สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ความลับแห่งสารสมองสร้างสุขเพื่อชีวิตคิดบวก

หนังสือเล่มนี้บอกเคล็ดลับสมอง เพื่อต่อยอดความสำเร็จและความสุขให้กับตนเองและคนอื่น หวังให้คนที่ได้อ่านนั้นร่วมกันสร้างสรรค์สังคมให้เปี่ยมด้วยคนมีความสุข และเอื้ออาทรความรู้สึกซึ่งกันและกัน เขียนโดย นพ.มนตรี แสงภัทราชัย 

 

เคล็ดลับสมองข้อที่ 1 : จงทำสมองของคุณให้เป็นของคุณ

พาเรามาทำความรู้จักกับสมองข้างซ้ายและข้างขวา

สมองข้างซ้าย สร้างความสำเร็จ

โดดเด่นและชำนาญด้าน"การคิดเชิงตรรกะเป็นเหตุเป็นผล" เป็นระบบ มีหลักการแบบแผนละเอียดลออ ชอบวิเคราะห์ วิจารณ์ เน้นข้อเท็จจริง ไม่คลุมเครือ "มองโลกขาว - ดำ  ถูก - ผิด แยกกันชัดเจน ทุกอย่างล้วนมีเหตุผล"

สมองข้างซ้ายเก่งการฟังเนื้อหา จับประเด็นที่ได้ยินมากกว่าจับความรู้สึก สำหรับการพูด ถูกโปรแกรมให้พูดอย่างมีหลักการ เป็นทางการ ตรงไปตรงมา สไตล์การพูดมักมีแบบเดียวเดิมๆ โทนเสียงเดียว

คนชำนาญสมองข้างซ้ายอาจขาดสุนทรียะในชีวิตและไม่รู้วิธีหาความสุขในมิติอื่น สำหรับสมองซีกซ้ายรู้แต่เพียงว่า "ความสำเร็จ คือความสุข" 

สมองข้างขวา สร้างความสุข

โดดเด่นและชำนาญด้าน"จินตนาการ" เก่งศิลปะ "ความคิดสร้างสรรค์" ตรรกะพอทำได้ แต่ชอบคิดนอกกรอบ มองภาพรวมมากกว่าเก็บรายละเอียด

"ให้ความสำคัญกับอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผล ต้องใช้หัวใจคุยกัน" สมองข้างขวาสามารถรับรู้ความรู้สึกผู้อื่นได้ดีกว่า มีความรู้สึกร่วมได้ดีกว่า รักความท้าทาย กล้าเสี่ยงมากกว่า เพราะทุกสิ่งล้วนมีความเป็นไปได้

สมองข้างขวามักรื่นรมย์กับการฟังเสียงเพลงเสียงดนตรีมากกว่าเนื้อหาวิชาการ เพลิดเพลินกับน้ำเสียงลีลามากกว่าเนื้อหาหรือประเด็นหลัก สำหรับการพูด ถูกโปรแกรมมาให้พูดอย่างมีวาทศิลป์ ใจเย็น เป็นมิตร ประนีประนอม สามารถใช้โทนเสียงได้หลากหลาย ชวนติดตาม

คนที่ชำนาญสมองข้างขวา แม้ว่าจะไม่ประสบผลสำเร็จในการทำงานก็ไม่ซีเรียส ขอให้สนุกเพลิดเพลินกับสิ่งที่ทำก็พอ มีแนวคิดการทำงานทุกอย่างต้องเกิดผลแบบ"คนสำราญงานสำเร็จ" เป็นที่รักของคนรอบข้างด้วย

การทำงานแต่ละอาชีพ เป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องใช้สมองข้างใดข้างหนึ่งมากเป็นพิเศษ แต่ทุกอาชีพสามารถโค้ชสมองให้ใช้ศักยภาพได้มากขึ้นใกล้เคียงกันทั้งสองข้าง

"สมองข้างซ้ายสร้างความสำเร็จ สมองข้างขวาสร้างความสุข เราเกิดมามีสมองทั้งสองข้างใช้ให้คุ้ม" 

 

เคล็ดลับสมองข้อที่ 2 สมองหญิงนักช็อป สมองชายนักรัก

สมองผู้หญิงและผู้ชายแตกต่างกัน ทั้งขนาด จำนวน และการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทหรือนิวรอนภายในสมองสองซีก

