
เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 ที่ สถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย เด็กนักเรียนที่ไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร์และสัญชาติไทยจากโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทอง จำนวน 126 คนได้เดินทางโดยรถบัส 4 คัน เพื่อถูกนำตัวไปยังสถานสงเคราะห์ต่างๆ 5 แห่งก่อนถูกส่งกลับไปยังประเทศต้นทาง โดยมีตัวแทนของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และพล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี คอยให้การดูแล
ทั้งนี้เด็กทั้ง 126 คนมีอายุตั้งแต่ 7-16 ปี ถูกนำพาไปเรียนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทอง โดยผู้อำนวยการโรงเรียนได้พยายามขอทะเบียนนักเรียนที่ไม่มีสัญชาติ (G code) แต่เมื่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทองตรวจสอบเพราะเห็นจำนวนที่มากผิดปกติ ทำให้พบว่ามีการนำเด็กจากประเทศพม่าเข้ามาเรียนจำนวนมาก และได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าว และเตรียมผลักดันเด็กกลุ่มนี้กลับประเทศต้นทางทำให้ต้องออกจากการศึกษากลางคัน
พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ กล่าวว่า มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่นำพาเด็กๆ มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการนำเด็กๆคืนให้ผู้ปกครองซึ่งยึดตามหลักฐานโดยต้องเป็นผู้ปกครองที่แท้จริง จริงๆแล้วเด็กเหล่านี้สามารถเรียนหนังสือในไทยได้ แต่ควรเรียนในพื้นที่ตามแนวตะเข็บชายแดน แต่ครั้งนี้กลับเอาไปเรียนที่จังหวัดอ่างทอง ดังนั้นจึงต้องดำเนินการ
นางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาเชียงราย กล่าวว่า ต้นเหตุของปัญหาคือนโยบายของกระทรวงศึกษาที่ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ทำให้ผู้บริหารโรงเรียนต้องนำเด็กจากที่อื่นไปเรียนเพื่อให้โรงเรียนมีจำนวนนักเรียนมากเพียงพอที่จะดำเนินการต่อไปได้ ดังนั้นควรมีการทบทวนนโยบายนี้ ขณะเดียวกันเด็กๆ จากประเทศเพื่อนบ้านต่างก็ต้องการหนีร้อนมาพึ่งเย็น เพราะประเทศเขาเกิดการสู้รบ ดังนั้นจึงควรร่วมกันหาทางออกในเรื่องนี้
นายสันติพงษ์ มูลฟอง ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล กล่าวว่า เด็กต้องได้รับการคุ้มครองทั้งตามอนุสัญญาสิทธิเด็กและพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก โดยต้องเด็กเหล่านี้ต้องไม่ถูกดำเนินคดี และไม่สมควรมีการผลักดันเด็กนอกประเทศเพราะต้องคำนึกถึงความปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อพบว่าเด็กเหล่านั้นเดินทางมาจากประเทศที่ตกอยู่ในสภาวะสงคราม ส่วนเรื่องการหลบหนีเข้าเมืองก็ควรดำเนินการกับผู้ใหญ่ที่นำพาเข้ามา หรือแม้กระทั่งที่ทำเพราะกลัวโรงเรียนถูกปิดก็ตาม
นายสันติพงษ์กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการร้องเรียนเรื่องนี้ไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ดังนั้น กสม.ควรเร่งเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปชี้แจง ที่สำคัญคือควรให้การคุ้มครองเด็กชั่วคราวเพื่อไม่ให้มีการผลักดันเด็กออกไป อย่างไรก็ตามอนุกรรมการของสภาความมั่นคงแห่งชาติประเมินว่ามีเด็กตัว G อยู่ราว 8 หมื่นคน โดยพบมาใน 6 จังหวัด เช่น กทม. เชียงราย เชียงใหม่ ชลบุรี ดังนั้นจะมีวิธีการจัดการอย่างไรที่เหมาะสม
ด้าน ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การผลักดันเด็กกลุ่มนี้ออกนอกประเทศถือว่าเป็นการขัดกับหลักการที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ ที่รัฐไทยเป็นภาคี รวมถึงหลักการกฎหมายจารีตประเพณีว่าด้วยการไม่ผลักดันกลับในกรณีที่เด็กเหล่านี้จะกลับไปสู่อันตราย ไม่ว่าเด็กเหล่านั้นจะเป็นใคร จะมีสถานะบุคคลอย่างไร ก็ต้องได้รับความคุ้มครอง และได้รับการส่งเสริมให้เข้าถึงการศึกษา
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่เด็กๆ เหล่านี้เข้าไปเรียนในพื้นที่ชั้นในของประเทศไทยเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ ดร.ศรีประภา ยืนยันว่า ไม่มีข้อห้ามใดๆในการให้เด็กเข้าไปเรียนที่ จ.อ่างทอง เพราะทั้งที่สมุทรสาคร กทม.ต่างก็มีเด็กๆที่เป็นลูกแรงงานข้ามชาติเรียนอยู่ซึ่งก็ไม่ได้ผิดกฎหมาย
ที่มา ; แนวหน้า วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566
เกี่ยวข้องกัน
ผอ.รร.แจงรับเด็กมาอย่างถูกต้อง เผยวิธีการดึงเด็กจากชายแดนมาเรียนทำกันมา 20 ปีแล้ว
ความคืบหน้ากรณีที่เด็กนักเรียนอายุ 5-16 ปี จำนวน 126 คนที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์จากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6(ราษฏร์อุปถัมภ์) อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ถูกส่งตัวกลับพื้นที่ต้นทางที่จังหวัดเชียงราย เพื่อส่งตัวให้ผู้ปกครองและผลักดันออกนอกประเทศ ภายหลังจากที่มีการดำเนินคดีกับนางกัลยา ทาสม ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 ในข้อหานำพาและย้ายไปปฏิบัติงานที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอ่างทอง โดยล่าสุดเด็กๆทั้ง 126 คนถูกนำตัวไปยังสถานสงเคราะห์ 5 แห่งในจังหวัดเชียงราย เพื่อรอผู้ปกครองมารับและบางส่วนถูกส่งตัวกลับประเทศพม่า อย่างไรก็ตามการดำเนินการครั้งนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเนื่องจากเด็กๆกลุ่มนี้ต้องออกจากโรงเรียนกลางคันและการผลักดันอาจทำให้เด็กกลับไปสู่อันตราย
เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2566 นางกัลยา ทาสม ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 ปฏิบัติงานที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอ่างทอง ให้สัมภาษณ์ว่า ตนรับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งขณะนั้นมีนักเรียนอยู่ 12 คน เมื่อหารือกับผู้เที่ยวเกี่ยวข้องแล้วมีทางออกคือการไปรับเด็กจากที่อื่น ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำมานานแล้ว 20-30 ปี จึงได้ติดต่อศิษย์เก่าบนดอยแม่สลอง โดยชุดแรก 35 คน ซึ่งได้ทำเรื่องตามระบบ โดยบันทึกข้อมูลเด็กไม่มีเอกสารทะเบียนราษฎร์โดยไม่มีปัญหาใดๆจนได้เอกสารตัว G
ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 กล่าวว่า ในปีนี้ได้มีการประสานงานเพื่อรับเด็กมาเรียนอีกครั้ง ซึ่งก็ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังมูลนิธิวัดสระแก้วเช่นเดิมเพื่อให้ดูแล จนรับเด็กมาได้ 72 คน ซึ่งเดิมทีต้องการเด็กเพียง 40 คน แต่มีผู้ปกครองที่ทราบข่าวต้องการให้เด็กๆได้มาเรียนที่นี่จำนวนมากเพราะมีการบอกต่อๆกัน รวมทั้งเด็กๆก็ต้องการมาเรียน เมื่อเด็กๆมาถึงก็ทำกระบวนการเช่นเดิม แต่ครั้งนี้มีการตั้งคำถามจากสำนักงานเขตพื้นที่ฯเพราะเห็นว่ามีเด็กจำนวนมากขึ้นเยอะ และมีการลงมาตรวจสอบเพราะมีการร้องเรียนจากบุคคลากรบางคนในโรงเรียน ในที่สุดทางเขตการศึกษาบอกว่าถ้าไม่มีเอกสารก็ขอให้ส่งเด็กกลับ ซึ่งตนเองก็เตรียมที่จะส่งกลับแล้ว แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงมีการไปแจ้งความและกลายเป็นเรื่องที่บานปลายไปเรื่อยๆ
“เด็ก ๆ ส่วนใหญ่มีทั้งที่อยู่ฝั่งไทยและเดินทางข้ามมาจากฝั่งพม่า บางคนก็มีพ่อแม่เป็นคนไทย ที่น่าเสียใจคือพอเกิดเรื่องทำให้เด็กๆทั้งหมดต้องออกจากเรียนกลางคัน ทั้งเด็กเก่า เด็กใหม่ มันเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง พวกเขาควรได้เรียน เราเองก็ตอบคำถามผู้ปกครองไม่ได้ ดิฉันรู้สึกผิดมากที่เห็นเด็กๆไม่ได้เรียนต่อ ตอนนี้โรงเรียนก็ต้องปิด ทั้งๆที่กระบวนการทุกอย่างเป็นไปโดยถูกต้อง ผู้ปกครองของเด็กๆต่างก็ได้ทำหนังสือรับรองอนุญาตให้มาเรียน”นางกัลยา กล่าว
ในวันเดียวกันที่โรงแรม The Heritage อ.เมือง จ.เชียงราย มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.)ได้จัดเสวนา “ร่วมมือแสวงหาแนวทางการรับมือการจัดการสถานะบุคคลต่อสถานการณ์ผู้ลี้ภัยการอพยพของประชาชนจากเมียนมา” โดยผู้เข้าร่วมเป็นผู้รู้เรื่องงานสถานบุคคลซึ่งมีทั้งนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน กลุ่มองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ผู้แทนยูนิเซฟ กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน ส.ส. และตัวแทนฝ่ายราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) กรมการปกครอง
ทั้งนี้ นอกจากการหารือเรื่องงานสถานการณ์การอพยพของประชาชนจากฝั่งพม่าและพูดถึงทางออกของปัญหาแล้ว หลายคนในที่ประชุมยังได้วิพากษ์วิจารณ์ กรณีที่หลายหน่วยงานของไทยขนย้ายเด็กๆ 126 คนจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จ.อ่างทองมาอยู่ในสถานสงเคราะห์ จนทำให้เด็กๆไม่ได้เรียนหนังสือต่อ ซึ่งถือว่าเป็นการทำผิดกฏหมายคุ้มครองเด็ก
ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ควรมีการเตือนสติกระทรวงศึกษาธิการว่ากำลังสับสนเรื่องภารกิจของตัวเอง และกำลังกังวลว่ามีอีกหลายกรณีที่รับเด็กนักเรียนลักษณะเดียวกันไปเรียนและจะเกิดปัญหาตามมาเช่นกัน เพราะเดิมทีผู้อำนวยการหลายโรงเรียนก็ไม่กล้ารับเด็กอยู่แล้วเพราะกลัวว่าเป็นการให้ที่พักพิงและผิดกฎหมาย ดังนั้นควรมีการสำรวจว่ามีโรงเรียนแบบนี้มีอีกกี่แห่ง และขณะนี้มีเด็กอีกนับพันคนที่หนีภัยการสู้รบเราควรปฏิบัติกับเด็กเหล่านี้อย่างไร
นายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.พรรคเป็นธรรม กล่าวว่า จริงๆแล้วเรื่องนี้มีกฎหมาย 2 ฉบับที่เกี่ยวข้องคือ พรบ.คุ้มครองเด็ก และ พรบ.คนเข้าเมือง แต่หน่วยงานราชการเลือกใช้แต่ พรบ.คนเข้าเมือง ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับมีศักดิ์ศรีเท่ากัน ดังนั้นควรเอาเรื่องคุ้มครองเด็กไปไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือหากปล่อยไปเช่นนี้ก็ต้องยกระดับขึ้น ขณะเดียวกันหลักการไม่ส่งเด็กกลับเป็นเรื่องจารีตระหว่างประเทศที่ไม่มีใครทำกัน ดังนั้นการส่งเด็กๆกลับไปในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง
นายวีระ อยู่รัมย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เด็กๆไม่ควรถูกออกจากระบบการศึกษาแม้จะไม่มีหลักฐานใดๆก็ตามซึ่งเป็นหน้าที่ที่กระทรวงศึกษาต้องออกเลขรหัส G-code ให้ ซึ่งกรณีนี้เด็กทั้ง 126 คน ทางโรงเรียนก็ได้ขอรหัสนี้ให้ แต่ไม่ได้รับ ที่ตนไม่เข้าใจคือทำไมถึงต้องส่งเด็กกลับเพราะเด็กควรมีสิทธิเรียนในโรงเรียนใดก็ได้
“การจะเอาผิดกับผู้อำนวยการโดยตั้งข้อหานำพา และการให้เด็กได้เรียน เป็นคนละเรื่องกัน ถ้าเอามารวมกันก็วุ่นวาย กรณีนี้ผู้อำนวยการก็มีเอกสารยินยอมจากผู้ปกครองให้เด็กๆมาเรียนถูกต้องตามขั้นตอน”นายวีระ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากเสร็จสิ้นการเสวนา ผู้ร่วมเสวนา เช่น นางเตือนใจ ดีเทศน์ ที่ปรึกษามูลนิธิ พชภ. นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายกัณวีร์ ได้เดินทางมายังบ้านพักฉุกเฉินขอมูลนิธิศูนย์ชีวิตใหม่ ซึ่งกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)ได้นำเด็กนักเรียน 35 คนที่เดินทางมาจาก จ.อ่างทอง มาฝากไว้เพื่อรอติดต่อผู้ปกครองและส่งกลับ
ทั้งนี้เด็กๆหลายคนเป็นเด็กอยู่บนดอยแม่สลอง บางส่วนเป็นเด็กจากฝั่งพม่า โดยส่วนใหญ่บอกว่ายังต้องการเรียนหนังสือต่อ แต่คงหมดโอกาสโดยเฉพาะเด็กที่ข้ามมาจากฝั่งพม่า ส่วนเด็กในฝั่งไทยก็อาจจะเรียนที่โรงเรียนใกล้บ้าน สาเหตุที่เดินทางไปเรียนถึงจังหวัดอ่างทอง เพราะเคยมีรุ่นพี่ๆไปเรียนแล้ว จึงคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร และได้รับการดูแลเป็นอย่างดี
ผอ.รร.ไทยรัฐ 6 แจงรับเด็กมาอย่างถูกต้อง เผยวิธีการดึงเด็กจากชายแดนมาเรียนทำกันมา 20 ปีแล้ว นักวิชาการ-ผู้รู้เรื่องสถานะบุคคลรุมจวกพรากเด็กจากโรงเรียนกลางคัน ส.ส.เสนอการคุ้มครองเด็กใส่ในรัฐธรรมนูญ
ที่มา ; แนวหน้า วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2566
เกี่ยวข้องกัน
‘กัณวีร์’ รุดเยี่ยมเด็ก ที่กำลังถูกผลักดันออกนอกประเทศ วอนอย่าตัดอนาคตเด็ก
กรณีที่เด็กนักเรียนอายุ 5-16 ปี จำนวน 126 คน ที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์จากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 (ราษฏร์อุปถัมภ์) อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ถูกส่งตัวกลับพื้นที่ต้นทางที่จังหวัดเชียงราย เพื่อส่งตัวให้ผู้ปกครองและผลักดันออกนอกประเทศ ภายหลังจากที่มีการดำเนินคดีกับนางกัลยา ทาสม ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 ในข้อหานำพาและย้ายไปปฏิบัติงานที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอ่างทอง โดยล่าสุดเด็กๆ ทั้ง 126 คน ถูกนำตัวไปยังสถานสงเคราะห์ 5 แห่งในจังหวัดเชียงราย เพื่อรอผู้ปกครองมารับและบางส่วนถูกส่งตัวกลับประเทศพม่า อย่างไรก็ตาม การดำเนินการครั้งนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเนื่องจากเด็กๆ กลุ่มนี้ต้องออกจากโรงเรียนกลางคันและการผลักดันอาจทำให้เด็กกลับไปสู่อันตรายนั้น
วันที่ 7 กรกฎาคม นายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.พรรคเป็นธรรม ซึ่งติดตามเรื่องนี้ และได้เดินทางไปยังบ้านพักฉุกเฉินของมูลนิธิศูนย์ชีวิตใหม่ ซึ่งกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้นำเด็กนักเรียน 35 คน จาก 126 คน ที่เดินทางมาจาก จ.อ่างทอง มาฝากไว้ เพื่อรอติดต่อผู้ปกครองและส่งกลับภูมิลำเนาเดิม ให้สัมภาษณ์กับ มติชนออนไลน์ ว่ากรณีที่เกิดขึ้นนั้น นางกัลยา ทาสม ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 ที่นำเด็กๆ มาเรียนนั้น เคยทำงานอยู่ที่ จ.เชียงราย และรู้จักกับพ่อแม่ของเด็กๆ มาก่อน เมื่อย้ายมาอยู่ที่ จ.อ่างทอง จึงได้ดำเนินการทำเรื่องขอเอกสาร เรียกว่าเอกสาร ตัวจีหรือจีโค้ด ที่เป็นการทำทะเบียนให้เด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ให้เข้าสู่ระบบการศึกษาของไทย ถูกต้อง จำนวน 126 คน ให้ไปเรียนที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จ.อ่างทอง ซึ่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง กระทรวงศึกษาธิการ จะตรวจสอบอะไรก็ตรวจสอบไป แต่การไปเอาเด็กออกจากโรงเรียนและส่งกลับภูมิลำเนาเดิมนั้น ไม่ถูกต้อง
“อยากจะบอกว่า เด็กๆ ไม่ใช่ขบวนการนำพา เด็กแค่อยากมาเรียนหนังสือ และระหว่างการเรียนหนังสือที่นี่ เด็กได้ติดต่อกับพ่อแม่ผู้ปกครองตลอดเวลา ครูเองก็รู้จักกับพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กดี ไม่มีใครถูกหลอก หรือถูกบังคับมาเรียนที่นี่ และทุกคนมีเอกสารประจำตัวถูกต้อง ผมเห็นว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องควรเห็นแก่ประโยชน์ของเด็กเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่มาเอาเด็กออกจากระบบการศึกษาแล้วผลักไสส่งกลับภูมิลำเนาเดิมแบบนี้ ซึ่งความจริงแล้ว เวลานี้โรงเรียนตามจังหวัดชายแดน มีเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ แต่มีเอกสารตัวจี เรียนอยู่ถึง 8 หมื่นกว่าคนทั่วประเทศ ซึ่งทั้ง 8 หมื่นกว่าคน ก็เข้าหลักการเดียวกับที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จ.อ่างทอง ทำแบบนี้ ถือเป็นการตัดอนาคตทางการศึกษาของเด็กไปเลย” นายกัณวีร์กล่าว
เมื่อถามว่า ต้นเหตุการเกิดปัญหาที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 นั้น เกิดจากอะไร ทำไมอยู่ๆ ถึงต้องส่งเด็กทั้ง 126 คน กลับภูมิลำเนา นายกัญวีร์กล่าวว่า คาดว่าการที่ ผอ.โรงเรียนเสนอรายชื่อเด็ก 126 คนนั้น เด็กแต่ละคนจะมีงบประมาณอุดหนุนการศึกษาต่อหัว ซึ่งปกติโรงเรียนจะเสนอเป็นจำนวนแค่หลักสิบ การที่ ผอ.เสนอไปครั้งเดียวจำนวน 126 คน อาจจะมองว่ามากเกินไป จึงมีการตรวจสอบ และเกิดกรณีนี้ขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเด็กที่ต้องเอาเด็กออกจากระบบการศึกษา
“เรื่องนี้สำคัญเราคุยกันในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นธรรมแล้ว และหากเปิดสภามีการอภิปรายกันเมื่อไร ก็จะตั้งกระทู้เรื่องนี้ในสภาด้วย” นายกัณวีร์กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 7 กรกฎาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
พ่อแม่เศร้า!! ลูกถูกออกจาก รร.กลางคัน กสม.แนะชะลอส่งเด็ก 126 คนกลับพม่า หวั่นอันตราย
เมื่อวันที่ 7 ก.ค.2566 นายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Workers Group -MWG) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ ส่งเด็กไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร์จากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จังหวัดอ่างทอง จำนวน 126 คนกลับพม่า ว่า นโยบายการปิดโรงเรียนขนาดเล็กให้ยุบไปรวมกับโรงเรียนขนาดใหญ่ใหญ่นั้น ไม่ตอบโจทย์ด้านการศึกษา
“นโยบายการยุบโรงเรียนขนาดเล็กเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหา เพื่อให้ความผิดแก่ผู้อำนวยการโรงเรียนนั้นสมบูรณ์ โดยตั้งข้อหานำพาคนต่างด้าว ฉะนั้นเด็กๆ เหล่านี้ก็กลายเป็นสถานะผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย ในแง่ของกฎหมายต้องรับโทษตามคดีอาญา และต้องส่งเด็กกลับไปยังประเทศต้นทาง การดำเนินการของตำรวจกรณีนี้ไม่ถูกต้องสำหรับหลักการการคุ้มครองเด็ก เพราะเด็กๆ ควรได้เข้ารับการศึกษาในระบบ ไม่ว่าจะเป็นคนสัญชาติหรือไม่มีสัญชาติใดก็ตาม เด็กไม่ได้มีความผิด และเด็ก ๆ ก็มีความหวังว่าที่จะได้เรียนหนังสือคือโอกาสของพวกเขา จริงๆแล้ว ไม่ควรส่งเด็กกลับ เพราะพ่อแม่ และครอบครัวต่างก็ยินยอมที่จะให้เดินทางมาเรียน การที่ส่งเด็กกลับก็อาจจะทำให้พวกเขาเกิดความเสี่ยงได้ และอาจจะกลับมาและกลายเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์” นายอดิศรกล่าว
