สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ธนาคารโลกกระตุ้นรัฐบาลทั่วโลกอย่าละเลยการศึกษาในช่วง COVID-19 ระบาด

ธนาคารโลก (World Bank) ออกโรงกระตุ้นรัฐบาลนานาประเทศทั่วโลก ให้หันมาใส่ใจกับการศึกษา ในระหว่างที่กำลังจัดการกับการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19  เนื่องจากการปิดโรงเรียน มีแนวโน้มสร้างความเสียหายอย่างมากไม่แพ้ความเสียหายทางเศรษฐกิจ

คำเตือนครั้งนี้ มีขึ้นหลังธนาคารโลกได้จัดทำรายงานคาดการณ์ความเป็นไปได้ของสถานการณ์ความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นต่อแวดวงการศึกษาโลก ในช่วงที่โรงเรียนต้องปิดตัวตามมาตรการล็อคดาวน์เพื่อสกัดกั้นการระบาดของไวรัส COVID-19  

รายงานระบุว่า แม้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมจะเป็นกลยุทธ์จำเป็นที่จะต้องลดการระบาดของไวรัส COVID-19  แต่การปิดโรงเรียน ที่ทำให้เด็กนักเรียนราว 1,500 ล้านคนใน 175 ประเทศทั่วโลกไม่สามารถไปเรียนได้ ทำให้หลายฝ่ายต่างมีความวิตกมากขึ้นถึงผลกระทบในระยะยาวต่อการเรียนรู้ของเด็ก 

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญของธนาคารโลกมองว่า โลกในขณะนี้ได้ก้าวเข้าสู่วิกฤติทางการศึกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้ธนาคารโลก ได้จัดทำรายงานการศึกษาถึงผลกระทบดังกล่าวต่อ Learning curve หรือ เส้นโค้งแห่งความรู้ซึ่งการศึกษาดังกล่าวจะช่วยให้หน่วยงานด้านการศึกษาทั่วโลกสามารถมองเห็นปัญหาและมุ่งเน้นความสนใจไปที่เด็กกลุ่มเสี่ยงทั้งหลาย รวมถึงช่วยสรรหาแนวทางกลยุทธ์ หรือมาตรการที่จะมาบรรเทาความเสียหายและเป็นประโยชน์ต่อเด็กนักเรียนมากที่สุด

สำหรับ Learning curve หรือ เส้นโค้งแห่งความรู้คือ อัตราความก้าวหน้า หรือความเร็ว-ความช้าในการเรียนรู้ทักษะใหม่อย่างใดอย่างหนึ่งของเด็กนักเรียน ซึ่งเส้นโค้งแห่งความรู้นี้เป็นค่าดัชนีที่สร้างมาจากตัวชี้วัดสำคัญๆ ที่หน่วยงานด้านการศึกษาทั่วโลกนำมาใช้ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็น National Assessment of Educational Progress – NAEP, Programme for International Student Assessment – PISA, Trends in International Mathematics and Science Study – TIMSS, และ Progress in International Reading Literacy Study – PIRLS

อย่างไรก็ตาม แม้ค่าเฉลี่ยของเส้นโค้งแห่งความรู้เหล่านี้จะนำไปใช้ในการเปรียบเทียบจัดอันดับการศึกษาของประเทศต่างๆ แต่ผลลัพธ์ของเส้นโค้งแห่งความรู้ ยังสามารถใช้บ่งชี้ถึงสถานการณ์ทางการศึกษาของแต่ละประเทศได้เป็นอย่างดี เช่น ความกว้างของเส้นโค้งจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเหลื่อมล้ำของระบบทางการศึกษา และลักษณะของเส้นโค้งยังสามารถนำไปจัดอันดับความก้าวหน้าของเด็กนักเรียนตามระดับความสามารถหรือสมรรถนะของผู้เรียน (โดยเป็นเส้นโค้งที่มีระดับคะแนนค่าเฉลี่ยที่ 500 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ 100) 

