นิสัยก็เข้ากับคนอื่นได้ แต่ไม่ได้เข้าสังคมหนักเหมือนปลาทอง

·      คนจำพวก “ปิรันยา” คนกลุ่มนี้คือกลุ่มคนที่ทำงานดีมาก ผลลัพธ์ออกมาดีสุด ๆ มักจะเป็นเหมือนคนที่เจ้านายเกรงใจ เพราะถึงจะทำงานดี แต่นิสัยไม่ค่อยดี ทำให้ทุกคนกดดันด้วยความเครียดและเอาเปรียบคนอื่น ซึ่งเขาอาจเป็นคนที่ทำผลงานดีที่สุดในองค์กรก็ได้

·      คนจำพวก “โลมา” กลุ่มคนนี้คือเพชรอันล้ำค่าที่องค์กรควรเก็บไว้ เพราะเขาทำงานออกมาได้ดีมาก เข้ากับทุกคนได้ นิสัยดี อัธยาศัยดี สร้างบรรยากาศในการทำงานให้ทุกคนร่วมกันพัฒนาไปเรื่อย ๆ และโดดเด่นในทางที่บวก 

ถ้าถามว่าคุณในฐานะผู้นำ หากมีคนเหล่านี้อยู่ในองค์กร คนที่คุณจะให้ออกจากองค์กรโดยเร็วที่สุด คือคนประเภทไหน? 

หลายคนอาจตอบว่าแมงกะพรุนเพราะพวกเขาแทบจะไม่มีประโยชน์เกี่ยวกับการทำให้องค์กรเดินก้าวไปข้างหน้าได้เลย แต่คุณแท็บบอกว่า จากการพูดคุยกับผู้นำทางธุรกิจหลายคน พวกเขาต่างตอบเหมือนกันว่า คนที่ไม่ควรเอาไว้ในองค์กรมากที่สุดคือ “ปิรันยา” เพราะถึงจะทำงานดี แต่ในระยะยาวกลับสร้างปัญหาให้ทั้งองค์กรมากกว่า 

นอกจากนี้คุณแท็บยังบอกเคล็ดลับดี ๆ สำหรับแนวคิดให้กับผู้นำที่ดี ซึ่งควรอาศัยหลักการทำงาน “Tight - Loose - Tight”

·      Tight - วัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์กรต้องชัดเจน

·      Loose - ต้องมีกระบวนการในการทำงานชัดเจน มีแบบแผน

·      Tight - ต้องมีการวัดผลที่เห็นได้ชัด 

หลักการนี้ห้ามสลับที่หรือห้ามจัดสิ่งใดสิ่งหนึ่งออก เพราะถ้าหากขาดข้อไหนไป นั่นหมายความว่าการบริหารองค์กรของคุณในฐานะผู้นำกำลังเดินไปในทางที่ผิดพลาด 

เจ้าของธุรกิจไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ออกคำสั่งหรือลงมือทำเท่านั้น แต่พวกเขามีหน้าที่ในการ “บริหาร” ดูภาพรวมทั้งหมดขององค์กร หยิบคนให้ถูกตำแหน่ง ใช้งานให้ถูกคน ดูแลพวกเขาที่เป็น “ทีม” ไม่ใช่แค่คำว่า “ลูกน้อง” หรือ “ลูกจ้าง” เพราะองค์กรจะเดินไปข้างหน้าได้ ย่อมเกิดมาจากทรัพยากรที่มีค่าที่สุด นั่นคือ “ทรัพยากรมนุษย์”

 

เรียนรู้กับ คุณรวิศ หาญอุตสาหะ เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH (Reference in comment) 

ที่มา ; ไปให้ถึง100ล้าน

 

เกี่ยวกัน

นิสัยการทำงานแบบไทย ๆ จะกี่ปีผ่านไป ก็ไม่เปลี่ยนไป 

นิสัยการทำงานแบบไทย เพื่อนๆ คิดว่า คนญี่ปุ่นที่มาทำงานในบริษัทเดียวกับคนไทย เขาพูดถึงคนไทยในแง่ไหนกันบ้าง ยิ้มง่าย? ใจดี? ขี้เกียจ? ชอบมาสาย? ชอบอ้างนู่นนี่นั่น? 

จริงอยู่ที่ว่า คนที่มาจากประเทศเดียวกันไม่จำเป็นต้องนิสัยเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม การเลี้ยงดูและปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่าง แต่มันก็จะมีสิ่งที่เป็นลักษณะเฉพาะของชนชาตินั้นๆ อยู่ซึ่งมักถูกเหมารวมในสายตาของชาวต่างชาติ 

บังเอิญว่าเมื่ออาทิตย์ก่อนไปเจอบทความของคนญี่ปุ่นท่านหนึ่งที่วิจารณ์ข้อแตกต่างระหว่างคนไทยกับคนญี่ปุ่นในเรื่องของสไตล์การทำงาน  ซึ่งบทความนี้เขียนขึ้นในปี 2017 ในเว็บไซต์ wakuwork.jp และหลังจากที่คอลัมน์นิจอ่านบทความนี้จบก็ได้ไปเจออีกบทความหนึ่งซึ่งเขียนโดยคนญี่ปุ่นอีกท่านหนึ่งในปี 2019 ในเว็บไซต์ HR Note.asia นับเป็นระยะเวลาห่างกันสองปี ถือว่าไม่มากไม่น้อย ก็เลยจะมาเล่าให้ฟังว่า สองท่านนี้นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับการทำงานกับคนไทยไว้ว่าอย่างไร อ่านแล้วอย่าโกรธนะคะเพราะนางเขียนตรงไปตรงมามาก นางอาจไม่ได้คิดว่าจะมีคนไทยที่รู้ภาษาญี่ปุ่นไปอ่านเจอเข้า 555

