สมาชิกเข้าสู่ระบบ

สังคมสูงวัยไทย เสี่ยงทำประเทศประสบปัญหาการคลัง

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ  มาตั้งแต่ปี 2548 แล้ว ความหมายคือมีคนอายุ 60 ปีขึ้นไปมากว่า 10% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ซึ่งผ่านมา 19 ปี ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ (Aged society) นั่นคือไทยเรามีผู้มีอายุ 60 ปีมากกว่า 20%ของประชากรหรือมีคนอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 14% ของประชากรทั้งประเทศ

จำนวนผู้สูงวัยในไทยมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลล่าสุดประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 13.64 ล้านคน คิดเป็น 19.5% ของประชากรทั้งหมด นั่นแปลว่าอีกไม่นาน ไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดทั้งนี้องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดสังคมสูงวัยจากสัดส่วนของประชากรอายุ 60 – 65 ปีขึ้นไป แบ่งตามลำดับดังนี้ 

  • สังคมสูงวัย’ (Aged Society) คือ มีประชากรสูงวัยมากกว่า 7% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในประเทศ
  • สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์’ (Complete Aged Society) คือ มีประชากรสูงวัยมากกว่า14% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในประเทศ
  • สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) คือ มีประชากรสูงวัยมากกว่า  20% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในประเทศ

สิ่งที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆคือ เมื่อประเทศเต็มไปด้วยคนสูงวัย ในขณะที่เด็กเกิดใหม่น้อยลงผลที่ตามมาคือ จำนวนแรงงานหนุ่มสาวก็จะหายไป แรงงานไทยอาจขาดแคลนในอนาคตได้ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน แต่อีกหนึ่งผลกระทบที่สำคัญต่อประเทศก็คือ “ความเสี่ยงทางการคลังที่สูงขึ้น”  จากการที่รัฐจะต้องมีค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการให้ผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้นทุกปี สวนทางกับการจัดเก็บรายได้ที่น้อยลง จากเศรษฐกิจไม่สู้ดี การเก็บรายได้จากภาษีต่างๆน้อยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย เรื่อง โครงสร้างประชากรเปลี่ยน..เสี่ยงต่อภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น พบว่า รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ทั้งเงินที่ต้องจ่ายให้หลังเกษียณ รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 6% ต่อปี จากปี  2014 อยู่ที่ 478,474 ล้านบาท  ปี2024 นี้เพิ่มขึ้นเป็น 853,574 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

 

สังคมสูงวัยจะกระทบต่อภาระทางการคลังของภาครัฐในระยะข้างหน้าอย่างไร? 

1.รายจ่ายสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรสูงวัยและอัตราการจ่ายเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 

ภาครัฐมีการปรับรูปแบบการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุยกเลิกการจ่ายแบบขั้นบันไดมาเป็นจ่าย 1,000 บาทเท่ากันทุกช่วงวัย ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนสวัสดิการโดยรัฐ และอยู่ระหว่างรอเสนอครม. เพื่อพิจารณา ส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคาดว่าจะยังคงเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนจากในปี 2024 ภาครัฐได้จัดสรรงบประมาณสำหรับการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไว้ราว 9.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อนที่อยู่ที่ 8.8 หมื่นล้านบาท และคาดการณ์ว่าในปี 2029 ที่ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด รายจ่ายส่วนนี้อาจไม่ต่ำกว่า 1.6 แสนล้านบาท 

 

2.รายจ่ายสวัสดิการด้านสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 4% 

ซึ่งปี 2014 งบประมาณส่วนนี้ของรัฐอยู่ที่ 2.4 แสนล้านบาท ปรับเพิ่มมาอยู่ที่ 3.5 แสนล้านบาท ในปี 2024 โดยส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) อยู่ที่ราว 2.2 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 62% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกตามการดูแลรักษาพยาบาลที่มีมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่เสี่ยงต่อการเจ็บป่วย อีกทั้ง ปัจจุบันประชาชนยังสามารถยื่นใช้สิทธิบัตรทองในการรักษาพยาบาลได้ทุกที่ทั่วประเทศ ตลอดจนสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งปัญหาฝุ่น PM 2.5 และโรคอุบัติใหม่ ก็อาจทำให้ประชาชนเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น 

 

3.กองทุนประกันสังคมที่เป็นสวัสดิการหลักของแรงงานไทยราว 25 ล้านคน อาจไม่เพียงพอและหมดลงในระยะข้างหน้าหากไม่มีการปรับเงื่อนไข

เนื่องจากรายได้ที่เก็บจากกลุ่มคนวัยทำงานในระบบประกันสังคม ไม่ได้เพิ่มขึ้นเร็วเมื่อเทียบกับรายจ่ายรวมของกองทุนประกันสังคมที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเงินที่จ่ายหลังเกษียณและสวัสดิการด้านสุขภาพต่างๆ สะท้อนจากในช่วงปี 2014-2023 รายจ่ายรวมขยายตัวเฉลี่ย 10% ต่อปี ขณะที่ รายรับรวมขยายตัวเฉลี่ยเพียงแค่ 3% ต่อปีเท่านั้น สอดคล้องกับงานศึกษาเรื่อง ทางออกของประกันสังคมเพื่อลูกหลานไทยในอนาคต ของธนาคารแห่งประเทศไทย (เผยแพร่เมื่อ พ.ย. 2021) ที่ระบุว่ากองทุน 2 กรณี (ชราภาพ สงเคราะห์บุตร) เงินกองทุนอาจหมดลงในปี 2055 ขณะที่ กองทุน 4 กรณี (เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย) เงินกองทุนอาจหมดลงในปี 2070 

 

เสนอขยายอายุเกษียณจาก 60 ปี ให้นานขึ้นอีก  

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การดำเนินนโยบายการคลังให้สอดคล้องกับสภาพโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปจะช่วยให้คนที่สามารถพึ่งพาตนเองยามเกษียณมีจำนวนมากขึ้นและกลายเป็นภาระทางการคลังของภาครัฐในระยะยาวน้อยลง 

 

มาตรการระยะสั้น-กลาง

1.ขยายอายุเกษียณ และส่งเสริมการจ้างงานแรงงานสูงอายุ

  • เพื่อให้ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพมีโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ปัจจุบันอายุเกษียณเฉลี่ยไทยอยู่ที่ 58 ปี ขณะที่ คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น แต่อายุเกษียณกลับไม่เปลี่ยนตั้งแต่ปี 1951 ซึ่งการขยายอายุเกษียณเป็นหนึ่งทางเลือกที่รัฐบาลในหลายประเทศที่ประสบปัญหาสังคมสูงวัยเลือกใช้ เช่น ฝรั่งเศสที่ปัจจุบันอายุเกษียณอยู่ที่ 62 ปี และจะมีการปรับเพิ่มขึ้นเป็น 64 ปี ภายในปี 2032 เป็นต้น 

ทั้งนี้ หากมีการขยายอายุเกษียณ รัฐต้องคำนึงถึงช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน ซึ่งควรบอกล่วงหน้าหรือต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้ทั้งภาคธุรกิจและแรงงานเตรียมความพร้อมหากต้องอยู่ในตลาดแรงงานนานขึ้น รวมถึงควรพิจารณาความเหมาะสม/เป็นธรรม โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ใกล้เกษียณ  

  • รัฐควรสนับสนุนให้ภาคธุรกิจมีการจ้างงานผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นผ่านการให้สิทธิประโยชน์ที่จูงใจมากกว่าการลดหย่อนภาษีที่ทำอยู่แล้ว โดยปัจจุบันสถานประกอบการที่จ้างผู้สูงอายุ (ตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป) สามารถใช้สิทธิในการหักรายจ่ายได้ถึง 2 เท่าของจำนวนที่ได้จ่ายในการจ้างผู้สูงอายุไปจริง แต่ไม่เกินจำนวน 15,000 บาท ดังนั้น สถานประกอบการมีสิทธิหักรายจ่ายสำหรับค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้สูงสุดถึง 30,000 บาท
  • สนับสนุนให้ประชาชนทุกช่วงวัยมีการพัฒนาทักษะเพื่อให้แรงงานที่ถึงวัยเกษียณสามารถทำงานในตลาดแรงงานต่อได้ เช่น สิงคโปร์ มีโครงการ Skills Future Level-up เพื่อส่งเสริมคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ในการ Upskill/Reskill ทักษะให้ตรงกับความต้องการของตลาด ญี่ปุ่น มีโครงการฝึกงานเพื่อพัฒนาแรงงานวัยกลางคนเป็น Tech Talent สำหรับผู้มีอายุ 40-50 ปี ที่อาจไม่ได้ทำงานในด้านเทคโนโลยีมาก่อนสามารถเข้ามาฝึกฝนทักษะและหาความรู้ในด้านเทคโนโลยีได้

2.จัดสรรกองทุนประกันสังคมทั้งด้านรายรับและรายจ่ายให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป 

มาตรการระยะยาว

3.เพิ่มจำนวนคนที่พึ่งพาตนเองได้ให้โตเร็วกว่าภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น ทั้งในมิติของการเพิ่มเงินออมเพื่อเกษียณ และการมีสุขภาพที่ดี

  • ส่งเสริมให้ประชาชนมีการออมเงินเพื่อเกษียณมากขึ้น โดยเฉพาะการดึงแรงงานนอกระบบให้เข้ามาออมในระบบ ซึ่งปัจจุบันไทยมีแรงงานนอกระบบราว 21 ล้านคน แต่มีการออมผ่านระบบประกันสังคม 11 ล้านคน และกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) 3 ล้านคน ขณะที่ ยังมีอีกไม่ต่ำกว่า 7 ล้านคนที่เสี่ยงไม่มีหลักประกันรายได้ยามเกษียณ ทั้งนี้ ภาครัฐได้มีแนวคิดที่จะกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการออมมากขึ้น เช่น มาตรการหวยเกษียณที่อยู่ระหว่างการพิจารณาและคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2025 โดยมุ่งเป้าสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่มีอายุระหว่าง 15-60 ปี เป็นต้น
  • ส่งเสริมให้ประชาชนใส่ใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้น เพื่อลดการเจ็บป่วยไม่ว่าจะเป็นการจัดฝึกอบรมหรือร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ให้ความรู้ในเรื่องการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน อาหารการกิน ตลอดจนการใช้ชีวิต นอกจากนี้ รัฐควรบริหารจัดการให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างเพียงพอและทั่วถึง ซึ่งหากประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น ก็อาจช่วยแบ่งเบาภาระหรือลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของรัฐลงได้

โครงสร้างประชากรคือองค์ประกอบที่สำคัญของเศรษฐกิจประเทศ ท่ามกลางการเปลี่ยนของโลกสังคมสูงวัย ในไทยหากไม่เตรียมพร้อมรับมือ อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมาได้ในอนาคต 

รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ทั้งเงินที่ต้องจ่ายให้หลังเกษียณ รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 6% ต่อปี จากปี  2014 อยู่ที่ 478,474 ล้านบาท  ปี2024 นี้เพิ่มขึ้นเป็น 853,574 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา 

กองทุนประกันสังคมที่เป็นสวัสดิการหลักของแรงงานไทยราว 25 ล้านคน อาจไม่เพียงพอและหมดลงในระยะข้างหน้าหากไม่มีการปรับเงื่อนไข

การดำเนินนโยบายการคลังให้สอดคล้องกับสภาพโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปจะช่วยให้คนที่สามารถพึ่งพาตนเองยามเกษียณมีจำนวนมากขึ้นและกลายเป็นภาระทางการคลังของภาครัฐในระยะยาวน้อยลง 

อ่านข่าวต้นฉบับอมรินทร์ทีวี :www.amarintv.com 

ที่มา ; msn

เกี่ยวข้องกัน

ข้อควรระวัง 10 เรื่อง อย่าหาทำ ยามเริ่มสูงวัย

1.อย่าทะเลาะกับเพื่อนสนิท

เพราะเพื่อนสนิทรุ่นราวคราวเดียวกัน

ก็ล้มหายตายจากไปทีละคนสองคน

ยังจะมาทะเลาะชนิดไม่เผาผีกันกับเพื่อนดีๆที่หลงเหลืออยู่น้อยนิดอีกทำไมกัน

เรื่องเล็กๆน้อยๆ ยอมมันมาทั้งชีวิต ยอมมันอีกสักครั้งสองครั้ง ยอมมันได้

ก็ยอมมันไปเถอะ

 

2.อย่าปลูกพืชยืนต้นด้วยเมล็ด

ไปซื้อต้นสวยๆ ชนิดต่อตา ต่อกิ่ง

ขุดตอฯ มาปลูกลงดินเลย จะได้มีโอกาสชื่นชมดอกสวยๆลูกงามๆของมัน

เพราะขืนปลูกด้วยเมล็ด

กว่าจะได้ดูดอกออกผล

คงได้ไปนอนคุยกับรากมันมากกว่า

เอาเงินซื้อเวลา ซื้อต้นโตๆมา

ยังจะพอมีมีโอกาสได้ดูดอกออกผลมากกว่า

 

3.อย่าท่องเที่ยวแบบผจญภัย

ประเภทขึ้นเขา ลงห้วย บุกป่า

ปีนหน้าผา พิชิตดอยฯ เดี๋ยวจะไม่ได้ลงมา

อายุมาแล้ว ต้องเลือกเที่ยวแบบ

กินร้อน นอนเย็น เอนจิบกาแฟ แอ่นระแน๊ดูดาว”

ดีกว่านะ!

 

4.อย่าใส่เสื้อผ้าเพื่อโชว์ภาพวาบหวิว

โดยเฉพาะคุณผู้หญิง พยายามห่อเรือนร่าง ด้วยเสื้อผ้าสวยๆให้มิดชิดไว้ดีกว่า

อย่าผ่าอกลึกๆโชว์วาบหวิว

หรือรัดติ้วโชว์เนื้อหนังมังสา

เพราะพออายุมากขึ้นแล้วนี่

อย่าโชว์เลย! เพศตรงข้ามอาจบอกว่า

ให้ดูฟรีๆยังเคืองเลย”

เพราะมันเลยเวลาโชว์มานานแล้วละครับ

 

5.อย่าดื่มกินเพราะเสียดายของ

โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

อย่าเสียดาย เพราะเห็นว่าเป็นของฟรี เลยใส่เสียเต็มเหนี่ยว

เพราะร่างกายเรา ไม่ได้ทนทาน

เหมือนตอนหนุ่มๆแล้วนะครับ

จิบพอครึ้มๆ ให้อารมณ์พอแจ่มใสก็พอแล้ว

 

6.อย่าหากินบุฟเฟต์

อายุมากขึ้น กินบุฟเฟต์อย่างไรก็ไม่คุ้ม อัดเข้าไปมากๆ เพื่อความคุ้ม ก็จะแน่นหน้าอก อึดอัด นอนไม่หลับเข้าไปอีก

สั่งเป็นที่ที่มากินจะดีกว่า สบายท้องกว่ากันด้วย

 

7.อย่าขับรถเร็วเกิน 90 กม/ชม.

เพราะการมองเห็น การตัดสินใจ

ความคล่องตัว ความแข็งแรงฯ

มันไม่เหมือนตอนเราหนุ่มสาวแล้ว

ขับรถความเร็วพอดีๆ

ทิ้งระยะห่างพอควร เกิดอะไรขึ้น

จะได้หยุดทัน

ใครเขาจะรีบ ก็หลบให้เขาแซงไปก่อน

 

8.อย่านัดสังสรรค์ยามค่ำคืน

อายุมากแล้ว อย่านอนเกินสี่ทุ่ม

พอมืด ก็จะเริ่มง่วงง่าย

ควรเป็นเวลานอน มากกว่าเวลาสังสรรค์

แถมมองในความมืดก็ไม่ชัด

เจนเหมือนแต่ก่อน ขับรถเองก็จะมองถนนไม่ค่อยถนัดเหมือนเดิม

เพราะฉะนั้น อายุมากแล้ว นัดกันตอนเที่ยงๆ

หรือตอนกลางวันดีกว่า

 

9.อย่าออกกำลังตามเทรน

ให้ออกกำลังตามวัยจะดีกว่า

จะมาวิ่งมาราธอน ขี่จักรยานเสือภูเขา ปีนหน้าผา เตะฟุตบอล

ต่อยมวยฯ ทั้งที่ไม่เคยทำเลย

อันนี้ อันตรายเกินไป ต่อสุขภาพ

เลือกออกกำลังกาย ที่เหมาะกับวัย เช่น เดิน วิ่งเบาๆทางเรียบ ขี่จักรยานทางเรียบ ว่ายน้ำ เต้นรำฯ แบบนี้จะเหมาะกับวัยมากกว่า

 

10.อย่าหาเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล

จนอาจต้องติดคุกติดตะราง

อะไรไกล่เกลี่ย ยอมความกันได้

ก็ยอมๆกันไปบ้าง อย่าได้ถึงติดคุก

ติดตะรางกันเลย อยู่ข้างนอก

สบายกว่าในคุกมากมายนัก

อายุมากแล้ว อย่าเป็นคน “ยอมหัก ไม่ยอมงอ”

เหมือนตอนรุ่นๆเลย เดี๋ยวจะตายในคุกเอาเปล่า

ใช้ชีวิตในยามสูงวัย ให้มีความสุข

และความรื่นรมย์ดีกว่า

 

โดย ดร.พนม ปีย์เจริญ

 

ที่มา ; FB จรวยพร ธรณินทร์

เกี่ยวข้องกัน

'วิกฤตประชากร' ระเบิดเวลาลูกใหญ่ 

วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Climate Change, Pollution, Pandemic, Conflicts, Digital Transformation, Population Crisis ซึ่งวิกฤตเหล่านี้ ล้วนส่งผลให้ความท้าทายทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น อย่างที่ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ และแน่นอนว่าความท้าทายทางด้านสังคมย่อมมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ส่งผลต่อการแก้ปัญหาได้ยากยิ่งขึ้นด้วน 

แนวโน้มความท้าทายทางสังคมจะต้องอาศัย Global Trends : Urbanization, New business model แบบ Innovation Driven & Digital Disruption, AI เปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และรูปแบบของสังคม ซึ่งโครงสร้าง และลักษณะของสังคมไทย โดยเฉพาะรูปแบบของความสัมพันธ์ในครอบครัว และวัฒนธรรมได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว และรุนแรง จนอาจพูดได้ว่า เร็วและแรงเกินกว่าที่จะรับมือได้อย่างเหมาะสม

ดังนั้น ทุกคนต้องเผชิญกับความท้าทายนี้ โดยเฉพาะประชากรกลุ่มเปราะบาง ที่มีต้นทุนและความสามารถในการปรับตัว (Adaptive Capacity) ไม่เท่ากับกลุ่มคนอื่นๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นสังคมโลกหรือสังคมไทยก็ตาม ย่อมได้รับผลกระทบสูงกว่า และดำเนินชีวิตต่อไปได้ยากเข็ญกว่า 

สังคมไทยเผชิญกับ "ปัญหาสังคม" จากข้อมูลของศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) มีผู้แจ้ง ร้องเรียน สอบถาม ผ่านช่องทางของกระทรวง พม. เดือนละ 12,000 - 18,000 ราย โดยในเดือน พ.ค. 67 ได้รับแจ้ง 18,607 กรณี ซึ่งกว่า 50% เป็นเรื่อง "ความสัมพันธ์ในครอบครัว" ก่อให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว และเหยื่อส่วนใหญ่เป็นเด็ก เยาวชน และผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ ครอบครัว ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคมไทย ที่จะบ่มเพาะ และสร้างโครงสร้างที่แข็งแกร่งของสังคม และเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศกำลังสั่นคลอน เด็กและเยาวชนที่เป็นอนาคตและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ กำลังตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ส่งผลให้การพัฒนาศักยภาพเชิงความคิด สติปัญญา และความสามารถทางกายภาพถูกบั่นทอน โครงสร้างประชากรของไทยกำลังเปลี่ยนแปลง จนเรียกได้ว่า กำลังเผชิญกับ "วิกฤตประชากร" 

วิกฤตประชากร คือปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกเผชิญกับวิกฤตนี้ เช่น ประเทศญี่ปุ่นมีสัดส่วนของประชากรสูงอายุมากถึงประมาณ 30% ไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุ 20% เป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ หรือ Aged Society และคาดว่าจะเป็น Super-Aged Society เหมือนญี่ปุ่น ภายใน 10-15 ปีข้างหน้า เนื่องจากเด็กเกิดน้อยประมาณ 5 แสนคน จำนวนบุตรเฉลี่ย 1 คนต่อสตรี 1 คน ซึ่งน้อยกว่าญี่ปุ่นอีก อีกทั้งเด็กยังด้อยคุณภาพ และเมื่อเกิดน้อยลง "ครอบครัว" มีขนาดเล็กลง