นายอดิศร กล่าวว่า รัฐไทยจะต้องไม่ส่งเด็กกลับไป หากพิสูจน์ได้ว่าอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง ตามพรบ.ป้องกันและปราบปราม พ.ศ.2565 การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า บุคคลนั้นจะไปตกอยู่ในอันตรายที่จะถูกกระทำทรมาน ถูกกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือถูกกระทำให้สูญหาย โดยหลักการตามกฎหมายต้องยึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก การเปิดโอกาสทางการศึกษาคือการลงทุนที่ต่ำที่สุด เด็กๆ เหล่านี้สามารถเติบโตไปเป็นแรงงานที่มีคุณภาพได้ ไทยเรามองเป็นปัญหาของความมั่นคงเป็นหลัก จึงไม่ได้มองเห็นในมิติอื่นๆ ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และขาดแคลนกำลังแรงงาน วิธีการแก้ปัญหาอย่างหนึ่งคือการมอบการศึกษาเพื่อให้เข้าสู่ระบบ เพราะฉะนั้นเราต้องมองภาพไกล
ส่วนความคืบหน้ากรณีตำรวจ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นำตัวเด็กทั้ง 126 คนส่งไปยังจังหวัดเชียงรายเพื่อส่งตัวกลับประเทศต้นทาง ล่าสุดได้มีการติดต่อผู้ปกครองเด็กจำนวนหนึ่งได้แล้ว ซึ่งได้ทยอยส่งตัวเด็กไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อผลักดันเด็กกลับพม่า
ขณะที่นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และนางเตือนใจ ดีเทศน์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) ได้เดินทางไปที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดเชียงราย กรมกิจการเด็กและเยาวชน ในอ.แม่จัน ซึ่งมีที่ถูกออกจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 38 คนพักอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ชี้แจงข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเด็ก
นางปรีดา กล่าวว่า ข้อเสนอ กสม.คือขอให้คัดเลือกเด็กที่เคยเรียนในประเทศไทยออกมา และยินดีประสานกับโรงเรียนที่เด็กเคยเรียน ซึ่งตอนนี้พบว่ามีอย่างน้อย 6 คนที่เคยเรียนในประเทศไทย ขณะที่ทางตำรวจเห็นด้วยกับการระงับการส่งเด็กและคัดแยกเด็กโดยขอให้ประสานกับภาคประชาสังคมในพื้นที่ ขณะที่อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชนโทรมาหารือซึ่ง ตนบอกไปว่าเรื่องนี้สลับซับซ้อนและแจ้งว่าควรชะลอส่งกลับขณะที่เจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัว แจ้งว่าจะติดตามเด็กที่ถูกส่งกลับไปพม่าว่าได้เข้าเรียนหรือไม่
ในวันเดียวกันนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ทำหนังสือถึงผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และปลัด พม. โดยระบุว่าให้พิจารณาไม่ส่งหรือผลักดันเด็กไปยังประเทศต้นทางหากเป็นอันตราย และขอให้ พม.ช่วยเหลือเด็กกลุ่มดังกล่าว
ผู้ปกครองรายหนึ่ง กล่าวว่าตนได้พบลูก 2 คนที่ส่งไปเรียนที่ จ.อ่างทองแล้ว ตอนนี้เราถูกผลักดันกลับเมืองท่าขี้เหล็กฝั่งพม่า ที่ตัดสินใจส่งลูกไปเรียนที่อ่างทอง เพราะอยากให้ลูกได้มีโอกาสศึกษาในระบบของไทยจึงตัดสินใจส่งให้ไปเรียนโดยตนเป็นคนพาลูกไปส่งยังโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอแม่สายและการไปเรียนครั้งนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
“อยากให้ลูกๆ ได้มีการศึกษาเติบโตมาเป็นคนที่มีคุณภาพ สามารถเลี้ยงตัวเองและมีความรู้ในการพัฒนาชีวิตตัวเองให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ ตอนแรกพอรู้ว่าเด็กๆถูกส่งกลับรู้สึกตกใจและกังวล เป็นห่วงอย่างมากว่าจะเป็นอย่างไร รวมไปถึงเป็นห่วงความรู้สึกของผู้อำนวยการและครูในโรงเรียนว่าเขาต้องเจออะไรบ้าง เรากินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่หลายวัน แต่ตอนนี้ลูกมาอยู่กับตัวเองแล้วก็สบายใจในระดับหนึ่ง แต่ที่เสียใจคือความรู้สึกของลูกที่มีความฝันที่อยากจะเรียนภาษาไทยในประเทศไทย ลูกคิดว่าอนาคตจะไม่มีโอกาสกลับเข้ามาประเทศไทยอีกแล้ว ตอนนี้ตั้งใจจะโทรศัพท์กลับไปหาผู้อำนวยการที่โรงเรียนเพื่อให้กำลังใจ”ผู้ปกครองรายนี้ กล่าว
ขณะที่ผู้ปกครองอีกรายหนึ่ง กล่าวว่าเดิมทีลูกชายเรียนที่โรงเรียนบ้านอาแบ อ.แม่จัน ต่อมาลูกได้ขออนุญาตไปเรียนที่อ่างทองเพราะเพื่อนๆ ชวน และมีครูที่ไว้ใจได้มารับ พอเห็นข่าวที่เด็กถูกรู้สึกตกใจและกังวลมาก แต่หลังจากที่ทราบว่ามีหน่วยงาน มูลนิธิ เข้าไปดูแลก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมา ซึ่งตอนนี้ก็ไม่รู้จะไปรับเด็กกลับมาอย่างไรเนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน ถ้าจะเช่ารถไปก็ราคาแพงเพราะต้องลงจากดอยไปรับในเมือง สิ่งที่กังวลใจมากที่สุด คือเป็นห่วงความรู้สึกของเด็กๆ เนื่องจากลูกมีความฝันอยากเรียนหนังสือที่สูงๆอยากพัฒนาตนเองมีอาชีพที่ดีในการมาเลี้ยงดูแลครอบครัว ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะได้เรียนต่อหรือเปล่า
ที่มา ; แนวหน้า วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2566
เกี่ยวข้องกัน
‘กัณวีร์’ ไม่ขอยุ่งเรื่องสืบสวนค้ามนุษย์ แต่ขออย่ากีดกั้นการศึกษา’เด็กชายขอบ’
กรณีที่เด็กนักเรียนอายุ 5-16 ปี จำนวน 126 คน ที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์จากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 (ราษฏร์อุปถัมภ์) อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ถูกส่งตัวกลับพื้นที่ต้นทางที่จังหวัดเชียงราย เพื่อส่งตัวให้ผู้ปกครองและผลักดันออกนอกประเทศ ภายหลังจากที่มีการดำเนินคดีกับนางกัลยา ทาสม ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 ในข้อหานำพาและย้ายไปปฏิบัติงานที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอ่างทอง โดยล่าสุดเด็กๆ ทั้ง 126 คน ถูกนำตัวไปยังสถานสงเคราะห์ 5 แห่งในจังหวัดเชียงราย เพื่อรอผู้ปกครองมารับและบางส่วนถูกส่งตัวกลับประเทศพม่า อย่างไรก็ตาม การดำเนินการครั้งนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเนื่องจากเด็กๆ กลุ่มนี้ต้องออกจากโรงเรียนกลางคันและการผลักดันอาจทำให้เด็กกลับไปสู่อันตรายนั้น
นที่ 8 กรกฎาคม นายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.พรรคเป็นธรรม ซึ่งติดตามเรื่องนี้ ได้โพสต์ในทวิตเตอร์ อธิบายถึงเรื่องที่ยังมีบางคนตั้งคำถามว่า
1. เด็กเหล่านี้เป็นเด็กต่างชาติเข้าเมืองผิดกฎหมาย ทำไมไทยต้องรับผิดชอบ โดยนำภาษีของประชาชนคนไทยดูแล
2. เรื่องนี้ไม่ใช่ขบวนการนำพา พ่อแม่ผู้ปกครองน้องๆ เต็มใจส่งมาเอง เทียบเท่ากับการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ไม่ใช่ทั้งนำพา/การค้ามนุษย์ แบบนี้ไม่ใช่เหยื่อ แต่เป็นผู้กระทำผิดสิ
นายกัณวีร์ อธิบายว่า “ผมขอเสนอแนวทางที่จะทำให้ความเห็นที่มาจากเพื่อนๆ กลายเป็นสิ่งที่น่าจะสามารถทำได้จริง และแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนโดยเร็วครับ ดังนี้ครับ เรื่องภาษีของประชาชนไทยที่ต้องนำมาดูแลนั้น ผมอยากจะเสนอแบบนี้ครับ
“เรื่องการศึกษาสำหรับทุกคน” มันเป็นนโยบายชาติครับ มันคลุมการศึกษาทั้งระบบ มิได้แบ่งสัญชาติในโรงเรียน ดังนั้นเราต้องจัดการนโยบายนี้ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่สุด โดยส่วนใหญ่โรงเรียนที่รับนักเรียน G Code คือโรงเรียนชายขอบ โดยเฉพาะฝั่งเหนือและตะวันตก (ติดกับเมียนมา) ในปัจจุบันมีสถานการณ์ความรุนแรงในเมียนมาและมีผู้ลี้ภัยเยอะมาก
ดังนั้นควรเร่งจัดระบบการศึกษาในโรงเรียนชายขอบ ไม่ใช่แค่ฝั่งเมียนมา แต่ควรครอบคลุมทั่วชายแดนไทยและเพื่อนบ้าน นำสถานการณ์ชายแดนปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะด้านเมียนมา พิจารณาจัดทำโครงการ “ประตูสู่มนุษยธรรม” (Humanitarian Coordidor) เพื่อให้การสนับสนุนทางมนุษยธรรมต่อผู้ได้รับผลกระทบต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นำความรู้ด้าน Education in Emergency (EiE) “การทำการศึกษาในสถานการณ์ฉุกเฉิน” ที่เป็นงานด้านมนุษยธรรมในเวทีโลก มาจัดระเบียบการศึกษาของโรงเรียนชายขอบทั้งหมดของไทย
ส่วนคำถามที่ว่า แล้วเอาเงินที่ไหนมาดูแลล่ะ เป็นภาษีคนไทยอีกรึเปล่า นายกัณวีร์ อธิบายว่า แทนที่เราจะปิดกั้นการศึกษาของเด็ก เราเปิดโอกาสดีกว่าครับ เพราะเราสามารถหาทรัพยากรภายนอกมาสนับสนุนเด็กๆ ได้ หากไทยเราชิงความเป็นผู้นำในการเสนอรูปแบบ EiE และเสนอต่อกลุ่มประชาคมระดับภูมิภาค อย่างอาเซียน ผ่าน AHA และเวทีโลกอย่าง UNICEF และกลุ่มประเทศโลกเสรีในการรับการสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นด้านงบประมาณหรือทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง
เนื่องจากไทยได้แสดงความเป็นผู้นำที่ริเริ่มในเรื่องดังกล่าว ถ้าเราทำแบบนี้ ข้อกังวลเรื่องการใช้ภาษีคงหมดไป แถมเราเปิดโอกาสด้านมนุษยธรรมต่อเด็กๆ ที่จะเป็นทรัพยากรมนุษย์ของโลก ไทยจะชิงเป็นผู้นำในเวทีโลกด้านการศึกษาในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ยังไม่มีประเทศใดในแถบภูมิภาคนี้ริเริ่ม และสุดท้ายยกระดับและพัฒนาระบบการศึกษาบริเวณพื้นที่ชายขอบของไทย
ส่วนเรื่องการค้ามนุษย์นั้น ผมคงต้องขอแรงจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องทำการสืบสวนสอบสวนให้เต็มที่นะครับ เพราะคงไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวในคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาตามระบบยุติธรรมได้ ขอให้ทุกท่านเคารพในหลักการสากล และรวมถึง พ.ร.บ.การให้ความคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เรื่อง #การคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก ให้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดนะครับ
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 8 กรกฎาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
เด็กหัว G โอกาสทางการศึกษาหรือภัยมั่นคงประเทศ
เช้ามืดของวันที่ที่ 5 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา ขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังหลับใหลอย่างสุขสบายบนที่นอนที่แสนอบอุ่นในบ้านพักของตน อยู่ ๆ ก็มีรถบัส 4 คัน วิ่งเข้ามาจอดที่ลานจอดรถหน้าสถานีตำรวจภูธรบ้านดู่ อ.เมือง จ. เชียงราย ภายในรถคันนี้เป็นเด็ก ๆ อายุเฉลี่ยตั้งแต่ 7 ขวบ ถึง 15 ปี ทั้งชายและหญิง จำนวน 126 คน
ทั้งหมดถูกควบคุมตัวจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)มาจากโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทอง เพื่อนำตัวมากักกันที่สถานสงเคราะห์ต่าง ๆ (ประมาณ 5 แห่ง) ในจังหวัดเชียงราย เพื่อรอผลักดันส่งไปยังประเทศต้นทาง (เมียนมา) ตามระเบียบกฎหมายของทางราชการ
เด็ก ๆ เหล่านี้ไม่ได้กระทำความผิดอะไร เพียงแต่เพราะพวกเขาเลือกที่เกิดไม่ได้ และโชคร้ายที่ตอนเกิดมาพวกเขาเกิดเลยข้ามเส้นพรมแดนสมมุติไปหน่อยหนึ่ง ชีวิตพวกเขาจึงต้องพลิกผันกลายสภาพเป็น ‘เด็กหัว G’ ในวันนี้
‘เด็กหัว G’ คือใคร
สำหรับพวกเราทั่วๆไป พอได้ยินคำว่า ‘เด็กหัว G’ พลันจะนึกไปถึง เด็กเก่ง เด็กฉลาด เด็กจีเนียส(genius)…แต่ไม่ใช่เลย
ความหมายจริงช่างน่าเศร้า เพราะจริง ๆแล้ว พวกเขาเป็นเพียงเด็กธรรมดา ๆ ที่ถูกจับอยู่ในกลุ่มเด็กไร้รัฐ ไร้สัญชาติ และเมื่อมีโอกาสเข้าโรงเรียนไทยพวกเขาถูกกำหนดเลขประจำตัวโดยการขึ้นต้นด้วยอักษร G โดยตามนิยามของกระทรวงศึกษาธิการ
นักเรียนรหัส G หมายถึง นักเรียนที่ยังไม่มีบัตรประชาชนคนไทย ซึ่งพวกเขาต้องมีตัวเลขประจำตัวเพื่อใช้ในระบบการศึกษา แต่ไม่เกี่ยวกับเลข 13 หลักของกระทรวงมหาดไทย
โดยมีหลักการการกำหนดเลขใช้แทนเลข 13 หลัก ดังนี้
หน่วยงานที่ทำทะเบียนเด็กหัว G คือ กระทรวงศึกษาธิการ ปัจจุบันไม่มีข้อมูลว่า เด็กหัว G มีจำนวนเท่าไรกันแน่ แต่เมื่อย้อนไปดูข้อมูลของมหาดไทย เมื่อปี 2558 พบว่ามีเด็กนักเรียนรหัส G ราว 67,433 คน
ส่วนใหญ่มักอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนไทยซึ่งทั้งหมดนี้มีสถานะเป็นนักเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และต่อมากระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้กรมการปกครอง ร่วมกับหน่วยงานองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านสถานะบุคคล ได้เข้าดำเนินการสำรวจเด็กกลุ่มนี้อีกครั้ง
ครั้งล่าสุดมาตั้งแต่ปี 2562 ถึงปัจจุบัน แม้จะยังไม่มีตัวเลขที่เป็นทางการปรากฏออกมา แต่จากการประมาณการทำให้เชื่อกันว่ามีเด็กหัว G ทั่วประเทศมีประมาณ 150,000 คน กระจายอยู่ใน 8 จังหวัด ที่สำคัญ ๆ ได้แก่ เช่น กรุงเทพ ฯ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก ชลบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาครและ สระแก้ว เป็นต้น
เด็ก ๆ เหล่านี้มีโอกาสเล่าเรียนและได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการศึกษาเทียบเท่ากับเด็กไทย ทั้งนี้เป็นผลมาจากทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ออก ‘ยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล’ เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2548 และมีผลบังคับใช้เรื่อยมา เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการกำหนดสถานะและสิทธิของบุคคลที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยทุกกลุ่ม
อย่างไรก็ตามเด็กกลุ่มนี้ยังไม่มีสิทธิ์ในการเข้าถึงบริการอื่น ๆ ของรัฐ โดยเฉพาะสิทธิในการรักษาพยาบาล เนื่องจากยังไม่มีสถานะทางทะเบียน แม้ว่าหน่วยงานรัฐหลายหน่วยจะได้พยายามแก้ไขปัญหาคนกลุ่มนี้อยู่ หนึ่งในแนวทางช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด คือการจัดโครงการสำรวจจัดทำทะเบียนเด็กหัว G ของ
กรมการปกครอง เพื่อสำรวจเด็กที่เข้าข่ายตามหลักเกณฑ์ที่จะได้บัตรหัวศูนย์ (บัตรบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน) โดยมีหลักเกณฑ์เบื้องต้นว่า จะต้องเกิดในไทย และมีถิ่นที่อยู่ถาวร คนเหล่านี้จะเข้าคุณสมบัติจะได้บัตรหัวศูนย์ และสามารถยื่นคำร้องขอสัญชาติไทย ตามมาตรา 7 ทวิ ได้ในอนาคต
แต่การดำเนินการตามโครงการนี้ก็ยังเต็มไปด้วยความล่าช้า และเจอปัญหาอุปสรรคมากมาย โดยเฉพาะเปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตจากเจ้าหน้าที่ในสำนักทะเบียนท้องถิ่นต่าง ๆ จนกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาว
ความล้มเหลวของนโยบายจัดการศึกษาของภาครัฐ
จากการตรวจสอบข่าวสารเพิ่มเติมพบว่า เด็ก ๆ 126 คน กลุ่มนี้ ถูกควบคุมตัวและส่งตัวมาจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 ต.บางเสด็จ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง โดยที่ผ่านมาโรงเรียนแห่งนี้ก็เคยรับเด็กๆ ชาวอาข่าจากพื้นที่ชายแดนภาคเหนือเข้ามาเรียนปีละประมาณ 10 คน แต่เนื่องจากปีนี้ โรงเรียนไทยรัฐวิทยา มีเด็กชาวไทยเข้าเรียนประมาณ 7-8 คน ทำให้นางกัลยา ทาสม ผอ.โรงเรียนไทยรัฐ วิทยา 6 ต้องหานักเรียนมาเข้าเรียนในโรงเรียน เพื่อป้องกันโรงเรียนถูกยุบ ผู้บริหารจะถูกลดตำแหน่ง เนื่องจากจำนวนเด็กไม่ถึงเกณฑ์
เฉพาะในกรณีนี้ เรื่องแดงขึ้นเนื่องมาจากทางผู้อำนวยการโรงเรียน ได้พยายามขอทะเบียนนักเรียนที่ไม่มีสัญชาติ (G code)จากทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทองตรวจสอบพบว่ามีจำนวนเด็กที่มากผิดปกติ และตรวจพบว่ามีกระบวนการร่วมกันหลายฝ่ายนำพาเด็กจากประเทศเมียนมาเข้ามาเรียนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก จึงได้มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าว และเตรียมผลักดันเด็กกลุ่มนี้กลับประเทศต้นทางทำให้ต้องออกจากการศึกษากลางคัน
ข่าวในระยะแรกทางผู้บริหารโรงเรียนมีการอ้างว่าโรงเรียนมีการนำเด็กชาวอาข่าจากประเทศเมียนมามาเรียนทุกปี ปีนี้มีจำนวน 130 คน เด็กทุกคนมาเรียนฟรี แบบกินนอนที่หอพัก โดยอาศัยทุนการศึกษาจากมูลนิธิวัดสระแก้ว และรับบริจาคเสื้อผ้าจากผู้มีจิตศรัทธา แต่ทางมูลนิธิ ฯรับภาระไม่ไหว เพราะเด็กเพิ่มขึ้นมาก ในปีนี้จึงขอให้โรงเรียนปิดหอพัก ทางโรงเรียนก็เลยจำเป็น ต้องส่งเด็กกลับ เผ่าอาข่า ประเทศเมียนมา(เป็นการส่งกลับเพราะความจำเป็นเรื่องงบประมาณ)
ข้อเท็จจริงไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นทั้งหมด
แน่นอนทางกระทรวงศึกษาธิการเคยมีการออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดตั้ง รวมหรือเลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2550 และกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการยุบรวมเอาไว้
โดยปัจจุบันได้มีการร่างกฎกระทรวงฉบับใหม่ออกมาแล้ว และผ่านความเห็นชอบของ ครม. เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมานี้เอง โดยสาระสำคัญที่เป็นหัวใจของระเบียบเดิมคือ หากโรงเรียนใดมีจำนวนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หรือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ไม่ถึง 10 คนติดต่อกันอย่าน้อย 3 ปีการศึกษา ก็จะต้องถูกยุบไปรวมกับโรงเรียนอื่นที่เหมาะสม
แต่ในระเบียบใหม่เปิดโอกาสให้ชุมชนที่มีความพร้อม เห็นความจำเป็น สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเพื่อให้โรงเรียนสามารถดำเนินการต่อไปได้ไม่ถูกยุบรวมกับที่อื่น ซึ่งจะเป็นภาระในการเดินทางของเด็กและผู้ปกครองมากขึ้น
ระเบียบที่จะมีการยุบโรงเรียน เป็นเหมือนปัจจัยกระตุ้นให้ผู้บริหารโรงเรียนต่างพยายามหาเด็กเข้ามาเติมในระบบเข้าไว้
