สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ภูมิปัญญาไทย(Soft Power)กับการพัฒนาการศึกษา

ข้อเสนอด้านภูมิปัญญา (Soft Power)

หลังจากดิฉันได้นำรายงานการประชุมผู้ทรงคุณวุฒิไปโพสต์ในเฟสบุคของดิฉันแล้ว ปรากฏว่ามีผู้สนับสนุนข้อเสนอ และฝากข้อเสนอด้านภูมิปัญญา (Soft Power) มาเพิ่มเติม ค่ะ

 

Nathapong Akkara

ผมขออนุญาตใช้มันสมองอันมีส่วนน้อยนิดนี้ นำเสนอบางเรื่อง ที่คิดว่าน่าจะเสริมเติมเต็มกับเนื้องานของท่านนะครับ

สิ่งที่ท่านได้เสนอถึงแผนงานสนับสนุนครูภูมิปัญญาที่จำแนก ออกเป็น 9 ด้านนั้น ผมก็เห็นด้วย แต่หากจะต้องมองออกไปเป็นความสัมพันธ์เชิงศาสตร์ เพื่อเป็นความสำคัญหลักในการที่จะสร้างคุณค่าต่อภูมิปัญญา ในการที่จะธำรงอยู่ของภูมิปัญญานั้น จำเป็นต้องใช้หลักปรัชญาเชิงศาสตร์ มาศึกษาและพัฒนาภูมิปัญญาให้ทันสมัย หรือก้าวล้ำสมัย จึงควรจำเป็นที่ต้องแสวงหลักแก่นหลักแห่งภูมิปัญญา และที่มาแห่งภูมิปัญญาในแต่ละสาขา ที่มีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิต ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ภูมิปัญญา จะฝังตัวอยู่ตามวิถีชีวิต วัฒนธรรม วิถีประชา บรรทัดฐาน หรือค่านิยม ที่ถูกสร้างขึ้นมา ภายใต้ภาวะที่เกี่ยวข้องกับสังคมนั้นๆ เพื่อความเป็นอยู่ ตามสภาพแวดล้ม ภูมิอากาศ ทรัพยากร และความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่รายล้อม ในการปรับสมดุล ในอยู่ร่วมกันอย่างเป็นปกติ จึงเกิดหลักแห่งการดำเนินชีวิต หากดูจากประเทศไทย เราก็จะมีหลักหรือแกนแห่งภูมิปัญญาในการปฏิบัติตนตามฮีต หรือ จารีต ซึ่งจะระบุไว้ครบตามฤดูกาล ทั้งสิบสองเดือน จารีตทั้งสิบสองเดือนจะผนวกภูมิปัญญาในสาขาต่างๆ ในการดำรงชีวิตหรือปฏิบัติตนของคนในสังคมอย่างบูรณาการ สอดคล้องกับสภาดแวดล้อม ธรรมชาติ และทรัพยากร ที่จะส่งผลต่อความสมบูรณ์ สมดุล ที่เราอาจจะเรียกอย่างหนึ่งก็ได้ว่า "ความอุดมสมบูรณ์"

ส่วนภูมิปัญญาอีกด้านหนึ่งคือ คอง หรือ ครรลอง หรือวิถีปฏิบัติของคนต่อคนด้วยกัน ซึ่งครรลองนี้จะถูกกำหนดตามสถานะทางสังคม เช่น คนทั่วไป ก็จะกำหนด คองสิบสี่ หรือ ครรลองสิบสี่ เพื่อให้คนทั่วไปได้ปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ หรือครรลองเจ้าเมือง ครรลองข้าหลวง ก็จะถูกกำหนดวิถีปฏิบัติ เป็นต้น

ส่วนภูมิปัญญาที่กำหนดการปฏิบัติระหว่างคนกับทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม จะกำหนดวิถีปฏิบัติในลักษณะผี หรือที่เรียกว่ากฎหมายผี เช่น ผีป่า ผีเขา ผีน้ำ ผีไร่ ผีนาเป็นต้น

ทุนทางภูมิปัญญาเหล่านี้ ไม่เคยถูกต่อยอด มีแต่นำความรู้จากทางตะวันตกยกมาใช้เลย โดยไม่ได้บูรณาการกับทุนทางภูมิปัญญาดั้งเดิม ที่มีคุณค่าทางความเชื่อของสังคม ผลกระทบที่เห็นชัดคือสังคมเกิดความเหลื่อมล้ำ ในช่วงที่สังคมเรียนรู้การปรับเปลี่ยนกติกาสังคมไม่เท่าทัน ประเทศไทยจึงเกิดปัญหา อย่างที่ผ่านมา

ข้อเสนอ นอกจากจะแสวงหาครูภูมิปัญาทั้ง 9 สาขาแล้ว ควรต้องมีการวิจัย เพื่อรวมรวมภูมิปัญญาและเกิดการสังเคราะห์ภูมิปัญญาอย่างมีส่วนร่วม และสร้างความเข้าใจร่วมกันอย่างบูรณาการกับวิวัฒนาการทางด้านการพัฒนาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของสังคมในยุคปัจจุบัน ที่เป็นแนวทางไปสู่สังคมในอนาคตที่เราต้องการ

ต้องขออภัยนะครับที่ถือวิสาสะในการเสนอต่อผู้รู้ทั้งหลาย และต้องขออภัยที่ข้อเสนอนี้อาจจะขัดแย้งต่อความคิดเห็นที่ดูเหมือนจะอวดดี แต่เป็นเพียงอยากเสนอไว้เป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งเพื่อเติมส่วนที่ผมคิดว่า อาจจะมีความสำคัญต่อการรักษาไว้ซึ่งฐานแห่งภูมิปัญญา ที่จะนำไปสู่การต่อยอดต่อไป สรุป คือ