โครงสร้างครอบครัวไทย (Living arrangement) เปลี่ยนแปลงไป การฟูมฟักอบรมเลี้ยงดูบุตรโดยพ่อ-แม่ ลดน้อยลง การเกื้อหนุนกันและดูแลกันระหว่างรุ่นเริ่มจางหายไป รูปแบบรายได้ราย รายจ่ายเปลี่ยนแปลงไป จนหลายครอบครัวไม่สามารถตั้งรับและปรับตัวได้ ครอบครัวบางรูปแบบมีแนวโน้ม "เปราะบาง" เช่น ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว หรือสภาวะที่ผู้สูงอายุต้องอยู่คนเดียว

ซึ่งแนวโน้มครัวเรือนอยู่คนเดียว ครัวเรือนที่ผู้สูงอายุอยู่ตามลำพัง หรืออยู่กับคู่สมรสเพียงลำพังมีมากขึ้น แน่นอนว่าวัยแรงงาน ซึ่งเพิ่มขึ้นไม่ทันกันกับพีระมิดของผู้สูงวัย ทำให้ต้องรับภาระ ทั้งดูแลตนเอง ลูก และพ่อแม่ ซึ่งเป็นผู้สูงวัย กลายเป็น "The แบก" ซึ่งผู้ที่มีอายุ 50-59 ปี ณ ขณะนี้ จะกลายเป็นผู้สูงอายุในอีก 5-10 ปีข้างหน้า แต่ยังคงมีภาระที่จะต้องดูแลพ่อ-แม่ ที่จะมีอายุ 80 ปีขึ้นไปอีก 10 ปีข้างหน้า

ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤตประชากร ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ นับเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ ประการแรก คือ ประชากรไทยลดลงจาก 70 ล้านคน จะเหลือ 58.26 ล้านคน ในอีก 25 ปี ประการต่อมา คือ เด็กเกิดน้อย แต่จะทำอย่างไรให้เด็กมีคุณภาพ และประการสุดท้าย คือ รัฐต้องรับภาระงบประมาณด้านสังคม จนอาจเข้าสู่ภาวะล้มละลาย ซึ่งการรับมือนั้น หลายประเทศใช้การกำหนดนโยบาย ปรับเปลี่ยนกฎหมาย พัฒนานวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยี 

กระทรวง พม. ได้ผลักดันและขับเคลื่อน "นโยบาย 5x5 ฝ่าวิกฤตประชากร" จากความร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยคณะรัฐมนตรี ได้เห็นชอบไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2567 ซึ่งนโยบาย 5x5 ฝ่าวิกฤตประชากร ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ และแต่ละยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 5 มาตรการหลัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของสังคมไทย เชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของประเทศ

·      ยุทธศาสตร์ที่ 1 เสริมพลังวัยทำงานให้สามารถตั้งตัวได้ สร้างและดูแลครอบครัวได้  ยุทธศาสตร์ที่ 2 เพิ่มคุณภาพเด็ก เร่งส่งเสริมการพัฒนาทักษะชีวิตและความรู้ วิชาชีพตามวัย 

·      ยุทธศาสตร์ที่ 3 สร้างพลังผู้สูงอายุ ผู้เชี่ยวชาญชีวิต นำมาเป็นพลังในการขับเคลื่อนสังคม และเศรษฐกิจ 

·      ยุทธศาสตร์ที่ 4 สร้างโอกาสและคุณค่าให้คนพิการ

·      ยุทธศาสตร์ที่ 5 ซึ่งสำคัญมาก คือ สร้างสภาพแวดล้อมทางสังคม และทางกายภาพที่เอื้อต่อการสร้างและดูแลครอบครัวให้มั่นคง รวมถึงพลิกฟื้นสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์ต่อไป 

ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพและโอกาสสูงในการช่วยดึงพลังแฝงจากผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ในกลุ่มต่างๆ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งตนเชื่อมั่นในพลังของสื่อในการผลักดันสังคมไทยสู่ความยั่งยืนอย่างมั่นคง 

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ Bangkokbiznews

เกี่ยวข้องกัน

ระเบิดเวลา ประชากรเกิดน้อยแก่มาก ท้าทายอนาคตไทย             

ในขณะที่จำนวนการเกิดของเด็กลดน้อยลง แต่ตัวเลขการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม ในอนาคต             

สถิติการเกิดย้อนหลัง 10 ปีของกรมการปกครอง พบว่า จำนวนการเกิดทั่วประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่ในปี 2557 มีเด็กเกิด 7.7 แสนคน เหลือ 5.1 แสนคนในปี 2566  ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุไทยในปี 2567 มีมากกว่า 13 ล้านคน              

ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ฉายภาพสถานการณ์ประชากรไทย ว่า สัดส่วนผู้สูงอายุมากขึ้นทุกวัน ขณะนี้มีคนอายุเกิน 60 ปีประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมด แต่อีกไม่กี่ปีจะเพิ่มเป็นถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และมีแนวโน้มว่าผู้สูงอายุจะมีอายุยืนยาวมากขึ้นเรื่อยๆ โดยคนที่อายุถึงร้อยปีก็จะเพิ่มขึ้นเร็วเช่นกัน ขณะเดียวกันจำนวนเด็กก็เกิดน้อยลงทุกขณะ เพราะมุมมองของคนเปลี่ยนแปลงไป โดยไม่ต้องการที่จะมีลูก ซึ่งทั้ง 2 ประเด็นนี้จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย

 

อะไรที่ทำให้คนไทยไม่อยากมีลูก?             

ดร.สมชัย มองว่า มีหลายสาเหตุที่คนไทยไม่อยากมีลูก ในด้านเศรษฐกิจ พบว่า ต้นทุนในการเลี้ยงลูกให้เติบโตอย่างมีคุณภาพต้องมีค่าใช้จ่ายที่ “แพง” มากขึ้นเรื่อย ๆ และจะยิ่งแพงมากขึ้นต่อไปอีก ถ้าพ่อ-แม่มีความคาดหวังต่อลูกสูง เช่น ลูกจะต้องเรียนหนังสือในโรงเรียนชั้นดี หรือเรียนโรงเรียนนานาชาติ จะต้องเรียนพิเศษ ต้องมีความสามารถพิเศษ เล่นเปียโนได้เป็นต้น พวกนี้เป็นต้นทุนของการเลี้ยงดูทั้งสิ้น ซึ่งสาเหตุนี้ทำให้คู่สามีภรรยาที่ประเมินว่าตัวเองไม่พร้อมที่จะเลี้ยงลูกให้โตขึ้นมาตามที่คาดหวังเอาไว้ได้เลือกที่จะไม่มีลูกไปเลย             

เป็นเรื่องของความเครียดด้วย เพราะคนที่จะมีลูกเขารู้สึกว่าต้องทำงานหนักขึ้น ในภาวะเศรษฐกิจโตช้าแบบนี้ คนที่ทำงานก็ต้องพยายามกดดันตัวเองให้ทำงานมากขึ้น และการเลี้ยงลูกโดยเฉพาะช่วงต้นๆ ต้องใช้พลังงานมาก ซึ่งคนที่มีลูกจะต้องสามารถรับแรงกดดันได้ เป็นเรื่องที่เขารู้สึกว่าไม่พร้อม”ดร.สมชัยระบุ            

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่เกี่ยวกับโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่มีปู่ย่าตายายพี่ป้าน้าอาช่วยเลี้ยงเด็กได้ แต่ปัจจุบันครอบครัวเป็นครอบครัวขนาดเล็กลง ความช่วยเหลือดังกล่าวจึงน้อยลง             

มีคนจำนวนไม่น้อยที่อยากอิสระในชีวิต อยากไปเที่ยว อยากจะลองเรื่องใหม่ๆ อยากเปลี่ยนงานใหม่ไปได้เรื่อยๆ ถ้ามีลูกก็จะรู้สึกว่าการทำแบบนั้นมีอิสระน้อยลง ก็เป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้ไม่อยากมีลูก             

สภาพของสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในปัจจุบัน ที่เป็นอีกสาเหตุสำคัญที่คู่สามีภรรยาบางคู่คิดว่า สังคมไทยอาจจะไม่ใช่สังคมที่น่าอยู่อีกต่อไป             

ตัวเขาเองยังไม่อยากอยู่ เขาคิดไปเผื่อลูกว่าถ้าลูกเกิดมา ลูกก็อาจจะไม่อยากอยู่เช่นกัน ดังนั้นเขาจึงรู้สึกว่าถ้ามีลูกจะรู้สึกผิดกับลูก จึงไม่มีลูกดีกว่า” 

แม้จะรู้ว่าสาเหตุคืออะไร แต่กระนั้นการแก้ปัญหาให้คนยอมมีลูกไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างที่ในหลายประเทศได้ออกมาตรการสร้างแรงจูงใจให้คนมีลูกแล้วแต่ผลตอบรับไม่เป็นไปตามเป้ามากนัก  เช่น ในสิงคโปร์ ได้สนับสนุนเงินจำนวนมากถึง 6 หลักและให้สวัสดิการอื่นๆ บางประเทศอนุญาตให้แม่ลาคลอดได้นานถึง  6-12 เดือน  หรือเปิดโอกาสให้พ่อใช้สิทธิลาคลอดแทนแม่ได้             

อย่างไรก็ตามดร.สมชัย มองว่า มีบางมาตรการซึ่งหากสามารถดำเนินการได้ดี ก็อาจจะ “ตอบโจทย์” ให้คนตัดสินใจมีลูกได้มากขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “การพัฒนาระบบการศึกษา” ให้โรงเรียนทุกแห่งมีคุณภาพที่ดีรวมถึงโรงเรียนรัฐที่ ‘ไม่ดัง’ ด้วย เพราะจะทำให้พ่อแม่รู้สึกมั่นใจว่าถ้ามีลูกๆจะได้รับการศึกษาที่ดีโดยไม่ต้องจ่ายแพง             

ขณะเดียวกันควรสนับสนุนให้พ่อแม่ มีความสามารถในการเลี้ยงลูกระหว่างการทำงาน ด้วยการตั้งศูนย์เด็กเล็กที่มีคุณภาพในหน่วยงานหรือบริษัท เพื่อให้พ่อแม่นำลูกมาทำงานได้และฝากไว้กับศูนย์เด็กเล็กและเมื่อเลิกงานก็กลับบ้านพร้อมกัน หรือมีสถานรับเลี้ยงเด็กคุณภาพสูงใกล้ที่บ้านหรือที่ทำงาน รวมทั้งการส่งเสริมทักษะการเลี้ยงเด็กให้กับพ่อแม่ หรือคนเลี้ยงอย่างปู่ย่าตายายใน ‘ครอบครัวแหว่งกลาง’ ที่มีช่องว่างระหว่างวัยของผู้เลี้ยงดู คือปู่ย่าตายาย กับตัวเด็กค่อนข้างมาก เพื่อให้เด็กได้รับการเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการอย่างเหมาะสม

 

แรงงานขาดแคลน เศรษฐกิจไม่โต             

แน่นอนว่าวิกฤตเด็กเกิดน้อย และ สังคมสูงวัย ย่อมส่งผลให้เกิดปัญหา ขาดแคลน “วัยแรงงาน” รวมทั้งฐานะการคลังของภาครัฐทั้งรายได้และรายจ่าย             

ภาพสถานการณ์การขาดแคลนวัยแรงงานไม่ค่อยดีเท่าไหร่ สัดส่วนของกลุ่มวัยแรงงานลดลงอย่างรวดเร็วตามโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป ยกเว้นว่าจะมีการปรับเรื่องของแนวคิดบางอย่าง เช่น ให้ผู้สูงวัยทำงานมากขึ้น ซึ่งในภาคเอกชนวันนี้หลายแห่งมีอายุงานถึงแค่ 55 ปีเท่านั้น และแม้แต่ราชการที่ให้เกษียณตอน 60 ปี จะต้องมีการขยายอายุให้มากขึ้น ต้องส่งเสริมให้ผู้สูงวัยยังคงมีกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำงาน หรือเรื่องอื่นๆไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นภาระของสังคมได้”               

ขณะที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมนั้น ทั้งสองประเด็นนี้เป็นความสัมพันธ์ที่เชื่อมต่อกันอย่างแยกไม่ออก ในด้านสังคม เมื่อมีผู้สูงอายุมากขึ้น การส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการให้บริการทางสาธารณสุขก็ย่อมมากขึ้นตามสัดส่วนของผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันเมื่อมีกลุ่มผู้สูงอายุที่ “ป่วยติดเตียง” มากขึ้น หมายความว่า วัยแรงงานที่มีน้อยลงอยู่แล้ว ยิ่งขาดแคลนมากขึ้น เพราะคนกลุ่มนี้บางส่วนต้องลดการทำงานลงเพื่อเอาเวลาไปดูแลผู้สูงอายุที่ติดเตียงด้วย              

ด้านเศรษฐกิจ ภาครัฐจะต้องแบกรับรายจ่ายการดูแลผู้สูงวัยมากขึ้น ขณะที่ศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยจะต่ำลงอย่างรวดเร็ว เพราะขาดแรงงานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมถึงปัจจัยคุณภาพแรงงานก็เป็นอีกปัญหาที่สำคัญ               

ในอนาคตปัญหาขาดแคลนแรงงานจะเกิดเป็นวงกว้าง เมื่อก่อนเราขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือในบางอุตสาหกรรม แต่พอเด็กเกิดน้อยในอนาคตแรงงานที่ไร้ฝีมือ หรือแรงงานทักษะต่ำก็คงจะขาดแคลนเช่นกัน ซึ่งสถานการณ์นี้เคยเกิดขึ้นแล้วในช่วงที่ไทยเปิดประเทศหลังวิกฤตโควิด-19  ที่หาคนทำงานไม่ได้” 

ดร.สมชัย ระบุว่า ในหลายประเทศทั่วโลกต่างก็เผชิญกับปัญหานี้เช่นเดียวกันและพยายามคิดค้นมาตรการต่างๆเพื่อแก้ไขปัญหาด้วยการเปิดรับผู้อพยพย้ายถิ่นเข้ามาเติมประชากรในวัยแรงงาน ซึ่งไทยจะต้องคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังเช่นเดียวกัน             

ตอนนี้บ้านเรามีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านราวๆ 3 ล้านคน ซึ่งสามารถแก้ปัญหาได้ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และต่อไปเมื่อเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านดีขึ้น คนของเขาคงไม่อยากจะมาทำงานในไทย ตัวเลข 3 ล้านคนในตอนนี้ อาจจะไม่เพิ่มขึ้นแล้ว ดีไม่ดีอาจจะลดลงด้วยซ้ำ”             

ดังนั้นประเทศไทยมีความจำเป็นต้องมีนโยบายเชิงรุกในการจูงใจให้แรงงานข้ามชาติเหล่านี้เข้ามาทำงานในประเทศไทยให้มากขึ้น เช่น การให้ผลประโยชน์ที่มากขึ้น สวัสดิการที่ดีขึ้น มีเรื่องของการเพิ่มทักษะ เพราะแม้ว่าจะเข้ามาในฐานะแรงงานไร้ฝีมือ แต่ถ้าคนเหล่านี้มีศักยภาพพอ ภาครัฐ หรือเอกชนสามารถฝึกทักษะให้จนกระทั่งขึ้นมาเป็นแรงงานมีฝีมือและเป็นกำลังสำคัญให้กับไทยได้ในอนาคต             

เราต้องใช้ประโยชน์จากการที่เศรษฐกิจเรายังคงก้าวหน้ามากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน พยายามเสนอทางเลือกต่างๆเพื่อที่จะดึงเขาเข้ามาและไม่กลับไป รวมทั้งอาจจะต้องคิดต่อว่าบางทีอาจจะไปไกลถึงขั้นให้สัญชาติด้วยหรือไม่ เพราะประเทศหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ แคนาดา หรือในยุโรปก็ให้สัญชาติกับแรงงานที่อพยพย้ายถิ่นเหล่านี้”             

ดร.สมชัย ย้ำว่า มาตรการดังกล่าวเป็นเรื่องที่หลายประเทศดำเนินการอยู่ทั่วไป แต่ในส่วนของไทยจะต้องมีการพิจารณาในเรื่องของรายละเอียดต่อไป อย่างแคนาดา เปิดรับเฉพาะแรงงานที่มีฝีมือ มีคุณภาพสูง และมีระบบคัดกรองแบบ Scoring คนที่จะมายื่นขอสัญชาติจะต้องถูกประเมิน ว่าจบการศึกษาอะไร มีทักษะในการทำงานอย่างไร โครงสร้างครอบครัวเป็นอย่างไร ซึ่งหากใครได้รับการประเมินและมีคะแนนที่สูงคนนั้นก็มีโอกาสที่จะได้รับสัญชาติก่อนคนที่ได้คะแนนต่ำ             

ประเทศไทยสามารถใช้วิธีการเดียวกันนี้กับแรงงานมีฝีมือได้ แต่ไทยมีความจำเป็นที่จะต้องคิดไปถึงแรงงานระดับล่างด้วยว่าจะจูงใจแรงงานระดับล่างด้วยการให้สัญชาติด้วยหรือไม่ ซึ่งดร.สมชัย มองว่าเป็นเรื่องที่ยากกว่ากลุ่มแรงงานที่มีฝีมือ และจะต้องออกนโยบายเสริมเพื่ออุดช่องว่างต่างๆที่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาได้ในอนาคต             

เราจะต้องมีนโยบายเสริมมาก เราไม่อยากรับเข้ามาแล้วเป็นปัญหาของสังคม มาก่ออาชญากรรม หรือมารับสวัสดิการอย่างเดียว ทำงานไม่ค่อยเก่ง ฝีมือไม่ดี ดังนั้นถ้าจะให้สัญชาติจะต้องมีนโยบายเสริม เช่น จะต้องมีนโยบายในเรื่องของการฝึกทักษะที่ดีเพื่อให้แน่ใจว่าเขามีทักษะที่ดีแน่ๆ ซึ่งถ้าทำได้ก็จะดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ”ดร.สมชัยระบุ                

เหล่านี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐต้องวางมาตรการให้ชัดเจน และต้องดำเนินการควบคู่กันไปในหลายมาตรการ ที่สำคัญต้องเริ่มขยับในทันทีก่อนที่สถานการณ์จะล่วงเลยไปจนไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ 

ดร. สมชัย จิตสุชน
ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง
 

ที่มา ; TDRI

เกี่ยวข้องกัน

ย้อนดูข้อมูลผู้สูงอายุทำงานในปี 2566 อาชีพไหนมีผู้สูงอายุทำมากที่สุด

สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้จัดทำสรุปผลการทำงานของผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2566 ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลในไตรมาสที่ 3 พ.ศ. 2566 (ระหว่างเดือนกรกฎาคม – กันยายน) พบว่ามีจำนวนผู้สูงอายุที่ยังทำงานอยู่มากถึง 5.11 ล้านคน

จากข้อมูลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยจำนวนผู้สถิติจำนวนสูงอายุ พ.ศ. 2567 ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2567 พบว่ามีจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด 13,450,391 คน จากจำนวนประชากรไทยทั้งหมด 64,989,504 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20.70 ของจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากสถิติเดิมในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 สวนทางกับสัดส่วนอัตราการเกิดและจำนวนประชากรในวัยทำงานลดน้อยลง ซึ่งจะส่งผลกระทบกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศหลังจากนี้

จำนวนผู้สูงอายุดังกล่าวนี้ มีทั้งกลุ่มผู้สูงอายุที่ยังมีไฟในการทำงาน และบางส่วนที่ผันตัวไปเป็นคนว่างงาน ซึ่งการที่ยังมีผู้สูงอายุทำงานอยู่ นับได้ว่ามีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ไม่เพียงแค่ช่วยให้ผู้สูงอายุมีรายได้ในการดำรงชีวิต ยังทำให้ผู้สูงอายุบางคนรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองในฐานะได้ช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ด้วย

อมรินทร์ทีวีพบข้อมูลจำนวนการทำงานของผู้สูงอายุ ปี พ.ศ. 2566 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่ได้จัดทำสรุปผลการทำงานของผู้สูงอายุในประเทศไทย เก็บรวบรวมข้อมูลในไตรมาสที่ 3 พ.ศ. 2566 (ระหว่างเดือนกรกฎาคม – กันยายน) พบว่าในปี พ.ศ. 2566 มีจำนวนผู้สูงอายุที่ยังทำงานอยู่มากถึง 5.11 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2565 ที่มียอดผูู้สูงอายุทำงานอยู่ที่ 4.74 ล้านคน มากถึง 0.4 ล้านคน โดยแบ่งเป็นผู้สูงอายุชายที่มีงานทำ 2.77 ล้านคน และผู้สูงอายุหญิง 2.34 ล้านคน ซึ่งแนวโน้มสัดส่วนการทำงานของผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 และกลุ่มผู้สูงอายุชายที่ทำงานยังคงมีสัดส่วนมากกว่าผู้สูงอายุหญิงมาต่อเนื่อง

 

อาชีพไหนมีผู้สูงอายุนิยมทำมากที่สุด

สำนักงานสถิติแห่งชาติ ยังได้เปิดเผยข้อมูลในส่วนของอาชีพที่ผู้สูงอายุ นิยมทำมากที่สุด พบว่า

