สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ปิดรายชื่อคณะกรรมการ 110 คณะ รับเบี้ยประชุมรายเดือน

ทันทีที่ "รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน" เข้าทำเนียบรัฐบาล บริหารอำนาจได้มีมติครม.ให้ “ทบทวนคำสั่ง” ตั้ง “คณะกรรมการระดับชาติ” ที่ปลดระวาง-ไม่จำเป็น ยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ยุบ-ยกเลิก  

หลังจากทำงานมาได้ 6 เดือน ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ลงนามในประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กำหนดรายชื่อคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการที่มีสิทธิได้รับเบี้ยประชุมเป็นรายเดือน และอัตราเบี้ยประชุมเป็นรายเดือนและเป็นรายครั้งสำหรับกรรมการ อนุกรรมการ เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ พ.ศ.2567    

  • โดยระดับคณะกรรมการ 19 กระทรวง-หน่วยงาน 110 คณะกรรมการ ประธานกรรมการได้รับตั้งแต่ 6,250 บาท – 10,000 บาทต่อคนต่อเดือน รองประธานรับ 9,000 บาทต่อคนต่อเดือน และกรรมการรับ 5,000 บาท – 8,000 บาทต่อคนต่อเดือน 
  • ขณะที่คณะอนุกรรมการ 12 กระทรวง-หน่วยงาน 80 คณะอนุกรรมการ ประธานจะได้รับ 3,750 บาท – 5,000 บาทต่อคนต่อเดือน รองประธานรับ 3,500 บาท – 4,500 บาทต่อคนต่อเดือน กรรมการรับ 3,000 บาท – 4,000 บาทต่อคนต่อเดือน  
  • ส่วนอัตราเบี้ยประชุมรายครั้งสำหรับกรรมการ อนุกรรมการ เลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ ได้รับอัตราไม่เกิน 1,000 บาท – 1,600 บาทต่อคนต่อครั้ง

 

สำหรับรายชื่อคณะกรรมการที่มีสิทธิได้รับเบี้ยประชุมเป็นรายเดือนและอัตราเบี้ยประชุม ประกอบด้วย 

  • สำนักนายกรัฐมนตรี 14 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน คณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน (กพม.) คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ (คพร.) คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการเทียบตำแหน่ง คณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ  คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร 
  • กระทรวงกลาโหม จำนวน 3 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการสภากลาโหม คณะกรรมการข้าราชการทหาร คณะกรรมการกำลังพลสำรอง 
  • กระทรวงการคลัง 14 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ คณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียน คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม คณะกรรมการที่ราชพัสดุ คณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ คณะกรรมการกำกับการประกอบกิจการดูแลผลประโยชน์ คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ (กวพ.อ.) คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ คณะกรรมการราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ คณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และข้อร้องเรียน คณะกรรมการประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 2 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายกีฬาแห่งชาติ (คกช.) คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) 
  • กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 10 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ คณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) คณะกรรมการประสานและกำกับการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปกค.) คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ คณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติ (กยค.) คณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาสถานภาพสตรีแห่งชาติ (กยส.) คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ คณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ (สทพ.) 
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 4 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์และร้องทุกข์ (ก.อ.ร.) คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการดำเนินการต่อสัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ 
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 5 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ คณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรละสหกรณ์ คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร คณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) 
  • กระทรวงคมนาคม 1 คณะ คือ คณะกรรมการส่งเสริมการพาณิชยนาวี 
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ คณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ 
  • กระทรวงพลังงาน 1 คณะ คือ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ 
  • กระทรวงพาณิชย์ 4 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) คณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน คณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้อง 
  • กระทรวงมหาดไทย 5 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (กปภ.ช.) คณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ (กปอ.) คณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ (นปถ.) คณะกรรมการบริหารระบบการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (กภช.) คณะกรรมการนโยบายผังเมืองแห่งชาติ
  • กระทรวงยุติธรรม 5 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย คณพกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด คณะกรรมการบริหารการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่กระทำผิด คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน คณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา 
  • กระทรวงแรงงาน 2 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน 
  • กระทรวงวัฒนธรรม 5 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ คณะกรรมการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์แห่งชาติ คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ คณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม 
  • กระทรวงศึกษาธิการ 7 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสภาการศึกษา คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากร 
  • กระทรวงสาธารณสุข 19 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ คณะกรรมการนโยบายสมุนไพรแห่งชาติ คณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติ คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ คณะกรรมการระบบสุขภาพปฐมภูมิ คณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด คณะกรรมการอาหาร คณะกรรมการเครื่องมือแพทย์ คณะกรรมการเครื่องสำอาง คณะกรรมการเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ คณะกรรมการยา คณะกรรมการสาธารณสุข คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย คณะกรรมการควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก คณะกรรมการควบคุมยาเสพติด
  • กระทรวงอุตสาหกรรม 3 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม คณะกรรมการวัตถุอันตราย 
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ คณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ

ที่มา : Thansettakij

 
 

สรุปสาระสำคัญ 

รัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน ได้ ทบทวน คณะกรรมการ ระดับชาติ ที่ ตั้งขึ้น ใน ยุค รัฐบาล ก่อนหน้า เพื่อ ยุบ หรือ ยกเลิก คณะ ที่ ไม่ จำเป็น ลด ความ ซ้ำซ้อน ของ โครงสร้าง การ บริหาร ราชการ แผ่นดิน โดย มี มติ คณะรัฐมนตรี ให้ ตรวจสอบ และ ปรับปรุง บทบาท คณะกรรมการ ทั่ว ประเทศ ต่อมา กระทรวง การคลัง ได้ ออก ประกาศ กำหนด รายชื่อ คณะกรรมการ และ คณะ อนุกรรมการ ที่ ได้ รับ เบี้ย ประชุม ใน ปี 2567 ครอบคลุม ทั้ง คณะกรรมการ ระดับ กระทรวง และ หน่วยงาน ต่าง ๆ พร้อม กำหนด อัตรา เบี้ย ประชุม ราย เดือน และ ราย ครั้ง ตาม ตำแหน่ง ประกอบ ด้วย ประธาน รองประธาน และ กรรมการ มี อัตรา ตั้งแต่ หลัก พัน ถึง หลัก หมื่น บาท ต่อ เดือน รวม ถึง เบี้ย ประชุม ราย ครั้ง ไม่ เกิน 1600 บาท รายชื่อ คณะกรรมการ ครอบคลุม หลาย ด้าน เช่น เศรษฐกิจ ความ มั่นคง สังคม ทรัพยากร การศึกษา สาธารณสุข และ อุตสาหกรรม รวม ถึง หน่วยงาน ระดับ ชาติ จำนวน มาก การ ปรับ โครงสร้าง มี เป้าหมาย เพื่อ เพิ่ม ประสิทธิภาพ การ บริหาร ลด ความ ซ้ำซ้อน และ ควบคุม งบประมาณ ภาครัฐ พร้อม ทั้ง ยังคง คณะกรรมการ สำคัญ เชิง นโยบาย เพื่อ สนับสนุน การ พัฒนา ประเทศ ทั้ง ด้าน เศรษฐกิจ สังคม และ ความ มั่นคง ของ รัฐ นโยบาย นี้ สะท้อน การ ปฏิรูป ระบบ ราชการ ให้ ทันสมัย ลด ภาระ งบประมาณ และ เพิ่ม ความ โปร่งใส ใน การ ใช้ จ่าย ภาครัฐ โดย มุ่ง สร้าง ประสิทธิภาพ การ ตัดสินใจ และ การ กำกับ


ข้อสอบ

ข้อ 1

จุดประสงค์สำคัญของการทบทวนคณะกรรมการระดับชาติคือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนคณะกรรมการ
ข. ลดความซ้ำซ้อนและยกเลิกคณะที่ไม่จำเป็น
ค. เพิ่มงบประมาณรายจ่าย
ง. ขยายอำนาจหน่วยงานท้องถิ่น

เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นลดความซ้ำซ้อนและยุบคณะที่ไม่จำเป็นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

 

ข้อ 2

หน่วยงานใดเป็นผู้ประกาศกำหนดอัตราเบี้ยประชุมในปี 2567
ก. สำนักนายกรัฐมนตรี
ข. กระทรวงการคลัง
ค. สำนักงาน ก.พ.
ง. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน

เฉลย: ข
เหตุผล: กระทรวงการคลังเป็นผู้กำหนดอัตราเบี้ยประชุมอย่างเป็นทางการ

 

ข้อ 3

อัตราเบี้ยประชุมรายครั้งสูงสุดโดยประมาณคือเท่าใด
ก. 800 บาท
ข. 1,200 บาท
ค. 1,600 บาท
ง. 2,500 บาท

เฉลย: ค
เหตุผล: กำหนดไม่เกิน 1,600 บาทต่อครั้ง

 

ข้อ 4

คณะกรรมการครอบคลุมด้านใดมากที่สุด
ก. เฉพาะเศรษฐกิจ
ข. เฉพาะความมั่นคง
ค. เฉพาะการศึกษา
ง. หลายด้านทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสาธารณสุข

เฉลย: ง
เหตุผล: ครอบคลุมหลายมิติของการบริหารประเทศ

 

ข้อ 5

เป้าหมายสำคัญของการปรับโครงสร้างคือข้อใด
ก. เพิ่มประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อน
ข. เพิ่มจำนวนข้าราชการ
ค. เพิ่มภาระงบประมาณ
ง. ลดบทบาทรัฐทั้งหมด

เฉลย: ก
เหตุผล: มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และลดงบประมาณ

 

ข้อ 6

คณะกรรมการที่ยังคงไว้มีลักษณะสำคัญอย่างไร
ก. ไม่มีบทบาทเชิงนโยบาย
ข. เป็นคณะกรรมการระดับท้องถิ่น
ค. สนับสนุนนโยบายระดับชาติ
ง. ทำงานเฉพาะเอกชน

เฉลย: ค
เหตุผล: ยังคงคณะกรรมการที่มีบทบาทเชิงนโยบายระดับชาติ

 

ข้อ 7

การกำหนดเบี้ยประชุมแตกต่างตามปัจจัยใด
ก. อายุกรรมการ
ข. ตำแหน่งหน้าที่
ค. จังหวัดที่ตั้ง
ง. ประสบการณ์ส่วนตัว

เฉลย: ข
เหตุผล: อัตราขึ้นอยู่กับตำแหน่ง เช่น ประธาน รองประธาน กรรมการ

 

ข้อ 8

นโยบายดังกล่าวสะท้อนแนวคิดใดของภาครัฐ
ก. เพิ่มความซับซ้อนระบบราชการ
ข. ลดการตรวจสอบ
ค. ปฏิรูประบบให้ทันสมัยและโปร่งใส
ง. ลดบทบาทการบริหารทั้งหมด

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นปฏิรูป เพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพ

 

ข้อ 9

หน่วยงานใดมีคณะกรรมการจำนวนมากที่สุดในภาพรวม
ก. กระทรวงสาธารณสุข
ข. กระทรวงพาณิชย์
ค. กระทรวงคมนาคม
ง. กระทรวงพลังงาน

เฉลย: ก
เหตุผล: กระทรวงสาธารณสุขมีจำนวนคณะกรรมการมากที่สุดในรายการ

 

ข้อ 10

ผลลัพธ์เชิงนโยบายที่คาดหวังคือข้อใด
ก. เพิ่มความล่าช้าในการบริหาร
ข. ลดประสิทธิภาพรัฐ
ค. เพิ่มความโปร่งใสและคุณภาพการตัดสินใจ
ง. ลดการกำกับดูแลของรัฐ

เฉลย: ค
เหตุผล: มุ่งเพิ่มคุณภาพการตัดสินใจ ความโปร่งใส และประสิทธิภาพการบริหาร