 

จะขอเริ่มจากบทความในปี 2017 ก่อน โดยสรุปประเด็นหลักๆ ได้ว่า

·      คนไทยนั้นมักทำกิจกรรมอื่นไปพร้อมกันกับการทำงานเสมอ เช่น กินไปด้วยทำงานไปด้วย มองจอคอมทำงานไปพร้อมกับคุยโทรศัพท์เรื่องส่วนตัว เล่นไลน์ ผู้หญิงบางคนทำเล็บไปด้วยก็มี

·      มีอิสระและความยืดหยุ่นในที่ทำงานสูงกว่าที่ญี่ปุ่นมาก บางคนทำงานของตัวเองเสร็จก่อนเลยขอกลับก่อนเวลาเลิกงานก็มี (อันนี้คอลัมน์นิจแอบงงว่ามีบริษัทแบบนี้ด้วยเหรอ?) และหัวหน้าก็ไม่ว่าอะไรด้วย

·      ผู้หญิงไทยเก่งมากทั้งงานในบ้านและงานนอกบ้าน ถึงแม้จะแต่งงานแล้วท้องอยู่ก็ยังมาทำงาน (เอิ่มอันนี้คือไม่มีทางเลือกปะ ต้องกินต้องใช้ 555)

·      ในที่ทำงานมีคนหลายเชื้อชาติมาก แต่คนไทยดูใจดีกว่าชาติอื่นๆ คอยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบและมักให้ขนมคนญี่ปุ่นกินอยู่เสมอ เสมือนเป็นคนในครอบครัว

 

ส่วนบทความของอีกท่านหนึ่งในปี 2019 เขียนมามีใจความว่า

·      คนไทยมีนิสัยค่อนข้างชิว มักหัวร่อต่อกระซิก สมกับที่ได้ฉายาสยามเมืองยิ้ม

·      ชอบพูดคุยเรื่องส่วนตัวมากในเวลาทำงาน ให้ความสำคัญต่อการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (อืม อ่านแล้วรู้สึกว่าโดนชมในด่า ในความด่ามีคำชม นัวๆ สลัวๆไม่ชัดเจน ตามสไตล์ญี่ปุ่นมากๆ)

·      คนไทยมีชื่อเล่น และใช้คำว่า “คุณ” หรือ “พี่” นำหน้าชื่อเล่นเพื่อให้เกียรติ แต่เวลาส่งเมล์หาคนญี่ปุ่น คนไทยก็มีการเติมคำว่า “ซัง” ต่อท้ายชื่อคนญี่ปุ่นให้ด้วยเพื่อเป็นการให้เกียรติกันทำให้รู้สึกดี ดังนั้นคนญี่ปุ่นเวลาส่งเมล์หาคนไทยจึงควรลองใช้คำนำหน้าแบบไทยๆนำหน้าชื่อคนไทยดูบ้าง

·      การรับผิดชอบงานจนถึงที่สุดนั้นเป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นหลายคนนั้นยึดถือ แต่สำหรับคนไทยนั้นการทำงานถือเป็นเพียงแค่ขั้นตอนหนึ่งของการทำเงิน เพราะฉะนั้นคนไทยจึงมีแนวโน้มที่จะลาออกทันทีเมื่อพบเหตุการณ์ที่ไม่น่าพอใจ คนญี่ปุ่นที่ประจำอยู่ในเมืองไทยบางคนมักกังวลว่าคนไทยจะลาออก

·      คนญี่ปุ่นมีนิสัยรักษาเวลาเป็นปกติ แต่กับคนไทยถ้าจะให้รักษาเวลานั้น ควรที่จะบอกเหตุผลประกอบ เช่น “การเริ่มสตาร์ทเครื่องจักรตรงเวลานั้นทำให้มีผลกำไรเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบไปถึงการขึ้นเงินเดือนและการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงาน” น่าจะได้ผลดีกว่าการไปบังคับให้ตรงต่อเวลาแบบโต้งๆ

·      คนไทยไม่เคยชินต่อการถูกตักเตือน ไม่ชอบการถูกตำหนิต่อหน้าคนอื่น ดังนั้นเวลาคนญี่ปุ่นจะตักเตือนอะไรต้องระวังอย่าไปทำให้คนไทยเสียหน้า

·      คนไทยใจดีและให้ความสำคัญกับการใช้เวลากับครอบครัวและคนที่ตัวเองคิดว่าสำคัญ ต่างจากคนญี่ปุ่นหลายคนที่คิกว่างานต้องมาก่อน 

ความคิดเห็นของสองท่านนี้ถึงจะไม่ได้เป็นตัวแทนของคนญี่ปุ่นทั้งประเทศ แต่ก็ชวนกระตุกความคิดนะคะว่า คนไทยเราเป็นแบบนี้จริงไหม เป็นมานานหรือยัง และในอนาคตจะยังเป็นแบบนี้ไหม? 

บทความต้นฉบับ : คอลัมน์นิจ () www.marumura.com

ที่มา: https://wakuwork.jp  https://th.hrnote.asia

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น