ขนาดสมองผู้ชายมีขนาดใหญ่กว่าสมองผู้หญิง 10% แต่ไม่มีผลต่อความเฉลียวฉลาดแต่อย่างใด ขึ้นอยู่กับว่าใครฝึกเซลล์สมองได้เก่งกว่ากัน

ขนาดสมองส่วนอารมณ์(สมองระบบลิมบิก)ของผู้หญิงมีขนาดใหญ่กว่า ผู้หญิงจึงรับรู้เชื่อมต่อความรู้สึกกับผู้อื่นได้ดีกว่า

สมองผู้หญิงมีจำนวนเซลล์ประสาท(นิวรอน)มากกว่า มีแนวโน้มฉลาดกว่า อย่างไรก็ตามไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเซลล์ประสาท แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพ หากสามารถฝึกนิวรอนให้มีประสิทธิภาพ แม้ปริมาณเซลล์ประสาทน้อยก็มีโอกาสฉลาดกว่าสมองที่มีเซลล์ประสาทมากก็ได้

เส้นใยประสาทสมองผู้ชาย มีการเชื่อมต่อจากสมองส่วนหน้าไปยังสมองส่วนหลัง เชื่อมโยงภายในสมองซีกเดียวกันมากกว่าเชื่อมโยงระหว่างสมองสองซีก ทำให้สมองผู้ชายคิดแบบตรงไปตรงมา ตรรกกะกับอารมณ์แยกกันชัดเจน ไม่ปนกัน สมองผู้ชายจะเก็บเฉพาะประเด็นหลัก ไม่หยุมหยิมกับรายละเอียด จึงชำนาญในการคิดหาเหตุผล วิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อน และการบริหารจัดการเชิงระบบ แต่มีความลำบากในการทำสองสิ่งพร้อมกันหรือจัดการปัญหาหลายอย่างในเวลาเดียวกัน

เส้นใยประสาทสมองผู้หญิง จะเชื่อมประสานกันระหว่างสมองสองซีก ซ้ายและขวามากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะบริเวณสมองส่วนหน้า ผู้หญิงมีความสามารถในการจดจำข้อมูลและเก็บรายละเอียดได้ดีกว่า สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้ด้วยจินตนาการไร้ขีดจำกัด โยงระบบหลายเรื่องได้รวดเร็วลื่นไหล สามารถวิเคราะห์หลักการเหตุผลโดยดึงอารมณ์ความรู้สึกเข้ามามีส่วนด้วยได้คล่องกว่า สามารถจัดการหลายสิ่งอย่างพร้อมกันได้ดีกว่าผู้ชาย

สมองผู้ชายหมกมุ่นเรื่องเพศ สมองผู้หญิงหมกมุ่นเรื่องช็อปปิ้ง

สมองผู้ชายจะเก่งเรื่องวิทยาศาสตร์แท้ๆ ส่วนสมองผู้หญิงจะเก่งเรื่องสังคมศาสตร์

ผู้ชายและผู้หญิงใช้สมองไม่เหมือนกันในการทำงานแบบเดียวกัน

 

เคล็ดลับสมองข้อที่ 3 อารมณ์เชิงบวกนำไปสู่พลังเชิงบวก

"มนุษย์คิดบวกคือผู้มีจิตใจเบิกบาน มนุษย์คิดลบคือผู้มีจิตใจเศร้าหมอง"

มีเทคนิคกระตุ้นกระทั่งหลอกสมองเพื่อช่วยให้ปล่อยความทุกข์ได้เร็วขึ้น กลับมามีความสุขได้เร็วขึ้นโดยการคิดบวก

"เส้นบางๆ ที่กั้นระหว่างมนุษย์คิดบวกกับมนุษย์โลกสวย คือการมีเป้าหมาย"

มนุษย์โลกสวยมักจะมองหาด้านบวกของทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทำให้ตัวเองรู้สึกสบายใจ รู้สึกดีขึ้นเท่านั้น พยายามทำตัวอารมณ์ดีโดยขาดการต่อยอดความคิดความรู้สึกที่เกิดขึ้น ไม่มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะเอาความสบายใจไปใช้ทำอะไรต่อ

ส่วนมนุษย์คิดบวก คือมนุษย์ที่มีความเป็นไปได้ เมื่อเจอปัญหาอุปสรรค ก็มีสติรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง สามารถเปลี่ยนมุมมองสถานการณ์ ปรับวิธีคิดเพื่อดำเนินชีวิตสู่การพิชิตเป้าหมายของตัวเองได้ในที่สุด

การทำงานของสมองจะสั่งการจากบนลงล่าง สมองคือศูนย์บัญชาการสู่อวัยวะต่างๆของร่างกาย กลับกันร่างกายก็สร้างกลไกที่ส่งสัญญาณย้อนกลับขึ้นไปสู่สมองด้วย นอกจากนี้สมองก็ยอมถูกควบคุมโดยกลไกอื่น เพื่อให้ตัวมันได้รับการฝึกฝนให้อยู่รอดเช่นกัน โดยเฉพาะความคิด อารมณ์ ความรู้สึก 

สมองรู้ตัวว่าถ้าอยากอยู่รอดได้ดี และแข็งแกร่ง ต้องทำให้ตัวเองอารมณ์ดี จึงจะเกิดพลังเชิงบวกที่ใช้ซ่อมแซม เป็นอาหารเสริมช่วยเพิ่มสมรรถภาพสมองให้ทรงพลังต่อไปได้ 

สมองสามารถผลิตสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับความสุขได้ 4 ชนิด นักวิทยาศาสตร์พยายามหาวิธีกระตุ้นให้สารสื่อประสาทแห่งความสุขได้ทำงานสม่ำเสมอ ดีขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้มนุษย์สามารถพัฒนาศักยภาพสมองอย่างไร้ขีดจำกัดแม้ตกอยู่ในสภาวะความเครียดก็สามารถประคองร่างกายและความรู้สึกให้ฟื้นฟูกลับสู่สภาพปกติได้โดยเร็ว สามารถปรับตัวและดำเนินชีวิตต่อไปได้ เรียกว่า "ภาวะล้มแล้วลุกเร็ว" (Resilience) แม้สถานการณ์ยากลำบากนั้นยังคงอยู่ก็ตาม

ภาวะล้มแล้วลุกเร็วต้องอาศัยสารสมองสร้างสุขตัวใดตัวหนึ่งหรือหลายตัวพร้อมกัน จากสารสื่อประสาททั้ง 4 นี้เสมอ เพียงตัวใดตัวหนึ่งหลั่งออกมาก็จะเกิดความสุขที่ปรารถนาได้ทันที และจากอารมณ์เชิงบวกจะทำให้เกิดพลังงานเชิงบวก เป็นเชื้อเพลิงหลักในการสร้างความสำเร็จ

 

เคล็ดลับสมองข้อที่ 4 สารสมองสร้างสุขทั้ง 4

เคล็ดลับข้อนี้จะทำให้เรารู้จักพลัง และวิธีกระตุ้นสมองให้ผลิตสารสื่อสมองทั้ง 4

1) โดพามีน (Dopamine)

ทำให้รู้สึกสนุกสนานกับการใช้ชีวิต ชอบความท้าทาย กล้าออกไปเผชิญโลกภายนอก เป็นมนุษย์คิดบวก สนุกกับการแก้ปัญหา

ทำให้เกิดสมาธิจดจ่อกับสิ่งนั้นอย่างต่อเนื่องทำให้เวลากลายเป็นเพียงสิ่งสมมุติ  ปรากฏการณ์โฟลว์ของสมาธิ เป็นความสุขจากสมาธิที่ลื่นไหล

ทำให้เกิดความรู้สึกอยากให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

โดพามีนสร้างความรู้สึกอยากให้รางวัลตัวเอง เห็นคุณค่าของตนเอง อยากขอบคุณตัวเอง

เทคนิคการกระตุ้นโดพามีน

ฉีกยิ้ม

หัวเราะ

เป็นผู้ให้โดยไม่มีเงื่อนไข (สิ่งของ คำชม หรือ คำขอบคุณ)

รับประทานผักสีสด

* ผู้ป่วยซึมเศร้า มีความบกพร่องในการปรับระดับการประสานงานร่วมกัน ของระบบสารสื่อประสาทในสมอง 3 ชนิด คือสารโดพามีน เซโรโทนิน และนอร์เอพิเนฟริน  ถ้าสร้างโดพามีนได้น้อยหรือไม่ผลิตเป็นระยะเวลานาน จะทำให้ขาดความสนุกในชีวิต ไม่มีอะไรน่าอภิรมย์  ไม่เห็นคุณค่าตัวเอง ต้องรักษาด้วยยาต้านเศร้า "มุ่งไปแก้ไขสารเคมีในสมองเหล่านี้ และอาจทำจิตบำบัดร่วมด้วย อาศัยการกระตุ้นสมองให้สร้างเซโรโทนิน และกระตุ้นสารโดพามีน"

2) ออกซิโทซิน (Oxytocin) เลิฟฮอร์โมน

ทำให้เกิดความรัก ความผูกพัน ห่วงหาอาทรกัน ไว้วางใจกัน อยากทะนุถนอมดูแล เป็นสารตั้งต้นสู่ความกตัญญู ซึ่งมีอยู่ในน้ำนมแม่ ส่งต่อแม่ถึงลูก ลูกก็ส่งต่อให้แม่รับรู้ได้

เทคนิคการกระตุ้นออกซิโทซิน

สัมผัสอย่างอ่อนโยนด้วยเจตนาที่ดี

การกอด : กอด 20 วินาที และสามารถกอดตัวเองได้ด้วย การกอดทำให้เกิดความมั่นคงทางจิตใจ เชื่อมั่น ไว้วางใจตัวเอง

เมคเลิฟ : เพศสัมพันธ์ รวมทั้งวิธีอื่น เช่นการกอด การนวด สัมผัสที่อ่อนโยน

เป็นผู้รับ : โดพามีนกับออกซิโทซินทำงานร่วมกัน การชมตัวเองให้กำลังใจตัวเอง ทำให้กลายเป็นผู้ให้และผู้รับในเวลาเดียวกัน และควรให้ของแก่คนรักบ้าง เซอร์ไพรส์กันบ้าง ชื่นชมกัน ถ้าไม่รู้จะชมอะไร อย่างน้อยให้คำขอบคุณ ผู้รับคำขอบคุณจะรู้สึกผูกพัน เชื่อใจมากขึ้น

การแผ่เมตตา : การทำสมาธิแผ่เมตตามีผลต่อคลื่นสมอง ทำให้สารสมองสร้างสุขหลายตัวหลั่งออกมา

เสียงเพลงขับกล่อม : เพลงจังหวะเร็วกระตุ้นความสนุก ติดตลาดเร็วและถูกลืมเร็วเช่นกัน เพลงจังหวะช้าๆ หรือกลางๆ ช่วยสร้างความรักความผูกพัน

3) เซโรโทนิน (Serotonin)

เป็นฮอร์โมนแห่งความสงบสุข สันติภาพ มีผลต่อกระบวนการคิด พฤติกรรม อารมณ์ ทำให้รู้สึกดี สงบ ผ่อนคลาย ใจเย็น มีสมาธิ อารมณ์มั่นคง ไม่หวั่นไหวง่าย มีความสุขง่ายขึ้น ช่วยให้อายุยืนยาว

ความสุขจากเซโรโทนิน เป็นความสุขที่เรียบง่ายภายในจิตใจ ตัดขาดจากโลกภายนอกอันแสนวุ่นวาย กลับเข้ามามีความสงบนิ่งจากภายใน

 

เทคนิคการกระตุ้นเซโรโทนิน

การนอน : เป็นเวลาที่สมองจัดการกรองข้อมูล เรียบเรียงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ให้เป็นระบบระเบียบมากขึ้น ตื่นมาสมองจึงปลอดโปร่ง เบาขึ้น

นั่งสมาธิ เมตตาภาวนา เจริญสติ : เกิดคลื่นสมองแกมมา บ่งบอกถึงการทำงานเชิงบวกของสมอง

แสงแดดอ่อนๆ : การออกไปสู่โลกภายนอก สัมผัสแดดอ่อนๆ  ช่วยให้ระบบความจำดีขึ้น ส่งผลให้ระบบการเรียนรู้ดีขึ้น

เล่นโยคะ : นอกจากช่วยยืดเส้นยืดสาย ช่วยสร้างความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อแล้ว ยังทำให้มีสมาธิกับการหายใจ ช่วยให้จิตใจผ่อนคลายกลับสู่สภาวะสมดุล

ออกกำลังกายแบบแอโรบิก : ช่วยสร้างและซ่อมแซมความเสียหายของเซลล์ประสาท และจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในสมอง โดยการเพิ่มระดับโปรตีนกลุ่ม Neurotrophic สร้างความยืดหยุ่นของระบบประสาท โปรตีนดังกล่าวส่งผลดีต่อระบบการเรียนรู้ และระบบความจำ 