การปฏิบัติงานที่มีฝีมือด้านการเกษตรและประมง 57.6%

กลุ่มอาชีพพนักงานบริการและผู้จำหน่ายสินค้า 19.7%

ช่างฝีมือและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง 8.1%

ผู้ประกอบอาชีพพื้นฐาน 7.3%

อาชีพอื่นๆ 7.3%

แบ่งตามประเภทกิจกรรมทางเศรษฐกิจ พบว่า 5 อันดับแรกที่ผู้สูงอายุทำงานมากที่สุด ได้แก่

เกษตรกรรม การป่าไม้และการประมง 59.3%

การขายส่งและการขายปลีก การซ่อมยานยนต์และรถจักรยานยนต์ 13.8%

การผลิต 7.0%

ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร 6.6%

การก่อสร้าง 3.0

มาดูในส่วนค่าจ้างหรือเงินเดือนเฉลี่ยของผู้สูงอายุที่ทำงานกันบ้าง พบค่าจ้างในภาคเกษตรกรรม เงินเดือนอยู่ที่ประมาณ 5,796 บาท/เดือน ส่วนของภาคการผลิต 12,555 บาท/เดือน ตามด้วยส่วนภาคบริการและการค้า 13,848 บาท/เดือน ซึ่งค่าจ้างที่ผู้สูงอายุจะได้รับนั้น ก็ขึ้นอยู่กับภูมิภาคและตามจำนวนค่าแรงขั้นต่ำในแต่ละพื้นที่อีกด้วย 

ทั้งนี้ผู้สูงอายุจะต้องทำงานเฉลี่ยประมาณ 9 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งถือว่าอยู่ในจำนวนชั่วโมงการทำงานปกติ* โดยประมาณครึ่งหนึ่งของผู้สูงอายุที่ทำงานนั้นทำงานเฉลี่ยสัปดาห์ละ 5- 8 ชั่วโมง และมีผู้ทำงานน้อยกว่า 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ร้อยละ 29.8 ในขณะที่ผู้สูงอายุที่มีชั่วโมงการทำงานมากกว่า 49 ชั่วโมงขึ้นไปต่อสัปดาห์ มีร้อยละ 19.5

*ชั่วโมงทำงานปกติต่อสัปดาห์ คือ ผู้ที่ทำงานที่มีชั่วโมงการทำงาน ไม่รวมเวลาพักกลางวัน ตั้งแต่ 35-48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยผู้ทำงานในภาครัฐทำงานสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 7 ชั่วโมง ส่วนภาคเอกชนทำงานสัปดาห์ละ 6 วัน วันละ 8 ชั่วโมง

 

ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของผู้สูงอายุ 

แบ่งออกได้เป็น 3 ด้าน ดังนี้

1.ปัญหาที่เกิดจากการทำงาน เช่น ค่าจ้าง ผลตอบแทน ปัญหาจากงานที่ไม่ได้ทำอย่างต่อเนื่อง และการทำงานหนักก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยของปัญหาที่เกิดจากการทำงานเช่นกัน

2.ปัญหาจากความไม่ปลอดภัยในการทำงาน เช่น ได้รับสารเคมีเป็นพิษ เครื่องมือ/เครื่องจักรเป็นอันตราย และการได้รับอันตรายต่อระบบหูหรือตา เป็นต้น

3. ปัญหาจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น ไม่ค่อยได้เปลี่ยนลักษณะท่าหรืออิริยาบถในการทำงาน การทำงานท่ามกลางฝุ่นละออง ควัน กลิ่น และการทำงานในสถานที่สกปรก เป็นต้น 

ข้อมูล สำนักงานสถิติแห่งชาติ ,  กรมการปกครอง

ที่มา ; msn

เกี่ยวข้องกัน

 

 

เปิดสถิติครึ่งปี 2567 ผู้สูงอายุเพิ่มมากถึง 13.4 ล้านคน องค์กรไหนรับคนวัยนี้ทำงานต่อบ้าง

กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยจำนวนผู้สถิติจำนวนผู้สูงอายุสัญชาติไทย พ.ศ. 2567 ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2567 พบว่ามีจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด 13,450,391 คน จากจำนวนประชากรไทยทั้งหมด 64,989,504 คน หรือร้อยละ 20.70 ของจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด อมรินทร์ทีวีพาส่ององค์กรไหนรับคนสูงวัยทำงานต่อบ้าง

ตามที่ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงอายุ (Aging Society) มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2548  จากการที่มีสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีมากเกิน 10% ของประชากรทั้งประเทศ และต่อมาในปี พ.ศ. 2564 ไทยได้ก้าวเข้าสู่ "สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ" (Aged Society) เมื่อสัดส่วนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นถึง 20% ของประชากรทั้งหมดในประเทศ จวบจนถึงปัจจุบันและยังคงมีแนวโน้มว่าจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มมากขึ้นทุกปี สวนทางกับอัตราการเกิดที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะขยับเป็นสังคมสูงอายุแบบสุดยอด (Super Aged Society) มีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 30 ในปี พ.ศ.2576 ที่จะถึงนี้

 

อายุเท่าใด ถึงจะเรียกว่าผู้สูงอายุ?

กรมกิจการผู้สูงอายุ อธิบายว่า ประเทศไทยกำหนดนิยาม ผู้สูงอายุ” ไว้ใน พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 มาตรา 3 ผู้สูงอายุ หมายความว่า บุคคลซึ่งมีอายุ เกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาติไทย แต่ภายหลังนักวิชาการเสนอปรับนิยามผู้สูงอายุจาก 60 เป็น 65 ปี ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์และอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น และสอดคล้องกับเกณฑ์การวัดกลุ่มผู้สูงอายุเช่นเดียวกับอีกหลายประเทศทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น อเมริกา และอังกฤษ ต่างพากันกำหนดกลุ่มอายุผู้สูงอายุไว้ที่ 65 ปีขึ้นไป

 

สถิติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2567

กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้เปิดเผย สถิติจำนวนผู้สูงอายุ พ.ศ. 2567 ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2567 พบว่าในจำนวนประชากรทั้งหมด 65,982,984 คน แยกเป็นจำนวนประชากรไทยทั้งหมด 64,989,504 คน

มีจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด 13,450,391 คน หรือร้อยละ 20.70 ผู้สูงอายุทั้งหมด แยกเป็นกลุ่มผู้สูงอายุชาย 5,948,010 คน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 44.22 และ กลุ่มผู้สูงอายุหญิง 7,502,381 คน คิดเป็นร้อยละ 55.78 ของกลุ่มผู้สูงอายุ

 

ข้อมูลข้างต้นพบว่าภาคกลางมีจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุด 4,784,026 คน โดยจังหวัดที่พบจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุดคือ กรุงเทพมหานคร จำนวน 1,271,758 คน รองลงมาคือ นนทบุรี 290,488 คน และ ชลบุรี 262,299 คน ตามลำดับ

รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4,229,460 คน ภาคเหนือ 2,778,668 คน และภาคใต้ 1,658,237 คน

เพิ่มขึ้นจากสถิติเดิมในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 ที่พบว่ามีจำนวนผู้สูงอายุทั่วประเทศจำนวน 13,064,929 คน คิดเป็นร้อยละ 20.08 ของประชากรรวมทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นมาเกือบ 4 แสนคน สวนทางกับอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

หันไปมองยังกลุ่มผู้สูงอายุเหล่านี้ เมื่อถึงเวลาช่วงเกษียณจากงานประจำที่เคยทำ บางคนก็ยังมีไฟและอยากทำงานเลี้ยงชีพต่อไปโดยไม่ต้องพึ่งพาลูกหลานให้มาคอยเลี้ยงดู หลายคนจึงมองหางานทำเพื่อเลี้ยงชีพด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันผู้สูงวัยจำนวนมาก ก็ยังถือว่ามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และพร้อมด้วยประสบการณ์การทำงานที่หลากหลายและเชี่ยวชาญในหลายเรื่อง จึงนับว่ายังเป็นกลุ่มคนที่ยังมีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อยู่

ข้อมูลจากอธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า จากการที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ กรมการจัดหางานเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมผลักดันให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุในอาชีพที่เหมาะสมกับวัยและประสบการณ์ ใน 2 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมสานพลังประชารัฐ จัดหางานให้ผู้สูงอายุ (Civil State Project for Elderly)กิจกรรมสร้างโอกาสการมีงานทำให้ผู้สูงอายุเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบรรจุงานโดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 กรมการจัดหางานมีการลงพื้นที่เชิญชวนนายจ้างสถานประกอบการให้เห็นถึงความสำคัญและเกิดการจ้างงานผู้สูงอายุ รวมทั้งประชุมหารือกับนายจ้าง/สถานประกอบการแล้ว 1,057 แห่ง และมีการจ้างงานผู้สูงอายุ จำนวน 702 คน จากผู้สูงอายุที่มาใช้บริการจัดหางาน จำนวน 813 คน ซึ่งตำแหน่งงานที่ผู้สูงอายุได้รับการบรรจุงานมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ แรงงานด้านการผลิตต่างๆ แม่บ้าน พนักงานดูแลความปลอดภัย พนักงานขับรถยนต์ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามลำดับ 

ขณะที่จำนวนผู้สูงอายุที่ไม่มีอาชีพ ปี พ.ศ. 2566 จากข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จากระบบฐานข้อมูล TPMAP ดึงข้อมูล ณ วันที่ 16 มิถุนายน 2566 มีมากถึง 1,107,567 คน พบผู้สูงอายุที่ไม่มีอาชีพมากสุดที่ จ.นครราชสีมา จำนวน 54,174 คน รองลงมาคือที่ จ.เชียงใหม่ 43,835 คน 

 

องค์กรเอกชนใดบ้างที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงวัยเข้าร่วมทำงาน? 


Café Amazon for Chance ของ ปตท. 

เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุ ตั้งแต่ อายุ 55 ปี ขึ้นไป เข้าร่วมทำงานกับ Café Amazon for Chance  ซึ่งเริ่มต้นทำตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ปัจจุบันมี Café Amazon for Chance 11 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงกลุ่มผู้สูงวัยที่ Amazon เปิดโอกาสให้เข้าร่วมทำงาน แต่ยังเปิดโอกาสให้กับกลุ่มผู้พิการทางการได้ยินและผู้มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ กลุ่มทหารผ่านศึกที่สูญเสียอวัยวะและครอบครัวเข้าร่วมทำงานด้วยเช่นกัน โดย Amazon ได้ออกแบบปรับปรุงพื้นที่และติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน อาทิ เครื่องชงอัตโนมัติ เทคโนโลยี POS 2 หน้าจอที่ลูกค้าสามารถ Touch หน้าจอสั่งเมนูหรือตรวจสอบเมนูได้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่บาริสต้าผู้พิการทางการได้ยิน ห้องเก็บของที่จะไม่มีการจัดเก็บหรือวางวัสดุและอุปกรณ์ในบริเวณชั้นที่สูง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่บาริสต้าผู้สูงอายุ ระบบเรียกคิว สำหรับพนักงานผู้พิการทางการได้ยิน และป้าย Standy วิธีการสั่งภาษามือ เพื่ออำนวยความสะดวกในการสั่งเครื่องดื่มระหว่างลูกค้ากับบาริสต้าผู้พิการทางการได้ยิน เป็นต้น 

ระบบการช่วยเหลือดังกล่าว ทำให้เกิดความสะดวกต่อผู้สูงอายุที่เข้ามาทำงาน และยังเลือกได้อีกว่าจะทำแบบ Full Time หรือ Part Time ส่วนตำแหน่งที่เปิดรับก็มีทั้ง ผู้รับออเดอร์ แคชเชียร์ บาริสต้า ดูแลทำความสะอาดร้าน สามารถเลือกได้ตามความสมัครและกำลังที่แต่ละคนจะสามารถทำไหว รายได้เริ่มต้นวันละ 3xx ขึ้น หรือตามค่าแรงขั้นต่ำในพื้นที่นั้นๆ 

 

โครงการ พี่ใหญ่ไฟแรง จาก Big C

รับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ยังมีไฟในการทำงานอยู่ เข้าทำงานในสาขาบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ทั่วประเทศ และสำนักงานใหญ่ โดยต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้น ได้แก่ เพศ ชาย/หญิง ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป, สุขภาพแข็งแรง มุ่งมั่นในการทำงาน มีใจรักงานบริการ และสามารถทำงานเป็นกะได้ โดยสามารถทำงานตามศักยภาพและความสามารถของตัวเองในตำแหน่งต่างๆ อาทิ พนักงานต้อนรับลูกค้า เจ้าหน้าที่รับโทรศัพท์ เจ้าหน้าที่ธุรการ พนักงานประจำศูนย์อาหาร พนักงานฝ่ายอาหารสด พนักงานแผนกอาหารแห้ง เภสัชกรร้านยาเพียวและมินิบิ๊กซี เป็นต้น 

 

โครงการ 60 ยังแจ๋ว ของ Tesco Lotus 

ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ทำงานในสาขาของโลตัสกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ โดยมี 3 กิจกรรมหลัก ดังนี้
1. การจ้างงานผู้สูงอายุ ปฏิบัติงานในสาขาของ แม็คโคร และ โลตัส โดยสามารถเลือกแผนกตามความถนัดได้ ไม่ว่าจะเป็น แผนกดูแลและจัดเรียงสินค้า จุดบริการลูกค้าและแคชเชียร์ เป็นต้น 
2. เถ้าแก่วัยเก๋า โครงการฝึกอาชีพ สร้างรายได้ให้กับผู้สูงอายุที่ต้องการทำงานอิสระหรือมีธุรกิจของตนเอง
3. ตลาดสุขใจวัยเก๋า เปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าให้กับพ่อค้าแม่ค้าสูงวัยในพื้นที่ของสาขาแม็คโคร-โลตัส โดยไม่มีค่าใช้จ่าย 

ด้วยตารางการทำงานที่ยืดหยุ่นตามความสะดวก ช่วยให้กลุ่มประชากรผู้สูงวัยมีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมมอบสวัสดิการและสิทธิประโยชน์พนักงานที่ตอบโจทย์ผู้สูงวัย อาทิ เงินสมทบค่ารักษาพยาบาลและตรวจสุขภาพประจำปีเมื่อทำงานครบตามกำหนด โดยปัจจุบันมีผู้เกษียณอายุกว่า 800 คนร่วมงานกับโลตัสในสาขาต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้  Tesco Lotus กำหนดคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้สูงวัยที่ต้องการร่วมงานในโครงการ  60 ยังแจ๋ว เพียงมีอายุ 60 ปีขึ้นไป ไม่จำกัดเพศ มีใจรักการบริการ วุฒิการศึกษาตั้งแต่ระดับ ม. 3 ขึ้นไป ซึ่งสามารถสมัครได้ที่เทสโก้ โลตัส ทุกสาขา 

 

Central ต่ออายุหลังเกษียณ ของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล 

เปิดโอกาสรับผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ที่สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรงและยังอยากที่จะทำงานต่อ เข้าร่วมทำงานกับ Central ในกลุ่ม Department Store ในฐานะพนักงานพาร์ทไทม์มีค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/วัน โดยจะต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้น ได้แก่ วุฒิการศึกษา ม.3 ขึ้นไป และมีใจรักงานบริการ สวัสดิการเบื้องต้นที่จะได้รับ อาทิ ค่ารักษาพยาบาล, ตรวจสุขภาพประจำปี, ปรับเงินเดือนประจำปี, ค่าคอมมิสชั่นสำหรับพนักงานขาย เป็นต้น

 

IKEA 

บริษัทยักษ์ใหญ่ค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์สัญชาติสวีเดน ที่มาเปิดให้บริการในประเทศไทยนานกว่า 10 ปี ก็เปิดโอกาสเปิดพื้นที่ให้ผู้สูงอายุที่รักในการแต่งบ้านและรักงานบริการ  มาสมัครเป็นพนักงานพาร์ตไทม์ที่ IKEA ได้เช่นกัน พร้อมรายได้ชั่วโมงละ 64 บาท  โดยคุณสมบัติเบื้องต้นต้องมีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ยังที่ไฟในการทำงาน มีใจรักงานบริการ สุขภาพแข็งแรง ทำงานเป็นกะได้ และไม่จำกัดวุฒิการศึกษา ซึ่งสามารถเลือกเวลาในการทำงานได้ตามสะดวก ทั้งนี้เป็นไปตามข้อตกลงเป็นเคสๆ ไป ส่วนสวัสดิการที่อิเกียมอบให้พนักงาน คือยึดในหลักความเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน อาทิ ประกันสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำหรือพาร์ทไทม์ ก็จะได้รับอย่างเท่าเทียมกัน 

 

60 ปีมีไฟ ของ SE-ED 

ผู้ประกอบธุรกิจร้านค้าปลีกหนังสือ อีกหนึ่งผู้ประกอบการที่เปิดรับสมัครผู้สูงอายุเข้าทำงานภายใต้โครงการ 60 ปีมีไฟ เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป เข้ามาเป็นพนักงานร้านหนังสือที่ร้านซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์  ขอเพียงยังมีไฟในการทำงาน รักการอ่าน รักร้านหนังสือ อยากส่งผ่านคุณค่าของการอ่านให้กับเด็กๆ และคนอื่นๆ กำหนดคุณสมบัติผู้สมัครเบื้องต้น ได้แก่ เพศ ชาย/หญิง อายุ 50 ปีขึ้นไป, วุฒิการศึกษาตั้งแต่ ม.3 ขึ้นไป โดยโครงการนี้ผู้สูงอายุจะได้เข้าทำงานที่ร้านหนังสือของSE-ED ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ร้านหนังสือ 

อย่างไรก็ตามประเทศไทยได้กำหนดอัตราค่าจ้างสำหรับผู้สูงอายุ ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป โดยคิดอัตราค่าจ้างรายชั่วโมง อัตราเดียวทั่วประเทศ ไม่ต่ำกว่า 45 บาท/ชั่วโมง พร้อมกำหนดว่าไม่ควรทำงานเกิน 7 ชั่วโมง/วัน และไม่เกิน 6 วัน/สัปดาห์

ที่มา กรมการปกครอง , Lotus , Cafe' Amazon

ที่มา ; อัมรินทร์ทีวี

เกี่ยวข้องกัน

 

 

เปิดข้อมูล คนไทยส่วนใหญ่เกษียณแล้วยังต้องทำงาน เพราะแทบไม่มีเงินออม 

ผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในประเทศไทยแทบไม่มีเงินออมและไม่ได้วางแผนเพื่อการเกษียณ ส่งผลให้แม้จะอายุเกิน 60 ปีแล้วก็ยังคงต้องทำงานต่อไปเพื่อหาเลี้ยงชีพ สถานการณ์นี้กำลังกลายเป็นความเสี่ยงในภาคการคลังของประเทศไทย ที่ต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆในการดูแลผู้สูงอายุ  

สำนักงานสถิติแห่งชาติสรุปข้อมูลตัวเลขประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยตัวเลขล่าสุดเป็นของปี 2564 พบว่า ประเทศไทยมีผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวน 13.64 ล้านคนคิดเป็น 19.5% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มตัว ซึ่งหมายถึงมีคนอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 10% ของประชากรทั้งหมด และมีคนอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 7% ของประชากรทั้งหมด  

ผลจากจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น กระทบต่อโครงสร้างของประชากรโดยเฉพาะโครงสร้างของกำลังแรงงานที่กำลังเปลี่ยนไปคนหนุ่มสาวในวัยทำงานน้อยลง ขณะที่เด็กเกิดใหม่น้อยลง สังคมจึงมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 

ทั้งนี้พบว่าแนวโน้มของผู้สูงอายุในประเทศไทยกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องโดยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2537 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุจำนวน 4.01 ล้านคนหรือคิดเป็น 6.8% ของประชากรทั้งหมด แต่พอในปี 2564 ผู้สูงอายุในประเทศไทยกับเพิ่มขึ้นถึง 13.36 ล้านคน หรือคิดเป็นเกือบ 20% ของประชากรทั้งหมด

 

 

ผู้สูงอายุแทบไม่มีเงินออม ไม่ได้วางแผนเกษียณ 

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่แทบไม่มีเงินออมนั่นหมายความว่าสภาพความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุในประเทศไทย ยังคงต้องทำงานต่อไปเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง อีกส่วนหนึ่งต้องอาศัยเงินจากบุตรหลานหรือคนในครอบครัว รวมทั้งสวัสดิการจากภาครัฐซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

ในการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2564 ระบุว่า การออม หมายถึง กาสะสมเงินทอง พันธบัตร สกุลเงินดิจิทัล  หุ้น หรือออมในกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ หรือประกันชีวิต ยกเว้นบ้าน ที่ดิน และยานพาหนะ โดยพบว่า 45.7% ของผู้สูงอายุในประเทศไทยไม่มีการออมเงิน ส่วน 54.3% ของผู้สูงอายุมีการออม แต่ก็พบว่า คนส่วนใหญ่มีเงินออมน้อย  

