สมาชิกเข้าสู่ระบบ

14 พฤติกรรม 8 นิสัย ทำลายสมองกระทบความสุขในชีวิต

 8 นิสัยทำลายสมองกระทบความสุขในชีวิต

Dr. Daniel Amen เป็นคุณหมอที่เชี่ยวชาญด้านสมอง และเป็นผู้อำนวยการของ Amen Clinics Inc. ซึ่งมีฐานข้อมูลด้านการสแกนสมองกว่า 64,000 เคส และมีคนไข้จากทั่วโลกกว่า 90 ประเทศ

ครั้งหนึ่งคุณหมอได้ไปพูดใน TEDxOrangeCoast ในหัวข้อ “Change your brain, Change your life” ซึ่งเป็นหัวข้อที่น่าสนใจมากๆ

 

ถ้าพูดถึงความสำคัญของ “สมอง” แล้ว อาจจะต้องบอกว่านี่คืออวัยวะที่สำคัญที่สุดของเราเลยก็ว่าได้ เพราะสมองควบคุมทั้งเรื่องความคิด การกระทำ และที่สำคัญคือความรู้สึกและความสุขของเราด้วย

ดังนั้นถ้ามีอะไรเปลี่ยนแปลงกับสมอง ก็จะส่งผลกระทบต่อความสุขของเราโดยตรง 

จากผลการสแกนสมองกว่า 64,000 คน พบว่า คนที่มีสมองที่สมบูรณ์กว่าจะมีความสุขมากกว่า แข็งแรงกว่า ฉลาดกว่า มีความคิดสร้างสรรค์มากกว่า และมั่งคั่งกว่าด้วย ถ้าสมองของคุณสุขภาพไม่ดี ไม่ว่าจะมาจากสาเหตุอะไรก็แล้วแต่ อาจจะเป็นการบาดเจ็บของสมอง การนอนไม่พอ การกินอาหารที่ไม่ดี หรือการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ (Toxic) คุณก็มีแนวโน้มที่จะเศร้ากว่า ป่วยง่ายกว่า ฉลาดน้อยกว่า ยากจนกว่า และจะรับกับการเปลี่ยนแปลงได้ยากกว่าด้วย 

สมองของเราคืออวัยวะที่ซับซ้อนมากๆ ในสมองของมีเซลล์ประสาทกว่า 1 แสนล้านเซลล์ และไม่ได้ต่อกันแบบ 1 ต่อ 1 ด้วย เพราะในแต่ละเซลล์สามารถเชื่อมต่อกันได้ถึง 1 หมื่นจุดเลยทีเดียว ข้อมูลในสมองเราเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 268 ไมล์ต่อชั่วโมง (ในเวลาที่คุณไม่เมา) และแม้ว่าสมองเราจะมีน้ำหนักเพียง 2% ของร่างกาย แต่กลับใช้พลังงานถึง 20-30% นั่นหมายความว่าอาหาร 1 ใน 3 ที่คุณกินแต่ละมื้อนั้นถูกนำไปให้พลังงานกับสมองเพียงอย่างเดียว 

สิ่งที่น่าสนใจมากก็คือ เราสามารถทำให้สมองแก่ช้าหรือเร็วได้จากพฤติกรรมในแต่ละวันของเรา

อีกนัยหนึ่งก็คือ สิ่งที่เราทำทุกวันส่งผลต่อสมองของเราอย่างมาก อะไรคือสิ่งที่ไม่ดีต่อสมองบ้าง 

อย่างแรกคือ “การบาดเจ็บของสมอง” ดังนั้น ให้หลีกเลี่ยงการเล่นกีฬาที่มีโอกาสต้องปะทะกับศีรษะเช่น อเมริกันฟุตบอล (เดี๋ยวนี้แม้กระทั่ง NFL เองก็บอกความจริงเกี่ยวกับเรื่องการบาดเจ็บทางสมองแล้ว) หรือการโหม่งลูกฟุตบอลด้วยหัวก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน นั่นเป็นเพราะว่าสมองของเรานั้นนิ่มมาก นิ่มประมาณเนยเท่านั้นเอง ส่วนกะโหลกของเราก็แข็งมาก และมีมุมที่แหลมคมเต็มไปหมด ดังนั้น คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ ถ้าสองอย่างนี้เกิดการกระทบกัน 

อย่างที่สองคือ “แอลกอฮอล์และยาเสพติด” โดยเฉพาะบุหรี่ สิ่งนี้เป็นตัวการทำลายสมองที่สำคัญเช่นกัน CNBC เคยรายงานข่าวว่า คนที่สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นโรคความจำเสื่อมมากกว่าคนที่ไม่สูบถึง 30% เพราะการสูบบุหรี่ลดการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง ทำให้สมองแก่เร็วกว่าที่ควรจะเป็น 

อย่างที่สามคือ “น้ำหนักที่มากขึ้น” ซึ่งนับวันก็ยิ่งมีรายงานออกมาว่าการมีน้ำหนักมากนั้นคือภัยร้ายของสมอง มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Nature Journal ว่ายิ่งน้ำหนักคุณเพิ่มขึ้นเท่าไร ขนาดของสมองและความสามารถในการทำงานของสมองคุณจะลดลง ถ้าใครรู้ตัวว่าน้ำหนักเกิน อ่านมาถึงตรงนี้ต้องตั้งใจลดน้ำหนักอย่างจริงจังแล้วล่ะครับ 

อย่างที่สี่คือ “ความดันโลหิต” ยิ่งความดันเราสูงเท่าไหร่ การไหลเวียนของเลือดก็แย่ลงเท่านั้น เพราะฉะนั้นต้องระมัดระวังเรื่องความดันของเราอยู่เสมอ 

อย่างที่ห้าคือ “อาหาร” ซึ่งเป็นของที่สำคัญมากกับสมอง ให้ระวังอาหารที่มีน้ำตาลสูง โดยเฉพาะจากอาหารแปรรูป และน้ำตาลที่ซ่อนอยู่ในรูปของ Dextrose, Fructose, Galactose, Glucose, Lactose ฯลฯ  จึงต้องพยายามเลือกอาหารที่ไม่แปรรูป ลดคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว และที่สำคัญคือพยายามทานอาหารให้หลากหลายและไม่ทานเยอะเกินไป มีงานวิจัยยุคใหม่ชี้ให้เห็นว่า อาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพนั้นส่งผลต่ออาการซึมเศร้า สมาธิสั้น และโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย 

อย่างที่หกคือ “คนที่เราใช้เวลาด้วย” ถ้าเราใช้เวลากับคนคิดลบเยอะๆ มีแนวโน้มสูงที่เราจะมีอาการที่คุณหมอ Daniel เรียกว่า ANTs ซึ่งย่อมาจาก Automatic Negative Thougths คือการคิดลบไว้ก่อนกับทุกเรื่อง ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลต่อสภาพจิตใจ ความเครียด และอาการซึมเศร้าด้วย ถ้าเราอยู่กับคนที่คิดบวก มองเห็นทางออกในทุกปัญหา สมองของเราก็จะค่อยๆ ทำงานตามคนที่เราอยู่รอบตัวไปด้วย 

อย่างที่เจ็ดคือ “การเรียนรู้สิ่งใหม่” เมื่อเราเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สมองจะทำการสร้างทางเชื่อมใหม่ๆ และในทางกลับกัน ถ้าเราหยุดเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สมองเราจะลดการเชื่อมต่อเหล่านี้ลงไปด้วย 

อย่างที่แปดคือ “การนอน” ในช่วงปี 1900 มนุษย์ได้นอนราว 9 ชั่วโมงต่อวัน แต่ตอนนี้เรานอนกันเฉลี่ย 6 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งสมองของเราไม่สามารถปรับตัวได้ขนาดนั้น ดังนั้นการนอนให้เพียงพอจึงสำคัญมาก และการนอนยังสำคัญต่อการควบคุมน้ำหนักอีกด้วย ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วก็จะกลับมากระทบกับสมองอีกอยู่ดี 

สิ่งที่สนใจมากๆ เลยคือ Dr. Deniel ถามว่า หากเลือกได้หนึ่งอย่าง อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูแลสมอง

คำตอบคือ “การจัดระเบียบความคิดของเรา” นั่นเอง เวลาเรามีความคิดผุดขึ้นมาในหัวให้ตั้งคำถามกลับไปว่า “มันจริงหรือเปล่า?” เช่น ถ้าเรามีความคิดผุดขึ้นมาว่า “แม่ไม่รักเรา” ก่อนจะฟูมฟายให้ลองตั้งคำถามว่า “มันจริงหรือเปล่า?” ถ้าเราคิดว่า “ฉันนี่มันแย่จังเลย” ก่อนจะโทษตัวเองให้ตั้งคำถามว่า “มันจริงหรือเปล่า?” 

