
วันที่ 15 พ.ย.64 ศ.ดร.กนก วงษ์ตระหง่าน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีครูสาวโรงเรียนแห่งหนึ่ง โพสต์ภาพหนังสือลาออก พร้อมข้อความสรุป หมดความอดทนกับการทำเอกสารประเมิน ตั้งใจสอน แต่แพ้คนทำเอกสารปลอม ว่า เป็นการฉายภาพความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทย ซึ่งตนเคยสะท้อนไปหลายครั้งแล้ว เกี่ยวกับภาระงานของครู ว่าเป็นกับดักอันตรายที่ฉุดคุณภาพการศึกษาไทย เนื่องจากภาระครูในเรื่องเอกสารไม่เคยลดลง เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ระบบกำหนดให้ต้องทำทั้งงานวัดผล งานวิชาการ งานธุรการ งานงบประมาณ ฯลฯ แทนที่จะให้เวลาครูได้ทำงาน ในเรื่องการพัฒนาการเรียน การสอน อาทิ งานหลักสูตร งานแนะแนว ถ้าไม่แก้ไขเรื่องเหล่านี้ จะมีครูดี ๆ อีกจำนวนมาก ที่ทนไม่ไหวกับระบบที่เป็นอยู่ จนต้องเดินจากอาชีพแม่พิมพ์ของชาติ
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่อยากฝากเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพครู มีสามประการ คือ
1. ควรมีการรวบรวมข้อมูลการขาดแคลนครู ทั้งในสาระวิชาและโรงเรียน มาใช้บริหารบุคลากรทางการศึกษา ความพยายามทางนโยบายในลักษณะนี้จะสำเร็จได้ ต้องปฏิบัติเงื่อนไขสำคัญ คือ หนึ่ง ข้อมูลสถานภาพครู (ทั้งสาระวิชาและจำนวน) ต้องเป็นปัจจุบัน และสามารถบอกได้ว่า บัญชีสถานภาพครูทั้งประเทศที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ศ.น.) ถืออยู่ในมือเป็นอย่างไร และการมีครูจริงในแต่ละโรงเรียนตรงกับบัญชีนั้นหรือไม่ เมื่อตรวจสอบข้อมูลจริงแล้ว จะเห็นว่าความเป็นจริงกับข้อมูลไม่ตรงกัน ตั้งแต่จำนวนครูไม่ตรงกัน การบรรจุครูสาระวิชาไม่ตรงกับตำแหน่งที่มี เป็นต้น
2. กระทรวงศึกษาธิการ ควรต้องรื้อระบบแรงจูงใจและค่าตอบแทน ใหม่ เพื่อเก็บรักษาครูเก่ง ครูคุณภาพ ไว้กับนักเรียนที่ด้อยโอกาสในที่ทุรกันดารให้นานที่สุด และ
3. การร่วมมือกับกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ผลิตครูที่สามารถส่งความรู้และทักษะให้นักเรียนได้เป็นแนวความคิดที่ดี เพราะการผลิตครูในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา เน้นสร้าง นักบริหารการศึกษา มากกว่าสร้าง ครู ที่จะสอนนักเรียนให้เกิดการเรียนรู้ ทำให้ “คณะศึกษาศาสตร์” ตามมหาวิทยาลัยจะให้ความสำคัญกับเรื่องเฉพาะทางการศึกษา เช่น การบริการการศึกษา, การวัดประเมินผลการศึกษา, นโยบายการศึกษา เป็นต้น ส่วนหลักสูตรที่เน้นการเรียนการสอนโดยตรงมีน้อยมาก ดังนั้น ประเด็นการปฏิบัตินโยบายผลิตครูให้มีคุณภาพในการเรียนการสอน คุรุสภาไม่ควรทำหน้าที่เพียงการออกใบประกอบวิชาชีพครูเป็นหลัก แต่จะต้องเป็นสมองให้กับกระทรวง ที่จะศึกษาวิจัยและพัฒนาเนื้อหาสาระวิชาและวิธีการสอนของนักเรียนในแต่ละช่วงชั้น เพื่อนำไปปรับปรุงหลักสูตรผลิตครูให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม
นอกจากนี้คุรุสภาควรต้องสนับสนุนกระทรวงในเรื่อง การพัฒนาครูประจำการ ด้วยการนำครูที่สอนอยู่แล้ว กลับมาพัฒนาเพิ่มเติมทั้งในด้านสาระวิชาและด้านวิธีการสอน โดยมีข้อเสนอ 5 ข้อคือ
1. ลดการบรรยายในชั้นเรียน เพิ่มการคิดวิเคราะห์และการอธิบายในชั้นเรียน
2. ลดสาระวิชาที่ไม่จำเป็นของ สพฐ. เพิ่มสาระวิชาจากบริบทชีวิตของนักเรียน
3. ลดการบ้าน เพิ่มการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียน
4. ลดการสอบตามเกณฑ์ เพิ่มการตรวจการบ้านนักเรียนของครู และ