  • มูลค่าการออมต่ำกว่า 50,000 บาท  สัดส่วน  41.4%
  • มูลค่าออมระหว่าง 50,000-99,999 บาท สัดส่วน  21.7%
  • มูลค่าออมระหว่าง  100,000 - 399,999 บาท สัดส่วน  25.0%
  • มูลค่าออมระหว่าง  400,000 บาทขึ้นไป สัดส่วน  11.9% 

 

 

ผู้สูงอายุในไทยยังต้องทำงานเลี้ยงชีพต่อไป

เมื่อการออมน้อยทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากในประเทศไทยยังคงทำงานต่อไป ข้อมูลจากโครงการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรไตรมาสที่ 3/2566 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าในปี 2566 มีจำนวนผู้สูงอายุที่ยังต้องทำงาน 5.11 ล้านคนหรือคิดเป็น 37.5% ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นมา 4 แสนคนจากปี 2565 ส่วนใหญ่ 57.6% ทำอาชีพเป็นผู้ปฏิบัติงานที่มีฝีมือด้านการเกษตรและประมง 

โดยหาแยกประเภทอุตสาหกรรมและรายได้ที่ผู้สูงอายุเหล่านี้ทำงานอยู่พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในภาคการเกษตร 59.3% มีค่าจ้างหรือเงินเดือนเฉลี่ยที่ 5,796 บาท  ภาคบริการและการค้า 30.5% มีค่าจ้างหรือเงินเดือนเฉลี่ยที่ 12,555 บาท ส่วนภาคการผลิตคิดเป็นสัดส่วน 10.2% มีค่าจ้างหรือเงินเดือนเฉลี่ยที่ 13,848 บาท  

 

 

 

จังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุดและน้อยที่สุด

หากดูข้อมูลพื้นที่หรือจังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุดและน้อยที่สุดไม่รวมกรุงเทพมหานครพบว่า

5 อันดับจังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุมากที่สุด (คน)

1.นครราชสีมา 550,475   
2.ขอนแก่น 375,753
3.เชียงใหม่ 359,752
4.อุบลราชธานี 354,191
5.นครศรีธรรมราช 335,402 

5 อันดับจังหวัดที่มีจำนวนผู้สูงอายุน้อยที่สุด (คน) 

1.ระนอง 30,336

2.แม่ฮ่องสอน 35,260

3.สตูล 41,579

4.พังงา 43,029

5.ตราด 49,025 

ปัญหาความไม่พร้อมทางการเงินของคนไทยกำลังเป็นปัญหาใหญ่และสำคัญมากของประเทศ คนไยส่วนใหญ่มีหนี้สินล้นพ้นตัว เห็นได้จากหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงถึง 90% ของจีดีพี NPL สูงทะลุ 1 ล้านล้านบาท กลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นหนี้เร็ว ด้วยพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป ขณะที่คนสูงอายุเองก็ไม่ได้วางแผนการเงินเพื่อเตรียมเกษียณ หนักกว่านั้น หลายคนเกษียณแล้วก็ยังเป็นหนี้ เฉลี่ยคนละ 400,000 บาท เป็นคำถามตัวโตๆว่า ประเทศไทยจะพัฒนาต่อไปได้อย่างไร ในเมื่อสภาพความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ในประเทศมีความพร้อมในการดูแลตัวเองได้น้อยเช่นนี้ 

 สำนักงานสถิติแห่งชาติ 

ที่มา ;  อัมรินทร์ทีวี 

 

 

เกี่ยวข้องกัน

สังคมสูงวัย เสี่ยงทำประเทศไทยประสบปัญหาการคลัง

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ  มาตั้งแต่ปี 2548 แล้ว ความหมายคือมีคนอายุ 60 ปีขึ้นไปมากว่า 10% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ซึ่งผ่านมา 19 ปี ปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ (Aged society) นั่นคือไทยเรามีผู้มีอายุ 60 ปีมากกว่า 20%ของประชากรหรือมีคนอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 14% ของประชากรทั้งประเทศ

จำนวนผู้สูงวัยในไทยมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลล่าสุดประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 13.64 ล้านคน คิดเป็น 19.5% ของประชากรทั้งหมด นั่นแปลว่าอีกไม่นาน ไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดทั้งนี้องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดสังคมสูงวัยจากสัดส่วนของประชากรอายุ 60 – 65 ปีขึ้นไป แบ่งตามลำดับดังนี้  

สังคมสูงวัย’ (Aged Society) คือ มีประชากรสูงวัยมากกว่า 7% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในประเทศ

สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์’ (Complete Aged Society) คือ มีประชากรสูงวัยมากกว่า14% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในประเทศ

สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) คือ มีประชากรสูงวัยมากกว่า  20% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในประเทศ

สิ่งที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆคือ เมื่อประเทศเต็มไปด้วยคนสูงวัย ในขณะที่เด็กเกิดใหม่น้อยลงผลที่ตามมาคือ จำนวนแรงงานหนุ่มสาวก็จะหายไป แรงงานไทยอาจขาดแคลนในอนาคตได้ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน แต่อีกหนึ่งผลกระทบที่สำคัญต่อประเทศก็คือ “ความเสี่ยงทางการคลังที่สูงขึ้น”  จากการที่รัฐจะต้องมีค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการให้ผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้นทุกปี สวนทางกับการจัดเก็บรายได้ที่น้อยลง จากเศรษฐกิจไม่สู้ดี การเก็บรายได้จากภาษีต่างๆน้อยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย เรื่อง โครงสร้างประชากรเปลี่ยน..เสี่ยงต่อภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น พบว่า รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ทั้งเงินที่ต้องจ่ายให้หลังเกษียณ รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 6% ต่อปี จากปี  2014 อยู่ที่ 478,474 ล้านบาท  ปี2024 นี้เพิ่มขึ้นเป็น 853,574 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา 

 

 

 

สังคมสูงวัยจะกระทบต่อภาระทางการคลังของภาครัฐในระยะข้างหน้าอย่างไร

1.รายจ่ายสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรสูงวัยและอัตราการจ่ายเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 

ภาครัฐมีการปรับรูปแบบการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุยกเลิกการจ่ายแบบขั้นบันไดมาเป็นจ่าย 1,000 บาทเท่ากันทุกช่วงวัย ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนสวัสดิการโดยรัฐ และอยู่ระหว่างรอเสนอครม. เพื่อพิจารณา ส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคาดว่าจะยังคงเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนจากในปี 2024 ภาครัฐได้จัดสรรงบประมาณสำหรับการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไว้ราว 9.3 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อนที่อยู่ที่ 8.8 หมื่นล้านบาท และคาดการณ์ว่าในปี 2029 ที่ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด รายจ่ายส่วนนี้อาจไม่ต่ำกว่า 1.6 แสนล้านบาท 

2.รายจ่ายสวัสดิการด้านสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 4% 

ซึ่งปี 2014 งบประมาณส่วนนี้ของรัฐอยู่ที่ 2.4 แสนล้านบาท ปรับเพิ่มมาอยู่ที่ 3.5 แสนล้านบาท ในปี 2024 โดยส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) อยู่ที่ราว 2.2 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 62% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกตามการดูแลรักษาพยาบาลที่มีมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่เสี่ยงต่อการเจ็บป่วย อีกทั้ง ปัจจุบันประชาชนยังสามารถยื่นใช้สิทธิบัตรทองในการรักษาพยาบาลได้ทุกที่ทั่วประเทศ ตลอดจนสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งปัญหาฝุ่น PM 2.5 และโรคอุบัติใหม่ ก็อาจทำให้ประชาชนเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น 

3.กองทุนประกันสังคมที่เป็นสวัสดิการหลักของแรงงานไทยราว 25 ล้านคน อาจไม่เพียงพอและหมดลงในระยะข้างหน้าหากไม่มีการปรับเงื่อนไข

เนื่องจากรายได้ที่เก็บจากกลุ่มคนวัยทำงานในระบบประกันสังคม ไม่ได้เพิ่มขึ้นเร็วเมื่อเทียบกับรายจ่ายรวมของกองทุนประกันสังคมที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะเงินที่จ่ายหลังเกษียณและสวัสดิการด้านสุขภาพต่างๆ สะท้อนจากในช่วงปี 2014-2023 รายจ่ายรวมขยายตัวเฉลี่ย 10% ต่อปี ขณะที่ รายรับรวมขยายตัวเฉลี่ยเพียงแค่ 3% ต่อปีเท่านั้น สอดคล้องกับงานศึกษาเรื่อง ทางออกของประกันสังคมเพื่อลูกหลานไทยในอนาคต ของธนาคารแห่งประเทศไทย (เผยแพร่เมื่อ พ.ย. 2021) ที่ระบุว่ากองทุน 2 กรณี (ชราภาพ สงเคราะห์บุตร) เงินกองทุนอาจหมดลงในปี 2055 ขณะที่ กองทุน 4 กรณี (เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย) เงินกองทุนอาจหมดลงในปี 2070 

เสนอขยายอายุเกษียณจาก 60 ปี ให้นานขึ้นอีก  

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การดำเนินนโยบายการคลังให้สอดคล้องกับสภาพโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปจะช่วยให้คนที่สามารถพึ่งพาตนเองยามเกษียณมีจำนวนมากขึ้นและกลายเป็นภาระทางการคลังของภาครัฐในระยะยาวน้อยลง 

 

มาตรการระยะสั้น-กลาง

1.ขยายอายุเกษียณ และส่งเสริมการจ้างงานแรงงานสูงอายุ

เพื่อให้ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพมีโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ปัจจุบันอายุเกษียณเฉลี่ยไทยอยู่ที่ 58 ปี ขณะที่ คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น แต่อายุเกษียณกลับไม่เปลี่ยนตั้งแต่ปี 1951 ซึ่งการขยายอายุเกษียณเป็นหนึ่งทางเลือกที่รัฐบาลในหลายประเทศที่ประสบปัญหาสังคมสูงวัยเลือกใช้ เช่น ฝรั่งเศสที่ปัจจุบันอายุเกษียณอยู่ที่ 62 ปี และจะมีการปรับเพิ่มขึ้นเป็น 64 ปี ภายในปี 2032 เป็นต้น 

ทั้งนี้ หากมีการขยายอายุเกษียณ รัฐต้องคำนึงถึงช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน ซึ่งควรบอกล่วงหน้าหรือต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้ทั้งภาคธุรกิจและแรงงานเตรียมความพร้อมหากต้องอยู่ในตลาดแรงงานนานขึ้น รวมถึงควรพิจารณาความเหมาะสม/เป็นธรรม โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ใกล้เกษียณ   

นอกจากนี้รัฐควรสนับสนุนให้ภาคธุรกิจมีการจ้างงานผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นผ่านการให้สิทธิประโยชน์ที่จูงใจมากกว่าการลดหย่อนภาษีที่ทำอยู่แล้ว โดยปัจจุบันสถานประกอบการที่จ้างผู้สูงอายุ (ตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป) สามารถใช้สิทธิในการหักรายจ่ายได้ถึง 2 เท่าของจำนวนที่ได้จ่ายในการจ้างผู้สูงอายุไปจริง แต่ไม่เกินจำนวน 15,000 บาท ดังนั้น สถานประกอบการมีสิทธิหักรายจ่ายสำหรับค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้สูงสุดถึง 30,000 บาท

อีกหนึ่งวิธีคือการสนับสนุนให้ประชาชนทุกช่วงวัยมีการพัฒนาทักษะเพื่อให้แรงงานที่ถึงวัยเกษียณสามารถทำงานในตลาดแรงงานต่อได้ เช่น สิงคโปร์ มีโครงการ Skills Future Level-up เพื่อส่งเสริมคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ในการ Upskill/Reskill ทักษะให้ตรงกับความต้องการของตลาด ญี่ปุ่น มีโครงการฝึกงานเพื่อพัฒนาแรงงานวัยกลางคนเป็น Tech Talent สำหรับผู้มีอายุ 40-50 ปี ที่อาจไม่ได้ทำงานในด้านเทคโนโลยีมาก่อนสามารถเข้ามาฝึกฝนทักษะและหาความรู้ในด้านเทคโนโลยีได้

 

2.จัดสรรกองทุนประกันสังคมทั้งด้านรายรับและรายจ่ายให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป 

มาตรการระยะยาว

3.เพิ่มจำนวนคนที่พึ่งพาตนเองได้ให้โตเร็วกว่าภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น ทั้งในมิติของการเพิ่มเงินออมเพื่อเกษียณ และการมีสุขภาพที่ดี

ส่งเสริมให้ประชาชนมีการออมเงินเพื่อเกษียณมากขึ้น โดยเฉพาะการดึงแรงงานนอกระบบให้เข้ามาออมในระบบ ซึ่งปัจจุบันไทยมีแรงงานนอกระบบราว 21 ล้านคน แต่มีการออมผ่านระบบประกันสังคม 11 ล้านคน และกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) 3 ล้านคน ขณะที่ ยังมีอีกไม่ต่ำกว่า 7 ล้านคนที่เสี่ยงไม่มีหลักประกันรายได้ยามเกษียณ ทั้งนี้ ภาครัฐได้มีแนวคิดที่จะกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการออมมากขึ้น เช่น มาตรการหวยเกษียณที่อยู่ระหว่างการพิจารณาและคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปี 2025 โดยมุ่งเป้าสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบที่มีอายุระหว่าง 15-60 ปี เป็นต้น

ส่งเสริมให้ประชาชนใส่ใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้นเพื่อลดการเจ็บป่วยไม่ว่าจะเป็นการจัดฝึกอบรมหรือร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ให้ความรู้ในเรื่องการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน อาหารการกิน ตลอดจนการใช้ชีวิต นอกจากนี้ รัฐควรบริหารจัดการให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างเพียงพอและทั่วถึง ซึ่งหากประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้น ก็อาจช่วยแบ่งเบาภาระหรือลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของรัฐลงได้

โครงสร้างประชากรคือองค์ประกอบที่สำคัญของเศรษฐกิจประเทศ ท่ามกลางการเปลี่ยนของโลกสังคมสูงวัย ในไทยหากไม่เตรียมพร้อมรับมือ อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมาได้ในอนาคต

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย 

 

 

ที่มา  ; อัมรินทร์ทีวี  

เกี่ยวข้องกัน

รัฐบาลหลังแอ่น“งบสวัสดิการประชาชน” ปี68 พุ่ง 7.49 แสนล้าน 

ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ได้จัดสรรวงเงินงบประมาณเกี่ยวกับ “งบสวัสดิการประชาชนโดยดูแลตั้งแต่เด็กแรกเกิด กลุ่มเปราะบาง แรงงาน ไปจนถึงผู้สูงวัย กำหนดเอาไว้ในการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งคิดเป็นวงเงินงประมาณรวมสูงถึง 7.49 แสนล้านบาท 

ขณะที่งบประมาณ กลุ่มสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล มีวงเงินรวม 426,994 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41,957 ล้านบาทหรือ 10.9% จากงบประมาณปี 2567 ที่มีทั้งสิ้น 385,037 ล้านบาท   

ฐานเศรษฐกิจ” ได้ตรวจสอบรายละเอียดพบว่า กลุ่มสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลมีการจัดสรรวงเงินให้

ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า 235,843 ล้านบาท ครอบคลุม 47.16 ล้านคน เพิ่มขึ้น 18,214 ล้านบาทหรือ 8.37% จากปีงบประมาณปี 2567 ที่ได้รับจัดสรรวงเงิน 217,629 ล้านบาท 

ระบบประกันสังคม 61,078 ล้านบาท ครอบคลุม 24.65 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5,389 ล้านบาทหรือ 9.68% จากงบประมาณปี 2567 ที่ได้รับจัดสรรวงเงิน 55,689 ล้านบาท 

ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ พนักงานของรัฐ และลูกจ้างได้รับจัดสรรวงเงิน 93,800 ล้านบาท ครอบคลุม 4.70 ล้านคน เพิ่มขึ้น 16,800 ล้านบาทหรือ 21.82% จากงบประมาณปี 2567 ที่ได้รับจัดสรรวงเงิน 77,000 ล้านบาท

ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่นและลูกจ้าง 10,146 ล้านบาท ครอบคลุม 8.1 แสนคน เพิ่มขึ้น 1,394 ล้านบาทหรือ 15.93% จากงบประมาณปี 2567 ที่ได้รับจัดสรรวงเงิน 8,752 ล้านบาท 

งบสนับสนุนค่าป่วยการและพัฒนาศักยภาพ อสม.หมอประจำบ้าน ให้ดูแลสุขภาพตนเองและชุมชนได้อย่างยั่งยืน 26,127 ล้านบาท ครอบคลุม 1.09 ล้านคน เพิ่มขึ้น 160 ล้านบาทหรือ 0.62% จากงบประมาณ 2567 ที่ได้รับการจัดสรรวงเงิน 25,967 ล้านบาท 

นายเฉลิมพล เพ็ญสูตร ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณเปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ก่อนหน้านี้ว่า จากการพิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณที่ดูแลสวัสดิการประชาชนในปีงบประมาณ 2568 มีการจัดสรรวงเงินงบประมาณด้านสวัสดิการที่จะต้องดูแลคนทุกกลุ่มสูงถึง 7.49 แสนล้านบาท ซึ่งถ้ารวมเงินเดือนครู และบุคลากรทางการแพทย์ เข้าไปด้วย จะทำให้มีวงเงินงบประมาณที่ต้องใช้พุ่งสูงถึง 9.7 แสนล้านบาทด้วย 

"ถ้ารวมเงินเดือนครู และบุคลากรทางการแพทย์ เข้าไปด้วย จะทำให้มีวงเงินงบประมาณที่ต้องใช้พุ่งสูงถึง 9.7 แสนล้านบาท" 

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมิถุนายน 2567 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้เผยแพร่รายงานความเสี่ยงทางการคลัง ประจำปีงบประมาณ 2566 พบว่า รัฐบาลมีภาระค้างจ่ายเงินสมทบให้กับกองทุนประกันสังคม 71,384 ล้านบาท 

ขณะที่สถานะเงินกองทุนประกันสังคมปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน แต่ยังคงมีความเสี่ยงในระยะยาว โดยเฉพาะในส่วนของกองทุนชราภาพ เงินกองทุนประกันสังคม ณ สิ้นเดือนกันยายน 2566 มีจำนวนที่ 2,335,183 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.34% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยปัจจัยเสี่ยงระยะสั้น จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ได้คลี่คลายลง โดยอัตราการจ่ายเงินสมทบได้กลับสู่ระดับปกติและการจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีเจ็บป่วยลดลง 

อย่างไรก็ดี ระดับความเพียงพอของเงินกองทุนชราภาพในระยะยาว ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามและแก้ไขในระยะปานกลางต่อไป โดยอัตราส่วนเงินทุน (Funding Ratio) ในปี 2566 เมื่อเทียบกับมูลค่าปัจจุบันของประมาณการรายรับ - รายจ่ายสุทธิในอีก 75 ปีข้างหน้า อยู่ที่เพียง 0.07 เท่า ถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับระดับสากล 

ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวกองทุนประกันสังคมอาจจำเป็นต้องพิจารณาทบทวนอัตราเงินสมทบให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้นรวมไปถึงการพิจารณามาตรการอื่น ๆ ควบคู่ด้วย อาทิ การขยายอายุเกษียณ การขยายเพดานฐานค่าจ้างสูงสุด 

"รัฐบาลควรพิจารณาจัดสรรงบประมาณในส่วนที่รัฐบาลยังค้างจ่ายเงินสมทบให้แก่กองทุนประกันสังคม 71,384 ล้านบาท (ณ สิ้นเดือนกันยายน 2566) ในโอกาสแรกที่กระทำได้ด้วย" 

ขณะที่รายจ่ายสวัสดิการบุคลากรภาครัฐในปีงบประมาณ 2566 มีจำนวนรวมที่ 514,497 ล้านบาท ขยายตัว 7.61% จากปีงบประมาณก่อน คิดเป็นสัดส่วน 16.15% ของงบประมาณรายจ่าย ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย โดยเฉพาะส่วนของค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ 

โดยค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ ปีงบประมาณ 2566 จำนวน 20,508 ล้านบาท เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ จำนวน 36,302 ล้านบาท และเงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงาน จำนวน 617 ล้านบาท  

ด้านกรมบัญชีกลางรายงานว่า กรมบัญชีกลางมีบทบาทโดยตรงในการดูแลสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลข้าราชการและครอบครัวของข้าราชการ โดยข้อมูลการใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาล ประเภทผู้ป่วยนอก ประจำเดือนกรกฎาคม 2567 พบว่า มีค่าใช้จ่ายในการรักษา 7,303 ล้านบาท มีผู้มาใช้สิทธิ 1.54 ล้านราย คิดเป็นจำนวนธุรกรรม 3.58 ล้านรายการ

"จำนวนผู้มาใช้สิทธิเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ที่มีผู้มาใช้สิทธิ อยู่ที่ 1.49 ล้านคน คิดเป็น 3.38 ล้านรายการ ค่าใช้จ่ายในการรักษา 6,925 ล้านบาท"  

