
น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ล่าสุด ผลการจัดอันดับ IMD ประจำปี 2565 ในด้านการศึกษา อยู่อันดับที่ 53 ดีขึ้นจากปีก่อนถึง 3 อันดับ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญ และได้กล่าวไว้ในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ศธ.จึงกำหนดเป็นนโยบายสำคัญ และตัวชี้วัดการปฏิบัติราชการของทุกหน่วยงาน โดยมีสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นหน่วยงานหลักที่ผลักดันเรื่องความสามารถทางการแข่งขันด้านการศึกษา
“ดัชนี IMD เป็นการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในด้านต่างๆ โดยการศึกษาเป็นปัจจัยด้านหนึ่งที่ถูกประเมินด้วยการใช้ตัวชี้วัดกลางเดียวกันในทุกประเทศ ซึ่งผลการประเมินจะนำมาสนับสนุนการกำหนดกรอบนโยบาย และพัฒนาการศึกษาของไทยให้มีคุณภาพ และมีมาตรฐานในระดับสากลได้
หลังจากมอบหมายให้ สกศ.จัดทำแผนการยกระดับสมรรถนะทางการศึกษาของไทย ด้วยการพัฒนาผลการจัดอันดับ IMD แล้ว ในปีแรกสามารถยกอันดับการศึกษาของไทยให้ดีขึ้นได้ถึง 3 อันดับ จากตัวชี้วัดด้านการศึกษาทั้งหมด 19 ตัว มีตัวชี้วัดถึง 12 ตัวที่มีอันดับดีขึ้นอย่างมาก เช่น งบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาต่อ GDP ที่ขยับขึ้นจากเดิมถึง 10 อันดับ และอัตราส่วนนักเรียนต่อครู 1 คน ที่สอนระดับประถม ที่มีครู 1 คนต่อนักเรียน 14 คน ได้อันดับที่ 28 ซึ่งเป็นอันดับที่ดีที่สุดอีกด้วย” น.ส.ตรีนุชกล่าว
น.ส.ตรีนุชกล่าวต่อว่า อันดับ IMD ด้านการศึกษาที่พัฒนาดีขึ้นนั้น ศธ.และทุกภาคส่วน ร่วมมือกันขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้เข้าถึงผู้เรียนเป็นสำคัญ ผ่านโครงการสำคัญต่างๆ เช่น โครงการพาน้องกลับมาเรียน โครงการอาชีวะ อยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ รวมถึง แผนการเพิ่มค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียน เป็นต้น ซึ่งตัวชี้วัดนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการขับเคลื่อนการศึกษาไทยที่มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันกับเป้าหมายที่นานาชาติเล็งเห็นถึงความสำคัญ
ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ ศธ.ดีใจได้ แต่กังวลว่าจะมีการนำเรื่องดังกล่าวมาใช้ทางการเมือง เพราะในข้อเท็จจริง ตัวระบบ และโครงสร้างของการศึกษาไม่ดีขึ้น กลับแย่ลง ปัญหาต่างๆ เพิ่มขึ้น เช่น เด็กออกกลางคันที่เพิ่มขึ้น เด็กประสบภาวะถดถอยทางการเรียนรู้เพิ่มขึ้น การไม่เปลี่ยนแปลงหลักสูตรการเรียนรู้ให้ทันกับปัจจุบัน เป็นต้น จะเห็นว่าปัญหาเหล่านี้ขัดแย้งกับอันดับของ IMD ที่เพิ่มขึ้น
“ส่วนการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาหลายปียังไม่เห็นปลายทางของการปฏิรูปการศึกษาว่าจะทำอย่างไร จะดำเนินการอย่างไร เพราะขนาดผู้นำประเทศยังบอกให้ทุกอย่างอยู่กับที่ บอกให้ใช้หลักสูตรการเรียนรู้แบบเดิม ๆ ให้สอนประวัติศาสตร์หน้าที่พลเมืองแบบเดิม ๆ มองว่าผลการจัดอันดับของต่างประเทศที่ทำขึ้น ศธ.ควรนำมาพิจารณาดูก่อนว่า สาเหตุที่อันดับของประเทศเพิ่มขึ้นอาจเกิดจากปัจจัยที่ทั่วโลกประสบปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 และปัญหาเศรษฐกิจหรือไม่ ดังนั้น อย่าเพิ่งหลงดีใจ เพราะเราอาจจัดการปัญหาวิกฤตโควิด-19 ได้ดี แต่คุณภาพการศึกษากลับถดถอย ย่ำอยู่กับที่ และมองไม่เห็นอนาคต” ศ.ดร.สมพงษ์กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 21 มิถุนายน 2565



ข่าวเกี่ยวกัน
'IMD'ขยับการศึกษาไทยสูงขึ้น 3 อันดับ สูงสุดในรอบ 5 ปี
นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา (เลขาฯ สกศ.) กล่าวว่า ตามที่มีรายงานผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดย World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development หรือ IMD สวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2565 พบว่า ประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 33 จาก 63 เขตเศรษฐกิจ มีอันดับลดลง 5 อันดับ
ซึ่งทาง สกศ. ได้ศึกษาข้อมูลพบว่า ปัจจัยด้านเศรษฐกิจได้รับผลกระทบมากที่สุด จากผลกระทบสะสมจากการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ยังมีข่าวดีเช่นกันเพราะอันดับ IMD การศึกษาของประเทศไทย ขยับมาอยู่ที่อันดับ 53 จากเดิมอยู่ที่อันดับ 56 ในปี 2564 ทะยานขึ้น 3 อันดับ และเป็นอันดับดีที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งภาพสะท้อนสำคัญต่อการชี้ทิศและขับเคลื่อนการศึกษาของประเทศไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ดียิ่งขึ้น
นายอรรถพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สกศ. ยังได้รายงานข้อมูลสำคัญไปถึงสำนักงาน IMD สวิตเซอร์แลนด์โดยตรง ส่งผลให้รายงานข้อมูลมีความครอบคลุมมากขึ้นในหลากหลายมิติและลงลึกรายละเอียดที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยข้อมูลที่น่าสนใจตัวชี้วัดการศึกษาของไทยมีอันดับที่ดีขึ้น 12 ตัวชี้วัดจากทั้งหมด 19 ตัวชี้วัด และมีพัฒนาการมากที่สุด 2-3 ตัวชี้วัด ได้แก่ งบประมาณด้านการศึกษาเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.7 ของ GDP ทะยานขึ้น 10 อันดับ คือ อันดับที่ 49 จากเดิมอันดับ 59 รองลงมาดัชนีผลสัมฤทธิ์ของการอุดมศึกษา ขยับเป็นร้อยละ 34 ดีขึ้น 4 อันดับ คือ อันดับที่ 45 จากเดิมอันดับ 49 รวมทั้งดัชนีงบประมาณด้านการศึกษาเมื่อเทียบกับนักเรียนในทุกระดับการศึกษาที่รัฐบาลไทยทุ่มงบฯ เพิ่มขึ้น ส่งผลที่ดีขึ้น 3 อันดับ คือ อันดับที่ 53 จากเดิมอันดับ 56
ตัวชี้วัดด้านการศึกษาที่มีอันดับดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็น อัตราส่วนนักเรียนต่อครู 1 คนที่สอนในระดับประถมศึกษา ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยืนยันความทุ่มเทของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันอันดับ IMD การศึกษาไทยให้ดียิ่งขึ้นไป อย่างไรก็ตาม เรายังต้องการความร่วมมือจากเสาหลักเศรษฐกิจทั้งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย รวมทั้งหอการค้าต่างประเทศ และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภาคธุรกิจและเอกชน เพื่อผลักดันระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น นายอรรถพลกล่าวอีกว่า
ก้าวต่อไปของ สกศ. ในการชี้ทิศและพัฒนาการศึกษาไทยที่ดียิ่งขึ้นไปอีก สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งขับเคลื่อน 2 ประเด็นสำคัญ คือ
1.การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บฐานข้อมูลด้านการศึกษา ที่มีความสมบูรณ์และสะท้อนตัวชี้วัดการศึกษาที่มีความครอบคลุมมากที่สุด ซึ่งจำเป็นต้องบูรณาการฐานข้อมูลร่วมกันทั้งจากองค์กรหลักของ ศธ. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และ
