
“Gen X ติดอยู่ตรงกลาง พวกเขาไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ พวกเขามีประสบการณ์มากเกินไป แล้ว Gen X ต้องอยู่ตรงไหน ต้องเรียนรู้ใหม่ หรือตายจากการทำงานไปเลยล่ะ?”
นี่คือสิ่งที่ ‘คริสตินา มาตซ์’ (Christina Matz) รองศาสตราจารย์จาก Boston College School of Social Work และผู้อำนวยการ Center of Aging and Work บอกกับสำนักข่าว BBC ถึงสถานการณ์ในที่ทำงานที่ Gen X กำลังเผชิญ
เธอระบุว่า นี่คือช่วงเวลาที่เลวร้ายของคนทำงานระดับ Mid-career ที่ต้องต่อสู้กับอคติเรื่องอายุในที่ทำงาน และอีกด้านหนึ่งก็ต้องรับหน้าที่ ‘เดอะแบก’ ของที่บ้านในฐานะหัวหน้าครอบครัว ทั้งการดูแลเด็กเล็กและพ่อแม่ที่อยู่ในวัยชรา
Gen X ติดอยู่กับภาระงานและภาระทางการเงิน ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่พร้อมหยุดทำงาน ไม่พร้อมที่จะสูญเสียอาชีพไปในเวลานี้ แม้การเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างพลิกขั้วในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่ผ่านมา จะกระทบกับคนทุกกลุ่มแบบไม่เลือกเจน
แต่ในพาร์ทของการทำงานกลับพบว่า Gen X คือช่วงวัยที่มี ‘แต้มต่อ’ ในการเริ่มต้นใหม่น้อยที่สุด ด้วยความคิดของนายจ้างที่มองว่า คนหนุ่มสาวมีความยืดหยุ่นมากกว่า ทำให้พวกเขามองไม่เห็นเหตุผลในการเลือก Gen X ที่มากไปด้วยอายุงาน และค่าจ้างอันสูงลิ่ว
บูมเมอร์เกษียณช้าลง ไม่มีที่ทางให้ Gen X งอกงาม
ไล่มาตั้งแต่การเลิกจ้างงานครั้งใหญ่ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว โดยเฉพาะวิวัฒนาการของ AI ที่มาแรงในช่วงนี้ ทั้งหมดล้วนส่งผลกระทบกับความมั่นคงในอาชีพการงานของ Gen X อย่างมีนัยสำคัญ
จากการสำรวจของ ‘AARP’ หรือสมาคมผู้เกษียณอายุชาวอเมริกันเมื่อปี 2022 พบว่า 80% ของคนทำงานที่มีอายุระหว่าง 40 ถึง 65 ปี ต้องเจอกับการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน ซึ่งนับว่า เป็นตัวเลขที่มีสัดส่วนสูงที่สุดในรอบ 19 ปี นับตั้งแต่ AARP เริ่มทำการเก็บผลสำรวจในประเด็นดังกล่าว
ช่วงอายุของ Gen X เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ 44 ปี ไปจนถึง 59 ปี หากดูตามตัวเลขก็พออนุมานได้ว่า Gen X น่าจะดำรงตำแหน่งระดับหัวหน้าฝ่ายหรือผู้บริหารองค์กรกันแล้ว แต่ในระยะหลังกลับพบว่า ไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากกลุ่มบูมเมอร์จำนวนมากชะลอแผนการเกษียณอายุออกไป ทำให้ไม่มีที่ว่างสำหรับ Gen X อย่างที่ควรจะเป็น
และหลายครั้งก็พบว่า บางองค์กรที่มีวัฒนธรรมแบบ ‘Top-to-down’ แม้จะอยู่ในช่วงอายุ Gen X แต่ก็อาจโดนปรามาสจากกลุ่มบูมเมอร์ได้เช่นกันว่า ยังเร็วเกินไปที่จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งระดับผู้บริหาร
ในขณะเดียวกัน เมื่อต้องติดอยู่กับตำแหน่งงานระดับปฏิบัติการ Gen X ก็ไม่อาจงัดข้อกับคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Y หรือ Gen Z ที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี มีความเข้าใจ และปรับตัวกับสิ่งใหม่ได้ดีกว่า
มาตซ์ระบุว่า Gen X มักถูกตราหน้าในสังคมการทำงานว่า เชื่องช้า และยึดติดกับแนวทางการทำงานของตนเองมากเกินไปจนการปรับตัวกลายเป็นเรื่องยาก
โดยเฉพาะผู้หญิงวัย 40 ที่ถูกมองว่า หมกมุ่นกับการให้ความสำคัญเรื่องครอบครัวอยู่ตลอดเวลา การเป็น Gen X ที่ว่ายากแล้ว ยังไม่ยากเท่า Gen X ที่เป็นผู้หญิง ซึ่งเปรียบเสมือนคำสาปที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
ประสบการณ์เยอะเกิน-จ่ายไม่ไหว คนรุ่นใหม่ปั้นง่าย แถมถูกกว่า
ประสบการณ์ล้นเกินคุณสมบัติที่ตั้งไว้ กลายเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ Gen X ได้รับหลังเข้ารับการสัมภาษณ์งานใหม่ ‘แมต เฮียนเดน’ (Matt Hearnden) อดีตรีครูตเตอร์ที่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นโค้ชด้านฝึกสอนทักษะอาชีพในกรุงลอนดอนให้ข้อมูลว่า เหตุผลที่ลูกค้า Gen X ส่วนใหญ่ของตนได้รับหลังจากสัมภาษณ์งาน แม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะมีโปรไฟล์ที่เพรียบพร้อมมากแค่ไหนก็ตาม แต่องค์กรหลายแห่งก็มักให้เหตุผลกลับมาว่า Gen X มีประสบการณ์มากเกินไป หรือที่เรียกว่า ‘Overqualified’ ทำให้ไม่เป็นที่พึงปรารถนาในการสรรหาคน
แต่นอกจากคุณสมบัติที่ล้นเกินซึ่งส่งผลต่อการพูดคุยเรื่องค่าจ้าง องค์กรเหล่านี้ยังมองว่า Gen X มีคุณสมบัติเรื่องความยืดหยุ่นและการปรับตัวน้อยกว่าเด็กรุ่นใหม่ มองว่า คนอายุมากไม่ทันสมัย และไม่สามารถใช้เทคโนโลยีได้คล่องตัว หากจะต้องให้ Gen X เรียนรู้สิ่งใหม่ ขอเลือกคนรุ่นใหม่ที่ส่วนใหญ่มักมีทัศนคติแบบ ‘Open-minded’ จะดีกว่า
‘เฮียนเดน’ ยกตัวอย่างหนึ่งในลูกค้า Gen X ซึ่งประกอบอาชีพวิศวกรว่า แม้ว่าท้ายที่สุดเขาจะได้รับงานตามที่ต้องการ แต่ตลอดกระบวนการสัมภาษณ์ลูกค้าวัย 40 ปลายๆ คนนี้ต้องเผชิญกับความรู้สึกเครียดและกดดันอย่างมาก
เขาพยายามเน้นย้ำให้องค์กรรับทราบว่า ตนเองเต็มใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ พร้อมปรับตัว และมีความสามารถในการทำงานเป็นทีมสูง ซึ่งทำให้เขามีศักยภาพน่าดึงดูดสำหรับองค์กร ที่ไม่ได้ต้องการเพียงประสบการณ์และความสามารถอันมากล้น แต่ยังต้องเป็นคนที่ไม่หยุดนิ่ง และพร้อมไปข้างหน้าตลอดเวลาด้วย
ไม่มีใครเด็กไปตลอด วันหนึ่งทุกคนต้องอายุมากขึ้น
ด้าน ‘แอเดรียน พอตเตอร์’ (Adrion Porter) ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาอาชีพในสหรัฐอเมริกา ระบุว่า แท้จริงแล้ว Gen X มีคุณสมบัติในการปรับตัวได้ดีกว่าที่หลายคนคิด บางครั้งนายจ้างมักเข้าใจไปว่า คนรุ่นใหม่เข้าใจเทคโนโลยีได้ดีกว่า แต่จากที่เขาทำงานคลุกคลีมากับคน Gen X พบว่า ความเข้าใจดังกล่าวไม่เป็นจริงตามนั้นเสมอไป
วิธีคิดแบบนี้อาจพัฒนาไปสู่ ‘Ageism’ หรือ อคติเรื่องอายุในที่ทำงานได้ในสักวัน ซึ่งขัดแย้งกับธรรมชาติของมนุษย์ที่ทุกคนล้วนเติบโต และมีอายุเพิ่มขึ้น ไม่ว่าวันนี้คุณจะเป็น Gen Y ที่กำลังรุ่งโรจน์ในหน้าที่การงาน หรือเป็น Gen Z ที่ยังสดใหม่ ท้ายที่สุด เมื่ออายุเพิ่มขึ้นทุกคนก็ต้องเผชิญกับเรื่องราวเหล่านี้ จะดีกว่าหรือไม่หากอคติทางอายุถูกลดบทบาท และสลายหายไปในที่สุด
มีแนวทางมากมายในการกำหนดตัวชี้วัดคุณสมบัติคนทำงานที่ไม่ได้มีเรื่องอายุเป็นมาตรฐาน ในขณะที่ทั่วโลกกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การตั้งแง่ในลักษณะนี้จึงผิดฝาผิดตัว และไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไร ในวันที่การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรเกิดขึ้นในแทบประเทศทั่วโลก
ข้อมูล : BBC, Linkedin, Worklife
ที่มา ; msn
เกี่ยวข้องกัน
Gen X ออมเงินช้ากว่ารุ่นอื่น เสี่ยงแก่จน ส่วน Gen Y-Z เริ่มออมตั้งแต่ 20 ต้น ๆ
หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” กันอย่างถ้วนหน้า ด้วยสภาพสังคมยุคใหม่ที่คนหนุ่มสาวไม่นิยมมีลูก ทำให้จำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยลง ในขณะที่คนสูงวัยกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และพบว่ามีคนสูงวัยจำนวนมากแทบจะไม่มีเงินเก็บเลย หรือแม้จะมีบ้างแต่ก็ไม่พอใช้หลังเกษียณ เสี่ยงภาวะ “แก่แต่จน” ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากการไม่ได้วางแผนการออมเงินตั้งแต่เนิ่น ๆ
ยกตัวอย่างในสหรัฐอเมริกาก็ประสบกับปัญหานี้เช่นกัน มีรายงานจากสำนักข่าว CNBC ระบุว่า คนรุ่น Gen X หรือผู้ที่เกิดระหว่างปี ค.ศ.1965 - 1980 ในสหรัฐ (อายุประมาณ 44-59 ปี ณ ปี 2024) ซึ่งกำลังจะเกษียณอายุงานเป็นรุ่นถัดไป แต่คนกลุ่มนี้มีเงินออมไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงตัวเองหลังเกษียณอายุ ตามรายงานใน Annual retirement study ประจำปี 2024 ของ Allianz Life Insurance
อีกทั้งจากการศึกษา Planning and Progress ประจำปี 2024 ของ Northwestern Mutual พบว่า คนรุ่น Gen X มองว่าพวกเขาจะต้องมีเงินเก็บเฉลี่ยประมาณ 1.56 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 57,331,560 บาท) จึงจะสามารถใช้ชีวิตช่วงหลังเกษียณอายุได้อย่างสุขสบาย แต่จากรายงานของ Fidelity Investments บริษัทดูแลกองทุนเพื่อการเกษียณฯ กลับพบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูล ยอดเงินเก็บสะสมของวัยทำงาน Gen X ในกองทุนเกษียณของสหรัฐอเมริกา หรือ 401(k) ณ ไตรมาสแรกของปี 2024 พบว่าพวกเขามียอดเงินเก็บสะสมเฉลี่ยอยู่ที่ 54,500 ดอลลาร์เท่านั้น (ประมาณ 2,002,930 บาท) ซึ่งคิดเป็นเพียง 5% ของเงินเก็บที่คาดหวังข้างต้น
[*หมายเหตุ: คำนวณอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินจากดอลลาร์เป็นบาทที่ 36.75 ณ วันที่ 1 ก.ค. 67]
ขณะที่ในประเทศไทยพบว่า วัยกลางคนและรุ่นใกล้เกษียณของบ้านเราก็เผชิญปัญหานี้ไม่ต่างกัน ข้อมูลจาก KKP Financial Talk: Money Master ได้เผยถึงรายงานผลสำรวจของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า คนไทยวัยทำงาน 30% ไม่มีเงินเก็บสำหรับการเกษียณเลย และ 60% มีเงินเก็บแต่มีไม่ถึง 200,000 บาท ซึ่งชัดเจนว่าไม่พอใช้ ดังนั้น จำเป็นอย่างมากที่คนไทยจะต้องมีความรู้ด้านการวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณอายุมากขึ้น นอกจากวินัยทางการออมแล้ว การหาความรู้ให้เงินออมงอกเงยก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน
ทำไมคนรุ่น Gen X มีอุปสรรคในการออมเงินวัยเกษียณ