1. ควรแสวงหาครูภูมิปัญาทั้ง 9 สาขาเพิ่มเติมอีก

2. ควรต้องมีการวิจัยเพื่อรวบรวมภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้วจริง ให้เกิดการสังเคราะห์ภูมิปัญญาอย่างมีส่วนร่วม

3. ต้องพัฒนาให้ทันสมัยสอดคล้องกับวิถีชีวิตของสังคมในยุคปัจจุบัน

4. นำความรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ มาต่อยอดผลงานทางภูมิปัญญา จะทำให้มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรมมากขึ้น

 

Punnee Suriyakaew

สุดยอดโครงการที่ดี แต่สำคัญการต่อยอด หลังได้เรียนรู้ศึกษาตามหลักสูตร ผ่านการสอบภาคปฏิบัติแล้ว ต้องติดตามผลต่อยอดโครงการเป็นรูปธรรม เกิดผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ มีมาตรฐานรับรองจากผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน โภชนาการอาหารสี่ภาคควรเน้นเป็นพิเศษ เพื่อครัวไทยแย่งได้กับ MK

ภูมิปัญญาคือเหง้าคือรากของความเป็นไทย ตรงกับมาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ.2561 ที่ต้องการธำรงไว้ซึ่งความเป็นไทย ทัศนคติของผู้ใหญ่ในระดับนโยบายที่เขียนไว้ในกระดาษอย่างนั้น ต้องนำมาปรับทัศนคติต่อผู้บริหารตามโรงเรียนต่างๆเสียใหม่ ไม่อย่างนั้นถ้าท่านไม่ชอบตามเหตุผลส่วนตัว ท่านก็ไม่เอาด้วยอยู่ดี ซึ่งจะมีผลต่อการปฏิบัติงานของครูภูมิปัญญาเหมือนเดิม

สรุปประเด็นที่เสนอเพิ่มเติมจากการประชุมผู้ทรุงคุณวุฒิ

1. ควรแสวงหาครูภูมิปัญญาทั้ง 9 สาขาเพิ่มเติมอีก เพื่อผนึกกำลังรวมผู้รู้และสนับสนุนให้ทำงานต่อไปอย่างมีขวัญกำลังใจ และ ทุนทรัพย์

2. ควรต้องมีการวิจัยงานภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้วจริง ให้เกิดการสังเคราะห์ภูมิปัญญาอย่างมีส่วนร่วม Ffp ต้องพัฒนาให้ทันสมัยสอดคล้องกับวิถีชีวิตของสังคมในยุคปัจจุบัน

3. นำความรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ มาต่อยอดผลงานทางภูมิปัญญา จะทำให้มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรมมากขึ้น

4. ควรมีการต่อยอด หลังได้เรียนรู้ศึกษาตามหลักสูตรภูมิปัญญา ผ่านการสอบภาคปฏิบัติแล้ว ต้องติดตามผลต่อยอดโครงการเป็นรูปธรรม เกิดผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ มีมาตรฐานรับรองจากผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน

5. ภูมิปัญญาคือเหง้าคือรากของความเป็นไทย ..ตรงกับมาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ.2561 ที่ต้องการธำรงไว้ซึ่งความเป็นไทย ต้องนำมาปรับทัศนคติต่อผู้บริหารสถานศึกษาให้ตระหนักถึงความสำคัญระดับชาติ ซึ่งจะมีผลต่อการปฏิบัติงานของครูภูมิปัญญาโดยตรง

ใส่มูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ ต่อยอดความรู้ ภูมิปัญญาไทยจึงจะอยู่รอด

คณะอนุกรรมการสภาการศึกษาด้านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม กีฬา และภูมิปัญญา ได้ประชุมร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านภูมิปัญญา จำนวน 30 คน ที่ห้องประชุมสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2561

จากการประเมินสถานการณ์การจัดการศึกษาด้านภูมิปัญญาไทย ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมทะนุบำรุงงานภูมิปัญญาไทยให้อยู่รอดและรักษาไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานไทยต่อไป โดยได้จัดตั้งสมาคมครูปัญญาไทย และให้ใช้สถานที่ของสำนักงานเป็นที่ทำการของสมาคม รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานบางส่วน นอกจากนี้ยังได้เสนอคณะรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2542 ให้เกิดนโยบายในการจัดการศึกษาภูมิปัญญา และสนับสนุนแผนงาน 4 ด้านได้แก่ แผนงานส่งเสริมการใช้ภูมิปัญญาในการจัดการศึกษา แผนงานสำรวจและค้นหาครูภูมิปัญญา แผนงานยกย่องเกียรติภูมิครูปัญญาไทย และแผนงานการนำภูมิปัญญาเข้าสู่ระบบการศึกษา ตั้งแต่ปี 2542 จนถึงปี 2561 สำนักงานได้คัดสรรครูภูมิปัญญาไทยได้จำนวน 9 รุ่น รวม 447 คน แต่ได้เสียชีวิตไปแล้ว 89 คน ปัจจุบันจึงเหลืออยู่เพียง 358 คน

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อความอยู่รอดของการจัดการศึกษาด้านภูมิปัญญา ที่ประชุมได้เสนอไว้ รวม 8 ประเด็นสำคัญ ซึ่งหากไม่ดำเนินการให้เข้มแข็ง และสอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน ปล่อยให้ผู้รู้ หรือครูภูมิปัญญาต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนตามอัตภาพ ต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ ก็อาจจะไม่เหลือครูภูมิปัญญาไทยอีกต่อไป