กินกล้วย : กล้วยมีสารทริปโตเฟนสูง เป็นแหล่งรวมวิตามินและแร่ธาตุ วิตามินบี 6 ช่วยเปลี่ยนทริปโตเฟนเป็นเซโรโทนิน และยังเปลี่ยนให้เป็นเมลาโทนิน ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น กล้วยถูกนำมาใช้บรรเทาอาการภาวะต่างๆ เช่นภาวะเครียด นอนไม่หลับ ซึมเศร้า วิตกกังวล กล้ามเนื้อล้า

 

4) เอ็นโดฟิน (Endorphin)

ฮอร์โมนแห่งความสดชื่น  ทำให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า กระฉับกระเฉง บรรเทาความเจ็บปวด อารมณ์ดี ครื้นเครง

เทคนิคกระตุ้นเอ็นโดฟิน

มีวิธีเดียวคือการออกกำลังกายทุกประเภท จะทำให้ระบบไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองดีขึ้น โดยเฉพาะสมองส่วนนอกกลีบหน้า ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ ช่วยเพิ่มการหลั่งสารโดพามีน เซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารสำคัญ ที่ช่วยปรับให้อารมณ์ดี หายเศร้า หายหดหู่ มีส่วนสำคัญในการต้านโรคซึมเศร้า 

ารสร้างสุขทั้ง 4 ไม่ว่าตัวใดก็ตาม ถ้าเรากระตุ้นสมองให้สร้างอยู่เสมอทุกวัน จะเสพสารแห่งความสุขที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จิตใจ ทำให้เป็นคนปล่อยวางปัญหา และมูฟออน (Move On) ได้เร็ว ไม่จมปลักกับความทุกข์ ไม่หวาดวิตกกังวลจนเกินเหตุ ทำให้มีพลังบวกในตัวเอง สามารถส่งผ่านพลังบวกนี้ถึงคนรอบข้างได้ สามารถเป็นแหล่งพลังงานแห่งความสนุกสนาน ความรัก ความผูกพัน ความไว้วางใจ ความสงบผ่อนคลาย และความสดใสมีชีวิตชีวาให้กับผู้อื่นได้

สารเคมีในสมองที่สมดุล ส่งผลต่อชีวิตที่เป็นสุขและมีความสุขของเรา เรามาทำความรู้จักกับสารเคมีต่างๆ ในสมองกันค่ะ 

การที่มนุษย์เรามีอารมณ์ที่ผิดปกติ เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า เครียด นอนไม่หลับ รู้หรือไม่ว่าอาการเหล่านี้เกิดจากการที่สารเคมีในสมองขาดความสมดุล ส่งผลต่อสภาพจิตใจและพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ 

 

แล้ว สารเคมีในสมอง คืออะไร มีอะไรบ้าง

สารเคมีในสมองมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “สารสื่อประสาท” หรือ Neurotransmitter เป็นสารที่เซลล์ประสาทสร้างขึ้นเพื่อใช้ส่งกระแสประสาทจากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง นั่นเอง

 

สารเคมีในสมองที่สำคัญมีดังนี้ 

1. แอซิติลโคลีน (Acetylcoline) เป็นสารที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ การควบคุมพฤติกรรม ความจำ สมาธิ และการเรียนรู้

2. โดพามีน (Dopamine) ได้ชื่อว่าเป็นสารแห่งความสุข ซึ่งจะปล่อยออกมาเมื่อเรารู้สึกพึงพอใจ เช่น ได้ทานอาหารที่ชอบ ได้ออกกำลังกาย รวมถึงเวลาที่เรามีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดพามีนจะช่วยให้เรากิจกรรมนั้นๆ ได้ไม่รู้เบื่อ

3. นอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine) จะหลั่งออกมาเมื่อเกิดความกลัวและเครียด เพื่อกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจและเพิ่มความดันโลหิต ทำให้เซลล์ได้รับสารอาหารเพิ่มขึ้น สำหรับเป็นพลังงานในการต่อสู้กับปัญหาต่างๆ นอกจากนี้ ร่างกายจะหลั่งนอร์เอพิเนฟรินสูงในตอนเช้า เพื่อกระตุ้นให้เรารู้สึกตื่นตัวและพร้อมสำหรับกิจกรรมในวันใหม่ 

4. ซีโรโทนิน (Serotonin) เป็นสารที่ควบคุมสภาพอารมณ์ ความรู้สึกเจ็บปวด ความหิว การหายใจ การนอนหลับ และพฤติกรรมอื่นๆ หากระดับสารซีโรโทนินต่ำ จะส่งผลต่ออารมณ์โดยตรง คือทำให้วิตกกังวล ก้าวร้าว ซึมเศร้า

5. กาบา (GABA) เป็นสารสื่อประสาทชนิดที่ยับยั้งกระแสประสาท ทำให้สมองที่ได้รับการกระตุ้นเกิดสมดุลและผ่อนคลายลง

6. เอนดอร์ฟิน (Endorphin) เป็นสารที่ออกฤทธิ์คล้ายสารเสพติด ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย หายจากความเจ็บปวด สร้างความรู้สึกเคลิบเคลิ้ม พึงพอใจ จะหลั่งออกมาเมื่อในขณะออกกำลังกาย รู้สึกตื่นเต้น หรือมีเพศสัมพันธ์ 

 

ทีนี้ ถ้าสารเคมีในสมองไม่สมดุล จะทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ 

1. แอซิติลโคลีนต่ำ จะทำให้มีสมาธิสั้น ความจำไม่ดี โดยเฉพาะความจำระยะสั้น 

2. นอร์เอพิเนฟรินต่ำ จะทำให้เซื่องซึม ขาดความตื่นตัว ไม่กระตือรือร้น แต่หากมีนอร์เอพิเนฟรินสูง จะทำให้กระวนกระวาย วิตกกังวล และนอนไม่หลับ 

3. โดพามีนต่ำ จะทำกล้ามเนื้อเกร็งกระตุก และมีอาการสั่น เช่น ในโรคพาร์กินสัน รวมถึงรู้สึกซึมเศร้า  แต่หากมีโดพามีนสูงเกินไป จะทำให้เกิดโรคทางจิตเภท มีความคิดฟุ้งซ่าน ควบคุมสติไม่ได้ คลุ้มคลั่ง เหมือนการเสพยาบ้า 

4. ซีโรโทนินต่ำ จะทำให้มีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล ย้ำคิดย้ำทำ ขาดความเชื่อมั่น อารมณ์แปรปรวน และอาจถึงขั้นทำร้ายตัวเองได้ ซึ่งผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามักพบว่าเกิดจากการมีซีโรโทนินต่ำ แต่หากมีซีโรโทนินมากเกินไป อาจมีอาการทางจิต คลุ้มคลั่ง ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ซึ่งหากเป็นในเด็ก อาจเกิดภาวะปัญญาอ่อน หรือออทิสติกได้ 

ดังนั้นเราจะต้องดูแลสุขภาพเพื่อให้สารเคมีในสมองของเราสมดุล โดยการ ออกกำลังกาย ไม่เครียด ยิ้มแย้ม กินอาหารให้ครบ5หมู่ หากเป็นโรคซึมเศร้าต้องหาหมอเพื่อกินยาต้านเศร้าปรับสมดุลค่ะ 

credit: https://www.honestdocs.co/want-to-have-a-good-life-brain-chemistry-must-be-balanced 

 

ที่มา ; Blockdit

เกี่ยวข้องกัน

ภาพสแกนสมองของชายผู้มีความสุขที่สุดในโลก 

วันก่อนเล่าเรื่องพระแมทธิว (ชายผู้มีความสุขที่สุดในโลก) ค้างไว้ เล่าต่อดีกว่านะครับ ข้อเขียนชิ้นนี้ยาวมาก จึงต้องแยกหลายตอน 

ในปี 2007 มีการร่วมมือระหว่างพระทิเบต โดยการสนับสนุนของท่านทาไลลามะ กับนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งในสหรัฐฯซึ่งสนใจเรื่องผลของการทำสมาธิ ทำการวัดคลื่นสมองพระแปดรูปกับคนอเมริกันอีกสิบคนที่ไม่เคยฝึกทำสมาธิ วัดคลื่นแกมมาในสมองด้วยเครื่อง EEG 

