
เมื่อวันที่ 13 พ.ค. รศ.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 เห็นชอบทิศทางการวิจัยทางการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2568–2570 เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางในการสร้างงานวิจัยเพื่อการพัฒนาและสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ ในการพัฒนาการศึกษา รวมทั้งค้นหาคำตอบสำหรับการแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน ป้องกัน เตรียมความพร้อม และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อนำการศึกษาของประเทศไทยไปสู่เป้าหมายเดียวกัน จึงเปรียบเสมือนเป็นเข็มทิศที่ชี้ให้เห็นถึงเส้นทางและกรอบแนวทางการดำเนินงานไปสู่เป้าหมายในการพัฒนาการศึกษาของชาติต่อไป
รศ.ประวิต กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้จากการศึกษา วิเคราะห์ด้วยกระบวนการมองอนาคต (Foresight) และหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จึงได้กำหนดเป็นทิศทางการวิจัยทางการศึกษาของชาติ จำนวน 8 ประเด็น ซึ่งจะเป็นเฉพาะประเด็นหลัก ส่วนประเด็นโดยละเอียดขึ้นอยู่กับความสนใจในการวิจัย เพื่อให้เกิดนวัตกรรมและความยืดหยุ่นในการวิจัย และในสภาวการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก โดยทั้ง 8 ประเด็นการวิจัย สามารถจัดกลุ่มเป็น 4 ด้าน ดังนี้
· ด้านที่ 1 การวิจัยเพื่อพัฒนาแนวคิด ระบบ โครงสร้าง และการจัดการศึกษาที่รองรับและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ประกอบด้วย 1) การเรียนรู้ตลอดชีวิต และ 2) การศึกษาเพื่อสังคมสีเขียว
· ด้านที่ 2 การวิจัยเพื่อกำหนดระบบการผลิตและพัฒนาทักษะกำลังคน ผู้เรียน และบุคลากรทางการศึกษาที่มุ่งสู่การยกระดับผลิตภาพโดยรวมของประเทศ ประกอบด้วย 1) การพัฒนาทักษะที่จำเป็น และการ Re-skills/Up-skills ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และ 2) ความเป็นพลเมืองและพลโลก
· ด้านที่ 3 การวิจัยเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการการศึกษาที่มุ่งสู่การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษาในระดับนานาชาติ ประกอบด้วย 1) การศึกษาที่มีคุณภาพ 2) ความเสมอภาค-ลดความเหลื่อมล้ำ และ 3) ประสิทธิภาพทางการศึกษา
· ด้านที่ 4 การวิจัยเพื่อสร้างระบบนิเวศทางการศึกษา (Ecosystem) ที่สนับสนุนให้เกิดการศึกษาที่มีคุณภาพ ปราศจากความเหลื่อมล้ำ และนำไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ได้แก่ เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา/การเรียนรู้
เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวอีกว่า เพื่อให้การขับเคลื่อนบรรลุตามเป้าหมาย สกศ. จึงได้กำหนดกลไกเพื่อสร้างผลลัพธ์การดำเนินงาน เช่น กลไกการจัดสรรทุนวิจัยเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน โดยประเทศไทยมีหน่วยงานและกลไกที่ให้ทุนในการวิจัยจำนวนมาก แต่ไม่มีกลไกในการบูรณาการและประสานความร่วมมือเพื่อไปสู่เป้าหมายการพัฒนาประเทศและการพัฒนาการศึกษาร่วมกัน ดังนั้น จึงควรมีกลไกประสานให้เกิดเวทีความร่วมมือในการให้ทุนวิจัยทั้ง 8 ประเด็นที่หนุนเสริมกัน พัฒนากลไกบริหารจัดการระดับพื้นที่หรือระดับ Ecosystem ให้มีความเข้มแข็งเพื่อการพัฒนาระบบการวิจัยของประเทศในระยะยาว พัฒนาระบบการขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงาน (Co-creation) มากขึ้น และการประเมินนโยบายจากผลลัพธ์ เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
“การวิจัยครั้งนี้ถือเป็นข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดทำทิศทางการวิจัยทางการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2568–2570 ซึ่งถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่มาร่วมกันกำหนดกรอบทิศทางการผลักดันให้ไปสู่จุดหมายเดียวกัน หลังจากนี้จะเป็นการขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องต่อไป ทั้งหน่วยนโยบาย หน่วยให้ทุน และนักวิจัย เพื่อยกระดับคุณภาพงานวิจัยให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในการกำหนดนโยบายและพัฒนาโครงสร้างทางการศึกษาของประเทศให้สอดคล้องกับความต้องการในมิติต่าง ๆ ในอนาคตต่อไป” รศ.ประวิต กล่าว
ที่มา ; เดลินิวส์ออนไลน์
สรุปสาระสำคัญ
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ “ทิศทางการวิจัยทางการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2568–2570” เพื่อใช้เป็นกรอบนำทางในการพัฒนาการศึกษาไทยให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยอาศัยการวิเคราะห์เชิงอนาคต (Foresight) และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน กำหนดประเด็นวิจัยหลัก 8 ประเด็น แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ (1) การพัฒนาแนวคิด ระบบ และโครงสร้างการศึกษาที่ตอบสนองการเปลี่ยนแปลง เช่น การเรียนรู้ตลอดชีวิตและสังคมสีเขียว (2) การพัฒนาทักษะกำลังคนและบุคลากร เช่น การ Re-skill/Up-skill และความเป็นพลเมืองโลก (3) การเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการศึกษา เช่น คุณภาพ ความเสมอภาค และประสิทธิภาพ (4) การสร้างระบบนิเวศการศึกษา เช่น เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้
นอกจากนี้ เน้นการพัฒนากลไกขับเคลื่อน เช่น การบูรณาการแหล่งทุนวิจัย การสร้างความร่วมมือ (Co-creation) ระหว่างหน่วยงาน การพัฒนาระบบระดับพื้นที่ และการประเมินผลเชิงผลลัพธ์ เพื่อนำไปปรับปรุงนโยบายอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายสำคัญคือยกระดับคุณภาพงานวิจัยให้ใช้ได้จริงในการกำหนดนโยบายและพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศในอนาคต
ข้อ 1 วัตถุประสงค์หลักของทิศทางการวิจัยฯ คือข้อใด
ก. เพิ่มงบประมาณการศึกษา
ข. เป็นกรอบนำทางพัฒนาการศึกษา
ค. ลดจำนวนโรงเรียน
ง. เพิ่มการแข่งขันในโรงเรียน
เฉลย: ข เพราะเน้นเป็น “เข็มทิศ” กำหนดทิศทางพัฒนา
ข้อ 2 การใช้ Foresight มีเป้าหมายสำคัญคืออะไร
ก. วิเคราะห์อดีต
ข. ทำนายงบประมาณ
ค. เตรียมรับอนาคต
ง. ลดความเสี่ยงทางการเงิน
เฉลย: ค เพราะใช้มองแนวโน้มและเตรียมความพร้อม
ข้อ 3 “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” อยู่ในด้านใด
ก. ด้านที่ 1
ข. ด้านที่ 2
ค. ด้านที่ 3
ง. ด้านที่ 4
เฉลย: ก เป็นการพัฒนาแนวคิดและระบบการศึกษา
ข้อ 4 การ Re-skill/Up-skill เกี่ยวข้องกับอะไร
ก. คุณธรรม
ข. เทคโนโลยี
ค. ทักษะแรงงาน
ง. งบประมาณ
เฉลย: ค มุ่งพัฒนาทักษะให้ตรงตลาดแรงงาน
ข้อ 5 การลดความเหลื่อมล้ำอยู่ในด้านใด
ก. ด้านที่ 1
ข. ด้านที่ 2
ค. ด้านที่ 3
ง. ด้านที่ 4
เฉลย: ค อยู่ในประสิทธิภาพและความเสมอภาค
ข้อ 6 Ecosystem ทางการศึกษาเน้นอะไร
ก. อาคารเรียน
ข. ระบบสนับสนุนการเรียนรู้
ค. ครูเท่านั้น
ง. นักเรียนเท่านั้น
เฉลย: ข เป็นระบบสนับสนุนทั้งระบบ
ข้อ 7 ปัญหาสำคัญของระบบวิจัยเดิมคืออะไร
ก. ขาดนักเรียน
ข. ขาดครู
ค. ขาดการบูรณาการทุน
ง. ขาดเทคโนโลยี
เฉลย: ค ไม่มีการประสานทุนวิจัย
ข้อ 8 Co-creation หมายถึงอะไร
ก. การแข่งขัน
ข. การร่วมมือ
ค. การควบคุม
ง. การประเมิน
เฉลย: ข คือการทำงานร่วมกันหลายฝ่าย
ข้อ 9 การประเมินผลลัพธ์มีจุดประสงค์ใด
ก. เพิ่มงบ
ข. ปรับปรุงนโยบาย
ค. ลดครู
ง. เพิ่มนักเรียน
เฉลย: ข ใช้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ข้อ 10 หากผู้บริหารต้องการนำแนวทางนี้ไปใช้ ควรทำสิ่งใดก่อน
ก. สร้างอาคาร
ข. วิเคราะห์บริบทโรงเรียน
ค. เพิ่มชั่วโมงเรียน
ง. ลดวิชาเรียน
เฉลย: ข เพราะต้องสอดคล้องบริบทก่อนดำเนินการ