1.ให้ทบทวนนโยบายและแผนงานสนับสนุนครูภูมิปัญญา ซึ่งปัจจุบันจำแนกความเชี่ยวชาญออกเป็น 9 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านเกษตรกรรม 2. ด้านอุตสาหกรรม 3.ด้านการแพทย์แผนไทย 4.ด้านการจัดทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5.ด้านศิลปกรรม (ทัศนศิลป์ นาฏศิลป์ ดนตรี คีตศิลป์ และการละเล่นพื้นบ้าน) 6.ด้านกองทุนและธุรกิจชุมชน 7.ด้านภาษาและวรรณกรรม 8.ด้านปรัชญาศาสนาและประเพณี และ 9.ด้านโภชนาการ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง อยู่รอด และเข้มแข็ง

2.ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ได้กำหนดเรื่องการศึกษาเพื่อการดำรงชีวิต ในมาตรา 124 และ การใช้สื่อสร้างสรรค์ในการเรียนรู้ในมาตรา 82 และ 83 จึงต้องดำเนินการการจัดการศึกษาด้านภูมิปัญญาให้สอดคล้องกับหลักการตามกฎหมาย

3.สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ของครูภูมิปัญญาไทยให้ได้มาตรฐานและได้การรับรองวุฒิบัตรจากหน่วยงานที่พัฒนาทักษะทางอาชีพ เช่น กศน. กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ

4.กระตุ้นให้ครูภูมิปัญญาไทยได้พัฒนาตนเอง พัฒนาทักษะและต่อยอดโดยใช้งานวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับผลงานให้เกิดมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้ จึงจะจูงใจให้ผู้เรียนเห็นประโยชน์ในการสร้างอาชีพจากการใช้ภูมิปัญญาไทย

5.นำเรืองของภูมิปัญญาเข้าไปบรรจุในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานในส่วนที่เป็นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ซึ่งสถานศึกษามีอิสระในการพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมให้เหมาะสมกับท้องถิ่น แต่กิจกรรมต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจจากคณะกรรมการสถานศึกษาด้วย

6.ควรจัดทำศูนย์ข้อมูลและแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาเพื่อให้ผู้เรียนได้ทราบว่า หากประสงค์จะฝึกทักษะพิเศษที่ต้องใช้ภูมิปัญญาไทย จะไปเรียนรู้จากใคร ที่ไหน และ อย่างไร

7. ในการจัดการศึกษาด้านภูมิปัญญาไทย ควรจะแสวงหาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เช่นกระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีนโยบายสนับสนุนการใช้ภูมิปัญญาเพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ หรือเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต

8. หากเป็นไปได้ ผู้ที่บริจาคให้กับศูนย์ครูภูมิปัญญาไทย เพื่อนำเงินไปสนับสนุนกิจการและความอยู่รอดของการดำเนินนาน ได้รับการลดหย่อนภาษี ก็จะเป็นแรงจูงใจให้ผู้บริจาคยินดีสนับสนุนมากขึ้น

 

สรุปประเด็นที่เสนอเพิ่มเติมจากการประชุมผู้ทรุงคุณวุฒิ

1. ควรแสวงหาครูภูมิปัญญาทั้ง 9 สาขาเพิ่มเติมอีก เพื่อผนึกกำลังรวมผู้รู้และสนับสนุนให้ทำงานต่อไปอย่างมีขวัญกำลังใจ และ ทุนทรัพย์

2. ควรต้องมีการวิจัยงานภูมิปัญญาที่มีอยู่แล้วจริง ให้เกิดการสังเคราะห์ภูมิปัญญาอย่างมีส่วนร่วม Ffp ต้องพัฒนาให้ทันสมัยสอดคล้องกับวิถีชีวิตของสังคมในยุคปัจจุบัน

3. นำความรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ มาต่อยอดผลงานทางภูมิปัญญา จะทำให้มีคุณค่าเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรมมากขึ้น

4. ควรมีการต่อยอด หลังได้เรียนรู้ศึกษาตามหลักสูตรภูมิปัญญา ผ่านการสอบภาคปฏิบัติแล้ว ต้องติดตามผลต่อยอดโครงการเป็นรูปธรรม เกิดผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ มีมาตรฐานรับรองจากผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน

5. ภูมิปัญญาคือเหง้าคือรากของความเป็นไทย ..ตรงกับมาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ.2561 ที่ต้องการธำรงไว้ซึ่งความเป็นไทย ต้องนำมาปรับทัศนคติต่อผู้บริหารสถานศึกษาให้ตระหนักถึงความสำคัญระดับชาติ ซึ่งจะมีผลต่อการปฏิบัติงานของครูภูมิปัญญาโดยตรง 

ข้อเสนอแนวทางการพัฒนาและการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการจัดการศึกษาด้านวัฒนธรรม ของคณะอนุกรรมการด้านศาสนา ศิลปะวัฒนธรรมกีฬาและภูมิปัญย สภาการศึกษา ปี2561-2563

๑. ข้อเสนอการจัดการเรียนการสอนเชิงวัฒนธรรม

๑. การเพิ่มชั่วโมงเรียนด้านวัฒนธรรมในหลักสูตรอาจจะเป็นเรื่องยาก จึงควรสอดแทรกเข้าไปในสาระการเรียนรู้ต่างๆ

๒. การสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะในระดับมัธยมศึกษา ควรใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้เพราะการท่องเที่ยวชุมชนเป็นยุทธศาสตร์ชาติ เป็นเครื่องมือที่ทำให้คนสามารถค้นหารากเหง้าของตัวเอง โดยอาศัยแหล่งเรียนรู้ที่มีในชุมชนและบริเวณโดยรอบ เช่น ได้เรียนรู้เรื่องผ้าลายดอกในท้องถิ่นต่างๆ เรื่องราวของชุมชน ภูมิปัญญาของชุมชน เป็นต้น ผู้เรียนจะได้ปฏิบัติจริงและเห็นของจริง

