สมาชิกเข้าสู่ระบบ

เตรียมไล่ออก ครูดีเด่นในประจวบฯล่วงละเมิดนักเรียน

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์ กรณีครูชำนาญการโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเนื่องจากมีพฤติกรรมล่วงละเมิดนักเรียนในโรงเรียนหลายครั้ง โดย สพฐ. ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้นสังกัดแล้ว และจะไม่เพิกเฉยต่อเหตุการณ์ลักษณะนี้เด็ดขาด โดยขณะนี้ครูคนดังกล่าวได้ถูกดำเนินการทางวินัยโดยให้ออกจากราชการไว้ก่อน และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงแล้ว หากพบว่ามีมูลความผิดเป็นไปตามข้อกล่าวหาจริง บทลงโทษทางวินัย คือการปลดออก-ไล่ออก เท่านั้น ส่วนทางด้านการดำเนินคดีทางกฎหมาย ทางโรงเรียนและเขตพื้นที่ฯ จะติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิดต่อไป 

ขณะที่อีกกรณี คือ รักษาการผู้อำนวยการ (ผอ.) โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รับการร้องเรียนว่ามีพฤติกรรมกระทำอนาจารนักเรียนในโรงเรียน ขณะนี้ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง และสั่งการให้รักษาการ ผอ.โรงเรียนคนดังกล่าวเข้ามาประจำที่สำนักงานเขตพื้นที่ฯ เป็นการชั่วคราว เพื่อให้การสืบสวนในพื้นที่เป็นไปอย่างสะดวก ปรากฏข้อเท็จจริง และป้องกันไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานบุคคล หลักฐาน และเพื่อความปลอดภัยของนักเรียนผู้ถูกกระทำ ทั้งนี้ หากผลการสืบสวนข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติได้ว่ามีการกระทำละเมิดจริง จะดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรงต่อไป 

“การที่ครูและผู้บริหารโรงเรียนแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อนักเรียน เป็นการกระทำที่ขัดต่อจรรยาบรรณวิชาชีพและนโยบายของ สพฐ. อย่างร้ายแรง ไม่สามารถยอมรับได้ ทั้งยังขัดต่อนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. ที่เน้นย้ำให้โรงเรียนต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุด ทั้งนี้ สพฐ. ได้กำชับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่งให้กำกับ ติดตาม สถานศึกษาในสังกัดให้ดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยและแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัด หากเกิดเหตุในลักษณะดังกล่าวต้องคำนึงถึงสภาพจิตใจของนักเรียนเป็นสำคัญ และดำเนินการกับผู้ที่กระทำผิดอย่างเด็ดขาด รวมถึงเอาใจใส่ ตรวจตราความปลอดภัยในโรงเรียนอย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้อีก” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว 

ที่มา ; เดลินิวส์ 

เกี่ยวข้องกัน

ย้ายด่วน! รักษาการ ผอ. อนาจาร 13 นร.ชาย ฟันโทษหนัก

เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 68 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีนักเรียนถูกรักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน อ.บางซ้าย จ.พระนครศรีอยุธยา ล่วงละเมิดทางเพศ ว่า จากการสั่งการให้ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว เบื้องต้นได้รับรายงานว่า รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าว มีพฤติกรรมกระทำอนาจารนักเรียนชายจำนวน 13 ราย ทาง สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 2 จึงดำเนินการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นและรวบรวมพยานหลักฐาน 

โดยขณะนี้ทาง ครู และผู้ปกครอง ได้นำนักเรียนไปแจ้งความที่ สภ.บางซ้าย ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการรับแจ้งความเรียบร้อยแล้ว และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้ประสานให้ข้อเท็จจริงกับ สภ.บางซ้าย แล้ว ทั้งนี้ได้มีหนังสือคำสั่งให้รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าว มาปฏิบัติหน้าที่ ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พร้อมให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว 

สำหรับกรณีที่เกิดขึ้น ผมได้กำชับให้ สพฐ. ดำเนินการให้ถึงที่สุด เบื้องต้นได้สั่งการให้ดำเนินการย้ายรักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าว ออกนอกพื้นที่ และห้ามเข้ามาในพื้นที่เด็ดขาด และหากผลการสืบสวนข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติได้ว่ารักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าวกระทำอนาจารจริง ก็ให้ดำเนินคดีให้หนักที่สุด ทั้งโทษทางวินัยและโทษทางอาญา ที่สำคัญขอให้เร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด ทั้งนี้ขอให้ทางโรงเรียนติดตาม ประเมินสภาพจิตใจลูกๆ นักเรียน รวมทั้งหารือแนวทางการดูแลช่วยเหลือเยียวยานักเรียนร่วมกับทีมสหวิชาชีพ ในการดูแลลูกๆ นักเรียนต่อไป” รมช.สุรศักดิ์ กล่าว 