2.การกระชับความร่วมมือกับภาคผู้ประกอบการ/เอกชน เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน และร่วมออกแบบนโยบายการศึกษาในโลกยุคใหม่ที่ต้องรวดเร็วและทันท่วงทีต่อการเปลี่ยนแปลง โดย สกศ. ต้องเรียนรู้ร่วมกับภาคเอกชนเพื่อช่วยยกระดับกำลังคนสมรรถนะสูงเติมเต็มคนคุณภาพสู่ตลาดแรงงาน ช่วยขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลางรวดเร็วยิ่งขึ้น และยังต้องส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีความสามารถที่จะยืดหยุ่นและปรับตัวทั้งเรื่องการทำงานและการใช้ชีวิต ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 เพราะแรงจูงใจการศึกษาที่เปลี่ยนไป และอันดับ IMD คือเครื่องมือสำคัญช่วยปรับนโยบายการศึกษาของไทยที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่มากขึ้น
ที่มา ; ไทยโพสต์ 21 มิถุนายน 2565
สรุปสาระสำคัญ
ผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศไทย โดย IMD ประจำปี 2565 พบว่า อันดับการศึกษาไทยขยับดีขึ้นจากอันดับ 56 เป็นอันดับ 53 ซึ่งดีขึ้น 3 อันดับ และถือเป็นอันดับดีที่สุดในรอบ 5 ปี สะท้อนความพยายามของกระทรวงศึกษาธิการที่กำหนดให้การยกระดับอันดับ IMD เป็นนโยบายสำคัญ โดยมอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน ผ่านการจัดทำแผนพัฒนาสมรรถนะทางการศึกษา และการใช้ข้อมูลตัวชี้วัดสากล 19 ตัวชี้วัด
ตัวชี้วัดที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ได้แก่ งบประมาณด้านการศึกษาเมื่อเทียบกับ GDP อัตราส่วนนักเรียนต่อครูระดับประถมศึกษา รวมถึงงบประมาณรายหัวนักเรียนและผลสัมฤทธิ์ระดับอุดมศึกษา ซึ่งสะท้อนการลงทุนด้านการศึกษาและการเข้าถึงผู้เรียนมากขึ้น โดยมีโครงการสำคัญ เช่น พาน้องกลับมาเรียน อาชีวะอยู่ประจำเรียนฟรี และการเพิ่มค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียน
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านการศึกษาแสดงความกังวลว่า อันดับที่ดีขึ้นอาจไม่สอดคล้องกับคุณภาพเชิงโครงสร้างที่แท้จริง เนื่องจากยังมีปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบ การถดถอยทางการเรียนรู้ และการไม่ปรับหลักสูตรให้ทันสมัย จึงเห็นว่าควรใช้ผลจัดอันดับ IMD เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ยึดเป็นความสำเร็จเชิงตัวเลขเพียงอย่างเดียว
ข้อสอบ
การที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดผลการจัดอันดับ IMD เป็นตัวชี้วัดการปฏิบัติราชการ สะท้อนแนวคิดการบริหารแบบใดมากที่สุด
ก. การบริหารเชิงอำนาจ
ข. การบริหารตามหลักคุณธรรม
ค. การบริหารเชิงผลสัมฤทธิ์
ง. การบริหารแบบมีส่วนร่วม
ข้อใดเป็น “ข้อจำกัด” สำคัญของการใช้ดัชนี IMD เป็นเครื่องชี้คุณภาพการศึกษา ตามมุมมองนักวิชาการ
ก. ใช้ตัวชี้วัดเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว
ข. ไม่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างภายในระบบ
ค. เน้นด้านเศรษฐกิจมากกว่าสังคม
ง. ขาดความน่าเชื่อถือในระดับสากล
หากผู้บริหารสถานศึกษาจะนำบทเรียนจาก IMD ไปใช้เชิงปฏิบัติ ควรดำเนินการใด “เหมาะสมที่สุด”
ก. เร่งรายงานผลการดำเนินงานเชิงปริมาณ
ข. ปรับการเรียนการสอนให้สอดคล้องตัวชี้วัดสากลควบคู่บริบทจริง
ค. มุ่งเพิ่มงบประมาณเป็นหลัก
ง. ใช้ผลจัดอันดับเพื่อสร้างภาพลักษณ์องค์กร
จากบทความ ข้อใดเป็น “ปัจจัยเสริม” ที่อาจทำให้อันดับ IMD ของไทยดีขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องสะท้อนคุณภาพการศึกษาโดยตรง
ก. การปฏิรูปหลักสูตรฐานสมรรถนะ
ข. การจัดการเรียนรู้เชิงรุก
ค. สถานการณ์โควิด-19 และเศรษฐกิจโลก
ง. การพัฒนาครูมืออาชีพ
แนวทางใดสอดคล้องกับ “ก้าวต่อไป” ของ สกศ. มากที่สุด
ก. การแข่งขันระหว่างสถานศึกษา
ข. การรวมศูนย์อำนาจการบริหาร
ค. การบูรณาการฐานข้อมูลและร่วมมือภาคเอกชน
ง. การรักษาหลักสูตรเดิมเพื่อความต่อเนื่อง
คลิกเฉลย >>>