จากการได้ไปเรียนรู้ในสถานการณ์จริง แต่ขณะนี้ยังไม่มีเรื่องการท่องเที่ยวบรรจุไว้ในหลักสูตร รวมถึงภูมิศาสตร์

การท่องเที่ยว จึงควรบรรจุการเรียนการสอนเรื่องวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวไว้ในหลักสูตร เสริมเรื่องวิถีชีวิต

ภูมิปัญญา ของแต่ละท้องถิ่น เพราะแต่ละท้องถิ่นต่างมีของดีประจำถิ่น ประจำภูมิภาค ควรเปิดกว้างให้แต่ละท้องถิ่น แต่ละภูมิภาคมีหลักสูตรเหมาะสมกับบริบทของตัวเอง กระทรวงวัฒนธรรมเป็นหน่วยงานที่มีแหล่งเรียนรู้จำนวนมาก แหล่งเรียนรู้จะช่วยเสริมในเรื่องประสบการณ์ของผู้เรียน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ในชุมชนจะตอบโจทย์ในเรื่องการเรียนรู้ที่เน้นทักษะและตอบโจทย์การเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติได้ครบทุกเรื่อง

ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการควรมีหลักสูตรจัดอบรมนักเรียนให้เป็นมัคคุเทศก์ เป็นหลักสูตรที่เน้นการปฏิบัติจริง

ใช้การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้วัฒนธรรม

๓. ต้องสอนคนยุคใหม่ให้เข้าใจการปรับตัวในรูปแบบชีวิตคนยุคใหม่ เนื่องจากวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนเปลี่ยนแปลงมาก เช่น วัฒนธรรมการพักอาศัยในคอนโดมิเนียม แฟลต หอพัก หมู่บ้านจัดสรร บ้านทาวน์เฮ้าส์ วัฒนธรรมการทำงาน ล้วนเป็นวัฒนธรรมที่ต่างจากยุคก่อนมาก เราจะสอนเด็กให้เรียนรู้อย่างไรในการปรับตัวกับวัฒนธรรมยุคใหม่ จะสอดแทรกลงไปในเนื้อหาหลักสูตรอย่างไรให้เป็นรูปธรรมเพื่อให้อยู่ร่วมกับสังคมในโลกยุคปัจจุบันได้ เด็กทุกวันนี้ขาดสิ่งนี้มากเพราะสังคมเปลี่ยน เราเรียนหน้าที่พลเมืองในยุคเก่าจะไม่เหมือนกับหน้าที่พลเมืองในยุคใหม่ เราต้องเอาปัญหามาชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ ขาดการยับยั้งชั่งใจ ขาดความมีวินัย จะทำอย่างไรให้วัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันในสังคมยุคใหม่ถูกปลูกฝังตั้งแต่เด็กปฐมวัย

๔. สร้างวัฒนธรรมการรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์และการโต้ตอบอย่างมีเหตุผล สิ่งที่เด็กยุคใหม่ขาดมาก คือ การรับฟังคำวิจารณ์ และการโต้ตอบคำวิจารณ์อย่างมีเหตุผล ปัจจุบันครูสอนตามหลักสูตรแต่ไม่ได้สอนความมีเหตุผล ทำให้เด็กขาดเหตุผลในการใช้ดำรงชีวิตร่วมกับผู้อื่น เด็กจะไม่คำนึงถึงครูบาอาจารย์ สังคมคนรุ่นใหม่ไม่ได้คำนึงถึงคำว่ารุ่นพี่รุ่นน้องเหมือนคนสมัยก่อน ดังนั้น ทำอย่างไรที่จะให้เด็กรุ่นใหม่รับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ได้ มีเหตุผล ใช้เหตุผลในการหักล้างคำวิจารณ์ การค้นหาตรรกะต่างๆ คนรุ่นใหม่จะวิพากษ์วิจารณ์ด้วยตรรกะที่ไม่มีเหตุผลสนับสนุนอะไรเลย จะทำอย่างไรให้มีการสอนวิชาที่สอดแทรกเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ตอบโต้กันอย่างมีเหตุผลในหลักสูตรเพราะปัจจุบันเราไม่มีวิชาเหล่านี้สอดแทรกในหลักสูตรเลย

๕. ต้องมีการสอนเรื่องวัฒนธรรมการยับยั้งชั่งใจ การรับฟังคำวิจารณ์ การวิพากษ์อย่างมีเหตุผลในสื่อออนไลน์ ซึ่งยังขาดเรื่องนี้มากในสังคมไทย ทำอย่างไรในระบบการศึกษาจึงจะให้นักเรียนได้เรียนรู้วัฒนธรรมการรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีเหตุผล โดยเฉพาะเรื่องวินัยเด็กรุ่นใหม่ หากมีการวิพากษ์จะถูกเด็กโต้กลับทางสื่อออนไลน์โดยขาดเหตุผล ความประพฤติ พฤติกรรมของเด็ก หากเราวิพากษ์จะถูกโต้ตอบทางสื่อออนไลน์ด้วยคำหยาบคาย ซึ่งกลายเป็นวัฒนธรรมที่ไม่พึงประสงค์ เราจะปรับการเรียนการสอนวัฒนธรรมวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีเหตุผลทางสื่อออนไลน์เข้าไปในระบบการศึกษาได้อย่างไร เพื่อให้เป็นวัฒนธรรมในสังคมใหม่ที่มีภาพลักษณ์ที่ดี มีการรับฟังอย่างมีเหตุผล อยู่ร่วมกันอย่างมีเหตุผล การวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ปะทะกันตัวต่อตัว แต่ปะทะกันทางสื่อออนไลน์โดยไม่เห็นหน้าอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วทำให้เกิดกระแสปั่นป่วน ทำอย่างไรสื่อออนไลน์ในสังคมไทยจะเป็นสื่อสร้างสรรค์ มีเหตุมีผล เป็นวัฒนธรรมทางสังคมยุคใหม่ที่มองไม่เห็น เป็นความท้าทายในการที่จะทำอย่างไรถึงจะสอดแทรกวัฒนธรรมความมีเหตุผลเข้าไปในระบบการศึกษาได้

