สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M557_ขีดความสามารถด้านการศึกษาของไทย ปี 2567

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมประสานภารกิจ ครั้งที่ 23/2567 มีผลการประชุมที่สำคัญ ดังนี้

รมว.ศธ. กล่าวว่า ได้รับทราบสรุปขีดความสามารถการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศไทย โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้ดำเนินการเปรียบเทียบสมรรถนะการศึกษาของประเทศไทยกับนานาชาติ โดยใช้ดัชนีของสถาบันเพื่อพัฒนาการจัดการนานาชาติ (International Institute for Management Development : IMD) เป็นกรอบหลักในการวิเคราะห์ โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดนโยบายและวางแผนเพื่อพัฒนาการศึกษาไทยให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานระดับสากล

 

โดย IMD ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ รวม 67 ประเทศ ซึ่งในภาพรวมประเทศไทยมีอันดับดีขึ้น จากอันดับที่ 30 เป็นอันดับที่ 25 และมีอันดับด้านการศึกษาอยู่ในอันดับที่ 54 ซึ่งเท่ากับปีที่ผ่านมา โดยตัวชี้วัดที่มีอันดับดีที่สุด 3 อันดับแรก คือ งบประมาณด้านการศึกษาต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) ความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการศึกษาที่ตอบสนองต่อความต้องการของภาคธุรกิจ และอัตราส่วนนักเรียนต่อครู 1 คนที่สอนระดับประถมศึกษา ตัวชี้วัดที่มีการพัฒนามากที่สุด 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ งบประมาณด้านการศึกษาต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) อัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษา และดัชนีมหาวิทยาลัย 

ภาพรวมของด้านการศึกษา 2 ปีย้อนหลัง มีประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ ผลการทดสอบ PISA ทั้ง 3 ด้าน ความคิดเห็นต่อทักษะทางภาษาที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ประกอบการ และอัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษา ที่กระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งพัฒนา เพื่อให้เท่าทันระดับสากล ซึ่งจากผลการจัดอันดับนั้นสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีการพัฒนามาโดยตลอดและมีด้านที่ต้องเร่งพัฒนา การที่จะทำให้ประเทศไทยมีอันดับที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องต้องอาศัยการพัฒนาในการทำงานอย่างก้าวกระโดดมากกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากทุกประเทศล้วนมีการพัฒนาเช่นเดียวกัน 

ที่มา ; ศธ.360 องศา

เกี่ยวข้องกัน

เร่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันด้านการศึกษาของไทย 

26 มิถุนายน 2567 / พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมประสานภารกิจ ครั้งที่ 24/2567 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และผ่านระบบ e-Meeting

ภายหลังการประชุม รมว.ศธ. พร้อมด้วยนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. และนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. แถลงข่าว ณ ห้องแถลงข่าว 

รมว.ศธ. กล่าวว่า จากการดำเนินงานในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการมีการดำเนินงานหลากหลายภารกิจ ซึ่งมีภารกิจที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี และบางภารกิจที่ต้องเร่งพัฒนา ฝากให้ทุกหน่วยงานมีการบูรณาการการทำงาน ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และทุกหน่วนงานที่เกี่ยวข้อง ขอให้ปฏิบัติงานด้วยความร่วมมือร่วมใจ พัฒนาการสื่อสาร และเข้าใจบทบาทหน้าที่ในการขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อให้การดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการมีประสิทธิภาพ โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้ 

การขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา PISA

รมว.ศธ. กล่าวว่า ขอให้ทุกหน่วยงานร่วมกันขับเคลื่อนแผนการยกระดับผลการประเมิน PISA ไปพร้อมกัน และขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกันดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ และมีการรายงานผลอย่างต่อเนื่อง มอบหมายให้ สพฐ. เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการขับเคลื่อนแผนการยกระดับผลการประเมิน PISA และบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการพัฒนาหลักสูตรและจัดทำข้อสอบให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทกับการสอบในครั้งต่อไปที่จะมาถึง รวมถึงการประเมินด้านวิทยาศาสตร์ของ PISA จะมีการเพิ่มเติมเรื่อง “สิ่งแวดล้อม” (Green) ให้ความสำคัญกับการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในบริบทหรือสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างหลากหลาย ในการจัดการกับประเด็นทางวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม

จากการขับเคลื่อนฯ ดังกล่าวข้างต้น จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีนายศิริเดช สุชีวะ ประธานอนุกรรมการด้านคุณภาพและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ในคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นประธานฯ เพื่อขับเคลื่อนเรื่องการปรับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งหลักสูตรฯ มีการปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง โดยมีการปรับครั้งล่าสุด เมื่อปี 2560  และจะมีการปรับอีกครั้งในปีนี้ และจะพิจารณาว่า จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนชื่อให้มีความทันสมัยหรือไม่ แต่ทั้งหมดจะต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้เรียน

นอกจากนี้ ยังได้รับทราบการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในการส่งเสริมสมรรถนะและความฉลาดรู้ของนักเรียนตามแนวทางโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) โดย สพฐ. มีการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ (ระยะยาว) การขับเคลื่อนการนำชุดพัฒนาความฉลาดรู้ไปใช้ในระดับสถานศึกษา โดยเป็นการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านการเขียนและการคิดเลขตามแนวคิด Basic Literacy ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ เป็นความสามารถในการใช้ภาษา สื่อสาร และสามารถคิดคำนวณในระดับที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตและการทำงานในโลกยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ

ประกอบด้วย ความสามารถในการอ่าน การเขียน การคิดเลข และการคิดแก้ปัญหา และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือความเข้าใจในธรรมชาติ Functional Literacy ประกอบด้วยความเข้าใจธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสุขภาพและการดูแลตัวเอง สังคม และความเป็นอยู่ ศิลปะและดนตรีเพื่อความสุข มีกรอบแนวคิดในการพัฒนาคุณภาพนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 3 คือ ความฉลาดรู้พื้นฐานคือความสามารถพื้นฐานที่นักเรียนจำเป็นต้องมีเพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อยอดการเรียนรู้และจำเป็นต้องมีความเข้าใจธรรมชาติของสิ่งแวดล้อมตามบริบท ทั้งด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการดูแลตัวเอง สังคมและความเป็นอยู่ ศิลปะและดนตรี

สำหรับการขับเคลื่อนการนำชุดพัฒนาความฉลาดรู้ไปใช้ในระดับสถานศึกษา ซึ่งเป็นชุดพัฒนาความฉลาดรู้ในการพัฒนาทักษะทางวิทยาศาสตร์ กิจกรรมการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ การอ่านและการวิเคราะห์บทความ ตามกรอบการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความฉลาดรู้ของผู้เรียน โดย สสวท. ร่วมกับ สพฐ. ในการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพการจัดการเรียนรู้ในการส่งเสริมสมรรถนะและความฉลาดรู้ของผู้เรียนตามแนวทางการประเมินระดับชาติ (PISA) ให้กับอาจารย์จากโรงเรียนสาธิตต่าง ๆ เพื่อชี้แจงให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำชุดพัฒนาความฉลาดรู้ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ทั้งนี้ ก.ค.ศ. ได้เสนอสาระสำคัญในการประเมินผลทางการศึกษาระดับนานาชาติ PISA ครั้งล่าสุดในปี 2022 เกี่ยวกับความคิดเชิงสร้างสรรค์ของ OECD ได้ทำการวัดทักษะความคิดเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนอายุ 15 ปี เป็นครั้งแรก เป็นการทดสอบในบริบท 4 ด้าน ได้แก่ การแสดงออกทางการเขียน การแสดงออกทางการมองเห็น การแก้ไขปัญหาทางสังคม และการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งประเด็นที่สำคัญที่เกี่ยวกับประเทศไทย คือ ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เข้าร่วมการทดสอบความคิดเชิงสร้างสรรค์ของ PISA 2022

จากผลการประเมินแสดงให้เห็นว่าในประเทศไทยยังต้องการการสนับสนุนในการพัฒนาทักษะความคิดเชิงสร้างสรรค์เพิ่มเติม และการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในโรงเรียน การส่งเสริมความรู้หลากหลายสาขาวิชาจะมีผลดีต่อการพัฒนาความสามารถทางความคิดเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนไทย ดังนั้นสิ่งที่ ศธ. ต้องเร่งดำเนินการ ในการปรับวิธีการประเมินครู, ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการเรียนรู้แบบ Anywhere Anytime, Empower ครูและสถานศึกษา เน้นการเรียนรู้ที่เปิดกว้างและอิสระ, เร่งการปรับหลักสูตรที่เน้น Competency-based Learning (การเรียนรู้ การศึกษาตามความสามารถ) และเร่งพัฒนาครูและปรับระบบการสอบ ONET ให้เป็นแนว PISA 

แผนการขับเคลื่อนการพัฒนาผลการจัดอันดับ IMD ด้านการศึกษา ปี 2568 (IMD 2025)

รมว.ศธ. กล่าวว่า แผนการขับเคลื่อนการพัฒนาผลการจัดอันดับ IMD ด้านการศึกษานั้น มอบหมายให้ สกศ. เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนแผนการดำเนินงาน โดยประสานความร่วมมือกับทุกหน่วยงานในสังกัด และให้เพิ่มกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นกรรมการ พร้อมทั้งปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับปฏิทินการเปิดภาคเรียน และจัดทำปฏิทินการดำเนินงานประจำปี ให้เห็น Timeline ให้ชัดเจน รวมถึงการสำรวจอัตราการไม่รู้หนังสือของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป โดยมอบหมายให้ สกร. ดำเนินการสำรวจและหาแนวทางการดำเนินงาน ทั้งผู้ที่ไม่รู้หนังสือและผู้ที่ลืมหนังสือ 

ทั้งนี้ได้รับทราบสรุปขีดความสามารถการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศไทย โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้ดำเนินการเปรียบเทียบสมรรถนะการศึกษาของประเทศไทยกับนานาชาติ โดยใช้ดัชนีของสถาบันเพื่อพัฒนาการจัดการนานาชาติ (International Institute for Management Development : IMD) โดย IMD ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ รวม 67 ประเทศ ซึ่งในภาพรวมประเทศไทยมีอันดับดีขึ้น จากอันดับที่ 30 เป็นอันดับที่ 25 และมีอันดับด้านการศึกษาอยู่ในอันดับที่ 54 ซึ่งเท่ากับปีที่ผ่านมา

กระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินการจัดทำแผนการขับเคลื่อนการพัฒนาผลการจัดอันดับ IMD ด้านการศึกษาปี 2568 ซึ่งแผนในการขับเคลื่อน IMD นั้น มีเป้าหมายในการดำเนินการในระยะสั้นเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมภายในปี 2568 มุ่งเน้นการพัฒนาระบบและการจัดเก็บข้อมูลทางการศึกษาให้เป็นปัจจุบันและถูกต้องตามนิยามความหมายของตัวชี้วัดให้มากที่สุด และส่งเสริมการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความก้าวหน้าในการจัดการศึกษาของประเทศให้ภาคเอกชน ซึ่งหลักการของแผนพัฒนาคือการจัดอันดับความสำคัญของตัวชี้วัดที่ต้องการพัฒนา และการกำหนดช่วงเวลาในการดำเนินการให้ทันและสอดคล้องกับการเก็บข้อมูลในแต่ละปี

สำหรับแนวทางแผนการขับเคลื่อนการพัฒนาผลการจัดอันดับ IMD ด้านการศึกษา ปี 2568 มีแนวทางในการดำเนินการ 6 แนวทางคือ การพัฒนาตัวชี้วัดผลการทดสอบ PISA การพัฒนากลุ่มตัวชี้วัดอัตราส่วนนักเรียนต่อครู 1 คน อัตราการไม่รู้หนังสือของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป การพัฒนากลุ่มตัวชี้วัดงบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษา การพัฒนาตัวชี้วัดอัตราการเข้าเรียน และการพัฒนากลุ่มตัวชี้วัดการสำรวจความคิดเห็น ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ มิ.ย. 2567 – ก.ค. 2568 และนอกจากนี้ยังมีองค์กร World Economic Forum (WEF) ยังได้กล่าวถึงการเตรียมคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ ในการเตรียมคนให้มีความรู้ มีทักษะ มีความพร้อมในการพัฒนาอนาคตของประเทศไทย 

ที่มา ; ศธ 360 องศา

เกี่ยวข้องกัน

สกศ.ทำแผนเพิ่มขีดสามารถศึกษาไทย สร้างความเข้าใจภาคเอกชน-พัฒนาระบบข้อมูล 

ดร.อรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ สกศ.ได้รับมอบหมายจาก พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ให้เป็นหน่วยงานหลักในการศึกษา วิเคราะห์ ติดตาม และจัดทำข้อเสนอแนวทางในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศไทยในระดับนานาชาติ และทำหน้าที่เป็นผู้ส่งข้อมูลทางการศึกษาให้กับสถาบันเพื่อพัฒนาการจัดการนานาชาติ (International Institute for Management Development) หรือ IMD เพื่อใช้ในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆนั้น 

ขณะนี้ สกศ.ได้จัดทำแผนเพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการศึกษาของประเทศไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาวแล้ว โดยในส่วนของแผนระยะสั้น เนื่องจากการประเมินของ IMD ครั้งต่อไปในปี 2568 ดังนั้น สกศ.จึงมีแผนที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจและสร้างความเชื่อมั่นในการจัดการศึกษาไทยให้ภาคเอกชน ทั้งมุ่งเน้นการพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลทางการศึกษาให้ถูกต้องเป็นปัจจุบันตามนิยามที่ IMD ต้องการ 

ตัวชี้วัดที่ สกศ.รู้สึกกังวลและต้องเร่งพัฒนาก็คือ

1.เรื่องผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment) หรือ PISA ซึ่งนักเรียนไทยอยู่ในระดับที่ต่ำ และแม้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะตั้งคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ ขึ้นมายกระดับ แต่หัวใจหลักของเรื่องนี้ยังอยู่ที่ สกศ.ที่จะต้องออกแบบแนวทางการขับเคลื่อน PISA ที่ชัดเจน เพื่อให้คณะกรรมการ PISA แห่งชาติได้นำไปปฏิบัติ 

2.เร่งรัดอัตราครูผู้สอนต่อนักเรียน ทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาให้เป็นสัดส่วนที่เหมาะสม 

3.เร่งรัดการจัดเก็บข้อมูลอัตราการไม่รู้หนังสือของประชากรไทยที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปให้เป็นปัจจุบัน เพราะที่ผ่านมาข้อมูลที่ IMD นำมาใช้อ้างอิงเป็นข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติที่สำรวจไว้ตั้งแต่ ปี 2518 ถือเป็นข้อมูลที่เก่ามาก ดังนั้น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จึงต้องเร่งสำรวจใหม่ให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน โดยขณะนี้ สกศ.ได้ทำความร่วมมือกับกระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานสถิติแห่งชาติ จัดทำแพลตฟอร์มเพื่อเชื่อมต่อข้อมูลที่ สกร.กำลังสำรวจนี้ไปไว้ในระบบ เมื่อ IMD หยิบข้อมูลไปใช้จะได้เป็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน” เลขาธิการ สกศ.กล่าวและว่า 

ส่วนแผนระยะยาวนั้น ขณะนี้ สกศ.ได้จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมุ่งเน้นให้เกิดการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับการเพิ่มขีดความสามารถในทุกระดับ ทั้งนี้ จะเสนอ รมว.ศึกษาธิการได้พิจารณาต่อไป. 

ที่มา ; สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 

สรุปสาระสำคัญ 

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมประสานภารกิจ ครั้งที่ 23–24/2567 ณ กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมผู้บริหารระดับสูง เพื่อหารือแนวทางยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศไทย โดยอ้างอิงข้อมูลจากสถาบัน IMD ที่จัดอันดับ 67 ประเทศ พบว่าไทยขยับอันดับภาพรวมจากที่ 30 เป็น 25 แต่ด้านการศึกษายังอยู่ที่อันดับ 54 เช่นเดิม จึงมอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นหน่วยหลักจัดทำ “แผนเพิ่มขีดความสามารถทางการศึกษาไทย” ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยบูรณาการข้อมูลกับทุกหน่วยงาน เช่น สพฐ., สสวท., และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เพื่อพัฒนาผลการประเมิน PISA, อัตราส่วนนักเรียนต่อครู, การรู้หนังสือ และงบประมาณด้านการศึกษา รวมถึงเร่งปรับหลักสูตรแกนกลางให้สอดคล้องกับ Competency-based Learning และพัฒนาครูสู่แนวการสอนเชิงสมรรถนะ สร้างฐานข้อมูลทางการศึกษาที่ถูกต้องเป็นปัจจุบัน เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนไทยสู่มาตรฐานสากล 

ข้อสอบ 

1. สาระสำคัญของการจัดทำ “แผนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านการศึกษาไทย” มุ่งเน้นหลักการบริหารใดมากที่สุด
ก. การรวมศูนย์ข้อมูลไว้ที่กระทรวงศึกษาธิการ
ข. การบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยงานเพื่อเป้าหมายร่วม
ค. การพัฒนาเฉพาะหน่วยงานที่มีงบประมาณเพียงพอ
ง. การจัดทำรายงานเพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์ประเทศ

2. การที่ประเทศไทยมีอันดับความสามารถทางการศึกษาคงที่อยู่ที่อันดับ 54 ตาม IMD สะท้อนถึงประเด็นใดที่ผู้บริหารการศึกษาควรให้ความสำคัญมากที่สุด
ก. ระบบการประเมินของ IMD ไม่สอดคล้องกับบริบทไทย
ข. การพัฒนาคุณภาพการศึกษายังไม่ตอบโจทย์การแข่งขันระดับสากล
ค. งบประมาณด้านการศึกษาไม่เพียงพอต่อการปฏิรูป
ง. ครูยังขาดแรงจูงใจในการจัดการเรียนรู้

3. การขับเคลื่อน PISA และ Competency-based Learning มีจุดร่วมสำคัญในข้อใด
ก. เน้นการท่องจำและการสอบแบบมาตรฐานเดียวกัน
ข. ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรอบด้านและการใช้ทักษะในชีวิตจริง
ค. วัดผลเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
ง. ปรับหลักสูตรให้เน้นคะแนนมากกว่ากระบวนการเรียนรู้

4. การที่ สกร. ได้รับมอบหมายให้สำรวจอัตราการไม่รู้หนังสือของประชากร สะท้อนบทบาทเชิงนโยบายใดของกระทรวงศึกษาธิการ
ก. การบริหารจัดการศึกษาเชิงหลักฐาน (Evidence-based Policy)
ข. การกระจายอำนาจการศึกษาไปยังท้องถิ่น
ค. การส่งเสริมการศึกษานอกระบบอย่างเท่าเทียม
ง. การขับเคลื่อนโครงการเฉพาะกิจของภาครัฐ

5. หากท่านเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนที่ต้องขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้สอดคล้องกับแผน IMD และ PISA แนวทางที่เหมาะสมที่สุดคือข้อใด
ก. จัดอบรมครูเพื่อเพิ่มคะแนนสอบ ONET เท่านั้น
ข. ส่งเสริมการเรียนรู้แบบโครงงานและการคิดแก้ปัญหาในชีวิตจริง
ค. ปรับเวลาเรียนให้น้อยลงเพื่อเพิ่มกิจกรรมเสริมทักษะ
ง. ใช้แนวทางสอนแบบบรรยายเพื่อให้ครอบคลุมเนื้อหามากที่สุด
 

คลิกเฉลย >>>