คุณหมอบอกว่างานวิจัยสมัยใหม่บ่งบอกว่า เราสามารถทำให้สภาพของสมองเราดีขึ้นได้ด้วยการมีพฤติกรรมดีๆ ที่กล่าวมาข้างต้นนั่นเอง โดยการพัฒนาจะเริ่มเห็นผลตั้งแต่เปลี่ยนพฤติกรรมภายในสองเดือน เมื่อสมองเราอยู่ในภาวะที่ดีขึ้น ทุกอย่างในชีวิตเราก็จะดีขึ้นไปด้วย ตั้งแต่รูปร่างของเรา ความสัมพันธ์กับคนอื่น ไปจนถึงสถานภาพทางการเงินของเรา เรื่องนี้เป็นมุมที่น่าสนใจมากๆ ในความจริงที่ว่า กิจวัตรประจำวันของเราที่ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อะไรในวันนี้ กลับส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเราในวันหน้าอย่างมหาศาล 

มาเริ่มดูแลสุขภาพสมองกันนะครับ 

ที่มา ; blockdit

 

เกี่ยวข้องกัน

14 พฤติกรรมทำลายสมอง

1. ไม่รับประทานอาหารเช้า

การไม่รับประทานอาหารเช้าจะทำให้ไม่สดชื่น และส่งผลกระทบต่อสมองและความจำ ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้ง่าย เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่ต่ำลงอย่างรวดเร็ว จึงส่งผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น ก็จะยิ่งเสี่ยงมากขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นควรทานอาหารเช้าเป็นประจำกันดีกว่า และควรเลือกเป็นเมนูที่ดีต่อสุขภาพด้วย แต่หากเร่งรีบจริง ๆ ก็อาจทานเป็น ข้าวต้ม โจ๊ก หรือนมกับขนมปังก็ได้ อย่างน้อยก็ได้ทานอาหารรองท้อง 

2.  สูบบุหรี่

ในบุหรี่มีสารนิโคตินและสารพิษอื่น ๆ ที่ทำให้หลอดเลือดแดงตีบตัน ส่งผลทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย เกิดหัวใจวายกะทันหัน หลอดเลือดสมองตีบตัน และทำให้เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ นอกจากนี้การสูบบุหรี่อาจทำให้เซลล์สมองฝ่อและเสื่อมได้ง่ายกว่าปกติ โดยการสูบบุหรี่เพียงวันละ 1 - 2 มวน เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองได้มากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ และผู้ได้รับควันคนอิ่น ๆ ก็มีความเสี่ยงเพิ่มด้วยเช่นกัน ซึ่งหากคนที่เลิกสูบบุหรี่ได้ จะลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองได้ถึง ร้อยละ 30 – 50 

3. อดนอนเป็นประจำ

มีการศึกษาในสัตว์ทดลอง  ตีพิมพ์ในวารสาร The Journal of Neuroscience รายงานว่า การอดนอนเรื้อรังเทียบกับการทำงานกะดึกติดต่อกัน 3 วัน โดยมีเวลานอนวันละ 4-5 ชั่วโมง ทำให้เซลล์ locus coeruleus (LC) neurons ในสมองของหนูเสียหายถึง 1 ใน 4 และนับเป็นการศึกษาแรกที่ชี้ให้เห็นว่าการอดนอนเป็นสาเหตุให้เซลล์สมองถูกทำลาย มีผลการศึกษาทางการแพทย์รายงานว่าผู้ที่มีปัญหาปวดศีรษะและความจำไม่ดีจำนวนหนึ่ง  เมื่อตรวจเอกซเรย์สมองแล้วพบว่ามีหลอดเลือดสมองตีบ และเมื่อสืบประวัติย้อนกลับไปพบว่าจำนวนมากที่มีประวัตินอนไม่พอร่วมด้วย หลังจากที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้นอนหลับเพิ่มขึ้นก็พบว่าหลอดเลือดสมองที่ตีบนั้นดีขึ้นเช่นกัน นักวิจัยกำลังศึกษาเรื่องนี้มากขึ้นและอาจมีเหตุผลอธิบายที่ชัดเจนขึ้นในอนาคต การอดนอนจะมีผลต่อการทำงานของสมองในส่วนต่าง ๆ ให้ทำงานผิดไป เช่น... ที่สมองส่วนหน้าสุด (Prefrontal Cortex) จะทำให้การเรียนรู้จากคำพูด (Verbal Learning Tasks) แย่ลง ส่วนกลีบสมองบริเวณขมับ (Temporal Lobe) จะทำให้การเรียนรู้ด้านภาษา (Language Processing) ช้าลงอีกด้วย 

4. ความเครียด ความวิตกกังวล

ความเครียด ความวิตกกังวล  ถ้ามีน้อย ๆ และนาน ๆ ครั้ง จะทำให้เรามีแรงกระตุ้นในการทำงานได้สำเร็จ แต่หากมีความเครียดมาก บ่อย ๆ และเกิดขึ้นครั้งละนาน ๆ จะทำให้ร่างกายหลั่งสารคอร์ติซอล ซึ่งมีผลต่อการทำงานของสมอง เช่น... สมองจะรับรู้ และเรียนรู้ได้ช้าลง การทำงานของสมองถูกยับยั้ง ทำลายองค์ประกอบของเซลล์สมองเช่นใยประสาท ทำให้ภูมิต้านทานต่ำ เกิดผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร เกิดโรคความดันโลหิต และโรคหัวใจ เป็นต้น 