๖. นำเรื่องการรู้เท่าทันสื่อเข้าไปอยู่ในระบบการศึกษา สื่อกับวัฒนธรรมมีความผูกโยงกัน ควรมีการสอนเพิ่มเติมเรื่องการรู้เท่าทันสื่อในหลักสูตรระดับต่างๆ อาจจะส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนสอดแทรกเรื่องสื่อและวัฒนธรรม และการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ในรายวิชาสังคมศึกษาและภาษาไทย ทำให้เกิดความเคารพในความหลากหลายในการแสดงออกทางความคิดเห็นด้านวัฒนธรรมผ่านสื่อ ซึ่งทั้งสองรายวิชาจะสามารถนำเรื่องสื่อไอทีเข้าไปใช้ได้ โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษาเรื่องนิเทศศาสตร์ เรื่องรู้เท่าทันสื่อ โดยเฉพาะสื่อดิจิทัลควรเน้นเป็นพิเศษ

๗. การจัดการเรียนการสอนในระดับอาชีวศึกษามีความเสี่ยงที่หลากหลาย เสนอให้อาชีวศึกษาพิจารณาว่า ตนเองมีความเสี่ยงด้านไหน และศึกษาหาแนวทางแก้ไขความปัญหาให้เหมาะกับสถานศึกษา ปัญหาเรื่องเด็กอาชีวศึกษาทะเลาะวิวาทกัน อาจใช้การเปิดคลินิกคุณธรรม ซึ่งไม่มีในหลักสูตร ใช้เป็นกิจกรรมเสริม หรือจัดกิจกรรมคนดีศรีอาชีวะ ซึ่งเป็นงานที่กระทรวงทำอยู่แล้ว แต่มีสถาบันอาชีวศึกษาหลายแห่งยังไม่ได้ทำ มีเพียงอาชีวศึกษาต้นแบบเท่านั้นที่ทำ ถ้ามีการบรรจุเรื่องนี้ลงไปในหลักสูตรแล้วทำให้เด็กเป็นคนดีไม่ทะเลาะวิวาทจะสามารถแก้ปัญหาได้ จึงควรให้มีเรื่องการสอนคุณธรรม การทำความดี แล้วเชื่อมโยงไปว่า แทนที่จะมาตีกัน ให้ใช้เวลาว่างไปทำกิจกรรมอื่นดีกว่า เช่น ไปช่วยเหลือประชาชนในภาคฤดูร้อน ไปซ่อมแอร์ตามบ้าน ซ่อมรถ หรือทำอะไรก็ได้ที่เป็นกิจกรรมที่เด็กไม่ฟุ้งซ่าน และช่วยเหลือสังคม ลดปัญหายาเสพติด ซึ่งทุกวันนี้หลายโรงเรียนทำอยู่แล้ว แต่ควรกำหนดเป็นรายวิชาในหลักสูตรหรือสอดแทรกลงในรายวิชาอื่นๆ ด้วย

๘. การสอนวัฒนธรรมเรื่องเพศศึกษา ปัจจุบันปัญหาเรื่องเด็กตั้งครรภ์ในวัยเรียนมีมาก จึงควรมีกิจกรรมเสริมหลักสูตรให้เหมาะสมกับช่วงวัย สถานศึกษาอาจเชิญวิทยากรซึ่งเป็นแพทย์หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญ

มาอธิบายให้เด็กฟัง ให้เด็กเรียนรู้และเข้าใจเรื่องเพศศึกษาอย่างถูกต้อง ไม่คิดลองผิดลองถูกเองหรือตามเพื่อนเป็นการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยเรียนและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

๙. กระบวนการจัดการเรียนการสอนต้องปรับเปลี่ยนใหม่ ควรเน้นเรื่องเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เป็นการเรียนการสอนแบบเดิมๆ เพราะคนใช้เฟสบุคและไลน์เพิ่มขึ้น ถ้าเราใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เด็กได้เห็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานกับศิลปวัฒนธรรม ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ เข้าใจ และซึมซับมากขึ้น การใช้สถานที่แหล่งเรียนรู้จริงเป็นที่ศึกษาเรียนรู้ โดยเฉพาะแหล่งเรียนรู้ของกระทรวงวัฒนธรรมที่มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ หรือว่าแม้แต่หอสมุดแห่งชาติ ซึ่งปรับเปลี่ยนเป็นหอสมุด

ยุคดิจิทัล สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ให้คนได้ศึกษาและเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น

การเรียนการสอนของครูไม่ควรเน้นเรื่องทฤษฎีมากเกินไป ควรให้เด็กเห็นสถานที่จริง ปฏิบัติจริง สภาพจริง วิถีชีวิต ไม่ว่าจะชุมชนหรือแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ที่มีอยู่ การเรียนการสอนวัฒนธรรมทางด้านประวัติศาสตร์ ควรให้เห็นสภาพจริง เช่น สอนเรื่องสุโขทัย แม้จะไม่ได้ไปที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย แต่ก็สามารถสร้างแอนิเมชั่น หรือเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้เด็กได้ศึกษาเรียนรู้ได้ กลุ่มไลน์หรือเฟสต่างๆ ก็สามารถเพิ่มเรื่องข้อมูลทางด้านศิลปวัฒนธรรมเข้าไปได้ เช่น ข้อมูลทางวัฒนธรรม เหตุการณ์สำคัญต่างๆ ของชาติ มีอะไรบ้าง ส่งข้อมูลเข้าไปให้เด็กในกลุ่มโรงเรียน กลุ่มมหาวิทยาลัยต่างๆ สถานศึกษาจัดกิจกรรมหน้าเสาธง หรือในห้องเรียน ให้เด็กได้พูดคุยเรื่องของวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ในแต่ละอาทิตย์หรือแต่ละวัน เพื่อให้เด็กเกิดความซึมซับในเรื่องวัฒนธรรม