ที่มา ; เดลินิวส์ออนไลน์ 

เกี่ยวข้องกัน

ศธ. เตือนอย่าท้าทายระบบ พบเคสฉาวฟันไม่รอ จ่อเสิร์ฟวินัยร้ายแรง คุรุสภารับลูกต่อถอดใบประกอบวิชาชีพ 

วันนี้ (7 มี.ค.) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงกรณีครู หรือข้าราชการกระทำผิดวินัยร้ายแรง ผิดจรรยาบรรณหรือกระทำการที่ไม่เหมาะสม ทำให้กระทบต่อความน่าเชื่อถือของวงการการศึกษาไทย ต้นสังกัดเดินหน้าลงโทษและคุรุสภาพร้อมรับไม้ต่อเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เตือนอย่าท้าทายระบบผิดจริงฟันจริงไม่มีแผ่วแน่นอน

โฆษก ศธ.กล่าวว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ ได้กำชับหนักแน่นถึงเรื่องนี้เป็นอย่างมาก นี่คือการเตือนอย่างเป็นทางการให้รับทราบทั่วกันว่า “อย่าท้าทายระบบ” กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมดำเนินการลงโทษเด็ดขาด อย่างรวดเร็ว โดยไม่มีการผ่อนปรนทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ การทุจริต หรือการสร้างผลเสียต่อผู้อื่น โดยเฉพาะการล่วงละเมิดทางเพศทั้งกับเด็กนักเรียน กับครูด้วยกันเอง หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่รังแกผู้น้อย แม้เพียงเล็กน้อยก็กระทบต่อสภาพร่างกายและจิตใจไม่มีใครยอมรับได้ 

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ช่วงหลังจะเห็นจากข่าว ว่ากระทวงศึกษาธิการ เอาจริงในเรื่องนี้ชัดเจนมาก เพื่อเป็นตัวอย่างให้ดูว่า เราใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการจัดการผู้ที่ผิดวินัยร้ายแรง คนเป็นครูควรที่จะประพฤติตนให้เหมาะสมกับจรรยาบรรณวิชาชีพ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสังคมว่าเราไม่ยอมให้ใครทำลายเกียรติจากการกระทำไม่ดีของคนเพียงไม่กี่คน และเพื่อคัดกรองบุคลากรที่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีคุณภาพในการพัฒนาการศึกษาของชาติให้เป็นไปในทิศทางที่ดีมีประสิทธิภาพ

ในยุคนี้จะไม่ยอมให้มีเรื่องฉาวในวงการการศึกษาเล็ดลอดสายตาอย่างเด็ดขาด  ขอให้ผู้เรียน ครูและผู้ปกครองสบายใจได้ว่าเราจะดำเนินการจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้เห็นถึงความใส่ใจเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา กรณีผิดร้ายแรงจะได้รับการพิจารณาอย่างรวดเร็ว โทษสถานหนักคือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หมดหนทางไปต่อบนเส้นทางครูอนาคตดับวูบทันที” โฆษก ศธ.กล่าว 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากคุรุสภา เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2554-2568 หรือตลอด 13 ปี คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพของคุรุสภา มีการดำเนินการทางจรรยาบรรณวิชาชีพแล้ว 1,091 เรื่อง โดยมีการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแล้ว 110 ราย 

ที่มา ; แนวหน้าออนไลน์

 

เกี่ยวข้องกัน

คุรุสภาตอบรับนโยบาย รมว.ศธ. (เพิ่มพูน ชิดชอบ) ตั้งข้อหาหนักเตรียมเชือดครูอนาจารเด็กนักเรียน จ.ประจวบคีรีขันธ์ 

จากกรณีครูทำอนาจารเด็กนักเรียนในห้องเรียนของโรงเรียนในจ.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 8 ราย พร้อมทั้งถ่ายภาพและคลิปวิดีโอและนำมาโพสในโซเชียล ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญตัวมาสอบปากคำที่สถานีตำรวจแล้วนั้น

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม กล่าวว่า พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้สั่งการให้คุรุสภาดำเนินการเอาผิดขั้นเด็ดขาดกับครูรายดังกล่าวโดยเร็วที่สุด โดยไม่มีการลดโทษ และได้ตรวจสอบข้อมูลใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของครูที่ตกเป็นข่าวดังกล่าว พบว่าเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ซึ่งจะหมดอายุในวันที่ 16 พ.ค. 2569 และครูรายนี้ไม่เคยได้รับรางวัลจากคุรุสภา และได้รับเรื่องดังกล่าวเข้ากระบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพตามข้อบังคับคุรุสภาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาจะเสนอกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนฯ และพักใช้ใบอนุญาตไว้ก่อน โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวน ซึ่งจะทำให้ครูรายดังกล่าวไม่สามารถประกอบวิชาชีพครูได้ 

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า การกระทำที่ปรากฏเป็นข่าวดังกล่าวนั้น เป็นการกระทำผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง และมีโทษถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หากผู้ที่ถูกกล่าวหาประพฤติผิดจริงก็จะต้องถูกดำเนินการตามข้อเท็จจริง ซึ่งคุรุสภาจะพิจารณาอย่างถูกต้องและรวดเร็วที่สุด 

กรณีครูกระทำผิดกับเด็กนักเรียนโดยเฉพาะกรณีการล่วงละเมิดทางเพศเป็นสิ่งที่ไม่มีใครยอมรับได้ แม้เพียงเล็กน้อยก็มีผลกระทบต่อเด็ก เยาวชนและครอบครัว ผู้ที่เป็นครูไม่สมควรที่จะประพฤติตนเช่นนี้โดยเด็ดขาด โทษสถานหนักถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ คุรุสภาในฐานะสภาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา เน้นย้ำให้ครูทุกคนจำเป็นที่จะต้องประพฤติปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพให้สมกับเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครู และเป็นที่เคารพนับถือของคนในสังคม” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว 

คุรุสภามุ่งลดการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ 

ที่มา ; สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

เกี่ยวข้องกัน

คุรุสภามุ่งส่งเสริมครูดี มีมาตรฐาน มีคุณภาพ ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ 

จากกรณีนักเรียน จำนวน 13 ราย ถูกรักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งครูและผู้ปกครอง ได้นำนักเรียนไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ ล่าสุดถูกหน่วยงานต้นสังกัดสั่งย้ายให้มาปฏิบัติหน้าที่ ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแล้วนั้น 

ผศ.ดร.พลรพี ทุมมาพันธ์ รองเลขาธิการคุรุสภาและโฆษกสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา ได้สั่งการให้สำนักจรรยาบรรณวิชาชีพและนิติการตรวจสอบข้อมูลใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของ รักษาการ ผอ.รร.ที่ตกเป็นข่าวดังกล่าว พบว่าเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ซึ่งจะหมดอายุในวันที่ 6 เม.ย. 2568 และได้รับเรื่องดังกล่าวเข้ากระบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพตามข้อบังคับคุรุสภาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาจะประสานข้อมูลกับหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบการชี้มูลความผิด และเสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพพิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพในการประชุมเดือนมีนาคม 2568 ทั้งนี้ หากหน่วยงานต้นสังกัดมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงและพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน จะเสนอต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพเพื่อพิจารณาพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูไว้ก่อน โดยไม่ต้องรอผลสอบสวน เพื่อคุ้มครองผู้เรียนซึ่งเป็นผู้รับบริการจากผู้ประกอบวิชาชีพครู 

ผศ.ดร.พลรพี กล่าวต่อไปว่า หากผู้ที่ถูกกล่าวหาประพฤติผิดก็จะต้องถูกดำเนินการตามข้อเท็จจริง และจะพิจารณาอย่างถูกต้อง รวดเร็ว ซึ่งการกระทำที่ปรากฏเป็นข่าวดังกล่าวนั้น เป็นการกระทำผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง และมีโทษถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 

การที่ครูล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กนักเรียน ถือว่าเป็นประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างร้ายแรงในด้านจรรยาบรรณต่อตนเอง และต่อผู้รับบริการ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำ คุรุสภาจะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและสรุปผลโดยเร็วที่สุด ส่วนผลการพิจารณาจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน และหากผิดจริงผู้กระทำผิดก็จะต้องได้รับโทษสถานหนักถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพอย่างแน่นอน” ผศ.ดร.พลรพี ทุมมาพันธ์ กล่าว 

ที่มา ; สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา