
เมื่อวันที่ 19 เม.ย. นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” เด็กทุกคนได้รับโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา นั้น ตนได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด (ผอ.สกร.จังหวัด) ทั่วประเทศ ไปหารือกับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (ผอ.สพป.) และ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (ผอ.สพม.) ที่อยู่ในจังหวัดนั้นๆ และถ้าเป็นไปได้ให้ทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการดูแลแก้ไขปัญหาเด็กวัยเรียนที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา (เด็กตกหล่น) และเด็กที่เข้าสู่ระบบการศึกษาแต่ออกจากระบบกลางคัน ที่ไม่สามารถเรียนในระบบได้จริงๆ ให้มาลงทะเบียนเรียนรู้กับ สกร. ซึ่งเรื่องเด็กตกหล่น เด็กออกกลางคันนี้มีทุกปี เป็นปัญหาสำคัญ และเป็นหน้าที่ที่ผู้บริหาร สกร.จังหวัด และ สกร.อำเภอ ต้องร่วมกันขับเคลื่อน หามาตรการค้นหา และช้อนเด็กกลุ่มนี้ให้กลับเข้ามาเรียนรู้กับ สกร.
“การที่เด็กตกหล่น ออกกลางคัน มาจากระบบโรงเรียน ก็มีเหตุผลความจำเป็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความยากจน ข้อจำกัดทางด้านร่างกาย สติปัญญา สังคม อยู่ในถิ่นทุรกันดารห่างไกล กลายเป็นผู้ที่ด้อยโอกาสไม่ได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาคกัน การศึกษานอกโรงเรียนของ สกร.จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเด็กไทย ในการที่จะได้รับโอกาสทางการศึกษา ซึ่งในปีการศึกษา 2567 นี้ หลังจากสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการรับนักเรียน ค้นหาเด็กตกหล่น และเด็กที่ออกจากระบบกลางคัน ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาภายในเปิดภาคเรียนใหม่เดือนพฤษภาคม 2567 นี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าจะยังคงมีเด็กส่วนหนึ่งที่ถึงแม้โรงเรียนตามตัวพบก็ไม่กลับเข้าเรียนในระบบ ซึ่ง สกร.มีครูประจำตำบลอยู่ทุกตำบลก็จะทราบว่าเด็กคนไหนไม่ไปเรียน หากเด็กมีอายุเกิน 15 ปีบริบูรณ์แล้วก็จะติดตามให้มาลงทะเบียนเรียนกับ สกร.ได้เลย แต่ถ้าอายุยังไม่ถึง 15 ปีบริบูรณ์ ตาม พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 การลงทะเบียนเรียนกับ สกร.ต้องมีหนังสือส่งตัวจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) มาด้วย” อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าว
นายธนากร กล่าวด้วยว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาเด็กตกหล่น ออกกลางคันร่วมกัน หากโรงเรียน พบว่า เด็กไม่ไปโรงเรียนเป็นเวลานาน เช่น ไม่ไปเรียนในชั้น ม.2 อายุยังไม่ถึง 15 ปีบริบูรณ์ ก็ให้แจ้งรายชื่อเด็กที่ไม่มาเรียนให้เขตพื้นที่ฯ และขอให้สำนักงานเขตพื้นที่ฯ จำหน่ายชื่อเด็กออกจากโรงเรียนเดิมโดยไม่ต้องรอให้อายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ก่อน พร้อมกันนี้ให้ทำหนังสือส่งตัวเด็กมาลงทะเบียนเรียนกับ สกร. เพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ซึ่ง สกร.มีวิธีจัดการเรียนรู้ มีหลักสูตรที่หลากหลาย เช่น หลักสูตรเพื่อการพัฒนาอาชีพ หลักสูตรเพื่อการพัฒนาทักษะชีวิต ตลอดจนกิจกรรม หรือโครงการต่างๆ ที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายนอกระบบโรงเรียนได้ ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ไม่ได้กำหนดอายุผู้เรียนไว้ สกร.สามารถเข้าไปจัดการเรียนรู้ให้ได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จนเสียชีวิต แต่ขณะนี้กฎหมายที่เกี่ยวข้องยังไม่แล้วเสร็จ การรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มาลงทะเบียนเรียนกับ สกร.ในขณะนี้จึงต้องมีหนังสือส่งตัวจาก ผอ.เขตพื้นที่ฯ เป็นเอกสารประกอบการรับเข้าเรียน
เลขา สกร. “ธนากร” มอบงานผอ.สกร.จังหวัดทั่วประเทศ จับมือ ผอ.สพป.-ผอ.สพม.ส่งต่อเด็กที่ไม่สามารถเรียนในระบบโรงเรียนได้
ที่มา ; เดลินิวส์ 19 เมษายน 2567
สรุปสาระสำคัญ
เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2567 นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ดำเนินการตามนโยบายของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “เรียนดี มีความสุข” เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเสมอภาค โดยมอบหมายให้ผู้อำนวยการ สกร.จังหวัด ประสานความร่วมมือกับผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา (สพป. และ สพม.) จัดทำ MOU ดูแลและแก้ไขปัญหา “เด็กตกหล่น” และ “เด็กออกกลางคัน” ให้กลับมาเรียนรู้ในระบบของ สกร.