เพราะไม่ใช่แค่ประเด็นโรงเรียนถูกยุบ แต่ยังหมายถึงตำแหน่งฝ่ายบริหารที่ถูกลดลง ไม่รวมถึงเงินงบประมาณต่าง ๆ ที่ละลดลงด้วย เช่น เงินค่าวัสดุรายหัว หัวละ 2,000 บาท ต่อเด็กหนึ่งคน เงินค่าอาหารกลางวัน เงินค่านม งบก่อสร้าง หรืองบสนับสนุนอื่น ๆ เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้เกิดกระบวนการเหมือนขายตรง ต้องวิ่งหานักเรียนเข้ามาเติมในระบบโรงเรียน
เมื่อเด็กในพื้นที่ไม่พอเนื่องจากมีเด็กเกิดใหม่น้อยลงก็ต้องวิ่งหาเด็กจากชายแดน หรือร้ายกว่าคือต้องหาเด็กจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเรียน เหตุการณ์เช่นนี้เกิดมานานแล้วในพื้นที่จังหวัดชายแดน เช่น เชียงราย เชียงใหม่ ตาก สระแก้ว แต่คาดไม่ถึงว่าจะลามเข้าไปเกิดในพื้นที่ชั้นในอย่างจังหวัดอ่างทองด้วย
จากข้อมูลพบว่าเฉพาะที่จังหวัดอ่างทองไม่ใช่แค่กรณีที่เกิดที่โรงเรียนนี้เพียงแห่งเดียว แต่ยังมีเรื่องเช่นนี้ในโรงเรียนอื่น ๆ ที่ใช้วิธีการรับเด็กต่างด้าวเข้ามาเพิ่มยอดนักเรียนด้วย จึงเป็นข้อสังเกตที่ทำให้เกิดข้อสงสัยได้ว่าเรื่องเช่นนี้ อาจจะเกิดขึ้นในพื้นที่อื่น ๆ อีกหลายจังหวัดทั่วประเทศอย่างแน่นอน
อนาคตของเด็ก 126 คนนี้ และเด็กหัว G คนอื่น ๆ
เฉพาะเด็ก ๆ 126 คน ที่ถูกควบคุมตัวและส่งตัวมาจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 ต.บางเสด็จ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง โดยมีคณะทำงานกรมกิจการเด็กและเยาวชน ร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง นำเยาวชนซึ่งเป็นเด็กนักเรียน โรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน จ.อ่างทอง จำนวน 126 คน กลับสู่ภูมิลำเนา (ฝั่งตรงข้ามประเทศไทย ด้าน จ.เชียงราย – ตามกฎหมายว่าเข้ามาทางช่องทางไหนก็จะถูกส่งกลับทางช่องทางนั้น แต่ข้อเท็จจริงเป็นการดำเนินการตามที่เจ้าหน้าที่บริหารจัดการ เพื่อความสะดวกคล่องตัว ไม่มีการสำรวจจริง ๆ ว่าเด็กทั้งหมดเข้ามาทางช่องทางจังหวัดเชียรายทั้งหมด ) โดยมี น.ส.เอกรัตน์ นาคาคง รองผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง พร้อมด้วย นายอำเภอป่าโมก และ ผกก.สภ.ป่าโมก มาร่วมส่งตัวด้วย โดยมีตัวแทนของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และ พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ สุริยฉาย ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี คอยให้การดูแล
อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดกระแสข่าวขึ้น ได้เกิดกระแสประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่ว่าจะเป็นการผลักดันเด็กผู้บริสุทธิ์กลุ่มนี้ออกนอกประเทศ ถือว่าเป็นการขัดกับหลักการที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ ที่รัฐไทยเป็นภาคี รวมถึงหลักการกฎหมายจารีตประเพณีว่าด้วยการไม่ผลักดันกลับในกรณีที่เด็กเหล่านี้จะกลับไปสู่อันตราย ไม่ว่าเด็กเหล่านั้นจะเป็นใคร จะมีสถานะบุคคลอย่างไร ก็ต้องได้รับความคุ้มครอง และได้รับการส่งเสริมให้เข้าถึงการศึกษา
ขณะเดียวกันนางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาเชียงราย นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนอีกหลายองค์กรต่างเดินทางมาสังเกตการณ์
อาจกล่าวได้ว่าแนวทางการดำเนินการกับเด็ก 126 คนนี้ ยังไม่มีข้อสรุป
ในชั้นต้นเด็กทั้งหมดถูกคัดแยกไปพักตามสถานสงเคราะห์ในพื้นที่ จ. เชียงราย รวม 5 แห่งเป็นการชั่วคราว เพื่อส่งกลับประเทศต้นทาง กล่าวคือ ในจุดยืนของภาคประชาสัมคมและคนที่ทำงานด้านสิทธิบุคคล สิทธิเด็ก ยืนกรานว่าเด็กเหล่านี้ คือประชากรโลกง คือผู้บริสุทธิ์ที่จะต้องให้ความช่วยเหลือ
ขณะที่หน่วยงานบังคับกฎหมายอย่างตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ก็ยืนยันว่าจะต้องผลักดันออกนอกประเทศตามกฎหมาย ส่วนหน่วยงานอื่น ๆ อาทิ กระทรวงศึกษาธิการที่ดูและทะเบียนเด็กกลุ่มนี้ก็ไม่มีความชัดเจน ทั้งเรื่องจำนวน หลักเกณฑ์การดำเนินการ แม้แต่หน่วยงานของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรและความมั่นคงของมนุษย์ก็ยังตอบไม่ได้ว่าจะดำเนินการอะไรต่อไป
พล.ต.ต.ฐิตวัฒน์ ริยฉาย ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่ได้รับมอบหมายให้มาดูแลเรื่องนี้กล่าวว่า มีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่นำพาเด็กๆมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการนำเด็ก ๆ คืนให้ผู้ปกครอง ซึ่งยึดตามหลักฐานโดยต้องเป็นผู้ปกครองที่แท้จริง จริงๆแล้วเด็กเหล่านี้สามารถเรียนหนังสือในไทยได้ แต่ควรเรียนในพื้นที่ตามแนวตะเข็บชายแดน
แต่ครั้งนี้กลับเอาไปเรียนที่จังหวัดอ่างทอง ดังนั้นจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย
แหล่งข่าวระดับสูงในพื้นที่ เปิดเผยว่า ตามขั้นตอนของกฎหมายไม่ว่าจะมีเสียงประณามหรือคัดค้านจากภาคประชาสังคมอย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่มีทางเลี่ยง แม้ว่าจะไม่มีการดำเนินคดีความใด ๆ กับเด็ก ๆ แต่ก็ต้องผลักดันเด็กเหล่านี้กลับไปยังประเทศต้นทางอยู่ดี ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับฝ่ายเมียนมาไว้แล้วรอเพียงความพร้อมในการรับตัวนำส่งผู้ปกครองของเด็กต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากไม่สามารถนำส่งพ่อแม้ตัวจริงได้จะทำยังไง เช่น หากพ่อแม่ตัวจริงลักลอบหลบหนีเข้ามาทำงานไทยแล้วไม่อาจแสดงตัวมารับบุตรของตนได้ แหล่งข่าวอธิบายว่าที่ผ่าน ๆ มาทางฝ่ายเมียนมาจะมีกระบวนการนำส่งไปยังญาติใกล้ชิดอยู่แล้วเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีหมุดหมายหรือแหล่งที่มา หรือหากหาญาติไมเจอจริง ๆก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายทางการเมียนมาต้องพิจารณาดำเนินการเอง อาจจะไปอยู่ในสถานสงเคราะห์ของเขา หรืออะไรก็แล้วแต่ความเหมาะสม
นี่คือสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ แต่วิถีและหน้าที่ความรับผิดชอบ บีบบังคับให้การดำเนินการต้องออกมาเป็นแบบนี้
แล้วใครละจะช่วยหาทางออกให้ประชากรโลกกลุ่มนี้
ที่มา ; thaipublica 8 กรกฎาคม 2023
เกี่ยวข้องกัน
อดีตผอ.รร.ร่ำไห้นำเด็กต่างด้าวมาเรียนหนังสือ แต่ถูกดำเนินคดี สภาทนายฯยื่นมือช่วย
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 ก.ค. ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ถ.พหลโยธิน ดร.วิเชียร ชุปไธสง นายกสภาทนายความฯ นายสุนทร พยัคฆ์ เลขาธิการฯ นายกวี เจริญเศรษฐี ทนายความฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมาย ดร.ศิวนุช สร้อยทอง หน.คลีนิคทางกฎหมายมูลนิธิกระจกเงา นำ น.ส.กัลยา ทาสม อดีต ผอ.โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จ.อ่างทอง ร่วมแถลงข่าวว่า กรณีครูและเจ้าหน้าที่ ของโรงเรียนรวม 5 คน ถูกพนักงานสอบสวน สภ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ดำเนินคดีฐานพาบุคคลต่างด้าว หลบหนีเข้าเมือง และข้อหาให้ที่พักพิง ตามพ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 โดยสรุปสำนวนส่งให้ สำนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง พิจารณาโดยผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฎิเสธ และร้องขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายจากสภาทนายความฯ
น.ส.กัลยา กล่าวว่า ตนขอคุณสภาทนายความที่รับเรื่องร้องทุกข์ แล้วก็เข้ามาช่วยเหลือ ตอนนี้นอกจากคดีความตนโดนสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทองตั้งกรรมการสอบวินัย โดยกล่าวหาว่าตนไม่ได้ดําเนินการตามขั้นตอน ซึ่งจริงๆแล้วในการดําเนินการครั้งนี้มันมีระเบียบที่รองรับไว้ก็คือระเบียบของการรับนักเรียนว่าด้วยหลักฐานการศึกษา จะมีบัญญัติไว้ว่าการที่เราจะรับนักเรียนจะต้องมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง แต่นักเรียนเหล่านี้ที่เขาได้รับโอกาสจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา เขาได้แจ้งไว้ว่าเขาไม่มีเอกสารหลักฐานอะไรเลยในวันที่เรารับ แล้วก็ผู้ปกครองเขาพามาสมัครเรียนก็สามารถทําได้โดยที่เราใช้แบบบันทึกทะเบียนประวัติบุคคลเข้าไปเพื่อที่จะแนบในการขอรหัสเพื่อที่รับค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาเราได้ทําตามระเบียบตรงนี้
ส่วนอีกข้อกล่าวหาที่คือให้การศึกษาเด็กที่ไม่มีสิทธิ์ในการมารับการศึกษาใน มารับโอกาสทางการศึกษาในประเทศไทย เด็กที่เรียนกับเรา ต้องทําความเข้าใจว่ามีอยู่ก่อนแล้วช่วงหนึ่งเมื่อปีการศึกษา 2565 โดยที่เขาได้รับการศึกษาได้รับการดูแลจากมูลนิธิให้ที่อยู่ให้อาหาร ตนก็เห็นว่าตรงนี้มันเป็นโอกาสเป็นสถานที่จะ ให้การศึกษา ก่อนหน้านี้ไม่มีปัญหาในการเรียนของกลุ่มเด็ก ๆ เเต่ที่มามีปัญหาปีนี้อาจป็นผลที่จะดูว่าเราขอยื่นขอรหัสมันมีจํานวนเยอะขึ้นกว่าเดิม ก็เลยลงมาตรวจสอบ โดยที่เราก็ไม่รู้ว่าเขาได้ปรึกษากับต้นสังกัดหรือไม่ เเต่ในวันดังกล่าวมันเหมือนกับการมาจับกุมหรือมาตั้งว่าให้ตนเป็นคนผิด เป็นจําเลยของสังคมว่าทําผิดกฎหมายพาเด็กต่างด้าวเข้ามาในวันนั้น
น.ส.กัลยา กล่าวว่า การเพิ่มจำนวนเด็กเราได้ขออนุญาตหนังสือแจ้งไปที่ต้นสังกัดว่าเราจะไปรับเด็กมาเรียนโดยค่าใช้จ่ายที่รัฐต้องจ่ายต่อหัว เป็นเด็กอนุบาลเนี่ย 1,700 บาท ต่อปี เเต่ถ้าเป็นเด็กประถมก็คือ 1,900 บาทต่อคนต่อปี โดยเด็กส่วนมากก็จะเป็นชนเผ่าไม่ใช่คนพม่าทั้งหมด เป็นคนชนเผ่าเป็นคนไทยก็มี เป็นคนที่อยู่ในพื้นที่ตะเข็บชายแดนซึ่งตอนนี้เด็กได้ถูกส่งกลับไปพม่าเกือบหมดแล้ว ตอนนี้เหลือเด็กที่อยู่ในบ้านพักอยู่ 4 คน ซึ่งยังไม่มีผู้ปกครองมารับ ตนเป็นคนจังหวัดเชียงราย แล้วเป็นคนที่ฐานะยากจน ในสมัยก่อน ได้รับโอกาสทางการศึกษาโดยที่ได้รับทุนเรียนมาตั้งแต่มัธยมจนถึงระดับปริญญาตรี ในวิชาชีพครู ก็ได้เล็งเห็นว่าโอกาสที่เราได้รับเราควรจะแบ่งปันให้กับคนอื่นบ้างก็ได้ตั้งปณิธานกับตนเองว่าวันนึงอะเราจะแบ่งปันโอกาสที่เราได้รับเนี่ยให้กับคนอื่นพอได้มาเป็นครูก็ได้บรรจุในอยู่บนดอยก็ได้เห็นวิถีชีวิตของชาวเขาของเด็กเหล่าที่มันมีอยู่แล้วตามตะเข็บชายแดนเกือบทุกโรงเรียน
“ตอนนี้ที่โดนเเจ้งข้อหา ก็มีผอ.มีผู้ใหญ่บ้าน มีครู เเละก็ภารโรง เป็นคดีที่ สภ.อ.ป่าโมก ส่วนเด็กเขาก็พยายามที่จะถามว่า ผอ.ว่าหนูจะได้กลับไปเรียนไหมแล้วเมื่อไหร่จะได้กลับ สงสารเด็กๆค่ะ อยากฝากไปถึงคุณครูทั่วประเทศที่มีเด็กเหมือนเด็ก 126 คนนี้ค่ะ หากได้รับผลกระทบในวงกว้างอยากให้ท่านได้ใช้เวทีนี้ได้ลุกขึ้นมาเพื่อที่จะปกป้องการทํางานของท่านเองนะว่าทุกวันนี้ท่านอาจจะกังวลว่าฉันจะผิดหรือไม่ฉันจะถูกจับ ฉันจะถูกดําเนินคดีหรือไม่ อยากให้มาช่วยกันว่ากระทรวงศึกษาธิการเนี่ยเขาทําไมถึงไม่ช่วยครู ในวันนี้แจ้งความดําเนินคดียังไม่พอแจ้งสอบสวนวินัยร้ายแรงด้วย” อดีต ผอ.โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 ระบุทั้งน้ำตา
นายกวี ทนายความน.ส.กัลยา กับพวกกล่าวถึงความคืบหน้าคดีที่โดนเเจ้งข้อหาว่า ขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาตามพ.ร.บ.คนเข้าเมืองในเรื่องของการนําพาคนต่างด้าวเข้ามาถึงราชอาณาจักร เเละเรื่องของการให้ที่พักพิงแก่คนต่างด้าวในชั้นสอบสวนก็ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาแล้วก็จะทําเอกสารชี้แจงเอกสารผ่านทางพนักงานสอบสวนเเละในชั้นอัยการ โดยวันนี้ยื่นผ่านพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีเเละขอชะลอการส่งสำนวนให้กับพนักงานอัยการ แล้วเราก็จะเสนอพยานหลักฐานต่างๆให้กับพนักงานสอบสวนเพื่อให้อยู่ในสํานวนส่งต่อให้กับอัยการต่อไป ซึ่งวันนี้ทางพนักงานสอบสวนก็ชะลอตามที่เรานัดต่อไปวันที่ วันที่ 8 ส.ค. โดยผู้เเจ้งความร้องทุกข์คือ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ) กระทรวงศึกษาธิการ
นายกวี กล่าวต่อว่า น.ส.กัลยารับเด็กมาจากโรงเรียนราษฎร์พัฒนา เชียงรายซึ่งอยู่ในประเทศไทย มีผู้ปกครองของเด็กเป็นผู้นําพาเข้ามาในประเทศเพื่อส่งมอบตัวให้กับโรงเรียน น.ส.กัลยาซึ่งเป็นผู้อำนวยการเเละเป็นคณะกรรมการของโรงเรียนอํานวยความสะดวกซึ่งรับเด็กไว้ เนื่องจาก น.ส.กัลยา ก็เคยเป็นอาจารย์อยู่ที่โรงเรียนราษฎร์พัฒนาอยู่แล้วสมัยที่เคยใช้ชีวิตเป็นครูดอยอยู่ตามตะเข็บชายแดนมาตลอดก่อนที่ได้สอบบรรจุเป็น ผ.อ.ที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จังหวัดอ่างทอง
ด้าน ดร.วิเชียร กล่าวว่า ในเบื้องต้นสภาทนายความได้รับเรื่องและจัดทนายความอาสาสอบข้อเท็จจริง พร้อมรวบรวมหลักฐานในการ ดำเนินการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายตามขั้นตอนต่อไป สภาทนายความยินดีให้ความช่วยเหลือ ในเรื่องนี้ ส่วนการผลักดันเด็กนักเรียนต่างด้าวกลับประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะที่สถานการณ์ยังมีการสู้รบกันอยู่ อาจส่อไป ในทางผิดหลักสิทธิมนุษยชน ในส่วนคดีได้มีทนายความได้เข้าไปให้การช่วยเหลือเบื้องต้นระดับหนึ่งแล้วแต่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญที่เป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากทราบว่าทางพนักงานสอบสวนมีความเห็นสมควรสั่งฟ้อง น.ส.กัลยา กับพวกทั้ง 5 คน เเละขณะเดียวกันก็ปรากฏว่ามีการผลักดันให้เด็กที่ไร้สัญชาติและก็ด้อยโอกาสกลับไปยังประเทศซึ่งตอนนี้ทราบว่าตกอยู่ในสภาวะที่ยังไม่สงบเท่าที่ควรยังมีการสู้รบกันบานปลาย ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อเด็กที่ถูกผลักดันให้ออกไป ซึ่งเรื่องสิทธิ มนุษย์ชนเป็นเรื่องที่สภาทนายความต้องให้การดูแลอยู่แล้ว ถือว่าเป็นภาษาสากลแบบที่ทุกคนในโลกนี้ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพ และในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องคํานึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย
โดยหลังจากรับเรื่องขอความช่วยเหลือในวันนี้เราจะมีการสอบข้อเท็จจริงในทุกรายละเอียดแต่ว่าเท่าที่สอบถามกับเบื้องต้นมองว่าการรับเด็กต่างด้าวไม่ใช่คนสัญชาติไทย และก็ไม่มีทะเบียนบ้านซึ่งเด็กเหล่านี้ อาจจะเกิดอยู่ไม่เอาตะเข็บชายแดนที่มาเรียนหนังสือเพื่อเป็นการเสริมสร้างชีวิตของเขาให้ดีขึ้นให้ดีกว่าเพื่อเป็นอนาคตของไม่ใช่ประเทศไทยมันเป็นอนาคตของโลกต่อไปมิฉะนั้นแล้วถ้าปล่อยปละละเลยน่ะให้อยู่ตามธรรมชาติเด็กอาจจะเสียชีวิตในทางภัยสงครามก็ได้ การที่น.ส.กัลยา อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 ขอตัดสินใจให้เด็กมาเรียนที่โรงเรียนก็มีเหตุมีผล ทั้งยังได้พิจารณาหลักกฎหมาย ระเบียบ ภาคปฏิบัติต่างกัน ซึ่งเบื้องต้นพบว่าการกระทําลักษณะที่ถูกกล่าวหาแบบนี้เคยมีแนวคําพิพากษาศาลฎีกาพิพากษาว่าไม่เป็นความผิด ทางสภาทนายถ้าพิจารณาเเล้วเข้าเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือก็จะจัดทนายอีกส่วนหนึ่งเข้าไปดําเนินการช่วยเหลือแก้ต่างทางคดีให้
“ในส่วนรูปของคดี อย่างที่เรียนไปเบื้องต้นว่าเนื่องจากเคยมีแนวคําพิพากษาของศาลฎีกาที่มีการพิพากษาเกี่ยวกับเรื่องลักษณะเดียวกันว่าไม่เป็นความผิดแนวทางการต่อสู้คดี ทนายความเห็นก็ได้เบื้องต้นทนายความเห็นก็ได้วางเเผนในการที่จะต่อสู้คดีเป็นลักษณะตามคําพิพากษาของศาลฎีกาที่ผ่านมาเเต่ตอนนี้จำเป็นต้องสอบข้อเท็จจริงให่ครบถ้วน และพิจารณาโดยรูปแบบของคณะกรรมการว่ามันเข้าข่ายที่จะไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ หากไม่ได้รับเราก็จะให้การช่วยเหลือต่อไปตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสภาทนายความ”นายกสภาทนายความระบุ
นายสุนทร เลขาธิการสภาทนายความ กล่าวว่า กรณีเด็กนักเรียนที่ไม่มีทะเบียนราษฎรหรือว่าไม่มีสัญชาติไทยปัญหานี้สภาทนายความเนี่ยเคยทําคู่มือร่วมกันกับทางหน่วยราชการ ส่วนราชการและบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นแนวทางปฏิบัติคู่มือและแนวทางในการปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของบุคคลที่อ่าไม่มีทะเบียนราษฎรและไม่มีสัญชาติ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดมานานแล้วไม่ใช่เกิดเฉพาะที่โรงเรียน ดังกล่าว ตนขออนุญาตยกตัวอย่าง คือโรงเรียนตํารวจตระเวนชายแดนกมีโรงเรียนสอนเด็ก เเบบนี้ สอนโดยที่ไม่มีหลักฐานเเบบกรณีนี้ เพราะว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของกติกาสากล เหมือนประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีคนอพยพมา โดยที่เข้าไปแล้วประเทศสหรัฐอเมริกาเขาก็ให้การศึกษา เขาไม่ได้ผลักดันเด็กออกไปต่างประเทศเลย กลับครูมาสอน ซึ่งก็ได้รับความชื่นชมอยู่ทั่วโลก
“คราวนี้ในส่วนของเราไม่ใช่เฉพาะที่นี่ โรงเรียนตํารวจตระเวนชายแดน มีอยู่มากมายที่ทําอยู่เพราะถ้าจับที่นี่ ต้องจับที่อื่นอีกเยอะเลย คู่มืออันนี้นะครับ มันเป็นเรื่องของการที่ทําขึ้นโดยที่ยกเว้น พรบ.คนเข้าเมืองฯในบางเรื่อง บางมาตรา ตอนนี้เนี่ยทางผ.อ.ก็เข้าเขตโรงเรียนไม่ได้ ผู้ใหญ่บ้านก็ถูกแจ้งความดําเนินคดี และยังมีครูผู้ช่วยฯ อีกซึ่งจากการสอบสวนข้อเท็จจริงในเบื้องต้นเห็นว่าท่านทําไปโดยที่ไม่ได้มีเจตนาทุจริตเลย ทําไปโดยที่เพื่อประโยชน์กับเด็กที่ได้ศึกษาเล่าเรียน การที่ตํารวจตั้งข้อหาตาม พรบ. คนเข้าเมืองฯ มาตรา63 เเละ64 ในเรื่องของการนําพาคนต่างด้าวเข้ามาถึงราชอาณาจักร เเละเรื่องของการให้ที่พักพิงแก่คนต่างด้าวข้อเท็จจริงปรากฏว่าไม่ได้เป็นคนนําเข้ามา แต่เป็นผู้ปกครองซึ่งเป็นคนไทยเป็นคนนํามา ให้ศึกษาเล่าเรียนในประเทศไทย ให้ศึกษาเล่าเรียน ส่วนในเรื่องของให้ที่พํานักตามมาตรา 64 จะต้องให้พำนักเพื่อที่จะหลบหนีทํานองนั้นแต่อันนี้มันไม่ใช่ เเต่เป็นการให้พำนักเพื่อให้การศึกษาเจตนาในการกระทําความผิดไม่มี” เลขาธิการสภาทนายความระบุ
ดีต ผอ.โรงเรียนไทยรัฐ 6 ร่ำไห้นำเด็กชาติพันธ์ุมาเรียนหนังสือเพื่อหวังให้การศึกษา แต่กลับถูกตำรวจแจ้งความดำเนินคดีและโดนสอบวินัยร้ายแรง ขณะที่สภาทนายความยื่นมือเข้าช่วยเหลือทางกฎหมายตามขั้นตอน ชี้เป็นเรื่องใหญ่ครู-พวกโดนฟ้องไปถึง 5 ราย เผยเคยมีแนวคําพิพากษาของศาลฎีกาที่มีการพิพากษาเกี่ยวกับเรื่องลักษณะเดียวกันว่าไม่เป็นความผิดเป็นแนวทางการต่อสู้คดีต่อไป
ที่มา ; แนวหน้า วันอังคาร ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2566
ข่าวเกี่ยวกัน
ไม่ควรเอาเป็นเอาตายกับเด็กไร้รัฐที่มาเรียนหนังสือกันถึงขนาดนี้
กรณีหน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกันผลักดันเด็กนักเรียนที่ไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร 126 คนจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง กลับประเทศพม่าเนื่องจากเข้าเมืองผิดกฎหมาย ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเนื่องจากเด็กทั้งหมดต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา
วันที่ 1 สิงหาคม นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ทวิต เกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าเด็ก 126 คนถูกส่งกลับเมียนมาไปหมดแล้ว ส่งไปทั้ง ๆ ที่อยู่ระหว่างเปิดเทอม โดยไม่รู้เลยว่าจะไปเผชิญชะตากรรมอย่างไร จะได้เรียนหนังสือหรือไม่
ผมคุยกับเด็กสองคนที่ยังรอว่าจะถูกดำเนินการอย่างไรต่อไป ทราบว่าเด็กเพิ่งเข้ามาเรียน ม. 1 ที่โรงเรียนนี้ ก่อนนี้เรียนป. 1-ป.6 ที่โรงเรียนในประเทศไทยนี้เอง ตอนนี้กลายเป็นอาจจะถูกส่งกลับประเทศเสียแล้ว ถามครูปุ๊ได้ความว่าโรงเรียนนี้ก็จะเหลือเด็กนักเรียน 9 คน เท่านั้น
รัฐไทยเอาเป็นเอาตายกับเด็กที่มาเรียนหนังสือกันถึงขนาดนี้ รุนแรงกว่าที่ทำกับทุนสีเทาหลายเท่านัก เป็นการจัดการที่ผิดพลาดอย่างมาก ละเมิดสิทธิเด็ก ขัดต่อพันธกรณีที่ไทยมีต่อต่างประเทศและขัดต่อระบบกฎหมายของไทยเอง
โดยเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่หน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกันผลักดันเด็กนักเรียนที่ไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร 126 คนจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง กลับประเทศพม่าเนื่องจากเข้าเมืองผิดกฎหมาย ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเนื่องจากเด็กทั้งหมดต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา
นายจาตุรนต์กล่าวว่า เมื่อปี 2548 ขณะนั้นตนดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ได้เกิดกรณีที่เด็กไร้สัญชาติ ไร้บัตร และไม่มีเอกสารใดๆ ติดตัวเลย ประสบปัญหาไม่ได้รับสิทธิด้านการศึกษา รวมถึงสิทธิการรักษาพยาบาล และมีการเคลื่อนไหวจากภาคส่วนต่างๆเพื่อหาทางแก้ปัญหาโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงกำลังพิจารณา ขณะที่กลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวได้มาพบตนและนำเสนอกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผลักดันเป็นยุทธศาสตร์การจัดการเกี่ยวกับงานสถานะบุคคล
นายจาตุรนต์กล่าวว่า ฝ่ายความมั่นคงมองเห็นปัญหาจึงหาทางกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อให้เกิดการคุ้มครองเด็กที่มีปัญหา เช่น เกิดในไทยแต่ไม่มีสัญชาติ เด็กจากประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่มีใครรับรอง หรือเด็กที่ไม่มีเอกสารใดๆ เราให้เด็กได้รับการคุ้มครองและออกเป็นบัตรเฉพาะให้ โดยกำหนดให้เขาได้รับการคุ้มครองอะไรบ้าง ต่อมา ศธ.ได้เสนอออกกฎระเบียบต่อเนื่องจากยุทธศาสตร์ของ สมช. คือให้คุ้มครองเด็กที่ไม่มีสัญชาติ เด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฏร และเด็กไร้บัตร ให้ได้รับสิทธิด้านการศึกษาในประเทศไทยเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามหลักสากล โดยคำนึงถึงว่ามีเด็กที่มีปัญหาด้านสถานะบุคคลจำนวนมากให้ได้รับการคุ้มครองเรื่องการมีสิทธิเข้าเรียน และกลายเป็นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2548 ซึ่งตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ศธ.
ผู้สื่อข่าวถามว่า การจัดส่งเด็กนักเรียนไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร 126 คนกลับพม่าครั้งนี้ถือว่าเป็นการสวนทางกับมติ ครม.ที่เขียนไว้หรือไม่ นายจาตุรนต์กล่าวว่า เป็นการสวนทางกัน โดยตอนแรกตนเข้าไปดูเพราะเห็นว่ามีการดำเนินคดีกับผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 ก่อนหน้านั้นเลยไม่ได้ดูในประเด็นส่งเด็กกลับไป ถ้าพูดในหลักใหญ่ของสิทธิมนุษยชนสากลแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกเพราะเมื่อพบเด็กที่มีปัญหาเรื่องสถานะ หรือเข้าเมืองไม่ถูกกฎหมายและกำลังเรียนอยู่ในไทย ถ้าจะดำเนินการใดๆ ก็ต้องไม่ให้กระทบการเรียนของเด็กนักเรียนเหล่านี้
“ไม่ใช่พอพบว่าเข้าเมืองผิดกฎหมายแล้วส่งพวกเขากลับไปก่อน ยิ่งหากเป็นพื้นที่ที่อันตราย แล้วส่งเขากลับไปก็ผิดหลักกติกาสากล แถมยังไม่รู้ว่าพวกเขาจะได้เรียนเมื่อไหร่ พวกเขาบางส่วนอาจไม่ได้เรียนอีกนับปี โดยหลักแล้วเราต้องคุ้มครองให้เขาได้เรียนก่อน น่าเป็นห่วงว่าตรงนี้ทำไม่ถูกหลักสากลและอาจถูกตำหนิจากองค์กรระหว่างประเทศได้” อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าว
นายจาตุรนต์กล่าวว่า การดำเนินคดีกับผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 และบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา เป็นสิ่งที่น่ากังวลเพราะอาจเป็นการส่งสัญญาณที่ผิด ทำให้บุคลากรทางการศึกษาเกิดการหวาดกลัว และปิดโอกาสให้เด็กที่มีปัญหาสถานะบุคคล ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน เด็กไร้สัญชาติ ในการเรียนหนังสือ กลายเป็นการทำให้บุคลากรทางการศึกษาต้องมาเข้มงวดกับเด็กที่มีปัญหาเรื่องเอกสารทางทะเบียนราษฏร ทั้งเด็กที่มีอยู่ในประเทศไทยแล้ว หรือเด็กที่เข้ามาใหม่ เมื่อเข้มงวดก็เกิดปัญหาผู้ปกครองของเด็กๆ เหล่านั้น เพราะไม่กล้านำเด็กเข้าระบบการศึกษาและกลายเป็นเด็กต้องอยู่กับพ่อแม่ หรือเร่ร่อนโดยไม่เข้าระบบการศึกษาเป็นอันตรายต่อสังคมเป็นอย่างมาก
“ในวันนี้ ผมได้ไปเป็นพยานให้กับผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยาที่ถูกดำเนินคดี ที่ สภ.ป่าโมก และจะฟังเรื่องราวจากมูลนิธิต่างๆ นักวิชาที่เชี่ยวชาญว่าจะช่วยเด็กเหล่านี้อย่างไร และพยายามทำให้เกิดความชัดเจนทางนโยบายความมั่นคงและกระทรวงศึกษาธิการในการคุ้มครองเด็กให้ดีขึ้นและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากขึ้นอย่างไร หวังว่าผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ รวมทั้งทางฝ่ายความมั่นคงจะเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้น” นายจาตุรนต์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ประชาชนไทยบางส่วนยังข้องใจว่าทำไม่เราถึงต้องสนับสนุนให้เด็กไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร หรือเด็กจากประเทศเพื่อนบ้านได้เรียน แทนที่จะเอางบประมาณไปใช้กับเด็กไทย นายจาตุรนต์กล่าวว่าการที่เด็กจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาประเทศไทยมากหรือน้อยอย่างไร เป็นเรื่องที่ฝ่ายความมั่นคงต้องไปดูแลตามความความเหมะสม แต่กรณีที่พวกเขาต้องหนีตายหรือหนีอันตรายเข้ามาหลบภัย ในฐานะที่เราเป็นประเทศเพื่อนบ้าน และประชาชนสองฝั่งแดนต่างมีสายสัมพันธ์กัน รวมถึงการมีแรงงานข้ามชาตินับล้านๆ คนเข้ามาทำงานในไทย ถ้าเข้ามาด้วยความจำเป็นก็ต้องดูแลกัน การให้การศึกษากับเด็กก็ต้องคิดแบบที่เป็นปลายทางคือเมื่อมีเด็กเข้ามาอยู่ก็ต้องการการศึกษา เพราะเขาเข้าอยู่ในประเทศไทยแล้ว
“ต้องถามว่าอะไรดีกว่ากันระหว่างให้เด็กเรียนกับไม่ให้เรียนอะไรเลย ถ้าเขาอยู่จนโต อะไรเป็นผลดีต่อสังคมไทยมากกว่ากัน มันจึงไม่ใช่เป็นปัญหาแคบๆ ว่าเด็กไทยยังไม่มีงบเพียงพอ ปัญหาเด็กไทยควรได้รับการดูแลดีขึ้นก็ควรแก้ไข และแก้ได้ด้วย ถ้าจัดสรรงบอย่างเหมาะสม แต่เด็กจากเพื่อนบ้านที่ติดตามพ่อแม่ที่เป็นแรงงานข้ามชาติซึ่งอนาคตยิ่งมีเพิ่มขึ้น ขณะที่สังคมไทยเป็นสังคมสูงวัย หากเขาเป็นแรงงานข้ามชาติ มีความรู้ก็เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม แต่หลักง่ายๆ ทางสังคมเมื่อมีเด็ก โลกนี้เขายอมรับว่าต้องให้เด็กได้รับการศึกษา ซึ่งเป็นประยชน์ต่อสังคมนั้น ไม่ต้องไประแวงว่าเราจะเสียหายอะไร การใช้จ่ายด้านการศึกษาเป็นการลงทุนที่มีคุณค่าต่อสังคมมากที่สุด” นายจาตุรนต์กล่าว
“จาตุรนต์” เป็นพยานให้ ผอ.ร.ร.ไทยรัฐวิทยา 6 หวังสร้างความเข้าใจทุกฝ่าย หวั่น รัฐส่งสัญญาณผิดทำบุคลากรด้านการศึกษาหวาดกลัวไม่กล้ารับเด็กมีปัญหาสถานะบุคคล ชี้ส่งเด็กนักเรียน 126 คนกลับพม่าแก้ปัญหาผิดทาง-สวนมติ ครม.
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 1 สิงหาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
‘ก้าวไกล’ ยื่นสภาตั้ง กมธ. วางแนวทางการศึกษาให้เด็กไร้สัญชาติ หวังเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) และคณะ แถลงว่า ขอให้สภา ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย โดยนายณัฐวุฒิกล่าวว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวกรณี จ.อ่างทอง ได้ดำเนินการตรวจสอบเหตุเด็กที่ไม่มีเอกสาร ทางทะเบียนราษฎรจำนวน 126 คนที่มาศึกษาในโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 (ฉบับราษฎร์อุปถัมภ์) อ.ปาโมก จ.อ่างทอง แต่กระทรวงศึกษาธิการไม่อาจออกรหัส G ที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้กำหนดรหัสประจำตัว
สำหรับนักเรียนที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรได้ และต่อมามีการส่งเด็กกลับสู่ภูมิลำเนาในประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมดำเนินการทางกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้อง จึงทำให้เกิดคำถามต่อการจัดการศึกษาให้กับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย ที่อาจขัดต่อหลักการระหว่างประเทศ กฎหมายภายในประเทศ นโยบาย และยุทธศาสตร์ต่างๆ อาจมิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก
นายณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า ในปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทยอยู่ทั่วประเทศโดยประมาณ 300,000 คน ในจำนวนนี้มีประมาณ 100,000 คน ที่เข้าสู่ระบบ และได้รับรหัส G แต่การได้รับรหัส G ของเด็กเป็นเพียงแต่การได้รับสิทธิเข้าศึกษา หมายถึงการลงรายการสถานะบุคคลหรือการให้สัญชาติไทยโดยอัตโนมัติ ทำให้เด็กเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่จำเป็นหลายประการ และยังนำไปสู่การขาดโอกาส และถูกเลือกปฏิบัติ อันจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว และเรื่องดังกล่าวนี้ยังเกี่ยวข้องกับหลักการระหว่างประเทศ นโยบาย ยุทธศาสตร์ในระดับต่างๆ และการปฏิบัติของหน่วยงานต่างๆ ที่ขาดการบูรณาการหรือการทำระบบ
บนพื้นฐานประโยชน์สูงสุดของเด็ก จึงสมควรให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิสามัญเพื่อศึกษาสถานการณ์ ปัญหา และวางแนวทางทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย ที่รวมไปถึงแนวทางการลงรายการสถานะบุคคลหรือการให้สัญชาติในระยะยาว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 10 สิงหาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
ก้าวไกลจี้ มท.-ศธ.ถอดบทเรียนส่งเด็กนักเรียน 126 คนกลับพม่า หวั่นความไม่ชัดเจนตั้ง 3 ข้อสังเกต สำรวจพบเด็กกว่า 20 คนกลับมาไทยแล้ว 7 คน
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2566 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.ระบบบัญชีราชื่อและรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทางการไทยส่งเด็กนักเรียนไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง กลับประเทศพม่า ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ว่า ไม่ว่าเด็กกลุ่มนี้จะเข้าเมืองด้วยกระบวนการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่ควรคำนึงถึงสิทธิการศึกษาของเด็กและควรถอดบทเรียนว่าหากมีเหตุการณ์หรือกรณีแบบนี้ และกรณีใดๆ เกิดขึ้นอีก ควรจัดการและหากระบวนการที่เหมาะสม เท่าที่ทราบขณะนี้เด็กหลายคนกลับไปเข้าเรียนในพื้นที่ในประเทศเพื่อนบ้านและมีบางรายย้อนกลับเข้ามาเรียนในประเทศไทยผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า มีข้อสังเกต
1.ในกรณีนี้อาจจะไม่สามารถยกขึ้นมาเป็นกรณีชี้กระบวนการว่าถูกหรือผิดได้ เพราะรัฐไทยยังไม่มีกระบวนการถอดบทเรียนว่าหากในสถานการณ์ที่จำเป็นและคำนึงถึงว่าสิทธิใดควรมาเหนือสิทธิใดๆ และควรมีวิธีการในการปฏิบัติอย่างไร เช่น สิทธิการศึกษาควรที่จะมาก่อนการโยกย้ายถิ่นฐาน ไม่ว่าจะเข้าเมืองมาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม หรือสิทธิที่อพยพมาหนีภัยสงครามเข้าเมืองนั้นๆ ควรที่จะเหนือการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
2.ในกรณีนี้ส่งผลกระทบต่อในเชิงลบต่อการจัดการศึกษาเนื่องจากโรงเรียนทั่วประเทศไม่กล้าเปิดรับเด็กไร้สถานทางเบียน และหน่วยงาน คือกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ก็มีความวิตกกังวลว่าจะเกิดกรณีนี้ขึ้นอีก ส่งผลกระทบต่อการดูและการจัดการศึกษาในกับเด็กจำนวนหนึ่ง ควรเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
3.ในกรณีการดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้อำนวยการโรงเรียนที่นำเด็กมาเรียน ยังอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนสอบสอนและยังไม่เห็นความคืบหน้าในการส่งสำนวนให้พนักงานอัยการว่ามีการส่งฟ้องหรือไม่ เพราะต้องดูข้อเท็จจริงและเจตนาประกอบสิ่งที่ผู้อำนวยการโรงเรียนกระทำนั้นเข้าข่ายเป็นเจตนาพาคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายจริงหรือไม่ หรือมีความหวังดีต้องการให้การศึกษาแก่เด็กนักเรียน ซึ่งก็มีข้อเรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดี แต่กระบวนการยุติธรรมนั้นได้เดินหน้าไปแล้ว ซึ่งควรช่วยกันติดตามเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสร้างความชัดเจนให้กับหน่วยงานปฏิบัติในพื้นที่ ในเมื่อรัฐมนตรี ศธ. ยืนยันเองว่าสิทธิการศึกษาควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับ ตามหลักการ Education for all ดังนั้นก็ไม่ควรจะมีประเด็นที่เป็นข้อจำกัดใดๆ และรัฐมนตรี ศธ.ควรที่จะมีนโยบาย หรือมีหนังสือสั่งการให้ทำความเข้าใจว่าเรื่องนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อในพื้นที่อื่นๆ โดยเฉพาะจังหวัดที่อยู่ใกล้กับชายแดน” นายณัฐวุฒิกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบเด็กนักเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จำนวน 126 คนที่ถูกส่งกลับมายังจังหวัดเชียงรายนั้น มีเพียง 4 คนที่ยังอยู่ในบ้านพักเด็กฝั่งไทย เนื่องจากไม่มีพ่อหรือแม่มารับ เนื่องจากพ่อเป็นผู้หนีภัยการสู้รบ ส่วนเด็ก 122 คน ถูกผลักดันกลับฝั่งพม่าแล้ว โดยมี 7 คน ข้ามกลับมาเรียนในโรงเรียนฝั่งไทย 10 คนเรียนในศูนย์การศึกษาฝั่งไทย และอีก 4 คนเข้ามาทำงานรับจ้างเก็บใบชาในฝั่งไทยเนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน ส่วนเด็กที่เหลืออีกกว่า 100 คน มีเพียงส่วนน้อยที่ได้เรียนในฝั่งพม่าเพราะครอบครัวมีฐานะยากจนเช่นเดียวกัน
ในขณะที่ น.ส.ลาหมึทอ อดีตเด็กไร้สัญชาติริมแม่น้ำสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า พ่อแม่เป็นผู้อพยพมาจากประเทศพม่า ครอบครัวยากจนต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อส่งเธอเข้าเรียน และจำเป็นที่จะต้องเข้าเรียนในโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่เพื่อลดค่าใช้จ่าย เวลาที่เดินทางข้ามจังหวัดเพื่อไปโรงเรียนซึ่งต้องผ่านด่านตรวจ ทำให้รู้สึกระแวงทุกครั้ง มีความกังวลและรู้สึกไม่ปลอดภัย ส่วนชีวิตในโรงเรียนถูกคนรอบข้างมองด้วยความแปลกแยก สายตาของคนอื่นที่มองมาคล้ายกับว่าเราคนไม่ปกติ
“ขณะเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เรามีโอกาสได้รับทุนการศึกษาเรียนต่อมหาวิทยาลัยจนจบปริญญาตรี แต่ถูกปฏิเสธทุนการศึกษาเพราะไม่มีสัญชาติไทย ทำให้รู้สึกด้อยค่าและโดนกีดกันทางการศึกษาในเวลาเดียวกัน ถึงแม้ว่าพ่อแม่เราจะมาจากฝั่งพม่า แต่เราเองเกิดในไทย ไม่ได้มีความผูกพันกับประเทศต้นทางเลย แต่กลับถูกตีตราว่าเป็นต่างด้าว ปัจจุบันยังมีเด็กไม่มีเอกสารทางทะเบียนอีกจำนวนมากและไม่ได้รับโอกาสตามตามที่ พ.ร.บ.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการระบุ” น.ส.ลาหมึทอกล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 30 สิงหาคม 2566