สำหรับส่วนราชการที่มีผู้ใช้สิทธิสูงสุด 3 อันดับแรก คือ

·      กระทรวงศึกษาธิการ จำนวนผู้ใช้สิทธิ 6.29 แสนราย มูลค่า 2,142 ล้านบาท

·      กระทรวงกลาโหม จำนวนผู้ใช้สิทธิ 3.70 แสนราย มูลค่า 1,491 ล้านบาท

·      กระทรวงสาธารณสุขจำนวนผู้ใช้สิทธิ 3.55 แสนราย มูลค่า 1,032 ล้านบาท  

ขณะที่สถานพยาบาลที่มีผู้ใช้สิทธิมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่

·      โรงพยาบาลรามาธิบดี จำนวนผู้ใช้สิทธิ 5.82 หมื่นราย มูลค่า 485 ล้านบาท

·      โรงพยาบาลศิริราช จำนวนผู้ใช้สิทธิ 4.88 หมื่นราย มูลค่า 370 ล้านบาท

·      โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ จำนวนผู้ใช้สิทธิ 3.89 หมื่นราย มูลค่า 240 ล้านบาท 

 

ที่มา ;  หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,026 วันที่ 12 - 14 กันยายน พ.ศ. 2567

 

 

 

 เกี่ยวข้องกัน

 

เด็กไทยเกิดน้อยเป็นอันดับ 3 ของโลก แซงญี่ปุ่น 

จากการเปิดเผยข้อมูลของ Global Statistics ระบุว่าข้อมูลประเทศไทย มีอัตราการเกิดที่ลดลงมากที่สุด โดยลดลงถึง 81% ในช่วงระหว่างปี 1950 - 2024 ขึ้นเป็นอันดับ 3 ของโลก แซงหน้าญี่ปุ่น โดยอันดับ 1 ตกเป็นของกาหลีใต้ ลดลง 88% 2. จีน ลดลง 83% 3. ไทย ลดลง 81% 4. ญี่ปุ่น ลดลง 80% และ 5. อิหร่านลดลง 75% 

สังคมไทยกำลังเข้าสู่ "สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์" (Super-Aged Society) เร็วยิ่งขึ้น โดยประเทศไทยกำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างรวดเร็ว จากสถิติที่ผ่านมา อัตราการเกิดเฉลี่ยต่อผู้หญิงหนึ่งคนลดลงจาก 6.3 คนในปี 1960 เหลือเพียง 1.2 คนในปี 2023 ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรที่ 2.1 คน 

มีหลากหลายปัจจัยที่พาไทยมาถึงจุดๆนี้ แต่โดยรวมแล้วมีปัจจัยหลักๆได้แก่ 

1. ปัจจัยทางเศรษฐกิจ

ถือเป็นปัจจัยหลักของปัญหานี้ ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็ก เช่น การศึกษา การดูแลสุขภาพ และค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ทำให้คู่สมรสจำนวนมากลังเลที่จะมีลูก อีกทั้งปัญหาความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เช่น หนี้ครัวเรือนสูงและรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ อีกทั้งขาดแรงจูงใจจากนโยบายของรัฐในการสนับสนุนครอบครัว เช่น การให้เงินช่วยเหลือสำหรับเด็กหรือการดูแลบุตรในที่ทำงาน 

2. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม

สังคมในปัจจุบันมุ่งเน้นเรื่องบทบาทที่เท่าเทียมกันในสังคมมากขึ้น ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทสำคัญในหลายแวดวง และมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานมากขึ้น และมุ่งเน้นการพัฒนาตนเองในด้านอาชีพและการศึกษา ส่งผลให้การแต่งงานและการมีลูกถูกเลื่อนออกไป อีกทั้งคู่รักหลายคู่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตส่วนตัวมากกว่าการสร้างครอบครัวขนาดใหญ่เหมือนเช่นในอดีต 

3. ปัญหาการมีบุตรยาก

แต่งงานเมื่อพร้อม แต่บางทีกว่าจะพร้อม หลายอย่างก็ดูเหมือนจะสายไป ผู้หญิงในวัย 30++ เผชิญปัญหามากมายในการมีบุตร ทั้งการมีบุตรยาก ความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการมีบุตรช้า อีกทั้งปัญหามลพิษ และความเครียดจากการทำงาน ก็มีผลอย่างมากต่อการมีบุตร 

สภาวะที่เป็นอยู่ตอนนี้ทำให้ประเทศไทยขาดแคลนแรงงานในอนาคต ส่งผลให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ กระทบต่อการสร้างนวัตกรรมและศักยภาพทางการแข่งขันในระดับประเทศ สวนทางกันกับประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น จะเกิดแรงกดดันต่อระบบสวัสดิการ เช่น กองทุนประกันสังคมและงบประมาณด้านสุขภาพ 

ประเทศไทยเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ในปี 2022 โดยประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป คิดเป็น 20% ของประชากรทั้งหมด และมีแนวโน้มเข้าสู่ สังคมสูงวัยระดับสูงสุด (Super-Aged Society) ในปี 2031 เมื่อประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 28% ของประชากร อัตราส่วนระหว่างวัยทำงานและผู้สูงอายุลดลง จาก 6 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คนในปี 1990 เหลือเพียง 2 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คนในปี 2023 และคาดการณ์ว่าภายใน 70 ปีข้างหน้า ประชากรไทยจะลดลงเหลือครึ่งหนึ่งจากจำนวนปัจจุบัน 

แน่นอนว่ามาตรการผลักดันแบบปลายเหตุที่ภาครัฐทำอยู่ตอนนี้ นอกจากจะไม่ช่วยให้ปัญหาดีขึ้นแล้ว ยังทำให้ประชาชนรู้สึกรำคาญและสิ้นหวังในการบริหารงานของรัฐบาล และแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ซึ่งหากยังเป็นเช่นนี้ คนไทยทุกคน จะต้องได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้แน่นอน 

อ้างอิง ; https://www.voanews.com/a/multiple-factors-behind-thailand-s-birth-rate-decline-experts-say/7539719.html?utm_source=chatgpt.com 

ที่มา ; blockdit

เกี่ยวข้องกัน

คาดอีก 50 ปีข้างหน้า ประชากรไทยลดลงเหลือ 40 ล้านคน 

ประเทศไทยประสบปัญหาเด็กเกิดน้อยมาอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลสถิติสาธารณสุข ปี 2567 มีจำนวนเด็กเกิดเพียง 461,421 คน ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี ที่มีเด็กเกิดน้อยกว่า แสนคน ประเทศไทยจึงมีการออกมาตรการเพื่อส่งเสริมการมีบุตรอย่างมีคุณภาพ หวังสร้างกำลังคนในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ลดภาระประชากรวัยทำงานที่จะต้องแบกรับสังคมสูงวัย ตลอดจนลดปัญหาความมั่นคงในด้านต่าง ๆ ของประเทศ 

องค์การสหประชาชาติ (United Nations :UN) ได้จัดกลุ่มประเทศทั่วโลกที่มีอัตราการเกิดกำลังลดลง โดยไทยเป็นประเทศเดียวในเขตภูมิภาคที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าว นอกจากนั้น ประเทศอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศไทยที่พัฒนาแล้ว ประเทศที่รายได้ค่อนข้างสูง ส่วนกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา จะอยู่ในกลุ่มประเทศที่อัตราการเกิดยังไม่ถึงจุดพีค แต่ก็อาจจะถึงในอีก 30 – 40 ปีข้างหน้า 

อัตราการเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate :TFR) ล่าสุดในปี 2567 อยู่เพียง 1.0 ซึ่งถ้าเทียบกับหลายประเทศจะอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต่ำมาก ๆ เช่น เกาหลี สิงคโปร์ แต่เมื่อเทียบกับญี่ปุ่นที่มี TFR อยู่ที่ 1.2 จะเห็นได้ว่าไทยต่ำกว่าญี่ปุ่นด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม นักประชากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลได้นำข้อมูลการเกิดและ TFR มาคำนวณ โดยมีการคาดการณ์ว่าในอีก 50 ปีข้างหน้า ไทยจะมีการเกิดที่ลดลงเหลือเพียง 40 ล้านคน เท่ากับว่าประชากรจะหายไป 25 ล้านคน หรือมองให้เห็นภาพคือ เฉลี่ยทุก ปี ประชากรจะลดลง ล้านคน”

 

เมื่ออัตราการเกิดน้อย  จะส่งผลอะไรบ้างในอนาคตของประเทศ

1. คนจะลดลง : ด้วยตัวเลขการเกิดต่ำกว่าตัวเลขการตาย จำนวนประชากรจึงลดลง ส่งผลให้อะไรก็ตามที่ตระเตรียมไว้สำหรับการรองรับคนจำนวนที่มากขึ้นหรือเพิ่มขึ้นก็จะไม่เป็นเช่นนั้น เช่น สถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมหาวิทยาลัย ธุรกิจร้านค้าและบริการต่าง ๆ ภาคอุตสาหกรรมรวมถึงเกษตรกรรมจะประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน การลงทุนไปกับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการใช้งานสำหรับคนจำนวนมาก ๆ จะเสียเปล่า  

2. ครอบครัวจะเปลี่ยนไป: ครอบครัวขยายจะหายไปกลายเป็นครอบครัวเดี่ยวที่อยู่กันไม่กี่รุ่น การอยู่ลำพังและตายจากอย่างโดดเดี่ยวหรือมีแต่เพื่อนญาติห่างๆ จะมีมากขึ้น ตลอดจนความสัมพันธ์ของคนระหว่างรุ่นที่จะถูกถ่างขยายออกมากขึ้นด้วยสาเหตุจากการเลื่อนอายุสมรส การอยู่เป็นโสด หรือความไม่พร้อมในการมีบุตร รวมถึงความต้องการชีวิตส่วนตัวและมีอิสระที่มากขึ้น  

3. สังคมจะเปลี่ยนแปลง: นอกจากความสำคัญของเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคมแล้ว การที่คนลดน้อยลง จึงมีความเป็นไปได้ ทางคือ หากไม่เกิดการรวมกลุ่มใช้ชีวิตทางสังคมร่วมกันมากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นการปฏิสัมพันธ์กันบนโลกเสมือนแทนกันมากยิ่งขึ้น สังคมของคนเราจะถูกผลักให้ออกห่างจากกันมากขึ้นด้วยความไม่มีส่วนที่เกี่ยวข้องใด ๆ ต่อกันดังเช่นสังคมในอดีตที่ใกล้ชิดผูกพันในเชิงเครือญาติที่ยังพอสืบทราบที่มาได้บ้าง  

4.อัตราแรงงานที่จะหาย: ในจำนวนประชากรที่หายไปนั้น ส่งผลกระทบต่ออัตราแรงงานที่จะหายไปเช่นเดียวกัน จากปัจจุบันที่มีจำนวนผู้มีงานทำ 37.2 ล้านคน ในอีก 50 ปีข้างหน้าจะเหลือเพียง 22.8 ล้านคน หรือเท่ากับมีแรงงานหายไป 15 ล้านคน ซึ่งเรื่องนี้เป็นโจทย์สำคัญของวิกฤตประชากร และวิกฤตเด็กเกิดน้อย ซึ่งหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อรับมือ แน่นอนว่าวิกฤตแน่นอน 

ไทยวิกฤต! ครั้งแรกในรอบ 75 ปี เด็กเกิดไม่ถึง แสนคนต่อปี คาดอีก 50 ปีข้างหน้า การเกิดลดลงเหลือเพียง 40 ล้านคน ประชากรหายไป 25 ล้านคน เมื่ออัตราการเกิดน้อยจะส่งผลอะไรบ้างในอนาคตของประเทศ? 

 

ที่มา คมชัดลึก

เกี่ยวข้องกัน

การพัฒนาเมืองเพื่อสังคมสูงวัย 'ญี่ปุ่น' ควรทำอะไรเพื่อรับมือคนสูงวัยเต็มเมือง? 

หากพูดถึง “สังคมสูงวัย” หรือ (Aging Society) หมายถึง สังคมที่มีสัดส่วนของผู้สูงอายุหรือประชากรที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป โดยจากการคาดการณ์ขององค์การสหประชาติในปี 2023 ได้สรุปไว้ว่า ผู้สูงวัยที่มีอายุมากกว่า 65 ปีทั่วโลก จะมีจำนวนสูงขึ้นกว่าเท่าตัวภายในปี 2050 โดยจะสูงถึง 1.6 พันล้านคน หรือ กว่าร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งโลก และในขณะเดียวกันอัตราการเกิดกลับน้อยลง จากสถิติข้างต้นนี้อาจส่งผลกระทบต่อเรื่องต่าง ๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างประชากร เศรษฐกิจ แรงงาน สุขภาพ หรือแม้กระทั่งคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ ฯลฯ เป็นต้น

โดยประเทศไทยถือได้ว่าก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย อย่างเต็มรูปแบบแล้วเมื่อปี พ.ศ.2564 เพราะเนื่องจากมีสัดส่วนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นถึง 20% ของประชากรทั้งหมดในประเทศ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีก ทั้งนี้ในปี พ.ศ. 2567 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้เปิดเผย สถิติจำนวนผู้สูงอายุ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2567) พบว่า จำนวนประชากรมีทั้งหมด 65,969,270 เป็นประชากรไทย 64,973,186 มีจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด 13,444,127 คน หรือร้อยละ 20.69 ซึ่งหากตัวเลขขยับสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ อีก ไทยอาจจะเป็นสังคมสูงอายุแบบสุดยอด (Hyper Aged Society) ได้ในไม่ช้า
 

และในบทสนทนานี้ ผู้จัดการออนไลน์ จะพาไปสำรวจมุมมองถึงประเด็นการถอดบทเรียนการพัฒนาเมืองเพื่อสังคมสูงวัย 'ญี่ปุ่น' เราควรทำอะไรเพื่อรับมือคนสูงวัยเต็มเมือง? ผ่านมุมมองจากคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ 2 หลักสูตร ได้แก่ ผศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา คณบดี วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย มหาวิทยาลัยรังสิต และ ดร.เฉลิมพร เย็นเยือก ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต และรองคณบดีฝ่ายวิชาการ สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และนโยบายสาธารณะ ทั้งนี้เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการก้าวสู่ยุคสังคมสูงวัยแบบเต็มตัวในอนาคต

ถอดบทเรียนการพัฒนาเมืองเพื่อสังคมสูงวัยจาก 'ญี่ปุ่น'
ความแตกต่างระหว่าง “ไทย” และ “ญี่ปุ่น”

ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นประเทศครองแชมป์ที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรในประเทศสูงที่สุดในโลก (มีประชากรที่มีอายุ 65 ปี ขึ้นไป ร้อยละ 29.1) และคาดว่าในปี 2040 จะมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงถึงร้อยละ 34.8 รวมถึงญี่ปุ่นยังเป็น 1 ในประเทศที่มีอัตราการเกิดที่ตํ่าที่สุดในโลกอีกด้วย ทั้งนี้จึงเป็นประเทศที่น่าสนใจและนำการพัฒนาเมืองมาถอดบทเรียน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือในอนาคต

ดร.เฉลิมพร เย็นเยือก ได้เผยทัศนะต่อประเด็นการถอดบทเรียนการพัฒนาเมืองเพื่อสังคมสูงวัย 'ญี่ปุ่น' ควรทำอะไรเพื่อรับมือคนสูงวัยเต็มเมือง? ว่า “ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่พบเจอกับเรื่องสังคมสูงวัยมาก่อน จึงทำให้มีวิธีรับมือที่สามารถนำมาเป็นแบบอย่างให้ประเทศไทยถอดบทเรียนได้ แต่การจะถอดบทเรียนได้นั้น ต้องอยู่ภายใต้บริบทที่สามารถทำได้ด้วย
การพิจารณาสังคมผู้สูงอายุในไทยกับญี่ปุ่น อาจต้องพิจารณาถึงความแตกต่างจากสภาพสังคมของไทยกับญี่ปุ่นก่อน ตั้งแต่ญี่ปุ่นเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศที่มีประชาชนที่มีวินัย มีระบบการเมือง กฎหมายที่เข้มแข็ง การทุจริตที่อ่อนแอ อาจกล่าวได้ว่า อยู่ในทิศทางตรงกันข้ามทุกด้าน แต่เป็นสภาพสังคมที่สำคัญที่ส่งผลต่อรูปแบบสังคมผู้สูงอายุที่เกิดขึ้น”

การบริการของประเทศญี่ปุ่นมีระบบประกันการดูแลระยะยาวที่มีคุณภาพและครอบคลุม แต่ได้พึ่งสถานดูแลผู้สูงอายุ (nursing home) เป็นหลัก ทำให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลระยะยาวแต่ละปีมากถึงกว่า 8 ล้านล้านเยนต่อปี (เกือบเท่างบประมาณประเทศไทยทั้งปี) และยังพบว่าประเทศญี่ปุ่นมีการเตรียมการทางด้านงบประมาณ โดยการจัดให้เกิดระบบการประกันการดูแลระยะยาวในสังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ สำหรับประเทศไทยพบว่ามีการใช้กลยุทธ์ชุมชนเป็นฐานในการให้บริการด้านสุขภาพ (อสม.)”

ประเด็นด้านสภาพความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ เป็นประเด็นสำคัญที่อยู่ในความสนใจของรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นของการเป็นส่วนหนึ่งในสังคม ในวัยสูงอายุของคนส่วนใหญ่ มักจะประสบปัญหาทางด้านของสุขภาพ และเมื่อผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ไม่ดีมักจะเลือกที่จะอยู่บ้านและถอยห่างออกจากสังคม โดยรัฐบาลญี่ปุ่น ได้เห็นความสำคัญของช่วงปีแห่งสุขภาพของผู้สูงอายุให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น (หรือเรียกว่าให้ใช้ชีวิตปั้นปลายหลังเกษียณให้มีความสุขมากยิ่งขึ้น ไม่อยู่เพื่อรอวันตาย) และเพื่อสร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุได้มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมได้ยาวนานมากขึ้น จะเห็นว่ารัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกนโยบาย “Smart Platinum Society” ในปี 2015 เพื่อกระตุ้นให้ผู้สูงอายุได้ดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างดี มีคุณภาพให้มีอายุ 100 ปี และนำแนวคิด Society 5.0 เข้ามาปรับใช้ในสังคมญี่ปุ่น โดยการให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงผู้สูงอายุในประเด็นทางด้านสุขภาพ การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน และการเป็นส่วนหนึ่งในตลาดแรงงานและสังคมให้ยาวนานมากขึ้น (ข้อมูล BBC ปี 2023 : ถึงแม้ประเทศญี่ปุ่นจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากอันดับต้นของโลกก็ตาม แต่แรงงานของสูงวัยยังคงมีสุขภาพดีและอยู่ในตลาดแรงงานสูงถึงร้อยละ 13 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศที่มีรายได้สูงด้วยกัน) ซึ่งเพื่อให้การเป็นส่วนหนึ่งของตลาดแรงงานและสังคมได้ยาวนานขึ้น ภาครัฐจึงต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมือง เสริมสร้างภูมิสถาปัตย์ที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพและมีความสุขของสูงวัยด้วย”

แต่สังคมผู้สูงวัยญี่ปุ่น ตายเดี่ยวเยอะมาก โดย ดร.เฉลิมพร ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากสถิติที่อ่านพบมีตัวเลขประมาณ 40,000 รายต่อปี

แม้ว่าญี่ปุ่นมีความพยายามที่จะพัฒนาเมืองให้คนสูงวัยได้รับการดูแล มีระบบเทคโนโลยี ระบบคมนาคมที่ทันสมัย แต่ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนญี่ปุ่นชอบอยู่คนเดียว แยกตัวจากสังคม ซึ่งมีสูงวัยจำนวนมากที่อยู่คนเดียว ตายไปเงียบ ๆ คนเดียว ธุรกิจที่เติบโตของญี่ปุ่นที่เห็นแล้วแอบตกใจคือธุรกิจทำความสะอาดบ้านผู้เสียชีวิต คนเสียชีวิตกว่าจะมีคนรู้และเข้าไปทำความสะอาดบ้านใช้เวลาถึง 4-8 เดือน ซึ่งสะท้อนเรื่องของรูปแบบที่ว่าเราจะพัฒนาเมืองอย่างไร เพื่อที่จะตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัย ทั้งนี้การพัฒนาเมืองภายนอกอย่างเดียวยังไม่พอ จะต้องมีเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว และในสังคมด้วย หากมองกลับมาที่ประเทศไทย โดยเฉพาะในชนบทยังไม่เกิดการตายเดี่ยวเหมือนกับญี่ปุ่น”

ผศ.ดร.สุริยะใส ได้กล่าวถึงมุมมองต่อเรื่องดังกล่าวว่า ถ้าเปรียบเทียบไทยกับญี่ปุ่น แม้จะมีโจทย์เดียวกัน แต่ความซับซ้อนและปัญหาแตกต่างกัน เพราะว่าสังคมญี่ปุ่นผ่านขั้นตอนที่เป็นสังคมที่มีความสำเร็จทั้งในมิติของเศรษฐกิจ การเมืองที่มั่นคง ประชาสังคมที่เข้มแข็ง กลับกันไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จะไม่เหมือนกับญี่ปุ่น เพราะไทยจะกลายเป็นประเทศกำลังพัฒนาอยู่ ในขณะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศพัฒนาไปแล้ว

ปัญหาของไทยกับญี่ปุ่นแตกต่างกัน โดยปัญหาของไทย คือ เรื่องการขาดแคลนแรงงานที่เด่นชัดที่สุด จนกลายเป็นปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าว การลักลอบเข้ามาประเทศไทยแบบผิดกฎหมาย เป็นปัญหา ‘Geopolitics’

ยกตัวอย่าง เมืองพัทยา ผู้ว่าฯ พัทยาได้บอกว่านับตั้งแต่มีสงครามในพม่าปลายปีมานั้น อัตราส่วนของแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นถึง 4-5 เท่าตัว ซึ่งพัทยาก็ยังเป็นเมืองที่ได้งบประมาณเท่าเดิมจากรัฐบาล แต่ว่าสัดส่วนประชากรแฝงเพิ่มขึ้น 5 เท่า แรงงานต่างด้าวต้องมาเบียดบังทรัพยากรซึ่งเป็นกิจการสาธารณะที่แค่ดูแลคนไทยก็ยังไม่พอ หรืออย่างภูเก็ต ประชากรจริง ๆ 5 แสนคน แต่ประชากรทั้งหมดตอนนี้มี 1.5 ล้านคน แสดงว่ามีประชากรแฝงถึง 1 ล้านคน มองว่าตรงนี้เป็นปัญหาที่น่ากลัวมาก เพราะเราต้องเอาแรงงานเข้ามา เนื่องจากเราขาดแคลนแรงงาน เพราะเราก้าวสู่สังคมสูงวัย กระทบทั้งเศรษฐกิจ สังคม และอาจจะมีปัญหาอื่น ๆ ตามมา เรื่องผิดกฎหมาย การพนัน อาชญากรรม เป็นต้น ซึ่งประเทศญี่ปุ่นเขาอาจจะไม่เจอปัญหาแบบเรา”

หากพิจารณาในประเด็นทางสังคมจากผลกระทบของจำนวนผู้สูงอายุ นอกเหนือจากสภาพสังคมการตายเดี่ยวแล้ว จำนวนผู้สูงอายุที่มีเพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดนั้นมีหลายประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณาในมิติของรัฐประศาสนศาสตร์ เช่น การบริการของรัฐที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิตด้านเศรษฐกิจอันส่งผลต่อสังคมของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะสังคมสูงวัยหลังเกษียณอายุ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะไม่มีงานประจำทำ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักในการเลี้ยงชีพ และถึงแม้ว่าจะมีผู้สูงอายุบางส่วนที่มีเงินเก็บก้อนหนึ่ง ที่ได้รับมาจากการเก็บออมตลอดช่วงระยะเวลาการทำงานก็ตาม แต่ก็อาจจะไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพในระยะยาว และยังมีปัญหาจากการโดนหลอกเอาเงินเก็บก้อนสุดท้ายของสูงวัยจากพวกแก๊งต่าง ๆ อีก ดังนั้น เมื่อกลุ่มเหล่านี้ขาดรายได้หลักที่ใช้ในการเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว ผู้สูงอายุบางส่วนจึงหันมาพึ่งพารายได้จากรัฐเป็นรายได้หลัก การเพิ่มขึ้นของสูงวัยก็ส่งผลโดยตรงต่องบประมาณที่เพิ่มขึ้นของภาครัฐ โดยเฉพาะงบประมาณด้านสวัสดิการสุขภาพ ซึ่งกรณีนี้ในหลายประเทศต่างก็ประสบปัญหาเป็นอย่างมาก” ดร.เฉลิมพร กล่าวเสริม

คณาจารย์ทั้งสองท่านมองจุดเด่นของทั้งสองประเทศ โดยญี่ปุ่นมีความน่าสนใจคือ การใช้เทคโนโลยี หรือ AI ส่วน ‘ไทย’ มีจุดแข็ง คือ การเป็นสังคมเกษตรกรรม รวมถึงมีบวร (บ้าน วัด โรงเรียน) ที่นำมาบูรณาการเพื่อเป็นฐานในการสร้างความเข้มแข็งและดูแลปัญหาผู้สูงวัยได้ นอกจากนี้อาจนำมาซึ่งโปรเจ็กต์ใหม่ หรือเกิดการจ้างงานในชุมชน

ดร.เฉลิมพร กล่าวว่า ประเทศญี่ปุ่นมีการใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงพัฒนาคุณภาพชีวิตสูงวัย โดยมีการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นของผู้สูงอายุทั้งภาครัฐและเอกชน โดยภาครัฐเน้นการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อช่วยพัฒนาระดับของสุขภาพกายและสุขภาพจิต เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของผู้สูงอายุในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการส่งผ่านข้อมูลสำคัญ ๆ ในพื้นที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุ การพัฒนาเทคโนโลยีให้ใช้ได้ง่ายขึ้นสำหรับการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนฝูงและครอบครัว อีกทั้ง ญี่ปุ่นยังพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อการพูดคุยและการดูแลผู้สูงอายุ ปี 2018 รัฐบาลญี่ปุ่นให้งบประมาณเพื่อพัฒนาหุ่นยนต์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและช่วยเหลือผู้สูงอายุเป็นจำนวนสูงถึงกว่า 10,000 ล้านบาท
 

ด้าน ผศ.ดร.สุริยะใส แสดงความคิดเห็นเสริมถึงเรื่องนี้ว่า ยุคนี้เป็นยุคที่ AI เข้ามามีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของคนทุกวัย โดยมองว่าต้องมีกลไกที่จะใช้ AI เข้ามาช่วยในวิถีชีวิตประจำวันมากขึ้น เช่น เรื่องสุขภาพ การศึกษา ค้าขาย เศรษฐกิจ แต่ต้องรู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเครื่องมือ เพราะปัญหาที่ไทยพบเจอคืออาชญากรรมทางไซเบอร์ หรือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งผู้สูงวัยมักตกเป็นเหยื่อมากที่สุด ตรงนี้จึงควรที่จะมีกลไกที่ช่วยดูแลบริหารจัดการ เพื่อจะได้ใช้ AI ได้อย่างเป็นประโยชน์

ส่วนจุดแข็งของไทย คือ การเป็นสังคมเกษตรกรรม เป็นสังคมพุทธ มีบวร (บ้าน วัด โรงเรียน)

ผมคิดว่ากระทรวงพัฒนาสังคม สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ต้องบูรณาการกันใหม่ วัดควรจะซัพพอร์ตชุมชนมากกว่าเป็นสถานที่ของคนสูงวัยที่ไม่รู้จะไปไหน หรือไปบวช ไปปฏิบัติธรรมอย่างเดียว ลานวัดต้องเป็นลานที่ช่วยอัปสกิล รีสกิลเลยด้วยซ้ำ ประเทศไทยเรามีเป็นหมื่น ๆ วัด เราต้องบูรณาการกันมากขึ้น และใช้ ‘บวร’ (บ้าน วัด โรงเรียน) เป็นฐานในการสร้างความเข้มแข็งและดูแลปัญหาผู้สูงวัยได้ ผมว่าสามารถเป็นไปได้ ซึ่งตรงนี้จะทำให้เกิดโปรเจ็กต์ มีการจ้างงานเกิดขึ้นด้วย” ผศ.ดร.สุริยะใส กล่าว

มุมมองต่อการพัฒนาเมืองเพื่อคนสูงวัยในประเทศไทย
สังคมผู้สูงวัยของไทยในอนาคต ควรจะเป็นอย่างไรต่อไป?

อย่างที่เราได้สนทนากันไปข้างต้นว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว อัตราการเกิดของเด็กยุคใหม่ก็มีสัดส่วนที่น้อยลงไปมาก Gen X ก็กำลังจะเตรียมต่อแถวเกษียณอายุกัน ทำให้ผู้สูงวัยมีจำนวนประชากรที่มากขึ้น เชื่อแน่ว่าอาจส่งผลกระทบต่าง ๆ ตามมา ทั้งนี้เราควรเตรียมพร้อมรับมือให้ทันท่วงที ก่อนจะสายเกินไป แล้วอะไรคือความเป็นไปได้ที่จะเป็นทางออกของการออกแบบพัฒนาเมืองของสังคมสูงวัยในไทยที่ทำได้ทันที?

ดร.สุริยะใส เผยมุมมองความคิดเห็นต่อประเด็นนี้ว่า ต้องรื้อจากรากฐาน ต้องตั้งวิสัยทัศน์กันใหม่ เน้นนโยบายเรื่องการกระจายโอกาส กระจายรายได้ และกระจายอำนาจ สร้างการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น ชุมชนให้มากขึ้น

ผมมองว่า เราต้องเริ่มตั้งแต่ตั้งวิสัยทัศน์ใหม่ จากนั้นนโยบายก็ต้องเน้นเรื่องการกระจายโอกาส กระจายรายได้ กระจายอำนาจ และสร้างการมีส่วนร่วมของท้องถิ่น ของชุมชนให้มากขึ้น ต้องรื้อที่รากฐานเลย”

“Aging Society มองในมิติของรัฐ ผมคิดว่าภาครัฐยังไม่ได้ตั้งรับแบบมีเชิงรุก เช่น มีกลไก มีหน่วยงานเป็นเจ้าภาพที่คิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซึ่งไม่ควรไปแปะอยู่ทุกกระทรวง ทุกกรม เพราะเวลาวัด KPI จะไม่ค่อยเห็นผลเท่าไหร่ แต่ถ้าเรามีหน่วยงานที่ทำ กระทรวงพัฒนาสังคมเป็นแม่งานได้มั้ย สมมติมีงบประมาณมา ซึ่งนั่นคือส่วนที่ผมคิดว่าเป็นการจัดการในภาครัฐ แต่ในขณะเดียวกันการคิดแบบนวัตกรรมสังคมแบบผู้นำ ก็จะมองว่าเราหมดยุคที่จะไปพึ่งพารัฐทุกอย่างแล้ว บางเรื่องเราต้องจัดการตนเอง เพราะว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เกิดขึ้น ความรู้ ผู้คน สังคมเปิดกว้างมากขึ้น การคิดอะไรที่เป็นนวัตกรรม มีการบริหารจัดการ มีชุมชนตัวเอง อย่างในชนบทหลายที่น่าสนใจ เช่น ลพบุรี อ่างทอง สุรินทร์ ฯลฯ ก็เป็นตัวแบบที่จัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง หรือ 60 ปีเริ่มงานใหม่ มีการเรียนอัปสกิลแบบชาวบ้าน พึ่งพาตนเองได้ อันนี้ก็แทบไม่ต้องพึ่งพารัฐเลย พูดง่าย ๆ คือ นวัตกรรมสังคม ผู้นำชุมชนต้องกล้าคิดใหม่ด้วย เราต้องคิดว่าถ้าเราพึ่งพาตนเองได้ พอรัฐมาเติมเต็มก็จะง่ายขึ้น”

ดร.เฉลิมพร ได้แสดงความคิดเห็นในประเด็นเดียวกันนี้ว่า เป็นสถานการณ์ที่ไทยเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ โดยการพัฒนาเมืองที่สำคัญในสังคมผู้สูงอายุพบว่ามักจะมีโอกาสเจ็บป่วย และมีอัตราการเข้าโรงพยาบาลมากกว่าประชากรในกลุ่มอายุอื่นค่อนข้างมาก ทั้งโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากโรคติดต่อ และโรคไม่ติดต่อ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคความดัน ฯลฯ รวมถึงการใช้ชีวิตในภูมิสถาปัตย์ที่ต้องมีการออกแบบให้รองรับการเปลี่ยนแปลง การเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุ ดังนั้น การพัฒนาเมืองจึงควรมีปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึงสองปัจจัย คือ

1)การพัฒนาเมืองเพื่อเอื้อให้สูงวัยได้สามารถเข้าถึงสถานที่ต่าง ๆ อาทิ สถานที่ในการเข้าถึงบริการสุขภาพ ให้เท่าเทียมกันของประชากรผู้สูงอายุทุกกลุ่ม การคมนาคม การมีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสมกับบริบท

2) การใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ในการพัฒนาเมือง ในส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมให้คุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มสูงวัยได้อย่างแท้จริง

ในอนาคต มีแนวโน้มอย่างชัดเจนที่คนสูงวัยจะมีเพิ่มมากขึ้น และมีข้อมูลที่แสดงให้เห็นได้ชัดเจนเช่นเดียวกันว่า ประชากรผู้สูงวัยถือเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และความรู้เฉพาะค่อนข้างมาก ดังนั้น จึงควรต้องนำผู้สูงอายุกลับเข้ามาในระบบเศรษฐกิจเพื่อให้ใช้ประสบการณ์ ความรู้ให้เป็นประโยชน์ แต่ก็จะต้องดำเนินการไปควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพด้านสาธารณสุข รวมถึงการสร้างทักษะด้านดิจิทัล ทั้งความรู้ ความสามารถ การใช้ การรู้เท่าทันเทคโนโลยีให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลายฝ่ายต้องตระหนักเตรียมตัวให้ถูกต้อง เหมาะสมอย่างยิ่ง เพื่อเตรียมพร้อมกับผลกระทบเชิงสังคมและเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตามไปด้วย ถือเป็นประเด็นสำคัญในมิติของรัฐประศาสนศาสตร์ที่ต้องถอดบทเรียนการตระหนัก การเตรียมความพร้อม การกำหนดแนวทางหรือนโยบายต่าง ๆ เพื่อรองรับ รวมถึงการติดตามประเมินผลนโยบายที่ได้กำหนดขึ้นนั้น เพื่อประเมินให้ทราบถึงผลดี ผลเสียที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของภาครัฐ อันจะพบว่ามีการปรับปรุง เพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินกิจกรรมของภาครัฐให้เป็นไปอย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น”

ถ้าพูดถึงการพัฒนาเมืองของไทย เราสามารถทำได้ทันที โดยเริ่มจากผู้นำชุมชน เพราะการพัฒนาทุกอย่าง อย่าว่าแต่การพัฒนาเมืองเลย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาแรงงาน ปัญหาสังคม สามารถทำได้เลย โดยเริ่มจากคนในพื้นที่ จากผู้นำชุมชน เพราะเขาอยู่กับปัญหาตรงนั้น เขาจะรู้ว่ามีปัญหาอะไรมากน้อยแค่ไหน รู้ว่าทรัพยากรที่มีอยู่มีมากน้อยแค่ไหน รู้ว่าบริบทเร่งด่วน ไม่เร่งด่วน ส่วนรัฐมีหน้าที่ดูนโยบายที่จะช่วยดูแล ส่งเสริมให้เราใช้ชีวิตในการที่จะเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ มีนโยบายอะไรบ้างที่จะช่วยส่งเสริม สนับสนุน โดยในมิติของรัฐประศาสนศาสตร์ เน้นให้ความสำคัญกับกระบวนการบริหารกิจกรรมต่าง ๆ ของรัฐเพื่อให้กิจกรรมสาธารณะ ต่าง ๆ ดำเนินไปตามวัตถุประสงค์ของรัฐ โดยโฟกัสที่การประเมินผลนโยบายสาธารณะ การมีส่วนร่วม การดำเนินกิจกรรมสาธารณะในชุมชน สังคมให้เกิดประโยชน์ส่วนร่วม และการให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคสังคม ภาคประชาชน ให้สามารถอยู่ร่วมกัน แบ่งปันกันอย่างสร้างสรรค์ ด้วยความเป็นธรรม เสมอภาค เท่าเทียมในสังคม รวมถึงการนำแนวคิดทางการตลาดของภาคเอกชนมาประยุกต์ใช้ในภาครัฐให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับบริบท สถานการณ์และทรัพยากรที่มีอยู่ของประเทศ”

ณ วันนี้ รัฐต้องวิเคราะห์แล้ว ต้องวางแผนเตรียมพร้อมรับมือทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว และระยะเร่งด่วน ภาครัฐต้องเป็นเบอร์ 1 ในการขับเคลื่อน ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาภาครัฐก็ได้ให้ความสำคัญกับประชากรสูงวัยผ่านนโยบายที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ อาทิ บัตรทอง เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ หรือ การลดหย่อนภาษีให้กับบริษัทเอกชนที่จ้างงานผู้สูงอายุ เป็นต้น” ดร.เฉลิมพร กล่าว

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 13 ก.พ. 2568

เกี่ยวข้องกัน

วิจัยชี้ ‘คนไทย’ อายุยืน 82% เสี่ยงมีเงินไม่พอใช้หลังเกษียณ

การมีคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับผู้สูงวัยในสังคม เริ่มจากความมั่นคงทางการเงินโดยการวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ 

ในปัจจุบัน ผู้คนมีอายุขัยเฉลี่ยที่ยาวนานขึ้น การวางแผนการเงินสำหรับวัยเกษียณจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ในช่วงเวลาที่อาจยาวนานถึง 20-30 ปี หรือมากกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นตามวัย เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าดูแลสุขภาพ และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 

ผลการศึกษาความเพียงพอวัยเกษียณ โดยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ระบุว่า มีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่อาจบั่นทอน ความมั่นคงทางการเงินของผู้สูงอายุ ได้แก่ การมีหนี้สิน ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวลในกลุ่มข้าราชการช่วงอายุ 55-60 ปี ที่มีหนี้สินเฉลี่ยค่อนข้างสูง การไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองหลังเกษียณ การปรับตัวสูงขึ้นของค่าครองชีพในแต่ละปี และเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ไม่คาดคิด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อเงินออมที่มีอยู่ 

จากข้อมูล ณ ปี 2567 พบว่า แหล่งเงินหลักหลังเกษียณของสมาชิก กบข. มาจาก 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ บำนาญจากกรมบัญชีกลาง ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 35,000 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็นเงินก้อนประมาณ 7 ล้านบาท และเงินก้อนจาก กบข. เอง ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านบาท เมื่อรวมกันแล้ว สมาชิก กบข. จะมีเงินเฉลี่ยประมาณ 8.3 ล้านบาทเมื่อเกษียณอายุที่ 67 ปี 

ทั้งนี้ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับประมาณการค่าใช้จ่ายรายเดือน โดยแบ่งเป็นระดับความกินดีอยู่ดี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับพื้นฐานจะอยู่ที่ประมาณ 26,000 บาทต่อเดือน ระดับดีอยู่ที่ประมาณ 36,000 บาทต่อเดือน และระดับดีมากอยู่ที่ประมาณ 58,000 บาทต่อเดือน 

จากตัวเลขดังกล่าว กบข. พบว่า สมาชิกจำนวนมากถึง 82% มีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายเงินก้อนหลังเกษียณในระดับ "ดี" ได้ ซึ่งหมายความว่าข้าราชการส่วนใหญ่ อาจต้องใช้ชีวิตหลังเกษียณด้วยความระมัดระวังทางการเงิน หรืออาจไม่สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามที่ตั้งใจไว้ 

ทั้งนี้ การเตรียมความพร้อมด้านการเงินจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตหลังเกษียณอายุได้อย่างมั่นคงและมีความสุข โดยมีแนวทางเพิ่มเติมที่ควรพิจารณาในการวางแผนการเงินอย่างรอบด้าน ดังนี้

1.การส่งเสริมการออมเพิ่ม โดยการเพิ่มอัตราการออมในระหว่างที่ยังอยู่ในวัยทำงาน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายทางการเงินในระดับที่ต้องการเมื่อเกษียณอายุ

2.การพิจารณาแผนการลงทุน การทบทวนและปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนให้เหมาะสมกับช่วงอายุที่เปลี่ยนแปลงไป และระดับความเสี่ยงที่แต่ละบุคคลสามารถยอมรับได้ อาจเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้เงินออมเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

3.การพัฒนาความรู้ทางการเงิน การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเงินและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้สามารถวางแผนและตัดสินใจทางการเงินได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ของตนเอง 

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 13 เม.ย. 2025 

เกี่ยวข้องกัน

ดัน‘สูงวัย’เคลื่อนเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน-เพิ่มโปรดักทิวิตี้ 

จับตาปี 2576 ไทยสังคมสูงวัยระดับสุดยอด วัยเก๋าแตะ 30% สศช.หนุน ‘เศรษฐกิจสีดอกเลา’ ดันเข้าตลาดแรงงาน เพิ่มผลิตภาพการผลิต กำลังซื้อสูงเป็นตลาดสำคัญ แนะมาตรการควิกวิน 

ในปี 2548 ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (ageing society) มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป 10 % ตั้งแต่ปี 2564 ถึงปัจจุบัน เป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (aged society) ประชากรผู้สูงอายุ 20 % มีเพียง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้นที่ยังมีไม่ถึง 20 % และประมาณการว่าในปี 2576 หรืออีก 8 ปีข้างหน้า มีผู้สูงอายุ 28 %ของประชากรทั้งหมด เข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (super aged society)

การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของทั่วโลกและไทย ส่งผลให้เกิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ เรียกว่า “เศรษฐกิจสูงวัย” หรือ “เศรษฐกิจสีดอกเลา” (Silver Economy) ที่ตอบสนองความจำเป็นและความต้องการของผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป รวมถึงผลิตภัณฑ์และบริการที่ผู้สูงอายุใช้จ่ายโดยตรง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการทำงาน ซึ่งผู้สูงอายุมีบทบาททั้งในฐานะกำลังแรงงานและผู้บริโภค

นางสาววรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ในปี 2576 ประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด โดยมีจำนวนผู้สูงอายุมากถึง 28% ส่วนวัยแรงงานลดลงเหลือ 58 % และวัยเด็ก มีสัดส่วนอยู่ที่ 14%  

ขณะที่ การผลิตภาพ (Productivity) ของวัยแรงงานไทย ในปี 2567 อยู่เพียงอันดับที่ 56 จาก 67 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก จัดอันดับโดย International Institute for Management Development หรือ IMD 

อัตราการเติบโตของผลิตภาพแรงงานในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีอัตราต่ำมาโดยตลอด โดยในปี 2567 อยู่ที่ 2.80 % ซึ่งวัยแรงงานนอกจากประสิทธิภาพต่ำแล้ว ในเชิงจำนวนก็ลดลง แต่การที่จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น คงสร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุเกือบ 30% ในการช่วยสร้างประสิทธิภาพการผลิตให้กับประเทศ” นางสาววรวรรณ กล่าว 

สศช.มองกลุ่มสูงวัยเป็นตลาดสำคัญ 

นางสาววรวรรณ กล่าวว่า มองอนาคตผู้สูงอายุจะเป็นตลาดสำคัญจากการเป็นสังคมผู้สูงอายุของทั่วโลกและประเทศไทย ด้วยตัวเลขเชิงปริมาณจำนวนผู้สูงอายุสูงมากขึ้น นำมาสู่การขับเคลื่อน“เศรษฐกิจสูงวัย” หรือ “เศรษฐกิจสีดอกเลา” (Silver Economy) โดยได้มีการคาดการณ์แนวโน้มด้านการใช้จ่ายในสินค้าและบริการของผู้สูงอายุที่จะมากขึ้นในอนาคต  

นอกจากนี้ หากพิจารณาโดยไม่อิงข้อมูลทางวิชาการ เราจะสังเกตได้ว่าในวันธรรมดามีผู้สูงอายุเดินอยู่ในห้างสรรพสินค้ามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ผู้สูงอายุจึงเป็นทั้งกำลังซื้อและสัดส่วนแรงงานที่สำคัญในอนาคต สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาเรื่องอาชีพที่เหมาะสมให้ผู้สูงอายุเข้าสู่ตลาดงานได้ และการผลิตสินค้าและบริการที่จำเป็นสำหรับผู้สูงวัย

 

ผู้สูงวัยมีรายได้ 2.4 ล้านล้าน/ปี 

จากการที่ สศช.ได้ทำการศึกษาร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) เกี่ยวกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศเมื่อจำนวนผู้สูงอายุมีเกือบ 30 % ซึ่งผลการศึกษาเบื้องต้นมีการประมาณการผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยอาศัยข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (Socio-Economic Survey: SES) ปี 2566 มองผู้สูงอายุ 2 สถานะ ประกอบด้วย

1.ผู้สูงอายุในฐานะปัจจัยการผลิต สร้างรายได้ในปี 2566 ราว 2.4 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายได้จากการทำงานของพวก Self-employed ที่ประกอบการในภาคธุรกิจต่าง ๆ รวมทั้งภาคเกษตร 1.74 ล้านล้านบาท ค่าจ้างและเงินเดือน อยู่ที่ 1.39 แสนล้านบาท  

ส่วนรายได้จากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่การทำงาน เช่น บำเหน็จ บำนาญ เงินชดเชย และเงินทดแทนการออกจากงาน รวมถึงเงินช่วยเหลือต่างๆ อาทิ เงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุ รวมอยู่ที่ 5.52 แสนล้านบาท รายจ่ายผู้สูงวัยแตะ 1.7 ล้านล้าน/ปี     

2.ผู้สูงอายุในฐานะผู้บริโภคสินค้าและบริการ ที่เป็นส่วนรายจ่าย ในปี 2566 อยู่ที่ 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขเฉพาะค่าใช้จ่ายการบริโภคภาคเอกชนที่เป็นค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ค่ายานพาหนะ ค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค ยังไม่รวมของภาครัฐ ค่าสวัสดิการต่างๆ ค่ารักษาพยาบาล แต่เคยมีการประมาณการว่าหากรวมค่าใช้จ่ายภาครัฐจะอยู่ที่ 1.92 ล้านล้านบาทต่อปี 

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาแหล่งรายได้ของผู้สูงอายุ แม้ผู้สูงอายุ 33.9% มีรายได้จากการทำงาน แต่ส่วนใหญ่ยังพึ่งพิงรายได้จากแหล่งอื่นๆ โดยเฉพาะการพึ่งพาบุตร 35.7% หรือพึ่งพาสวัสดิการจากภาครัฐ เช่น เบี้ยยังชีพ 13.3%  

ขณะที่มีรายได้จากดอกเบี้ยการออมเพียง 1.6% ซึ่งหากผู้สูงอายุมีรายได้และเงินออมที่เพียงพอ และภาครัฐดูแลรายจ่ายที่เป็นสวัสดิการ เช่น การรักษาพยาบาล ทำให้ผู้สูงอายุไม่ต้องมีรายจ่ายส่วนนี้ ก็จะมีเงินในกระเป๋าเหลือที่จะสามารถบริโภคสินค้าและบริการได้

 

เผยสูงวัยอยู่ในตลาดงาน 37.5% 

ทั้งนี้ ผู้สูงอายุที่มีศักยภาพหรือกลุ่ม Active Ageing สามารถเข้าสู่ตลาดงานได้ ซึ่งปัจจุบันจากจำนวนผู้สูงอายุกว่า 13 ล้านคน มีการทำงานอยู่ที่ 5 ล้านคน คิดเป็น 37.5% ของผู้สูงอายุทั้งหมด โดยเพศชายมีอัตราส่วนเข้าสู่ตลาดแรงงาน 48.1% เพศหญิง 29.7%  

ส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานนอกระบบ 86.8 % ทำงานอยู่ในภาคเกษตรกรรมมากที่สุด 59.3% แต่รายได้เฉลี่ยต่ำสุดอยู่ที่เดือนละ 5,796 บาท ขณะที่ภาคบริการและการค้ามีค่าจ้างเฉลี่ยอยู่ที่ 13,848 บาท ภาคการผลิต 12,555 บาท 

ประเทศไทยยังกำหนดอายุเกษียณที่ 60 ปี ขณะที่คนอายุ 60-69 ปีที่มีศักยภาพยังสามารถทำงานได้ แต่ประเทศอื่นอาจจะเกษียณที่ 65 ปีและเป็นประเทศที่พัฒนาหรือรวยแล้ว ถึงเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย แต่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้วโดยยังไม่ได้รวยเหมือนแก่ก่อนรวย” นางสาววรวรรณ กล่าว

 

หนุนผู้สูงวัยเข้าสู่ตลาดงาน 

ข้อจำกัดที่ทำให้ผู้สูงอายุที่เกษียณแล้วไม่สามารถทำงานได้ต่อเนื่อง อาทิ ตลาดงานปัจจุบันมีรูปแบบเปลี่ยนไปจากการที่เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลง  

ฉะนั้นทักษะงานแบบเดิมอาจจะไม่สามารถรองรับตลาดงานใหม่ๆได้ บวกกับผู้สูงอายุที่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบ ซึ่งระดับการศึกษาต่ำกว่าประถมศึกษา , หลักสูตรการอบรมต่างๆไม่ได้รองรับตลาดงานที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ รวมถึง กฎหมายไม่ได้จูงใจให้บริษัทจ้างงานผู้สูงอายุ บวกกับยังไม่มีนโยบายขยายอายุเกษียณจาก 60 ปี 

ในระยะยาวผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 30% จากที่มีการทำวิจัย กลุ่มที่อยู่รอดคือข้าราชการที่มีรายได้จากบำเหน็จบำนาญ จะมีความมั่นคงทางการเงินหลังเกษียณเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ" นางสาววรวรรณ กล่าว 

ดังนั้น ผู้สูงอายุที่ยังมีสุขภาพดี มีกำลัง มีศักยภาพก็ควรสนับสนุนให้เข้าสู่ตลาดงาน โดยควรขยายอายุเกษียณจาก 60 ปี เพื่อเป็นโอกาสที่ทำให้สามารถดูแลตัวเองได้ เพราะผู้สูงอายุที่เกษียณอายุในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังไม่มีรายได้ที่เพียงพอกับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

 

แนะ Quick win กำหนดมาตรการรัฐ 

สำหรับ Quick win และมาตรการที่ภาครัฐควรจะดำเนินการส่งเสริม โดยหากมองผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในปัจจัยการผลิต รวมทั้งอยากให้เข้าสู่ตลาดเพื่อทำงานต่อเนื่อง คือ  

1.ส่งเสริมการreskill/upskill โดยมีหลักสูตรฝึกอบรมที่เอื้อให้สามารถเข้าสู่ตลาดงานที่เหมาะสมได้ ทั้งการเป็นแรงงานเอง มีหรือเจ้าของกิจการ (Olderpreneur) 

2.ทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดีที่ยืนยาว ผ่านการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health literacy) เพื่อให้ดูแลตัวเองให้มีสุขภาพที่ดี

3.สร้างความรอบรู้ด้านการเงิน (Financial Literacy) ทั้งการออมและการลงทุน ไม่ใช่เป็นหนี้ เพราะปัจจุบันผู้สูงอายุมีภาระหนี้และเป็นหนี้เสียค่อนข้างสูง โดยต้องมีนโยบายสร้างหลักประกันให้ผู้สูงอายุมีความมั่นคงทางการเงินหลังการเกษียณ 

4.ส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้สูงอายุ ทั้งการเป็นผู้ประกอบเอง หรือรวมกลุ่มทำงานภายใต้แพลตฟอร์มใหม่

5.พัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้สูงอายุเข้าสู่ตลาดงาน ทั้งการเดินทางสาธารณะ และสิ่งอำนวยความสะดวกในสถานประกอบการ

6.พัฒนามาตรการจูงใจสำหรับภาคเอกชนในการจ้างงานผู้สูงอายุ ต้องมองมากกว่ามาตรการทางภาษี มาตรการทางการเงิน ซึ่งการที่ผู้สูงอายุมีทักษะ ประสบการณ์ ศักยภาพ จะเป็นแรงจูงใจหนึ่งที่ทำให้ผู้สูงอายุกลับเข้าสู่ตลาดงานและสถานประกอบการพร้อมที่จะจ้าง เช่น แพทย์ ผู้พิพากษาไม่ได้เกษียณอายุราชการที่ 60 ปี ยังสามารถขยายอายุทำงานไปได้ด้วยประสบการณ์และศักยภาพการทำงาน

7. ผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานในกลุ่มผู้สูงอายุ หรือจูงใจให้ผู้สูงอายุกลับเข้ามาทำงานมากขึ้น ซึ่งมีกฎหมายหลายฉบับที่จะต้องมีการผลักดัน อาทิ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ พ.ศ. .... หรือการปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองผู้รับงานไปทําที่บ้าน พ.ศ.2553 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการเสนอแก้ไขกฎหมาย 

สิ่งสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสูงวัยอยู่ที่ทัศนคติ (Mindset) ของผู้สูงอายุ โดยต้องเปลี่ยนจากเกษียณแล้วหยุดทำงาน เป็นเกษียณแล้วเป็นการสร้างโอกาสใหม่ของผู้สูงอายุ เห็นถึงคุณค่าของตัวเอง ส่วนภาคเอกชน ในฐานะสถานประกอบการ โดยควรผนวกการทำงานร่วมกันของผู้สูงอายุและคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างประสิทธิภาพให้กับสถานประกอบการและประเทศ” นางสาววรวรรณ กล่าว

 

7 โจทย์ท้าทายเศรษฐกิจสูงวัย 

ดร.นณริฎ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้ข้อมูล 7 โจทย์ความท้าทายสำหรับเศรษฐกิจสูงวัย ในเวที “สานพลังไทยรับมือสูงวัยไปด้วยกัน” (Smart Aging Society, Together we can)” ครั้งที่ 1 มิติเศรษฐกิจ ประกอบด้วย

1.อนาคต ขนาดของเศรษฐกิจสูงวัยจะเติบโตขึ้นอีกมาก โดยเฉพาะในด้านความต้องการสินค้าและบริการ 

2.รายได้ของผู้สูงอายุอาจจะไม่เพียงพอ เนื่องจากการขาดการเตรียมความพร้อมทางด้านการเงิน และข้อจำกัดในการมีส่วนร่วมใน ตลาดแรงงานของผู้สูงอายุ

3.ผู้สูงอายุอาจจะต้องหันไปพึ่งพาครอบครัวหรือพึ่งพาภาครัฐ 

4.การผลิตสินค้าและบริการ ต้องมีคุณภาพเข้าถึงผู้สูงอายุหมู่มาก ตอบสนองต่อความต้องการขั้นพื้นฐานที่เพียงพอ เพิ่มความหลากหลายเพื่อรองรับความต้องการทางด้านสุนทรีย์ที่มากขึ้น การสร้างภูมิคุ้มกันทางด้านการเงิน และการคุ้มครองในกระบวนการยุติธรรม 

5.การทำงาน เกษตรกรผู้สูงอายุต้องทำงานจนแก่ แรงงานในระบบต้องไม่ออกจากการทำงานก่อนวัยอันควร ส่วนแรงงานที่เป็น gig worker ต้องได้รับสิทธิสวัสดิการและค่าตอบแทนที่เป็นธรรม รวมถึงภาครัฐจะต้องสร้างโอกาสและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุออกมาทำอาชีพอิสระมากขึ้น

6.การกำหนดนโยบายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ค่าแรงผู้สูงอายุ/ค่าแรงงานรายชั่วโมง สินค้าและบริการควบคุมสำหรับผู้สูงอายุ 

7.นโยบายเศรษฐกิจ ควรดึงศักยภาพของผู้สูงอายุมาใช้ เช่น Soft Power, เศรษฐกิจ BCG (เศรษฐกิจชีวภาพ , เศรษฐกิจหมุนเวียน  และเศรษฐกิจสีเขียว) , Entertainment Complex เป็นต้น

 

ชี้ 5 เทรนด์ธุรกิจรองรับสังคมสูงวัย 

ในส่วนของ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS มองว่า 5 เทรนด์ธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง คือ

1. อาหารสำหรับผู้สูงอายุ เช่น ธุรกิจผลิตอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

2. การท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุ ทั้งบริการนำเที่ยว และโรงแรม

3. การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

4. ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ และ

5. บริการทางการเงินเพื่อผู้สูงอายุ ทั้งการให้คำปรึกษาและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน นับเป็นโอกาสของผู้ประกอบการ ทั้ง SMEs และธุรกิจขนาดใหญ่ที่จะสร้างโอกาสเติบโต 

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

เกี่ยวข้องกัน

สิงคโปร์กำลังมีผู้สูงอายุในประเทศมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา 

สิงคโปร์กำลังกลายเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีประชากรอายุมากกว่า 65 ปี กินสัดส่วน 20% ของประชากรในประเทศ โดยที่ปัจจุบันสิงคโปร์มีประชากรในประเทศ 6.11 ล้านคน แปลว่าตอนนี้สิงคโปร์จะมีประชากรที่อายุมากกว่า 65 ปี ราว 1,200,000 คน (เลขกลม ๆ) และเรื่องนี้กำลังกลายเป็นประเด็นที่รัฐบาลสิงคโปร์จะหันมาให้ความสำคัญมากขึ้นต่อจากนี้ 

(ขณะที่ประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุในสัดส่วน 21.44% ของจำนวนประชากรทั้งหมดในประเทศ แต่ประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปของไทยยังกินสัดส่วนราว ๆ 14% ของประชากรในประเทศเท่านั้น) 

จากรายงาน Population in Brief 2025 ที่เผยแพร่โดยรัฐบาลสิงคโปร์ระบุว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 จำนวนประชากรสิงคโปร์ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปไต่ระดับไปอยู่ที่สัดส่วน 20.7% ของประชากรทั้งประเทศเป็นครั้งแรก เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่เคยมีสัดส่วน 19.9% กลายเป็นอีก 1 ประเทศที่ก้าวเท้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ 

สถานการณ์จำนวนชาวสิงคโปร์ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่สิงคโปร์เคยมีสัดส่วนประชากรกลุ่มนี้เพียง 13.1% พอผ่านมา 10 ปีตัวเลขนี้กลายเป็น 20.7% ของประชากรทั้งประเทศ และจากการคาดการณ์ตัวเลขนี้อาจแตะ 23.9% ภายในอีก 5 ปีต่อจากนี้ ไม่เพียงเท่านั้น ตัวรายงานยังชี้ให้เห็นว่าประชากรที่มีอายุมากกว่า 80 ปี ก็เพิ่มขึ้นถึง 60% จากเดิมที่เคยมี 91,000 คนในปี 2015 พอเข้าสู่ปี 2025 ตัวเลขนี้กลายเป็น 145,000 คน 

 

และเมื่อตัวเลขประชากรผู้สูงอายุไต่ระดับเพิ่มขึ้นสูงแบบนี้ ย่อมนำมาซึ่งตัวเลขของประชากรที่อายุน้อยมีสัดส่วนลดลงตามมา ปี 2015 สัดส่วนประชากรอายุ 20-64 ปี ของสิงคโปร์อยู่ที่ 64.5% พอมาวันนี้ตัวเลขนี้เหลือเพียง 59.8% 

เมื่อสังคมสูงวัย รัฐบาลสิงคโปร์จะทำอย่างไร ?

เรียกได้ว่าสิงคโปร์เป็นอีกหนึ่งประเทศที่กำลังเผชิญสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุอย่างจริง ๆ จัง ๆ ที่น่าสนใจคือถ้าเป็น ‘รัฐบาลสิงคโปร์’ จะรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้านี้อย่างไร ? เพราะเชื่อได้ว่ารัฐบาลคงมีบทเรียนจากการสังเกตประเทศไทยเรา ว่าหากปล่อยให้โครงสร้างประชากรเป็นแบบนี้ต่อไป ประเทศจะต้องเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขยากแน่ ๆ 

NIKKEI Asia รายงานว่าสิ่งที่รัฐบาลสิงคโปร์ทำคือ พยายามที่จะนำเอา AI มาช่วยเติมเต็มช่องว่างด้านแรงงานที่ประเทศอาจเผชิญ ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัท ‘Synapxe’ ซึ่งบริษัทเอเจนซี่ด้านเทคโนโลยีสุขภาพแห่งชาติ ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับ OpenAI (ChatGPT) เพื่อทดสอบ ‘Multi-agent prototype’ ที่สามารถจัดการงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เช่น การนัดพบแพทย์ ไปจนถึงการตอบคำถามเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทั่วไปให้กับผู้สูงอายุ

และไม่ใช่แค่กับ OpenAI เท่านั้นที่ Synapxe พยายามจะลงนามความร่วมมือด้วย แต่ยังมี Google Cloud อีก 1 เจ้าด้วย ไม่เพียงแต่บริษัทเอกชนที่พยายามแต่เนิ่น ๆ แต่รัฐบาลเองก็มีการเคลื่อนไหวถึงประเด็นนี้เหมือนกัน 

ในเดือนสิงหาคม มีโครงการหนึ่งของรัฐบาลที่พึ่งริเริ่มไปคือ โครงการ ‘Age Well Neighbourhoods’ เป็นโครงการที่จะไปบริการดูแลผู้สูงอายุถึงที่บ้าน แทนที่จะดูแลที่บ้านพักคนชรา รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ ‘ออง เย คุง’ (Ong Ye Kung) กล่าวถึงแนวคิดของโครงการนี้ว่า 

แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างบ้านพักคนชราเพิ่มขึ้น เราควรมุ่งเน้นไปที่วิธีที่เราช่วยให้ผู้สูงอายุมีอายุยืนยาวอย่างสง่างามและมีสุขภาพดี เพื่อให้พวกเขายังคงเชื่อมต่อกับชุมชน และใช้ชีวิตท่ามกลางเด็กๆของพวกเขา” 

นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวที่เราได้เห็นในความพยายามของรัฐบาลสิงคโปร์ในการรับมือสังคมสูงอายุที่ประเทศกำลังเผชิญ แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าเป็นวิธีการที่น่าสนใจอย่างมาก ทั้งการนำเอา AI มาใช้อย่างจริง ๆ จัง ๆ โดยมีผู้รับผิดชอบหลักที่ร่วมมือกับบริษัทระดับโลก และการที่มุ่งเน้นดูแลผู้สูงอายุถึงบ้านแทนที่จะเลือกใช้วิธีให้ผู้สูงอายุมาอยู่บ้านพักคนชรา ต่อจากนี้สิงคโปร์จะทำอย่างไรต่ออีก ผู้เชียนเชื่อว่าคงเป็นการดีไม่น้อยถ้าผู้มีอำนาจของประเทศไทยจะแอบลอกการบ้านของรัฐบาลสิงคโปร์มาใช้ในประเทศไทยเราบ้าง 

ข้อมูล ; NIKKEI AsiaThaiPublica 

ที่มา ; reporterjourney

เกี่ยวข้องกัน

ประชากรไทย'ตายมากกว่าเกิด 'โอกาสหรือวิกฤต 

“…แนวคิด Reluctant Economist จะชวนให้คิดว่า สาเหตุหลักที่ทำให้คนในประเทศ “เลือก” ที่จะมีลูกน้อยลง เป็นเพราะคนเรายังไม่ “รู้สึก”ว่าตัวเองประสบความสำเร็จเพียงพอที่จะมีลูก ….” 