๑๐. การสร้างเวทีให้กับเด็ก สถานศึกษาหรือหน่วยงานต่างๆ จัดกิจกรรมมีเวทีสำหรับให้เด็กแสดงออกในเรื่องศิลปวัฒนธรรมมากขึ้น

๑๑. การใช้สื่อของโรงเรียน เสนอว่า เว็บไซต์และเฟสบุค ของโรงเรียนต้องเป็นแหล่ง KM แหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม มีข้อมูลแหล่งเรียนรู้ที่เด็ก link ดูได้ และหาวิธีให้เด็กสนใจและเข้ามาใช้ แนวทางนี้จะเป็นรูปธรรมมาก เพราะโรงเรียนมีเว็บไซต์โรงเรียนและเฟสบุคของโรงเรียนอยู่แล้ว

๑๒. การเรียนรู้ในเรื่องจริงและโลกเสมือนจริง ควรให้เด็กได้เรียนรู้ระหว่างโลกความจริงกับโลกเสมือนจริง เรื่องของสังคมออนไลน์ มี ๒ ฝั่ง ฝั่งที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณี หรือวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในโลกความจริง อีกฝั่งคือโลก AI หรือโลกเสมือนจริง คือ เมื่อเด็กเข้าไปอยู่ในสังคมออนไลน์ เขาก็จะเปลี่ยนนิสัย เปลี่ยนวิธีการคิดของเขาเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเด็กยังแยกแยะไม่ออก ทำอย่างไรที่จะไม่ให้เด็กเกิดความสับสนในการดำเนินวิถีชีวิตของตัวเองระหว่างโลกออนไลน์กับโลกความจริง

๑๓. เสนอเรื่องที่เด็กอยากเล่า เพื่อให้เด็กได้นำประสบการณ์โลกความจริงหรือโลกเสมือนจริง

มาแบ่งปันกับเพื่อน ซึ่งครูอาจารย์สามารถสอดแทรกเรื่องวินัยให้กับเด็กได้ ใช้เป็นกิจกรรมสร้างความใกล้ชิดกับชุมชนที่เป็นรูปธรรมที่จะเสริมเข้าไปในหลักสูตร อาจจะให้เด็กเล่าเรื่องที่เด็กอยากเล่า คือในทุกคาบวิชาอาจจะมีสัก ๕ นาทีก่อนเข้าสู่กระบวนการเรียนหรืออีก ๕ นาทีก่อนที่จะปล่อยให้เขาไปอีกวิชาหนึ่ง อาจจะตั้งโจทย์ให้เขาว่า วันนี้อยากจะเล่าเรื่องอะไร อาจจะให้หัวหน้าชั้นเป็นผู้ที่กำหนดว่า วันนี้จะเป็นใครที่เล่า จัดลำดับให้ทุกคน เรื่องราวที่เขาเล่าถึงแม้ว่าอาจจะมีคนเล่าแล้วเมื่อวานนี้ แต่เกร็ดรายละเอียดจะต่างกัน ซึ่งคนที่ฟังจะเก็บรายละเอียดเหล่านี้ไว้ ซึมซับในเรื่องที่ได้ฟัง ถ้าหากว่าเป็นกิจกรรมหรือเป็นเรื่องที่เล่าส่อไปให้เห็นถึงความเบี่ยงเบนทางวัฒนธรรม ครูอาจารย์ก็จะต้องชี้แนะ โดยวิธีการต้องอยู่ในบริบทของเหตุการณ์ในห้องนั้น เพื่อทำให้ทุกคนเห็นว่า เรื่องที่เล่าเป็นเรื่องที่ดี มีคุณค่า หรือเรื่องที่เล่าแก้ไขได้อย่างไร ที่อยากเล่าเพราะอัดอั้นตันใจ อาจารย์ก็จะช่วยเสริม และช่วยสอดแทรกในเรื่องของวินัย เรื่องของวิธีการที่จะปฏิบัติตนต่อคนในแต่ละระดับของวัย (seniority) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของไทยที่สืบทอดกันมายาวนาน แล้วเรื่องอื่นๆ อีกมากมายที่ครูจะสามารถสอดแทรกได้ตลอดเวลา

๑๔. ต้องบูรณาการเรื่องวัฒนธรรมเข้าไปในหลักสูตร มีหลายวิชาที่พูดเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา โดยเฉพาะในสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ถ้านำเนื้อหาวิชามาบูรณาการกันจะพัฒนาอย่างไร ควรทำในโรงเรียนทุกขนาดหรือไม่ การจัดกิจกรรม ให้บูรณาการ ไม่ใช่เนื้อหาอย่างเดียว แต่จะเน้นด้านทักษะ ต้องมีความหลากหลายในการดำเนินการ ขณะนี้เราทำ MOU ในระดับกระทรวง แต่ในระดับพื้นที่บางพื้นที่ยังไม่มีการหลอมรวม

๑๕. การจัดการเรียนการสอนของครู เสนอให้ครู สอนให้นักเรียนรู้จักคิด วิเคราะห์ มีกิจกรรมเสริมคือ การทำวิจัยนอกห้องเรียน วิจัยแบบมีส่วนร่วม ไม่เน้นแบบวิจัยในห้องเรียนอย่างเดียว

๑๖. การบูรณาการงาน ๕ ด้าน มีตัวอย่างเรื่องภูมิปัญญา เป็นงานที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