ทั้งนี้ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นักการศึกษาทั่วโลกได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการทำให้เส้นโค้งแห่งความรู้สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้มากขึ้น โดยเฉพาะทำให้เห็นว่าระดับผลสัมฤทธิ์ที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่ามาตรฐานคือเท่าไหร่ (ซึ่งในกราฟเส้นโค้งตามภาพ เด็กคนใดที่อยู่ทำคะแนนต่ำกว่าระดับขั้นต่ำ จะจัดอยู๋ในพื้นที่สีเทาหลังเส้นแดง) โดยเมื่อปีที่ผ่านมา ทางธนาคารโลก ตัดสินใจที่จะให้ความสำคัญกับปัญหา สมรรถนะที่ต่ำทางการศึกษา หรือนักเรียนที่มีระดับความสามารถต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ ซึ่งเทียบได้กับเด็กที่ยังไม่สามารถอ่านหรือเข้าใจหนังสือเรียนระดับพื้นฐานได้ภายในวัย 10 ขวบ

ธนาคารโลกระบุว่า กลุ่มเด็กเหล่านี้ เป็นกลุ่มที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ไม่ได้เรียนหนังสืออย่างเพียงพอและดีพอในช่วงปฐมวัย มักจะเป็นผู้ที่ต้องประสบความล้มเหลวมากที่สุดหากขยับขึ้นไปศึกษาต่อในระดับสูงหรือเมื่อต้องเข้าสู่โลกของการทำงานต่อไป

ทั้งนี้ ในรายงานที่ธนาคารโลกกำลังจัดทำอยู่นี้ ได้ประเมินถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ในแวดวงการศึกษาในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้าออกมาเป็น 3 รูปแบบด้วยกัน โดยแต่ละลักษณะของเส้นโค้งแห่งความรู้ เป็นผลจากการปิดโรงเรียนเนื่องจากสถานการณ์ COVID-19  ซึ่งอาจจะส่งผลออกมาได้เป็นสามลักษณะ ดังนี้

  • เส้นโค้งแห่งความรู้แบบแรก เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ตรงไปตรงมาที่สุด โดยมีสาเหตุมาจากการลดลงของเวลาในการเรียนและช่องทางการเรียนที่โรงเรียน (เส้นโค้งสีฟ้า) ซึ่งเป็นสถานการณ์เลวร้ายขีดสุดที่เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ โรงเรียนทั้งหลายพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะจัดการเรียนการสอนทางไกล การลดลงของเวลาและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการเรียนมีผลอย่างมากต่อจำนวนเด็กนักเรียน ยืนยันได้จาก ช่วงวิกฤติการณ์ก่อนหน้านี้ อย่างเช่น วิกฤตการเงินในปี 2008-2009 ที่จำนวนผู้เรียน โดยเฉพาะในเขตที่มีเด็กยากจนหรือเด็กด้อยโอกาสอาศัยอยู่มาก ลดลงจนน่าใจหาย ขณะเดียวกัน ก็มีหลักฐานบ่งชี้ว่า เหตุการณ์ภัยพิบัติ อย่าง น้ำท่วม ก็ส่งผลกระทบต่อผลการเรียนของเด็กในทุกระดับชั้นเช่นกัน โดยเด็กที่ไม่อยู่ในโรงเรียนจะเรียนได้น้อย แม้จะแสดงให้เห็นความตั้งใจเข้าร่วมห้องเรียนทางไกลอย่างสม่ำเสมอแล้วก็ตาม 
  • สถานกาณ์ที่สอง ก็คือพิจารณาว่า เส้นโค้งแห่งความรู้จะแบนราบหรือเบี่ยงเบนไปมากแค่ไหนจากผลกระทบของวิกฤติไวรัส COVID-19 ที่เด็กได้รับไม่เท่ากัน (เส้นโค้งสีม่วง) กล่าวคือ เด็กนักเรียนที่อยู่ในระดับหัวกะทิจะยังคงก้าวหน้าไปได้ ขณะที่เด็กนักเรียนที่เรียนแย่ก็จะแย่ถอยหลังมากขึ้นไปอีก โดยแม้เชื้อไวรัส COVID-19  ส่งผลไปถึงเด็กในทุกกลุ่มฐานะ แต่เด็กที่มีสถานะทางบ้านที่ดีกว่า จะสามารถบรรเทาผลกระทบจากการปิดโรงเรียนได้ดีกว่าเพื่อนร่วมชั้นที่ยากจน เพราะครอบครัวที่มั่งคั่ง มีบ้านที่อาศัยอยู่ได้สะดวกสบาย มีการเชื่อมต่อเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างดี สามารถจ้างครูพิเศษส่วนตัวได้ และมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการเรียนจากบ้านเพราะพ่อแม่มีการศึกษามากกว่า 

        ทั้งหมดข้างต้น ล้วนตรงกันข้ามกับเด็กที่มีสถานะครอบครัวยากจน โดยเฉพาะ กลุ่มที่ยากจนในระดับแร้นแค้น ต้องอาศัยอยู่ในเพิงพัก ไม่มีไฟฟ้าน้ำประปาเข้าถึง ไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและสิ่งทันสมัย ปราศจากเทคโนโลยีในการเข้าถึงเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ไม่มีปัญญาจ้างครูพิเศษ และไม่สะดวกที่จะทำการบ้านหรืองานที่ได้รับมอบหมายจากที่บ้าน 

        ในสถานการณ์ที่ไวรัส COVID-19  ส่งผลกระทบกระเทือนต่อรายได้ และทำให้คนจนเหล่านี้ยิ่งจนลงเพราะขาดโอกาสในการทำงานหรือต้องตกงาน ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่เด็กที่เรียนดีมีฐานะจะยังสามารถเรียนรุดหน้าไปได้ ขณะที่เด็กยากจนกลับจะเรียนถอยหลังลง เกิดเป็นช่องว่างของความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา 

  • สถานการณ์ที่สาม คือ การพิจารณาว่าเส้นโค้งแห่งความรู้จะเปลี่ยนแปลงไปเพราะจำนวนเด็กนักเรียนที่ต้องหลุดออกจากโรงเรียน (เป็นกลุ่มประชากรสีเขียวที่เลิกเรียนถาวรแล้ว) โดยธนาคารโลกกล่าวว่า สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวิกฤตการณ์ต่างๆ ครั้งก่อน เช่น วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1997-1998 และวิกฤตการระบาดของโรคโปลิโอในปี 1916 ก็คือ จำนวนการกลับมาสมัครเข้าเรียนของเด็กนักเรียนจะลดลงอย่างมากจนน่าตกใจ เนื่องจากเป็นผลกระทบตามระบบอุปสงค์อุปทาน

        ในส่วนของอุปทาน (Demand) หรือความต้องการเรียนจะลดลง อันเป็นผลมาจากรายได้ที่หดหายทำให้ครอบครัวจำเป็นต้องให้ลูกหลานเข้ามาช่วยทำงานหาเงินจุนเจือทางบ้าน เด็กจึงต้องเลิกเรียนไปโดยปริยาย และ เด็กผู้หญิง เป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะมักจะเป็นกลุ่มแรกที่ต้องเลิกเรียนไป ขณะที่ในด้านของอุปสงค์ (Supply) ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า วิกฤตไวรัส COVID-19  อาจจะให้โรงเรียนหลายแห่งต้องปิดตัวลง เนื่องจากไวรัส COVID-19 ทำให้รัฐบาลขาดสภาพคล่องอย่างหนัก กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องตัดลดค่าใช้จ่ายด้วยการสั่งพักงานคุณครู ลดหรือควบรวมโรงเรียน และแม้หลายประเทศจะมีโครงการอุดหนุนค่าเล่าเรียนของโรงเรียนเอกชน แต่ธนาคารโลกก็ไม่แน่ใจว่า โครงการเหล่านี้จะสามารถรอดพ้นจากวิกฤตที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ ซึ่งก็อาจจะทำให้โรงเรียนเอกชนต้องปิดตัวลงไปเช่นกัน

แม้เราอาจต้องอาศัยเวลากว่าที่จะได้รู้อย่างชัดเจนว่า วิกฤติไวรัส COVID-19 จะมีผลกระทบต่อการศึกษาอย่างไร รูปแบบไหน กระนั้น ในระหว่างนี้ ธนาคารโลกระบุว่า เราคงไม่สามารถทำได้เพียงแค่รอดูสถานการณ์อยู่เฉยๆ  ได้ ดังนั้น ธนาคารโลกจะพยายามนำฐานข้อมูลที่มีมาใช้วิเคราะห์และสร้างแบบจำลองคาดการณ์สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นเพื่อที่จะแสดงให้ประเทศต่างๆ เห็นว่า การศึกษาจะเลวร้ายลงอย่างไร หากเราไม่มีการลงมือทำอะไรเลย และรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะวางมาตรการด้านการศึกษาอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์เช่นนั้น 

ข้อมูลอ้างอิง :
Syedah Aroob Iqbal ที่ปรึกษา ฝ่ายปฏิบัติการการศึกษาโลก ธนาคารโลก
Joao Pedro Azevedo นักเศรษฐศาสตร์หัวหน้าโครงการ ธนาคารโลก
Koen Geven นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารโลก
Amer Hasan นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ฝ่ายปฏิการการศึกษาโลก ธนาคารโลก
Harry A. Patrinos ผู้จัดการฝ่ายการศึกษา ธนาคารโลก
 

ที่มา ; กองทุนเพื่อความเสมอภาคการศึกษา

สรุปสาระสำคัญ

ธนาคารโลกเตือนว่าการปิดโรงเรียนจากสถานการณ์ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อการศึกษาอย่างรุนแรงไม่แพ้ผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเด็กนักเรียนกว่า 1,500 ล้านคนใน 175 ประเทศไม่สามารถเรียนในโรงเรียนได้ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อ “วิกฤติการเรียนรู้” ในระยะยาว ธนาคารโลกใช้แนวคิด “เส้นโค้งแห่งความรู้ (Learning Curve)” เพื่อสะท้อนอัตราความก้าวหน้าทางการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยอิงข้อมูลจากการประเมินระดับนานาชาติ เช่น PISA, TIMSS และ PIRLS ซึ่งยังใช้ชี้วัดความเหลื่อมล้ำและสมรรถนะของผู้เรียนได้ด้วย

รายงานเสนอ 3 ฉากทัศน์หลัก ได้แก่ (1) การเรียนรู้ลดลงจากเวลาที่เรียนและการเข้าถึงโรงเรียนที่ลดลง (2) ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น เพราะเด็กฐานะดีสามารถเรียนออนไลน์หรือมีครูพิเศษ ขณะที่เด็กยากจนขาดโอกาส (3) การหลุดออกจากระบบการศึกษาของเด็กเพิ่มขึ้นจากปัญหาเศรษฐกิจและการลดงบประมาณรัฐ โดยเฉพาะเด็กหญิงและครอบครัวยากจนมีความเสี่ยงสูง

ธนาคารโลกเน้นว่าการไม่ดำเนินการเชิงนโยบายจะทำให้คุณภาพการศึกษาแย่ลงและช่องว่างความเหลื่อมล้ำกว้างขึ้น จึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์วางแผนช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยง พัฒนาการเรียนรู้ทางไกล และกำหนดมาตรการลดผลกระทบอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันความเสียหายระยะยาวต่อทุนมนุษย์ของประเทศ

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

แนวคิด “Learning Curve” ในบทความหมายถึงข้อใด
ก. ระดับรายได้ของครอบครัวผู้เรียน
ข. อัตราความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของผู้เรียน
ค. จำนวนโรงเรียนในแต่ละประเทศ
ง. งบประมาณด้านการศึกษา

เฉลย: ก (ที่ถูกต้องคือ ข)
เหตุผล: Learning Curve คือดัชนีแสดงความเร็ว/ช้าของการเรียนรู้ ไม่ใช่เศรษฐกิจหรือจำนวนโรงเรียน

 

ข้อ 2

ผลกระทบสำคัญที่สุดของการปิดโรงเรียนตามบทความคือข้อใด
ก. ครูมีภาระงานเพิ่มขึ้น
ข. การเรียนรู้ของเด็กลดลงในระยะยาว
ค. โรงเรียนเอกชนมีกำไรเพิ่ม
ง. ค่าใช้จ่ายรัฐลดลง