5. ลดคำสั่งหรือนโยบาย สพฐ.ที่ครูต้องปฏิบัติ เพิ่มเวลาครูให้กับนักเรียน
"กนก" ชี้ครูโพสต์ใบลาออก ทนภาระงานเอกสารไม่ไหว สะท้อนความล้มเหลวระบบการศึกษาไทย ให้ความสำคัญงานวิชาการ มากกว่าพัฒนาการเรียน การสอน แนะ รื้อระบบแรงจูงใจ เพิ่มค่าตอบแทน ก่อนสมองไหล ไร้คนอยากเป็นแม่พิมพ์ของชาติ
ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์ 15 พฤศจิกายน 2564
ข่าวเกี่ยวกัน
รุกปฏิรูปกลไกระบบการผลิต-พัฒนาครู แก้ปัญหาปั๊มเกินซ้ำซ้อนคุณภาพด้อย
รศ.ดร.ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เปิดเผยว่า คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เห็นความสำคัญของกระบวนการผลิตครูที่มีคุณภาพ เนื่องจากครูคือตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาของประเทศ จึงได้ขับเคลื่อนปฏิรูปกลไกและระบบการผลิตและพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพมาตรฐาน 3 กลไก ได้แก่
1.กระบวนการคัดเลือกนิสิตนักศึกษาครูที่มีประสิทธิภาพ
2.หลักสูตรการผลิตครูที่เป็นเลิศ โดยสถาบันผลิตครูต้องพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรการผลิตครูตามสาขาวิชาและบริบทพื้นที่ที่มีการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และระบบนิเทศการศึกษา โดยเฉพาะการสอนงานครูพี่เลี้ยงที่มีประสิทธิภาพ
3.สถาบันผลิตครูมีมาตรฐานตามตัวชี้วัด ต้องกำหนดสมรรถนะและพัฒนามาตรฐานสถาบันการผลิตครู เพื่อให้มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นแหล่งฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู
“การผลิตและพัฒนาครูไทยปัจจุบันมีปัญหาทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ แต่ละสถาบันมีมาตรฐานและกระบวนการผลิตครูที่แตกต่างและไม่เท่าเทียมกัน ทั้งมีจำนวนมาก ส่วนใหญ่มักเปิดหลักสูตรเพื่อผลิตบัณฑิตในสาขาที่มีความซ้ำซ้อนกัน ทำให้บัณฑิตครูมีจำนวนมากเกินกว่าความต้องการ จากรายงานผลการสอบบรรจุบุคคลเข้ารับราชการครู ปี พ.ศ.2563 พบว่า มีผู้สมัครและมีสิทธิ์สอบ 157,314 คน จากความต้องการ 18,987 คน และมีผู้สอบได้เพียง 10,375 คน หรือร้อยละ 6.8 ทำให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกไปบรรจุ มีเพียงร้อยละ 55 เท่านั้น แสดงถึงความสูญเปล่าทางการศึกษาอย่างมาก” รศ.ดร.ประพันธ์ศิริกล่าว
รศ.ดร.ประพันธ์ศิริกล่าวอีกว่า ยังมีเรื่องความไม่แน่นอนและต่อเนื่องของนโยบายและหลักสูตร เช่น การจัดหลักสูตรครู 4 ปี และ 5 ปี จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) พบว่า จำนวนปีไม่มีผลต่อคุณภาพบัณฑิต แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่กระบวนการผลิต อาทิ โครงการเพชรในตม หลักสูตร 4 ปี จำนวน 22 รุ่น และหลักสูตร 5 ปี จำนวน 6 รุ่น ที่แสดงให้เห็นว่าคุณภาพบัณฑิตไม่แตกต่างกัน ทั้งครู ผู้ปกครอง และผู้เรียนส่วนใหญ่ต่างเห็นด้วยกับหลักสูตรครู 4 ปี เนื่องจากการเรียน 5 ปี ส่งผลให้ทุกฝ่ายต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ครูและบุคลากรทางการศึกษาจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับสังคมโลกยุคใหม่ สถาบันผลิตครูต้องปรับบทบาทการผลิตครูให้มีสมรรถนะสูงและตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ ด้วยการปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการผลิตครูให้เหมาะกับสถานการณ์และยุคสมัย
ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์