คลื่นแกมมาเป็นคลื่นที่เกี่ยวกับสติสัมปชัญญะ ความจดจ่อ การเรียนรู้ และความทรงจำ 

นักวิทยาศาสตร์ทางประสาทวิทยา ริชาร์ด เดวิดสัน มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมืองเมดิสัน รัฐวิสคอนซิน บอกว่า เราสามารถวัดค่าความสัมพันธ์ระหว่างคอร์เท็กซ์ซีกซ้ายและขวา กิจกรรมในซีกซ้ายเกี่ยวข้องกับความรู้สึกที่ดี ส่วนซีกขวาเกี่ยวข้องกับความรู้สึกลบทั้งหลายและอาการซึมเศร้า

ทีมงานติดเซ็นเซอร์ 256 ชิ้นที่กะโหลกศีรษะของแมทธิว แล้วสแกนสมองของเขาขณะที่เขากำลังทำสมาธิ พระฝรั่งผ่านการสแกนนานสามชั่วโมงต่อเนื่อง 

นักวิจัยตะลึงเมื่ออ่านผล ผลการสแกนพบว่า ขณะทำสมาธิ สมองของแมทธิวสร้างคลื่นแกมมาทะลุกราฟในระดับที่ไม่เคยพบมาก่อน จากระดับผลที่วัดจากอาสาสมัครจำนวนหลายร้อยคน ซึ่งได้ผลตั้งแต่ +0.3 ถึง -0.3 ผลสแกนของแมทธิวคือ -0.45 หลุดไกลจากกลุ่ม 

ผลสแกนสมองแมทธิวชี้ระดับกิจกรรมเข้มข้นที่เกิดขึ้นในสมองส่วน prefrontal cortex ซีกซ้าย แปลผลได้ว่า แมทธิวมีความรู้สึกด้านลบต่ำมาก เขามีศักยภาพที่จะมีความสุขมากกว่าคนปกติหลายเท่า 

สรุปว่าเท่าที่เคยมีการบันทึกมา แมทธิวเป็นเจ้าของสมองของคนที่มีความสุขที่สุดในโลก 

นักวิทยาศาสตร์ผู้ที่ศึกษาสมองของคนทำสมาธิบอกว่า “เราใช้เวลานานสิบสองปีค้นหาผลในระยะสั้นและยาวของการฝึกสมาธิ ที่มีต่อความจดจ่อ ความเมตตา และสมดุลของอารมณ์” 

นอกจากสแกนสมองของเขา นักวิทยาศาสตร์ยังสแกนสมองของพระอีกจำนวนหนึ่ง บางรูปฝึกสมาธิมานานห้าหมื่นครั้ง บางรูปฝึกสมาธิมานานสามสิบปี ผลคือคลื่นสมองของพระที่ฝึกสมาธิมานานทะลุกราฟเช่นกัน 

การทดสอบอีกอย่างหนึ่งคือให้ทั้งพระทั้งฆราวาสฟังเสียงรบกวน เช่น เสียงระเบิด เพื่อรบกวนสมาธิและกระตุ้นความรู้สึกเชิงลบ ผลคือพระที่ฝึกสมาธิมานานรับมือกับเสียงรบกวนได้สบาย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนฆราวาสสอบไม่ผ่านเลย

เหตุผลเพราะพระที่ฝึกสมาธิมานาน สามารถปล่อยให้ความรู้สึกลบผ่านไป ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความโกรธหรือหงุดหงิด แต่สามารถปลดปล่อยความรู้สึกลบออกไปได้ แมทธิวเชื่อว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะการทำสมาธิ 

เขาบอกว่าการทำสมาธิก็เหมือนกีฬายกน้ำหนักหรือการออกกำลังกายทางจิต ใคร ๆ ก็สามารถมีความสุขได้โดยฝึกสมอง สมองของคนเรามีคุณลักษณ์แบบ Neuroplasticity (หรือ neural plasticity) มีความยืดหยุ่น เราเปลี่ยนแปลงมันได้ 

เขาว่าการทำสมาธิสามารถเปลี่ยนสมองและตัวตนของผู้ฝึกและใคร ๆ ก็ทำได้ โดยเรียนรู้วิธีเฝ้าดูความคิดล่องลอยไป

(ท่อนหนึ่งจากบทความ ชายผู้มีความสุขที่สุดในโลก / หิน 15 ก้อนของ สตีฟ จ๊อบส์ / วินทร์ เลียววาริณ 

ที่มา ; blockdit