เฉลย: ข
เหตุผล: แก่นของบทความคือ “การสูญเสียการเรียนรู้ (learning loss)”

 

ข้อ 3

กลุ่มใดได้รับผลกระทบด้านความเหลื่อมล้ำมากที่สุด
ก. นักเรียนในเมือง
ข. นักเรียนหัวกะทิ
ค. นักเรียนยากจน
ง. นักเรียนต่างประเทศ

เฉลย: ค
เหตุผล: เด็กยากจนขาดเทคโนโลยีและทรัพยากรการเรียน

 

ข้อ 4

เครื่องมือประเมินการศึกษาที่กล่าวถึงในบทความคือข้อใด
ก. GPA และ O-NET
ข. TOEFL และ IELTS
ค. NAEP และ SAT เท่านั้น
ง. PISA, TIMSS, PIRLS

เฉลย: ง
เหตุผล: เป็นเครื่องมือมาตรฐานสากลที่บทความระบุชัด

 

ข้อ 5

ฉากทัศน์ที่ “ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น” เกิดจากสาเหตุใด
ก. ความแตกต่างด้านทรัพยากรครอบครัว
ข. จำนวนครูเพิ่มขึ้น
ค. เวลาเรียนมากขึ้น
ง. โรงเรียนเปิดมากขึ้น

เฉลย: ก
เหตุผล: ครอบครัวฐานะดีเข้าถึงการเรียนได้ดีกว่า

 

ข้อ 6

ข้อใดเป็นผลกระทบด้านอุปสงค์ (Demand) ของการศึกษา
ก. โรงเรียนปิดตัว
ข. เด็กต้องออกไปทำงานช่วยครอบครัว
ค. ลดงบประมาณรัฐ
ง. ครูถูกพักงาน

เฉลย: ข
เหตุผล: ครอบครัวจนทำให้เด็กไม่ต้องการ/ไม่สามารถเรียนต่อ

 

ข้อ 7

เด็กกลุ่มใดมีแนวโน้ม “หลุดออกจากระบบการศึกษา” มากที่สุด
ก. เด็กในโรงเรียนเอกชน
ข. เด็กชายในเมือง
ค. เด็กหญิงยากจน
ง. เด็กที่เรียนเก่ง

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความชี้ว่าเด็กหญิงยากจนเสี่ยงหลุดออกมากที่สุด

 

ข้อ 8

ผลกระทบของ COVID-19 ต่อ Learning Curve คือข้อใด
ก. ทำให้เส้นโค้งสูงขึ้น
ข. ไม่เปลี่ยนแปลง
ค. ทำให้การวัดผลยุติ
ง. ทำให้เส้นโค้งเปลี่ยนรูปและเหลื่อมล้ำมากขึ้น

เฉลย: ง
เหตุผล: เส้นโค้งเปลี่ยนทั้งระดับและความเหลื่อมล้ำ

 

ข้อ 9

แนวทางสำคัญที่ธนาคารโลกเสนอคือข้อใด
ก. ปิดโรงเรียนถาวร
ข. เพิ่มค่าธรรมเนียมการศึกษา
ค. ลดจำนวนครู
ง. ใช้ข้อมูลวิเคราะห์วางนโยบายช่วยเด็กกลุ่มเสี่ยง

เฉลย: ก
เหตุผล: เน้นใช้ข้อมูลและนโยบายช่วยลดผลกระทบ

 

ข้อ 10

บทเรียนเชิงนโยบายที่สำคัญที่สุดจากบทความคือข้อใด
ก. รอให้สถานการณ์ดีขึ้นเอง
ข. ต้องดำเนินการเชิงรุกด้านการศึกษา
ค. ลดการใช้เทคโนโลยี
ง. ยกเลิกการเรียนออนไลน์

เฉลย: ข
เหตุผล: ธนาคารโลกย้ำว่าต้องไม่รอดู แต่ต้องลงมือแก้ไขเชิงระบบ

ความเห็นของผู้ชม