อย่างไรก็ตาม มีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้ประชากรชาว Gen X ในสหรัฐอเมริกา ไม่สามารถจัดสรรเงินสำหรับเกษียณได้มากขึ้น โดยสาเหตุหนึ่งเกิดจาก Gen X หลายคนเริ่มเก็บออมช้ากว่าคนรุ่นใหม่ จากรายงาน State of Retirement Planning ของ Fidelity ปี 2024 ค้นพบว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนรุ่น Gen X เริ่มออมเงินเพื่อการเกษียณอายุเฉลี่ยที่ 36 ปี ซึ่งเริ่มค่อนข้างช้า เทียบกับคนรุ่น Millennials (Gen Y) ที่เริ่มต้นการออมเงินเมื่ออายุ 27 ขณะที่ประชากรรุ่น Gen Z เริ่มเก็บออมเงินตั้งแต่อายุ 20 ปี ซึ่งพวกเขาเริ่มออมเร็วกว่ามาก
ทั้งนี้ อีกเหตุปัจจัยหนึ่งอาจเป็นเพราะวัยทำงานกลุ่ม Gen X ในสหรัฐ ในอดีตพวกเขาเลือกที่จะไม่สมัครแผนกองทุนการเกษียณอายุของบริษัทที่ตนเองทำงานอยู่ตั้งแต่เนิ่น ๆ เนื่องจากบริษัทในยุคนั้นให้พนักงานเลือกเองแบบสมัครใจว่าจะหักเงินเข้ากองทุนทุกเดือนหรือไม่ ซึ่งพบว่าคนส่วนใหญ่ถึง 60% เลือกที่จะไม่ทำ กลุ่มนี้คือกลุ่มที่ไม่มีเงินพอสำหรับเกษียณ
เทียบกับคนรุ่นถัดๆ มา บริษัทจะสมัครแผนกองทุนการเกษียณให้พนักงานโดยอัตโนมัติ (หักเงินจากเงินเดือนเข้ากองทุนฯ ให้อัตโนมัติ) จึงทำให้คนรุ่น Gen Y Gen Z มีเงินเก็บออมหลังเกษียณมากกว่าชาว Gen X
คนรุ่น Gen X (ช่วงวัย 40-50) อย่าเพิ่งท้อใจ ยังเริ่มออมเงินเพื่อการเกษียณได้
ข่าวดีคือยังไม่สายเกินไปสำหรับชาว Gen X ที่อยากจะเริ่มต้นการออมเพื่อการเกษียณอายุ แอนน์ เลสเตอร์ (Anne Lester) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษียณอายุ แนะนำว่า ให้เริ่มต้นด้วยการมุ่งเน้นไปที่อัตราการออมเพื่อการเกษียณ ตามหลักการทั่วไปมนุษย์เงินเดือนควรออมให้ได้ 15% ของรายได้แต่ละเดือน แต่ชาว Gen X ในวัยที่อายุมากขึ้น ทำให้มีเวลาเก็บออมเงินน้อยลง อาจต้องเพิ่มอัตราการออมเงินให้มากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน
“ขึ้นอยู่กับว่าคุณตามหลังคนอื่นแค่ไหนและอายุเท่าไหร่ แต่ที่แน่ ๆ คือ คุณจะต้องประหยัดเงินมากขึ้น หากคุณอายุ 30 ปีปลายๆ และยังไม่ได้เริ่มต้น คุณอาจต้องเก็บเงินออม 15% ของเงินเดือนทุกเดือน แต่หากคุณอายุ 40 ปีขึ้นไปและไม่มีเงินออมเลย คุณอาจต้องเริ่มต้นเก็บเงินที่ 30% ของเงินเดือนทุกเดือน” เลสเตอร์กล่าว
เลสเตอร์บอกอีกว่า สิ่งที่ชาว Gen X ต้องทำอีกอย่างคือ บัญชีรายรับรายจ่าย แล้วดูว่าแต่ละเดือนมีเงินเหลือแค่ไหน พอจะลดค่าใช้จ่ายส่วนไหนลงได้อีกบ้าง การทำสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการบริหารเงินเพื่อเก็บออมไว้ใช้หลังเกษียณ ให้เริ่มลดมาตรฐานการครองชีพลง เพื่อที่จะมีออมเงินมากขึ้น และพยายามทำตัวให้ชินกับการมีเงินใช้จ่ายน้อยลง เพราะนั่นอาจเป็นชีวิตของคุณหลังเกษียณก็ได้
อีกทั้งชาว Gen X ช่วงวัย 40-50 ปี ยังสามารถสมัครกองทุนเงินออมเพื่อการเกษียณเพิ่มเติม แล้วอาจเพิ่มเงินในกองทุนมากกว่ามาตรฐานขั้นต่ำทั่วไป เพื่อให้ยอดเงินออมมีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยเร็วก่อนจะเกษียณอายุ ท้ายที่สุดอาจพิจารณาเข้าปรึกษากับนักวางแผนทางการเงิน เพื่อให้พวกเขาช่วยพัฒนาแผนการเกษียณอายุส่วนบุคคลที่เหมาะกับเป้าหมายและความท้าทายของคุณโดยเฉพาะ
ชาว Gen X คนไทยที่ยังไม่มีเงินออมเพื่อเกษียณ ควรเริ่มต้นออมอย่างไร?
หากเป็นผู้ทำงานในระบบ ถือเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ซึ่งจะมีการหักเงินสมทบเข้าประกันสังคม และจะได้เงินนั้นออกมาใช้ตอนเกษียณอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นผู้ทำงานอิสระ สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ในกองทุนประกันสังคมได้ เพื่อส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม เหมาะสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระและแรงงานนอกระบบ (ฟรีแลนซ์) ที่มีอายุ 15-65 ปี สมัครได้โดยไม่ต้องตรวจสุขภาพ แต่ต้องไม่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39
โดยจะได้รับการคุ้มครองและสิทธิประโยชน์หลายรายการ โดยเงินสมทบที่ต้องนำส่งกองทุนฯ นั้น มีให้เลือกส่ง 3 ทางเลือก คือ ทางเลือกที่ 1 จ่าย 70 บาทต่อเดือน จะได้สิทธิประโยชน์พื้นฐานคุ้มครอง 3 กรณี คือ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย-กรณีทุพพลภาพ-กรณีตาย
ส่วนทางเลือกที่ 2 จ่าย 100 บาทต่อเดือน จะได้สิทธิประโยชน์พื้นฐานคุ้มครอง 4 กรณี คือ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย-กรณีทุพพลภาพ-กรณีตาย-กรณีชราภาพ ขณะที่ทางเลือกที่ 3 จ่าย 300 บาทต่อเดือน จะได้สิทธิประโยชน์พื้นฐานคุ้มครอง 5 กรณี คือ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย-กรณีทุพพลภาพ-กรณีตาย-กรณีชราภาพ-กรณีสงเคราะห์บุตร
ถ้าไม่ต้องการสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ในกองทุนประกันสังคม ก็ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกคือ สมัครเข้า “กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)” หลักประกันวัยเกษียณ เพื่อให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระหรืออยู่นอกระบบบำเหน็จบำนาญของรัฐ ได้ออมเงินไว้ใช้ในยามเกษียณ โดยรัฐบาลจะจ่ายเงินสมทบให้ส่วนหนึ่ง ซึ่งคนที่จะสมัครต้องมีสัญชาติไทย อายุ 15 - 60 ปี และต้องไม่อยู่ในระบบบำนาญของกองทุนอื่นๆ
โดยสมาชิกต้องจ่ายเงินสะสมไม่ต่ำกว่าครั้งละ 50 บาท รวมไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี แต่ไม่จำเป็นต้องจ่ายทุกเดือนและแต่ละครั้งไม่ต้องเท่ากัน ส่วนรัฐจะจ่ายเงินสมทบให้ตามอายุของสมาชิก คือ
- อายุ 15 - 30 ปี สมทบให้ 50% ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี
- อายุมากกว่า 30 - 50 ปี สมทบให้ 80% ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี
- อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป สมทบให้ 100% ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี
ทั้งนี้ สมาชิกจะมีสิทธิได้รับเงินเมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ หรือลาออกจากกองทุน หรือทุพพลภาพก่อนอายุครบ 60 ปี หรือเสียชีวิต
นอกจากนี้ เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รัฐบาลยังมีนโยบายที่จะทำ “หวยเกษียณ” เพื่อจูงใจให้คนไทยเก็บออมมากขึ้น โดยสามารถถอนเงินที่ซื้อสลากทั้งหมดออกมาได้ตอนเกษียณ (อายุ 60 ปี) เบื้องต้นคร่าวๆ คือ รัฐบาลจะออกสลากขูดแบบดิจิทัล ใบละ 50 บาท เพื่อขายให้กับ “สมาชิก กอช.” หรือ “ผู้ประกันตนมาตรา 40” (กลุ่มอาชีพอิสระ) ซึ่งให้ซื้อได้ไม่เกิน 3,000 บาทต่อเดือน โดยเงินที่ซื้อสลากจะถูกเก็บเป็นเงินออมในระบบ ขณะเดียวกันผู้ซื้อสลากก็จะได้ลุ้นรางวัลไปด้วย (ออกรางวัลทุกวันศุกร์ เวลา 17.00 น.)
ทั้งนี้ นโยบายนี้ยังไม่ได้เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ยังต้องใช้เวลาศึกษารายละเอียด ดูข้อกฎหมาย และการออกแบบระบบต่างๆ อาจใช้เวลาหลายเดือนหรือ 1 ปี
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ
เกี่ยวข้องกัน
Gen Y หมดหวังมีความสุขในงานมากที่สุด
วัยทำงานรุ่นมิลเลนเนียล หรือ Gen Y มีแนวโน้มที่จะทำงานเพื่อเงินมากกว่าความสนุก เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจที่กินเวลานานหลายปี บีบให้พวกเขาต้องก้มหน้าก้มตาทำงานที่ไม่มีความสุขต่อไป เน้นทำงานเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าในทุกๆ เดือนให้ได้ และต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเลื่อนตำแหน่ง จากผลสำรวจพบว่าพวกเขาเป็นรุ่นที่หมดหวังจะมีความสุขในการทำงานในแต่ละวันมากที่สุด
ยืนยันจากรายงานของ People at Work ซึ่งจัดทำโดยบริษัท ADP ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการด้านเงินเดือน พบว่า คนรุ่นมิลเลนเนียลในกลุ่มอายุ 24-34 ปี เพียง 25% เท่านั้น ที่ให้ความสำคัญกับความสุขในการทำงานในแต่ละวัน แปลว่าที่เหลือมากถึง 75% ของคนรุ่นนี้ ไม่ใส่ใจว่างานที่ทำอยู่จะให้ความสุขหรือไม่ เมื่อเทียบกับคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป มากถึง 45% ที่ใส่ใจความสุขในงานที่ทำ
Gen Y ให้ความสำคัญกับ “เงินเดือน” มากกว่าความสุขในงาน ไม่สนใจความสุขในที่ทำงานอีกต่อไป
ในทางกลับกัน คนทำงานชาว Gen Y มีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญกับ “เงินเดือน” มากกว่า โดย 56% ให้ความสำคัญกับเงินเดือน และพวกเขายังให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าในอาชีพมากกว่ากลุ่มอายุอื่นๆ
ผลการศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า คนรุ่นมิลเลนเนียลเผชิญกับการทำงานหนักโดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนมาเป็นเวลานาน จนทำให้พวกเขาแยกตัวเองออกจากเป้าหมาย “การมีความสุขในที่ทำงาน” หมายความว่า พวกเขาไม่ใส่เรื่องความสุขในการทำงานอีกต่อไป ลดความสำคัญของความสุขลง และทำงานด้วยความรู้สึกยอมฝืนทนทำไปในทุกๆ วัน ตลอดเวลา 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
บางคนอาจสงสัยว่า ถ้าไม่มีความสุขแล้วทนฝืนทำไปทำไม? หรือ ทำไมไม่ลาออกหางานใหม่? ก่อนอื่น..อย่าลืมว่าบางครั้งชีวิตก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
ไม่ออก ออกแล้วจะเอาอะไรกิน! เหตุผลที่ Gen Y ยอมฝืนทนทำงานโดยไม่มีความสุขส่วนหนึ่งมาจากวิกฤติทางการเงิน
เหตุผลที่ทำให้พวกเขายอมใช้ชีวิตการทำงานแบบนี้หลักๆ คือ มีภาระทางการเงินสูง สำหรับคนรุ่นมิลเลนเนียลตอนต้น (เป็นซีเนียร์อายุราวๆ 40+) พวกเขาต้องเผชิญกับวิกฤติทางการเงิน ตลาดงานที่มีการแข่งขันกันสูง ทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น
ถ้าลาออกไปก็อาจจะหางานใหม่ที่เงินเดือนเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมไม่ได้ หรืออาจตกงานไปเลย อีกทั้งพวกเขายังมีภาระค่าใช้จ่ายรออยู่เพียบ ส่วนใหญ่คนรุ่นนี้ถือว่าเป็นรุ่นแซนวิชเจนเนอเรชันด้วย เพราะเป็นวัยกลางคนที่ต้องดูแลทั้งพ่อแม่ชราและลูกที่ยังเล็ก
ขณะเดียวกัน คนรุ่นมิลเลนเนียลตอนปลายที่อายุน้อยกว่านั้น (รวมไปถึงคนรุ่น Z รุ่นแรกๆ) ก็ต้องเผชิญกับความวุ่นวายจากโรคระบาด อัตราเงินเฟ้อที่สูงตามวัย และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงที่พวกเขาเพิ่งจะเริ่มต้นอาชีพการงาน ยังมีรายได้ไม่มากนัก หรือรายได้ยังไม่เพียงพอกับค่าครองชีพที่แพงขึ้น
ด้วยเหตุผลต่างๆ ข้างต้น ส่งผลให้ตอนนี้ชาว Gen Y ยอมจำนนที่จะก้มหน้าก้มตาทำงานทั้งๆ ที่ไม่มีความสุขต่อไป และบางครั้งก็ทำงานด้วยชั่วโมงที่เข้มข้นมากขึ้นด้วย เพื่อแสวงหาความมั่นคงทางการเงิน
คนรุ่นมิลเลนเนียลไม่มีความมั่นคงทางการเงินมากพอที่จะหาความสุขให้ตนเอง
ไม่เพียงเท่านั้น งานวิจัยนี้ยังสอดคล้องกับการศึกษาวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ศึกษาถึง “วิธีที่คนหนุ่มสาวค้นพบความหมายในชีวิต” ท่ามกลางภาวะไม่มีความมั่นคงทางการเงินเพียงพอที่จะลาพักร้อน ซื้อรถยนต์ หรือเผชิญกับอุปสรรคด้านความรู้สึกในช่วงวิกฤติวัยกลางคน (เช่น รู้สึกเหนื่อยหน่าย เบิร์นเอาท์ รู้สึกไม่มีค่าพอ รู้สึกไม่เก่งเท่าคนรุ่นใหม่ ฯลฯ)
โดยผลสำรวจจาก Thriving Center of Psychology พบว่า คนรุ่นมิลเลนเนียลถึง 81% รู้สึกว่าพวกเขาจนเกินกว่าที่จะอนุญาตให้ตนเองเกิดวิกฤติวัยกลางคนแบบทั่วๆ ไป เช่น เกิดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยกับสิ่งของที่ไม่จำเป็น หรือมีงานอดิเรกแปลกๆ
สตีเฟน ฟลอยด์ (Steven Floyd) เจ้าของบริษัท SF Psychotherapy Services บอกกับ นิตยสาร Fortune ว่า วิกฤติวัยกลางคนสำหรับคนรุ่นมิลเลนเนียลเป็น ‘วิกฤติของเป้าหมายและการมีส่วนร่วมในงาน’ มากกว่า พวกเขาเป็นคนรุ่นที่ได้รับการสนับสนุนให้ทำงานหนักเพื่อมุ่งสู่ดวงดาว พวกเขาทำงานและเติบโตในอาชีพมาถึงจุดหนึ่งแล้วมักจะสงสัยว่า ฉันพอใจกับมันแล้วหรือยัง? ฉันสนใจงานที่ทำอยู่จริงๆ หรือเปล่า?
การสำรวจของ ADP ยังเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกใหม่ๆ เพิ่มเติมอีก โดยชี้ให้เห็นว่า สถานที่ทำงานส่งผลต่อการรับรู้ของพนักงานเกี่ยวกับความมั่นคงในงานของพวกเขา
Gen Z เองก็ลำบาก! เริ่มลดความสำคัญความยืดหยุ่นในงาน เน้นหาเงินเยอะๆ อยากก้าวหน้ากว่านี้
ไม่ใช่แค่กลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนียลเท่านั้น ที่มีแนวโน้มละทิ้งความสุขเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ขณะที่คนทำงานรุ่น Gen Z ที่อายุน้อยกว่าก็เริ่มเผชิญสภาวะเดียวกัน Gen Z บางส่วนเริ่มใส่ใจกับความยืดหยุ่นในการทำงานน้อยลง
ดร.เนลา ริชาร์ดสัน (Nela Richardson) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ ADP บอกว่า ความต้องการรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นจะยังคงไม่หายไป เพียงแค่จะถูกจัดลำดับความสำคัญใหม่พร้อมๆ กับคุณลักษณะงานอื่นๆ ที่พนักงานให้ความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม เช่น ความก้าวหน้าในอาชีพการงานจะมาก่อน ส่วนความสุขในการทำงานเป็นเรื่องรอง
จากความกังวลต่างๆ ข้างต้น จึงทำให้เห็นฉากทัศน์โลกการทำงานของคนรุ่น Gen Y (และ Gen Z บางส่วน) ที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า คนรุ่นนี้ยอมทำงานแบบไม่มีความสุขต่อไปเพื่อหาเงินให้ได้ทุกเดือน พยายามที่จะก้าวหน้าในอาชีพเพื่อรายได้ที่มากขึ้น โดยลดความสำคัญของความยืดหยุ่นในงาน ไม่สนวิกฤติวัยกลางคน ตัวเองจะเฉาตายก็ไม่เป็นไรขอแค่ให้มีงานและมีเงินมาเลี้ยงชีพและครอบครัว
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ
คนรุ่น Gen X (อายุราว 44–59 ปี) กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญในโลกการทำงาน ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ AI วิกฤตเศรษฐกิจ และโครงสร้างองค์กรที่ยังมีอคติเรื่องอายุ (Ageism) ทำให้ถูกมองว่า “ประสบการณ์มากเกินไป” หรือไม่ยืดหยุ่นเท่าคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกัน บูมเมอร์จำนวนมากยังเลื่อนการเกษียณ ทำให้ตำแหน่งระดับบริหารมีจำกัด ส่งผลให้ Gen X ติดอยู่ระหว่างตำแหน่งระดับกลางโดยไม่มีความก้าวหน้าเท่าที่ควร อีกด้านหนึ่ง Gen X ยังเป็น “คนรุ่นแซนวิช” ต้องรับภาระดูแลทั้งลูกและพ่อแม่สูงอายุ ทำให้ความมั่นคงทางการเงินถูกกดดันมากขึ้น
ในมิติการเงิน พบว่า Gen X เริ่มออมช้ากว่ารุ่น Gen Y และ Gen Z จึงมีเงินเก็บเพื่อการเกษียณไม่เพียงพอ อีกทั้งระบบการออมในอดีตไม่ได้บังคับออมอัตโนมัติ ส่งผลให้ขาดวินัยการออมระยะยาว ขณะเดียวกัน Gen Y มักให้ความสำคัญกับรายได้มากกว่าความสุขในการทำงาน ส่วน Gen Z เริ่มให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าและรายได้เร็วขึ้น
ภาพรวมสะท้อนปัญหาโครงสร้างแรงงานยุคใหม่ที่ทุกเจนเผชิญแรงกดดันต่างกัน แต่ล้วนต้องปรับตัวต่อเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงประชากรสูงวัย โดยแนวโน้มสำคัญคือการลดอคติเรื่องอายุ และส่งเสริมระบบการทำงานและการออมที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
ปัจจัยใดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Gen X ประสบปัญหา “ติดอยู่ตรงกลาง” ในองค์กร
ก. ขาดความรู้ด้านภาษา
ข. ขาดความสามารถในการทำงานเป็นทีม
ค. อคติเรื่องอายุและโครงสร้างตำแหน่งที่ตัน
ง. ไม่ต้องการความก้าวหน้า
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุว่า Ageism และบูมเมอร์เลื่อนเกษียณทำให้ตำแหน่งบริหารไม่ว่าง
คำว่า “Sandwich Generation” ในบทความหมายถึงข้อใด
ก. คนรุ่นใหม่ที่ไม่มีงานทำ
ข. คนที่อยู่ระหว่างดูแลลูกและพ่อแม่
ค. คนที่ทำงานสายเทคโนโลยี
ง. คนที่ใกล้เกษียณและไม่มีภาระ
เฉลย: ข
เหตุผล: Gen X ต้องดูแลทั้งลูกและพ่อแม่พร้อมกัน
เหตุใดนายจ้างบางรายจึงมองว่า Gen X เป็น “Overqualified”
ก. มีทักษะไม่เพียงพอ
ข. มีประสบการณ์มากเกินความต้องการงาน
ค. ทำงานช้า
ง. ไม่สามารถใช้คอมพิวเตอร์
เฉลย: ข
เหตุผล: ประสบการณ์สูงทำให้ถูกมองว่าเกินตำแหน่งและต้นทุนสูง
ข้อใดสะท้อนปัญหาการออมของ Gen X ได้ถูกต้องที่สุด
ก. เริ่มออมเร็วที่สุด
ข. มีเงินออมมากที่สุด
ค. เริ่มออมช้ากว่ารุ่นหลัง
ง. ไม่เคยออมเงินเลย
เฉลย: ค
เหตุผล: งานวิจัยระบุว่า Gen X เริ่มออมช้ากว่า Gen Y และ Z
ข้อใดเป็นผลของการที่บูมเมอร์เลื่อนการเกษียณ
ก. ทำให้ Gen Z ตกงาน
ข. ทำให้ตำแหน่งระดับสูงว่างมากขึ้น
ค. ทำให้ Gen X ไม่มีตำแหน่งเติบโต
ง. ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น
เฉลย: ค
เหตุผล: ตำแหน่งถูกครองไว้นาน ส่งผลให้ Gen X ขยับขึ้นยาก
Gen Y ในบทความให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากที่สุด
ก. ความสุขในการทำงาน
ข. ความยืดหยุ่น
ค. เงินเดือนและความก้าวหน้า
ง. การเกษียณเร็ว
เฉลย: ค
เหตุผล: Gen Y เน้นรายได้และความมั่นคงทางอาชีพ
แนวคิด “Ageism” หมายถึงอะไร
ก. การเลือกปฏิบัติทางเพศ
ข. การเลือกปฏิบัติเรื่องอายุ
ค. การเลือกปฏิบัติด้านการศึกษา
ง. การเลือกปฏิบัติด้านรายได้
เฉลย: ข
เหตุผล: คืออคติหรือการเลือกปฏิบัติเนื่องจากอายุ
ข้อใดเป็นข้อได้เปรียบของ Gen Z ตามบทความ
ก. ประสบการณ์มาก
ข. เงินเดือนสูง
ค. เติบโตมากับเทคโนโลยีและปรับตัวเร็ว
ง. มีตำแหน่งผู้บริหารสูง
เฉลย: ค
เหตุผล: Gen Z คุ้นเคยเทคโนโลยีและเรียนรู้เร็ว
ปัญหาสำคัญด้านการเงินของ Gen X คือข้อใด
ก. มีรายได้สูงเกินไป
ข. ออมเงินเร็วและมากเกิน
ค. ออมช้าและไม่เพียงพอหลังเกษียณ
ง. ไม่มีรายได้เลย
เฉลย: ค
เหตุผล: ออมช้าและไม่พอใช้หลังเกษียณ
แนวทางแก้ปัญหาอคติในที่ทำงานที่เหมาะสมที่สุดคือข้อใด
ก. จำกัดอายุพนักงาน
ข. ใช้อายุเป็นตัวชี้วัดหลัก
ค. ลดอคติและใช้ความสามารถเป็นเกณฑ์
ง. เลือกเฉพาะคนรุ่นใหม่
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเสนอให้ลด Ageism และเน้นศักยภาพแทนอายุ