5.  สิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะ

การอยู่ในอากาศที่ดีจะทำให้สมองได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการอยู่อาศัยในพื้นที่ที่อากาศไม่บริสุทธิ์ หรือเต็มไปด้วยภาวะมลพิษทางอากาศตลอดเวลา 

6. โทรศัพท์มือถือ

นักวิจัยพบว่า... คลื่นจากมือถือนั้น เป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคมากมาย อาทิ อัลไซเมอร์ เป็นหมัน มะเร็ง โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ใช้มือถือคุยนาน ๆ เกินวันละ 2 ช.ม. มีอัตราความเสี่ยงที่จะเป็นโรคขี้หลงขี้ลืมก่อนวัยอันควร เพราะคลื่นโทรศัพท์มีผลต่อร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะเซลล์สมอง และเซลล์สืบพันธุ์ เพราะมีความไวต่อการรับความรู้สึกนั่นเอง นอกจากนี้การวางโทรศัพท์มือถือไว้ใกล้ตัวขณะนอนหลับ คลื่นแม่เหล็กก็จะไปรบกวนสมอง ทำให้สมองทำงานได้น้อยลงด้วย 

7. โรคประจำตัว บางชนิด

เช่น... เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคสมองหลายโรค โรคหลอดเลือด ดังนั้น หากพบว่าตนเองมีโรคประจำตัว ควรรักษาแต่เนิ่น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลเสีย เพราะการรักษาเมื่อเกิดการทำลายของสมองแล้วจะไม่สามารถทำให้สมองกลับมาทำงานได้สมบรูณ์ตามปกติ  และจิตใจจะทำงานผิดปกติไปด้วย 

8. ขาดการเข้าสังคม และพบปะผู้คน

การพบปะผู้คนเป็นกิจกรรมที่กระตุ้นการทำงานของระบบประสาท สมอง และกระบวนการจดจำได้เป็นอย่างดี การมีแผนที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ต้องคิด เตรียมตัวอยู่เสมอ ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์สมอง การขาดโอกาสในการทำกิจกรรมเหล่านี้จึงส่งผลต่อประสิทธิภาพในการรับรู้ และการเรียกคืนความจำที่ลดลงด้วย 

9. การขาดการศึกษา และขาดการทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด

มีงานวิจัยจากสหรัฐอเมริกาพบว่าผู้ที่เกิดในยุคที่การระบบการศึกษายังไม่พัฒนาเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมได้มากกว่า รวมถึงการขาดการทำกิจกรรมที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์ หรือการทำสิ่งใหม่ ๆ ก็เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมด้วยเช่นกัน 

10. นอนคลุมโปง

เพราะอากาศในผ้าห่มจะไม่ค่อยถ่ายเท อากาศข้างนอกเข้ามาไม่ได้ อากาศในผ้าห่มก็ไม่ถ่ายเท ทำให้มีก๊าสคาร์บอนไดออกไซด์ในผ้าห่มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่ง คาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) มาจากอากาศเก่าที่เราหายใจออกมานั่นเองส่งผลให้ อ๊อกซิเจน (O2) เข้าไปเลี้ยงสมอง และร่างกายได้น้อยลง อาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น ซึ่งหากทำเป็นประจำอาจเกิดเป็นโรคสมองเสื่อมได้ และทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของสมองลดลง 

11. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย

การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว 

12. ดื่มสุรา หรือ ของมึนเมา

การดื่มสุราและของมึนเมาต่าง ๆ แบบเรื้อรังอาจส่งผลต่อ การทำลายสมอง ในระยะยาวได้ โดยโทษของเหล้ามีการ ทำลายสมอง ในเรื่องของความคิด ความทรงจำ อาการหลอน รวมไปถึงระบบประสาท และในขณะเดียวกันโทษของสุรายังส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจรวมไปถึงระบบเลือดอีกด้วย 

13. นอนคว่ำหน้า

ท่านอนที่อันตรายด้วยการนอนคว่ำหน้าระนาบไปกับเตียง จะส่งผลกระทบต่อทางเดินหายใจ ทำให้หายใจไม่สะดวกถึงขั้นเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้ อาจทำให้เป็นการ ทำลายสมอง เมื่อเซลล์สมองตายไปในที่สุด 

14. ทานหวานมากเกินไป

เมื่อเรากินหวานจัดปริมาณมากเข้าไป น้ำตาลจะเปลี่ยนเป็นกลูโคสเข้าร่างกายทันทีในเวลาอันสั้น และร่างกายจะเกิดภาวะเครียด เพราะน้ำตาลในกระแสเลือดสูง  สมองมึนงง ความคิดสับสน และถึงขึ้นเป็นลม หมดสติได้จะอันตรายเป็นอย่างมาก 

ที่มา ; blockdit

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น