หลังการรับนักเรียนของ สพฐ. หากยังมีเด็กที่ไม่กลับเข้าสู่ระบบ โดยเฉพาะผู้มีอายุเกิน 15 ปี สกร.จะติดตามให้มาลงทะเบียนเรียน ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องมีหนังสือส่งตัวจากเขตพื้นที่การศึกษา ตาม พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2545 ทั้งนี้ สกร.จัดการเรียนรู้ได้ตลอดช่วงชีวิต ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 ผ่านหลักสูตรพัฒนาอาชีพ ทักษะชีวิต และการเรียนรู้ตามความต้องการของผู้เรียน เพื่อให้ทุกคน โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส ได้เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม
ข้อสอบ
1. จุดมุ่งหมายหลักของนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของกระทรวงศึกษาธิการคือข้อใด
ก. เน้นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนเป็นหลัก
ข. มุ่งสร้างความสุขให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา
ค. ส่งเสริมความเสมอภาคและโอกาสทางการศึกษาของเด็กทุกคน
ง. พัฒนาเทคโนโลยีการเรียนรู้สมัยใหม่ในโรงเรียน
2. การลงนาม MOU ระหว่าง สกร.จังหวัด กับ สพป. และ สพม. มีเป้าหมายสำคัญที่สุดคือข้อใด
ก. เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลนักเรียนระหว่างหน่วยงาน
ข. เพื่อร่วมมือในการแก้ปัญหาเด็กตกหล่นและออกกลางคัน
ค. เพื่อจัดอบรมครูร่วมกันในระดับจังหวัด
ง. เพื่อพัฒนาโครงการวิจัยร่วมด้านการเรียนรู้
3. หากเด็กอายุยังไม่ถึง 15 ปีบริบูรณ์และต้องการเรียนกับ สกร. ต้องดำเนินการอย่างไร
ก. ลงทะเบียนเรียนได้ทันทีโดยไม่ต้องมีเอกสาร
ข. ให้ครูประจำตำบลเป็นผู้รับรอง
ค. ต้องมีหนังสือส่งตัวจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ง. ต้องรอให้อายุครบ 15 ปีก่อนจึงเรียนได้
4. บทบาทสำคัญของ “ครูประจำตำบล” ในภารกิจของ สกร. คือข้อใด
ก. จัดทำหลักสูตรการเรียนรู้ชุมชน
ข. สำรวจและติดตามเด็กที่ไม่ไปโรงเรียนในพื้นที่
ค. ทำหน้าที่แนะแนวอาชีพให้ผู้ใหญ่ในชุมชน
ง. ประสานงานกับสถานประกอบการท้องถิ่น
5. จากแนวนโยบายของ สกร. ผู้บริหารสถานศึกษาควรใช้แนวทางใดจึงสอดคล้องที่สุด
ก. พัฒนาระบบคัดกรองเด็กเก่งให้ได้รับทุนการศึกษา
ข. สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับ สกร. เพื่อป้องกันเด็กหลุดระบบ
ค. ปรับหลักสูตรให้เข้มงวดเพื่อเพิ่มคุณภาพผู้เรียน
ง. ส่งเสริมการเรียนออนไลน์แทนการเรียนในห้องเรียน
คลิกเฉลย >>>