สถาบันบัณฑิตฯศศินทร์ ได้ออกบทความ”สังคมไทย ‘ตายมากกว่าเกิด’: สิ่งนี้เป็นโอกาสหรือวิกฤตต่อความยั่งยืน”ซึ่งเป็นบทความที่เขียนโดยนักวิชาการสถาบันบัณฑิตฯศศินทร์หลายท่าน ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ ดร. เกื้อ วงศ์บุญสิน นักวิชาการอิสระ อดีตศาสตราจารย์วิทยาลัยประชากรศาสตร์จุฬาฯและสถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ รศ. ดร. ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์ รองผู้อำนวยการ  ,รศ. ดร. ภัทเรก ศรโชติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ รศ. ดร. พัฒนาพร ฉัตรจุฑามาส หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่องานวิจัยด้านบรรษัทภิบาลและการเงินเชิงพฤติกรรม และศ. ดร. พัชราวลัย วงศ์บุญสิน นักวิชาการอิสระ อดีตศาสตราจารย์วิทยาลัยประชากรศาสตร์จุฬาฯ

บทความระบุว่า ประชากรไทยมีแนวโน้มที่จะลดลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งในอนาคต 50 ปีข้างหน้าโดยประมาณประชากรไทยจะลดลงไปครึ่งหนึ่ง จาก 60 กว่าล้านคน เหลือเพียง 30 กว่าล้านคน ประเทศจะเต็มไปด้วยผู้สูงวัยคนวัยแรงงานจะหายาก คนวัยเด็ก คนวัยหนุ่มสาว ก็จะลดลงและเหลือน้อยลงเป็นอย่างมากทั้งหมดนี้เกิดจากการที่คนไทย มีลูกน้อยลงแน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องที่หลายภาคส่วน พยายามหาทางออกที่ดีที่สุดให้ประเเทศไทย

ในบทความชื่อ “แผนยุทธศาสตร์ชาติฉบับบูรณาการ: พลิกวิกฤตประชากรไทย สู่โอกาสแห่งอนาคต”ที่คณะผู้เขียนได้จัดทำขึ้นและแผยแพร่ในหลายสื่อสิ่งพิมพ์ ก็ได้วางกรอบการรับมือเชิงมหภาคไว้ อย่างไรก็ดีในบทความนี้อยากลองชวนทุกคนมา “ลองคิด” แบบ Reluctant Economist ของศ. Richard A. Easterlin ซึ่งเป็นแนวคิดที่ยังไม่ค่อยเห็น (หรือไม่เคยเห็นเลยก็อาจเป็นได้)โดยนำมาประยุกต์ใช้ในการมองวิกฤตประชากรไทย ว่าจะสามารถทำให้เราเข้าใจ “root cause”หรือสาเหตุที่แท้จริงของวิกฤตประชากรไทยได้หรือไม่ และจะช่วยให้เราหาทางออกที่ดีขึ้นได้ไหม  Reluctant Economist คืออะไร 

ศ. Richard A. Easterlin เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ซึ่งหนึ่งในคณะผู้เขียนได้มีโอกาสเป็นลูกศิษย์ ได้นำเสนอแนวคิดที่โดดเด่นในวงการเศรษฐศาสตร์หลายแนวคิด เช่น The Easterlin paradox และ The  Easterlin hypothesis สำหรับแนวคิด Reluctant Economist ที่นักเศรษฐศาสตร์ท่านนี้ ได้ตีพิมพ์ลงในหนังสือที่มีชื่อเดียวกัน  ประเด็นหลักของหนังสือเล่มนี้คือ การลองคิด “นอกกรอบ” โดยเฉพาะกรอบ ที่นักคิดในยุคนั้น ๆ ใช้คิด   ซึ่งบางครั้งการคิดอยู่ในกรอบเดิม ๆ ก็อาจจะจำกัดความคิดในการเข้าใจปัญหาและการหาทางออก

สำหรับวิกฤตประชากรที่เกิดขึ้นจากการที่คนในประเทศมีลูกน้อยลง แนวคิด Reluctant Economist จะชวนให้คิดว่า สาเหตุหลักที่ทำให้คนในประเทศ “เลือก” ที่จะมีลูกน้อยลง เป็นเพราะคนเรายังไม่ “รู้สึก”ว่าตัวเองประสบความสำเร็จเพียงพอที่จะมีลูก แนวคิดนี้อ้างอิง “ทฤษฎีรายได้สัมพัทธ์ (Relative Income  Hypothesis)”ซึ่งเชื่อว่า การตัดสินใจมีลูกของคนหนุ่มสาว ไม่ได้ดูจาก “;รายได้จริง (Absolute Income)  ว่าตอนนี้มีเงินมากพอหรือไม่ แต่เกิดจากการเปรียบเทียบระหว่าง “มาตรฐานการใช้ชีวิตตอนนี้” กับ”มาตรฐานการใช้ชีวิตที่คาดหวัง”; ซึ่งคนหนุ่มสาวเหล่านี้ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากครอบครัว สิ่งแวดล้อม สื่อสังคมต่าง ๆและรูปแบบการใช้ชีวิตที่เติบโตมาจากรุ่นพ่อรุ่นแม่

ดังนั้นหากคนรุ่นใหม่ “รู้สึก” ว่าตัวเอง ยังไม่ประสบความสำเร็จเพียงพอตาม “;มาตรฐานการใช้ชีวิตที่คาดหวัง” เช่น ยังคิดว่าตอนนี้ยังไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่า หรือดีกว่ารุ่นพ่อแม่ หรือยังคิดว่าต้นทุนการใช้ชีวิตต่าง ๆ มีแต่จะสูงขึ้นค่าเช่าบ้านก็แพงขึ้น ค่าเทอมจะส่งลูกเรียนที่ดี ๆ ก็มีแต่แพงขึ้น  ซึ่งเดียวนี้หลายคนก็ตั้งความหวังว่าต้องส่งลูกเรียนโรงเรียนอินเตอร์ ค่าครองชีพต่าง ๆ ก็จะแพงขึ้น  นอกจากนี้ ใคร ๆ ก็มีแต่ออกมาพูดว่า AI จะแย่งงานของคนไปหมด แล้วคนจะไปหางานมาจากไหนเพื่อที่จะมีเงินมาเลี้ยงลูกในอนาคต หรือการที่คนเราเห็น “ภาพลวงตา” ในสื่อสังคมต่าง ๆ ว่า ความสำเร็จต้องมีรถสปอร์ตหลายคัน มีบ้านหรู หรือไปเที่ยวที่แพง ซึ่งภาพเหล่านี้ จำนวนไม่น้อย เป็น “ภาพลวงตา” ที่ถูกจัดฉากขึ้นเพื่อการแสดง เพื่อเพิ่มยอดวิว ยอด Follow เท่านั้น

ดังนั้นตราบใดที่ความรู้สึกเหล่านี้ ยังเป็นความรู้สึกที่คนหนุ่มสาวรู้สึกจริงๆ คนหนุ่มสาวเหล่านี้ก็จะเลือกชะลอการมีลูก หรือ ตัดสินใจไม่มีลูกไปเลยน่าจะง่ายกว่าReluctant Economist จะรับมือกับวิกฤตประชากรไทยอย่างไรแน่นอนว่าการรับมือกับวิกฤตประชากรไทย ไม่สามารถจะเน้นหรือพึ่งการเพิ่มประชากรเพียงอย่างเดียวเพราะจะไม่ทันการ และการเพิ่มประชากรไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น ต้องอาศัยมาตรการอื่นที่คณะผู้เขียนได้เคยเขียนไว้ในบทความชื่อ “แผนยุทธศาสตร์ชาติฉบับบูรณาการ:พลิกวิกฤตประชากรไทย สู่โอกาสแห่งอนาคต” ที่กล่าวถึงแนวทางอื่น ๆ เช่นการผลักดันไทยสู่การเป็นผู้นำเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy)

การพัฒนาไทยให้เป็นศูนย์กลางหรือเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้มีความสามารถระดับโลก (Talent Magnet)รวมถึงการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเพราะคนวัยแรงงานมีเหลือน้อยลงเรื่อย ๆแต่จะไม่ให้ความสำคัญกับการการเพิ่มประชากรเลยก็ไม่ได้ เพราะหากไม่ทำอะไรเลยในประเด็นนี้ ปัญหานี้จะกลายเป็นปัญหาระดับชาติในระยะยาว

 การที่ประเทศไทยในอนาคต 50 ปี ข้างหน้าโดยประมาณจะมีประชากรเพียงครึ่งหนึ่งของตอนนี้ เป็นการเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่รุนแรงมาก และเป็นสิ่งที่คนไทยทั้งประเทศ ไม่น่าจะต้องการให้เป็นแบบนั้น เพราะจะส่งผลมากมายต่อโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อรองรับคน 60 ล้านคน ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ความสามารถในการเจรจาต่อรองระหว่างประเทศ หรือแม้แต่ความมั่นคงทางทหารของประเทศเราถ้าเราใช้มุมมองของ Reluctant Economist ก็จะพบว่าประเด็นที่สำคัญที่สุดอยู่ที่ “ความคาดหวัง”ต่อมาตรฐานการใช้ชีวิตในอนาคต ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่ามาตรการต่อไปนี้จะมีส่วนสำคัญในการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ทำให้คนรุ่นใหม่รู้สึกมั่นคงและ “มีความหวัง”มากเพียงพอที่จะตัดสินใจมีลูก 

การสร้างความมั่นคงในการมีงานทำในยุค Technology Disruption: ต้องเร่งสร้างความมั่นใจว่าในยุคที่เทคโนโลยี เช่น AI จะเข้ามาแย่งงานของคน “ต้องมีคำตอบว่า”แล้วคนจะไปทำงานอะไร ไม่ใช่ให้ไปตายเอาดาบหน้า ซึ่งงานที่ต้องเร่งสร้างนี้ต้องเป็นงานที่มีคุณค่าเป็นงานที่มีคุณภาพสูง (High-Value Jobs) เป็นงานที่ให้ผลตอบแทนเพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมั่นคง ซึ่งการที่จะทำสิ่งนี้ได้ ภาครัฐต้องมีมาตรการทั้งในด้าน Demand และ Supply

กล่าวคือ   ในด้าน Demand ภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ ต้องให้ความร่วมมือในการสร้างงานหรือรักษางานคุณภาพสูงที่ต้องการคนไว้ ไม่ใช่การเน้นแสวงหากำไรเพียงอย่างเดียวจากงานที่สามารถถูกทดแทนด้วย AI ได้ ในอนาคตอาจจะมี AI Tax ในแนวทางเดียวกับ Carbon Tax เพราะการใช้ AI อย่างไม่มีความรับผิดชอบ ใช้ AI โดยไม่คำนึงว่าคนจะเอาอะไรกิน  ก็ไม่ได้ต่างจากการปล่อยของเสียลงในแม่น้ำลำคลองแบบในสมัยก่อนที่อาจจะเคยดูเป็นทางออกที่ดีเชิงธรุกิจ แต่ตอนนี้ การทำแบบนี้ เป็นสิ่งที่สังคมยอมรับไม่ได้ และต้องมีค่าเสียหายจากองค์กรที่ทำสิ่งนี้

ในด้าน Supply ภาครัฐควรลงทุนในการพัฒนาทุนมนุษย์ ที่เกินกว่าการ Reskill/Upskillเท่านั้น แต่ต้องมุ่งสร้าง New Skill สำหรับงานในรูปแบบใหม่ในโลกยุค Technology Disruption ที่เป็นงานที่มีคุณภาพสูงและให้ผลตอบแทนเพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมั่นคง

การลดความเหลื่อมล้ำของมาตรฐานการใช้ชีวิต และ “ภาพลวงตา”แห่งความเหลื่อมล้ำของมาตรฐานการใช้ชีวิตในสื่อสังคมออนไลน์: การลดความเหลื่อมล้ำไม่อาจพิจารณาเพียงการลดความเหลื่อมล้ำ “จริง” ในเชิงสังคมและเศรษฐกิจ แต่ต้องจัดการ“ภาพลวงตา” ที่สื่อสังคมออนไลน์สร้างขึ้นมาด้วย โดยความเหลื่อมล้ำจริง เช่นความแตกต่างใน  การเข้าถึง คุณภาพ และราคาการศึกษาของบุตร ศูนย์ดูแลเด็กเล็ก (Daycare)การบริการทางการแพทย์ของแม่และเด็ก การมีที่อยู่อาศัยของครอบครัวเริ่มต้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดความกังวลต่อ “ความคาดหวัง” ของมาตรฐานการใช้ชีวิตในอนาคตแต่ภาครัฐก็ต้องจัดการกับ “ภาพลวงตา” ต่าง ๆ อย่างจริงจังเพราะสร้างผลเสียต่อสังคมในระดับที่สูง

 อันที่จริง “ภาพลวงตา” ที่เป็นเรื่องไม่จริง เป็นเรื่องโกหกหลอกลวง น่าจะเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เพราะเป็นการเอาข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ สร้างความเสียหายต่อประชาชน (เกือบ)ทุกคนในประเทศ

การเปลี่ยน Mindset ในสังคมว่า “การสร้างครอบครัวที่มีความสุข” ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด:ถ้าจะให้คนไทยมีลูกมากขึ้น การมีลูกต้องไม่ใช่ภาระที่หนัก เครียด มีต้นทุนสูง มีราคาแพง มีแต่ความน่ากลัว แต่เป็นสิ่งดีต่อตัวเอง เป็นสิ่งที่เติมเต็มชีวิตเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตสมบูรณ์ขึ้น และเป็นสิ่งที่คนในสังคม “วิ่งหา” นอกจากนี้ หากใช้แนวคิดReluctant Economist สิ่งนี้ต้องกลายเป็น “ค่านิยม”เป็นความเชื่อที่เป็นเป้าหมายที่สำคัญในชีวิต อันที่จริง

ถ้าเราบอกว่าสื่อสังคมถูกใช้ในทางที่ผิดในการสร้างภาพลวงตาที่ทำร้ายสังคมทำไมเราไม่เอาสื่อสังคม มาใช้ในการ “สะกิดใจ หรือ Nudging” ให้คนอยากมีลูกโดยให้คนจำนวนมาก เห็นภาพที่เป็นเรื่องจริง ถึงการสร้างครอบครัว “แล้วมีความสุข”

โดยสรุป การแก้ไขวิกฤตประชากรของไทย จำเป็นต้องอาศัยการมองปัญหาอย่างรอบด้านและทะลุถึง “rootcause” หรือสาเหตุที่แท้จริงของวิกฤต แผนยุทธศาสตร์ชาติฯ นั้น แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ก็กำลังจัดการกับ “อาการป่วย” ของสังคมเท่านั้น ในขณะที่แนวคิด Reluctant Economist ทฤษฎีของศาสตราจารย์ Richard A. Easterlin กำลังชี้ให้เห็น “สาเหตุของโรค” ที่แท้จริง หรือ ตัวเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดอาการแบบนั้นการพลิกวิกฤตครั้งนี้จึงขึ้นอยู่กับการสร้าง “สังคมที่มอบความมั่นคงและความหวัง” ให้กับคนรุ่นใหม่เพื่อทำให้การตัดสินใจสร้างครอบครัวเป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริง และ เต็มไปด้วยโอกาส 

ที่มา ; ไทยโพสต์ 15 ตุลาคม 2568 

สรุปสาระสำคัญ 

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2548 และปัจจุบันเป็นสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด และมีแนวโน้มก้าวสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดในอนาคต ขณะที่อัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้โครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานวัยทำงาน กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการคลังของรัฐ โดยเฉพาะรายจ่ายด้านสวัสดิการและสาธารณสุขที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รายจ่ายภาครัฐด้านผู้สูงอายุ เช่น เบี้ยยังชีพและค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่กองทุนประกันสังคมมีความเสี่ยงด้านความยั่งยืน เนื่องจากรายจ่ายเติบโตเร็วกว่าเงินสมทบและรายรับ ทำให้มีโอกาสขาดสภาพคล่องในระยะยาว

แนวทางแก้ไขจึงมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเชิงนโยบาย เช่น การขยายอายุเกษียณ การส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ การพัฒนาทักษะแรงงานทุกช่วงวัย และการส่งเสริมการออมเพื่อการเกษียณ รวมถึงการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพการพึ่งพาตนเองของประชาชน ลดภาระรัฐ และรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายแบบบูรณาการเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์หมายถึงข้อใด
ก. ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20%
ข. ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 10%
ค. ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 7%
ง. ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 20%

เฉลย: ก
เหตุผล: นิยามสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์คือมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20%

 

ข้อ 2

ผลกระทบสำคัญจากสังคมสูงวัยต่อเศรษฐกิจคือข้อใด
ก. การส่งออกเพิ่มขึ้น
ข. การขาดแคลนแรงงานวัยทำงาน
ค. เงินเฟ้อลดลง
ง. รายได้ภาษีเพิ่มขึ้น

เฉลย: ข
เหตุผล: ประชากรวัยแรงงานลดลงทำให้แรงงานขาดแคลน

 

ข้อ 3

ข้อใดเป็นแนวโน้มทางการคลังที่สำคัญที่สุด
ก. รายได้รัฐเพิ่มขึ้นเร็ว
ข. รายจ่ายลดลงต่อเนื่อง
ค. รายจ่ายด้านสวัสดิการเพิ่มขึ้น
ง. หนี้สาธารณะลดลง

เฉลย: ค
เหตุผล: รายจ่ายด้านผู้สูงอายุและสุขภาพเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ข้อ 4

กองทุนประกันสังคมมีความเสี่ยงเพราะเหตุใด
ก. รายได้มากกว่ารายจ่าย
ข. รายจ่ายเพิ่มเร็วกว่าเงินสมทบ
ค. ไม่มีผู้ประกันตน
ง. รัฐไม่สนับสนุน

เฉลย: ข
เหตุผล: รายรับเติบโตช้ากว่ารายจ่ายทำให้ไม่ยั่งยืน

 

ข้อ 5

แนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมคือข้อใด
ก. ขยายอายุเกษียณ
ข. ลดการจ้างงาน
ค. ลดสวัสดิการผู้สูงอายุ
ง. ปิดกองทุนประกันสังคม

เฉลย: ก
เหตุผล: ช่วยเพิ่มแรงงานและลดภาระรัฐ

 

ข้อ 6

สาเหตุสำคัญของสังคมสูงวัยคือข้อใด
ก. เศรษฐกิจเติบโตเร็ว
ข. อัตราการเกิดลดลง
ค. การย้ายถิ่นเพิ่มขึ้น
ง. การศึกษาเพิ่มขึ้น

เฉลย: ข
เหตุผล: เด็กเกิดน้อยลงทำให้โครงสร้างประชากรเปลี่ยน

 

ข้อ 7

แนวทางใดช่วยลดภาระสุขภาพรัฐได้ดีที่สุด
ก. เพิ่มโรงพยาบาล
ข. เพิ่มงบประมาณ
ค. ส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน
ง. เพิ่มการรักษาแบบเฉพาะทาง

เฉลย: ค
เหตุผล: ป้องกันก่อนป่วยช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาว

 

ข้อ 8

มาตรการสำคัญด้านแรงงานคือข้อใด
ก. ลดอายุเกษียณ
ข. ลดแรงงานต่างชาติ
ค. หยุดจ้างงานผู้สูงอายุ
ง. ส่งเสริมจ้างงานผู้สูงอายุ

เฉลย: ง
เหตุผล: ใช้ศักยภาพผู้สูงอายุช่วยเศรษฐกิจ

 

ข้อ 9

เป้าหมายของการส่งเสริมการออมคืออะไร
ก. เพิ่มหนี้ครัวเรือน
ข. ลดการทำงาน
ค. พึ่งพาตนเองยามเกษียณ
ง. เพิ่มรายจ่ายรัฐ

เฉลย: ค
เหตุผล: ลดภาระรัฐและสร้างความมั่นคงรายได้ผู้สูงอายุ

 

ข้อ 10

แนวคิดสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาสังคมสูงวัยคือข้อใด
ก. แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ข. ลดจำนวนผู้สูงอายุ
ค. บูรณาการเชิงระบบระยะยาว
ง. เพิ่มการกู้ยืมรัฐ

เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องใช้หลายมาตรการร่วมกันอย่างยั่งยืน