ทำมาแล้ว ๒๐ ปี เพราะเห็นว่าภูมิปัญญาจะสูญหาย สิ่งที่ได้ทำไปคือ มีการทำงานวิจัย มีการยกย่องครูภูมิปัญญา สนับสนุนการทำวิจัย จัดทำฐานข้อมูลครูภูมิปัญญา มีการสัมมนาเชิงวิชาการ มีข้อมูลพื้นฐานและงานวิจัยด้านภูมิปัญญา ซึ่งการคัดเลือกครูภูมิปัญญาถือเป็นโครงการหนึ่งของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

๑๗. เรื่องวัฒนธรรมได้ดำเนินการมา ๔ เรื่อง

       ๑) เรื่องการจัดการศึกษา ครอบคลุมเรื่องวัฒนธรรม ศิลปะ การจัดการ

       ๒) เรื่องการทำวิจัย เช่น เรื่องสื่อ สื่อสร้างสรรค์ การสร้างสื่อขณะนี้ไม่มีปัญหา อาจจะไปบูรณาการกับกระทรวง มีกองทุนสื่อสร้างสรรค์และสื่อปลอดภัย มีงบประมาณพอสมควรในการที่จะให้สร้างงาน มี กสทช. มีกระทรวงวิทยาศาสตร์

        ๓) เรื่องยกย่อง ศิลปินแห่งชาติ ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม ถ้าหากจะไปเชื่อมโยงกับเด็ก เราก็จัดประกวดและยกย่องเด็กได้

        ๔) การบริหารจัดการ ที่น่าสนใจ คือ แหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม อยากเห็นสภาวัฒนธรรมซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ เป็นเจ้าของพื้นที่ ทำ cultural map ที่จะรู้ได้ว่าขณะนี้มีอะไรเกิดในจังหวัดบ้าง สามารถเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาทุกระดับ แหล่งการเรียนรู้ทางด้านวัฒนธรรมที่มีอยู่ทั่วประเทศสามารถที่จะนำมาทำเรื่องของการท่องเที่ยวได้

๑๘. การเรียนการสอนของครู ควรเชื่อมโยงให้ใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตจริง นอกจากนี้ควรสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม ความเป็นไทยไว้ด้วย โดยขอความร่วมมือจากผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้ เช่น เรื่องดินฟ้าอากาศ เรื่องฟ้าแดง เรื่องมด เรื่องอาชีพ ทักษะชีวิต ฯลฯ ซึ่งควรจะสอนให้เด็กนำความรู้ไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ให้มากกว่าใช้เพื่อสอบแข่งขันอย่างเดียว

๑๙. ทุกอย่างเกิดจากใจ จะสอนเด็กอย่างไรว่า ขอให้ทุกอย่างเกิดจากหัวใจ อย่าคิดถึงชื่อเสียง

อย่าคิดถึงแต่เงิน อย่าคิดถึงแต่เกียรติยศ ให้เข้าไปอยู่ในหัวใจ สังคมไทยเรามีมรดกทางภูมิปัญาที่บรรพบุรุษ

สืบทอดไว้ให้เราด้วยความภาคภูมิใจ เพราะทุกคนทำด้วยหัวใจ เมื่อใดก็ตามที่ใส่ประกาศชื่อว่าเป็นของข้าพเจ้า ปัญหาลิขสิทธิ์จะตามมา เพราะไม่ได้เกิดจากหัวใจ ถ้าเกิดจากหัวใจจะมีความยั่งยืน

๒๐. พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ ควรให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ถึง กฎหมายต่างๆ ข้อห้าม สิ่งที่ควรทำ ไม่ควรทำเพราะมีความผิด ความรู้เหล่านี้ ผู้เรียนต้องเรียนรู้ ตระหนัก และเข้าใจ ซึ่งจะใช้วิธีการสอนอย่างไร

๒๑. เรื่องการใช้มือถือของนักเรียน ในหลักสูตรถ้าเป็นไปได้ให้บรรจุวิชาการใช้สื่อไปด้วย ครูควรสอนให้เด็กระดับ ป.๔ ป.๕ ป.๖ ใช้มือถือให้เป็น ว่าควรเลือกเข้าไปดูอะไร อย่างไร เรื่องใดดีไม่ดี คำพูดที่ดี คำพูดที่หยาบคาย เรื่องเพศศึกษา ในสถาบันการศึกษาต่างๆ อาจห้ามเด็กใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีทั้งข้อดี ข้อเสีย เพราะจะห้ามเด็กใช้ในสถานศึกษาได้ แต่ในความเป็นจริงเราห้ามเด็กไม่ได้ จึงควรมีการสอนเรื่อง การใช้โทรศัทท์มือถือ การใช้สื่อ AI Face book Line และควรสอนตั้งแต่เด็ก

ข้อเสนอคือ การใช้มือถือในโรงเรียนต้องประกาศชัดเจนว่า ห้ามช่วงไหน ช่วงไหนให้ใช้ การสอนควรจะสอนเรื่องใดบ้าง สอนช่วงไหน มีวิธีการสอนอย่างไร 

ที่มา ; FB จรวยพร ธรณินทร์

สรุปสาระสำคัญ 

บทความนี้นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาภูมิปัญญาไทย (Soft Power) โดยเน้นการบูรณาการภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับการศึกษาและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้เกิดการต่อยอดอย่างยั่งยืน ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นพ้องว่าควรขยายการค้นหา “ครูภูมิปัญญา” ทั้ง 9 สาขา พร้อมส่งเสริมการวิจัยเพื่อรวบรวมและสังเคราะห์องค์ความรู้แบบมีส่วนร่วม และพัฒนาให้ทันสมัยสอดคล้องกับวิถีชีวิตปัจจุบัน

นอกจากนี้ควรนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพิ่มมูลค่าภูมิปัญญา ทั้งด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรม พร้อมกำหนดระบบติดตามผลหลังการเรียนรู้ให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม และมีมาตรฐานรับรองจากผู้เชี่ยวชาญ มีข้อเสนอให้บรรจุภูมิปัญญาในหลักสูตรการศึกษา พัฒนาแหล่งเรียนรู้ ศูนย์ข้อมูล และเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน

อีกทั้งต้องส่งเสริมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การใช้สื่อดิจิทัล และการรู้เท่าทันสื่อ รวมถึงพัฒนาทักษะชีวิต วินัย คุณธรรม และการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียน โดยเฉพาะในโลกออนไลน์และสังคมยุคใหม่ สรุปคือ การพัฒนาภูมิปัญญาไทยต้องเชื่อมอดีต–ปัจจุบัน–อนาคต เพื่อสร้างอัตลักษณ์ไทยที่เข้มแข็งและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

ข้อใดเป็นแนวคิดหลักของข้อเสนอในบทความนี้
ก. การลดบทบาทภูมิปัญญาไทยเพื่อความทันสมัย
ข. การใช้ภูมิปัญญาไทยแทนเทคโนโลยีทั้งหมด
ค. การบูรณาการภูมิปัญญาไทยกับเทคโนโลยีและการศึกษา
ง. การแยกภูมิปัญญาออกจากระบบการศึกษา

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้นการบูรณาการภูมิปัญญากับเทคโนโลยีและการศึกษาเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

ข้อ 2

เหตุผลสำคัญที่ต้องวิจัยและสังเคราะห์ภูมิปัญญาคือข้อใด
ก. เพื่อยกเลิกความเชื่อดั้งเดิม
ข. เพื่อรวบรวมและพัฒนาให้ทันสมัย
ค. เพื่อแทนที่ภูมิปัญญาท้องถิ่น
ง. เพื่อจำกัดการใช้ภูมิปัญญา

เฉลย: ข
เหตุผล: ต้องรวบรวมและพัฒนาให้ทันสมัยและเหมาะกับสังคมปัจจุบัน

 

ข้อ 3

การพัฒนาภูมิปัญญาให้เกิดมูลค่าเพิ่มควรใช้วิธีใด
ก. ลดการใช้เทคโนโลยี
ข. ใช้เฉพาะในชุมชน
ค. เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
ง. จำกัดการเผยแพร่

เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องใช้เทคโนโลยีและเชื่อมเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มคุณค่า

 

ข้อ 4

บทบาทของ “ครูภูมิปัญญา” ควรเป็นอย่างไร
ก. ผู้ถ่ายทอดความรู้เพียงอย่างเดียว
ข. ผู้เก็บรักษาความรู้โดยไม่เปลี่ยนแปลง
ค. ผู้พัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้
ง. ผู้สอนเฉพาะในชุมชน

เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องพัฒนาและต่อยอด ไม่ใช่แค่ถ่ายทอด

 

ข้อ 5

ข้อใดสะท้อนปัญหาที่บทความกล่าวถึง
ก. การขาดเทคโนโลยีในประเทศ
ข. การไม่บูรณาการภูมิปัญญากับความรู้ตะวันตก
ค. การเรียนออนไลน์มากเกินไป
ง. การลดจำนวนครูในโรงเรียน

เฉลย: ข
เหตุผล: มีการนำความรู้ตะวันตกมาใช้โดยไม่บูรณาการภูมิปัญญาเดิม

 

ข้อ 6

แนวทางใดเหมาะสมกับการจัดการศึกษาเชิงภูมิปัญญา
ก. เน้นทฤษฎีในห้องเรียน
ข. ลดกิจกรรมภาคปฏิบัติ
ค. ใช้การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
ง. จำกัดแหล่งเรียนรู้

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงและชุมชน

 

ข้อ 7

เหตุผลที่ต้องบรรจุภูมิปัญญาในหลักสูตรคือข้อใด
ก. เพื่อเพิ่มจำนวนวิชา
ข. เพื่อให้สอดคล้องกฎหมายและวิถีชีวิต
ค. เพื่อแทนวิชาหลัก
ง. เพื่อเพิ่มภาระครู

เฉลย: ข
เหตุผล: ให้สอดคล้องกฎหมายและชีวิตจริงของผู้เรียน

 

ข้อ 8

การพัฒนาผู้เรียนในยุคใหม่ควรเน้นด้านใดมากที่สุด
ก. การท่องจำ
ข. การสอบแข่งขัน
ค. การคิดวิเคราะห์และใช้เหตุผล
ง. การเรียนออนไลน์เท่านั้น

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการคิด วิเคราะห์ และใช้เหตุผลในการดำรงชีวิต

 

ข้อ 9

บทบาทของเทคโนโลยีต่อภูมิปัญญาคืออะไร
ก. ทำให้ภูมิปัญญาสูญหาย
ข. เป็นเครื่องมือเพิ่มคุณค่าและการเข้าถึง
ค. ใช้แทนภูมิปัญญาทั้งหมด
ง. ไม่เกี่ยวข้องกัน

เฉลย: ข
เหตุผล: เทคโนโลยีช่วยเพิ่มมูลค่าและการเข้าถึงภูมิปัญญา

 

ข้อ 10

เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาภูมิปัญญาไทยคือข้อใด
ก. การแข่งขันระดับนานาชาติเท่านั้น
ข. การอนุรักษ์โดยไม่เปลี่ยนแปลง
ค. การสร้างอัตลักษณ์และความยั่งยืน
ง. การลดบทบาทชุมชน

เฉลย: ค
เหตุผล: มุ่งสร้างอัตลักษณ์ไทยและความยั่งยืนในอนาคต