
เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าคดีฟ้องร้อง นายเชวง วัฒนธีรางกูร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2 เรียกรับเงินจากผู้รับจ้างติดตั้งและปรับปรุงไฟฟ้าภายในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ และนำรถยนต์ของทางราชการไปใช้ประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 , มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 90 และ 91 ตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 103 ประกอบ มาตรา 122 เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2558
เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2560 ศาลจังหวัดน่าน พิพากษาว่า นายเชวง วัฒนธีรางกูร มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 , มาตรา 151 และ ตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 103 วรรคหนึ่ง มาตรา 122 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรม ตามมาตรา 91 พิพากษาลงโทษตาม มาตรา 151 จำคุก 5 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งในสาม ตาม มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน และลงโทษตามมาตรา 149 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักสุด ตามมาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมสองกระทงจำคุก 10 ปี รวมจำคุกจำเลย 13 ปี 4 เดือน
วันที่ 7 พฤษภาคม 2561 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลจังหวัดน่าน เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมลงมติ เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2561 มีมติเห็นชอบตามความเห็นของอัยการสูงสุดที่จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของ ศาลอุทธรณ์ภาค 5
สำหรับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 ระบุว่า "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต"
ขณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 มีมติเห็นชอบตามความเห็นของอัยการสูงสูงที่จะไม่ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
ที่มา ; ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย