สมาชิกเข้าสู่ระบบ

เด็กไทยเกิดใหม่ปี 2564 ต่ำสุดในประวัติศาสตร์

25 มกราคม : ดร.ธันยวัต สมใจทวีพร ผอ.ศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ โพสต์ภาพกราฟจำนวนประชากรเกิดในประเทศไทยระหว่างปี 2536-2564 พบว่า กราฟมีลักษณะดิ่งลงอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ติดต่อกัน โดยในปี 2564 มีเด็กเกิดใหม่เพียงแค่ 544,570 คนเท่านั้น ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ 

จำนวนประชากรเกิดในประเทศไทย ปี 2564 ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ตัวเลขนี้น่ากลัวและแนวโน้มกราฟคงไม่ดีขึ้นแน่ นอกจากนี้ ปีที่ผ่านมาอัตราการตายสูงกว่าอัตราการเกิดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ด้วย คาดการณ์ไม่ถูกเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต 

จากข้อมูลของสำนักสถิติแห่งชาติจะเห็นได้ว่า ช่วงระหว่างปี 2536-2539 มีประชากรเกิดใหม่ราว 900,000-1,000,000 คน ก่อนจะตกลงมาในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540-2542 อยู่ที่ 750,000-900,000 คน และคงที่อยู่จนกระทั่งเริ่มตกลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน 

เห็นตัวเลขประชากรเกิดในเมืองไทยแล้วน่าตกใจมาก ปี 2564 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 544,570 คน ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ 

นอกจากนั้นยังเป็นปีแรกที่อัตราการเสียชีวิตมากกว่าอัตราการเกิด สถานการณ์แบบนี้น่ากลัวมาก เพราะนอกจากประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว โครงสร้างประชากรที่มีเด็กเกิดใหม่ลดลงเรื่อย ๆ จะส่งผลในทางลบด้านเศรษฐกิจ เพราะต่อไปจำนวน “คนทำงาน” จะน้อยกว่า “คนเกษียณอายุ” 

โครงสร้างประชากรแบบนี้ถือว่าไม่มีเสน่ห์ด้านการลงทุน ต่างชาติจะไม่สนใจ เพราะถือว่า “กำลังซื้อ” ในประเทศน้อย

 

ถ้าดูจากกราฟอัตราการเกิดของประเทศไทยเมื่อประมาณ 20-30 ปีก่อน ประมาณ 900,000-1,000,000 คน

และขยับลงมาอยู่ที่ 750,000-900,000 คน จากนั้นก็ดิ่งหัวลงเรื่อย ๆ 

คำถาม คือ ทำไมคนรุ่นใหม่มีลูกน้อยลง หรือเลือกที่จะไม่มีลูก คำตอบหนึ่ง มาจากคนรุ่นใหม่แต่งงานช้าลง

แต่งช้าก็มีลูกช้า หรือเลือกจะมีชีวิตโสดมากขึ้น คำตอบหนึ่ง น่าจะมาจาก “ค่าใช้จ่าย” ในการมีลูกและเลี้ยงลูกจนโต ถ้าไม่มีความมั่นคงในเรื่องรายได้เพียงพอ เขาก็เลือกที่จะไม่มีลูก หรือมีลูกคนเดียว คำตอบหนึ่ง อาจเป็นเพราะมุมมองต่อชีวิตเปลี่ยนไป ต้องการใช้ชีวิตของตัวเองอย่างเต็มที่ หรือรู้สึกไม่พอใจในสังคมที่เป็นอยู่

ไม่อยากให้ลูกต้องมาเผชิญกับสังคมแบบนี้ การมีลูกอาจหมายถึงความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่เกินไป

คำตอบหนึ่ง อาจเป็นเรื่องการมองไม่เห็น “อนาคตที่ดี” ของคนรุ่นใหม่ เขาไม่เชื่อมั่น ไม่มีความหวัง การตัดสินใจไม่มีลูกอาจเป็นทางเลือกหนึ่งของเขา 

ที่น่าสนใจก็คือ ตัวเลขประชากรใหม่ที่ลดฮวบแบบ “ปักหัว” มีอยู่ 2 ช่วง ช่วงแรก คือ หลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540  ปักหัวลง 3 ปีก่อนจะเริ่มนิ่งและขยับขึ้น และช่วงที่สอง คือ หลังการรัฐประหารเมื่อปี 2557 เป็นต้นมา ปี 2558 อัตราการเกิดลดฮวบลงเหลือประมาณ 740,000 คน ต่ำกว่า 750,000 คน เป็นปีแรก

จากนั้นกราฟปักหัวลงเรื่อย ๆ จนเหลือแค่ 544,570 ในปีที่แล้ว หรือลดลง 200,000 คนภายในเวลา 6 ปี

กราฟบอกเช่นนั้น แต่ไม่รู้ว่า “ความหมาย” คืออะไร 

ที่มา ; ไทยรัฐ,หนุ่มเมืองจันท์

ข่าวเกี่ยวกัน

กำลังเกิดอะไรขึ้นกับสัดส่วนประชากรไทย

กราฟจำนวนประชากรที่เกิดในประเทศไทยระหว่างปี 2536-2564 ที่ถูกแชร์ในโลกโซเชียลอย่างกว้างขวางจาก ดร.ธันยวัต สมใจทวีพร ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ โดยในปีที่ผ่านมามีประชากรไทยเกิดใหม่เพียง 544,570 คนเท่านั้น 

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะขาดแคลนแรงงานในอีกไม่ช้า จากการมาถึงพร้อมๆ กันของ ‘สังคมผู้สูงวัยสมบูรณ์’ และอัตราการเกิดที่ต่ำ ถึงขนาดที่สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์คาดว่า หากอัตราการเกิดยังไม่เพิ่มขึ้น “ในอีก 20 ปีประชากรไทยจะเหลือเพียง 36 ล้าน” 

คำถาม คือ กำลังเกิดอะไรขึ้นกับสัดส่วนประชากรไทยกันแน่ ทำไมไทยถึงกำลังเข้าสู่ภาวะขาดแคลนแรงงาน และสำคัญที่สุดคือทำไมคนไทยไม่อยากมีลูก 

เกิดอะไรขึ้นกับสัดส่วนประชากรไทย

ถ้าหากย้อนกลับไปดูจะเห็นว่า สัดส่วนประชากรไทยในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเมื่อ 50 ปีที่แล้วมาก

ย้อนดูสัดส่วนประชากรไทยในปี 2513

  • อายุ 0-14 ปี สัดส่วน 45.1%
  • อายุ 15-59 ปี สัดส่วน 50%
  • อายุ 60 ปีขึ้นไป สัดส่วน 4.9%

เทียบกับสัดส่วนประชากรไทยในปี 2563

  • อายุ 0-14 ปี สัดส่วน 16.2%
  • อายุ 15-59 ปี สัดส่วน 64.4%
  • อายุ 60 ปีขึ้นไป สัดส่วน 17.6%

 

จะเห็นว่าเวลา 50 ปีที่ผ่านมา ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมากเกินกว่า 4 เท่าจากสัดส่วน 4.9% เป็น 17.6% ในขณะที่ประชากรอายุ 0-14 ปี มีสัดส่วนน้อยลงเป็นเท่าตัวจาก 45.1% ลงเหลือเพียง 16.2%

หากลองดูคาดการณ์สัดส่วนประชากรไทยในปี 2583 หรือในอีก 20 ปีข้างหน้า

  • อายุ 0-14 ปี สัดส่วน 12.8%
  • อายุ 15-59 ปี สัดส่วน 55.8%
  • อายุ 60 ปีขึ้นไป สัดส่วน 31.4%

ก็จะยิ่งเห็นว่า สัดส่วนของประชากรวัยชราที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ในขณะที่ประชากรวัยเด็กอายุ 0-14 ปี มีสัดส่วนลดลงเหลือเพียง 12.8% เท่านั้น สะท้อนปัญหาสัดส่วนประชากรที่จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุสมบูรณ์แล้ว แต่กลับมีอัตราการเกิดต่ำลงเรื่อย ๆ ในทุกปี

สาเหตุสำคัญของ ‘ปัญหาสัดส่วนประชากร’ มาจาก ‘อัตราการเกิด’ ในประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากเดิมเคยมีอัตราการเกิดของประชากรเติบโตราว 3% ต่อปี ตอนนี้โตในหลักต่ำกว่า 1% 

ในอดีตย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีก่อน (2503) มีสัดส่วนเด็กต่อผู้หญิงไทย 1:6 หรือผู้หญิงไทย 1 คน มีลูกเฉลี่ยราว 6 คน แต่ในปัจจุบันสัดส่วนอยู่ที่ 1:1.5 คนเท่านั้น ทำให้อัตราการพึ่งพิงของประชากรสูงอายุต่อประชากรวัยแรงงานเพิ่มขึ้น จากเดิมผู้สูงอายุ 1 คนถูกดูแลจากประชากรวัยแรงงาน 3.6 คน ปัจจุบัน ผู้สูงอายุ 1 คนจะถูกดูแลจากประชากรวัยแรงงาน 1.8 คนเท่านั้น 

ทำไมคนไทยมีลูกน้อยลง

จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงในสัดส่วนประชากรไทยเริ่มต้นในช่วงปี 2513 ที่ประเทศไทยเริ่มนโยบายวางแผนครอบครัว ส่งเสริมการคุมกำเนิดและแนะนำให้ประชาชนมีลูกน้อยลง 

เมื่อนโยบายบริหารครอบครัวประสบความสำเร็จ สอดคล้องกับพัฒนาการทางด้านสาธารณสุข รวมทั้งการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ทำให้อายุขัยของคนไทยขยับขึ้นจาก 50-60 ปี มาเป็น 80 ปี หรือทำให้ผู้สูงอายุไทยมีอายุขัยยืนยาวนานมากขึ้น 

นอกจากนั้น รศ.ดร.ศศิวิมล วรุณศิริ ปวีณวัฒน์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ยังอธิบายว่า ‘เศรษฐกิจ’ ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจมีลูกของคนไทย เนื่องจากต้นทุนการเลี้ยงเด็ก 1 คนต้องใช้เงินจำนวนมาก คู่แต่งงานจึงตัดสินใจชะลอการมีลูกหรือลดจำนวนลูกที่ต้องการจะมีลง 

ที่สำคัญ คือ ยังมีงานวิจัยเกี่ยวกับปัญหา Parenthood wage penalty หรือผลกระทบเชิงลบที่มีต่อค่าจ้างของคนเป็นพ่อแม่ ที่สะท้อนความเป็นจริงว่า ‘ค่าจ้างของคนเป็นพ่อแม่’ น้อยกว่า ‘ค่าจ้างของคนที่ไม่ได้เป็นพ่อแม่’ และยิ่งมีแนวโน้มที่ความต่างของรายได้ระหว่างคนที่มีลูกและไม่มีลูกจะถ่างขยายขึ้นอย่างต่อเนื่อง เทียบปี 2534 กับปัจจุบัน

  • ความต่างของค่าจ้างผู้หญิงที่มีลูกกับไม่มีลูก เพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 20-25%
  • ความต่างของค่าจ้างผู้ชายที่มีลูกกับไม่มีลูก เพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 15%

ทำให้ประชากรวัยแรงงานทั้งหญิงและชายตัดสินใจมีลูกยากมากขึ้น

 

แรงกดดันต่อผู้หญิงก็มีผลต่อการตัดสินใจเป็นโสด

รศ.ดร.ศศิวิมล ยังเสริมด้วยว่า ปัจจุบัน ประเทศแถบเอเชียมีค่านิยมและความคาดหวังกับผู้หญิงค่อนข้างสูงให้ทำงานทั้งในและนอกบ้าน ทำให้ผู้หญิงประเทศแถบเอเชีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงไทยเลือกแต่งงานและมีลูกน้อยลง 

โดยมีสถิติชัดเจนว่า ผู้หญิงที่เกิดในช่วงปี 2494 จะมีสัดส่วนคนโสดราว 50% แต่ผู้หญิงที่เกิดในช่วงปี 2529 มีสัดส่วนคนโสดเพิ่มขึ้นเป็นราว 60% และผู้หญิงในทุกระดับการศึกษาเลือกมีลูกน้อยลง ทำให้อัตราการมีลูกของผู้หญิงในทุกระดับการศึกษาโดยเฉลี่ยน้อยลงด้วย 

สวัสดิการไม่มี การเลี้ยงดูลูกก็ยาก

สุดท้ายอีกปัจจัยสำคัญ คือ ‘ขาดแคลนสวัสดิการในการดูแลเด็ก’

รศ.ดร.ศศิวิมล ได้อธิบายในรายการ TOMORROW คนไทยไม่อยากมีลูก จุดเริ่มต้นวิกฤตขาดแคลนแรงงาน’ ว่า ประเทศไทยในปัจจุบันขาดแคลนการดูแลในวัยเด็กจากภาครัฐ โดยขาดแคลนทั้งสถานเลี้ยงดูเด็ก ขาดความยืดหยุ่นของเวลาทำงานของพ่อแม่ ขาดการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูก รวมถึงยังมีการกีดกันแบ่งแยกในการทำงานสำหรับคนมีลูก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้คนที่ตัดสินใจมีลูกน้อยลง 

โดยหากเปรียบเทียบกับนโยบายเพิ่มประชากรในระดับโลกจะเห็นว่าหลายประเทศมีนโยบายจริงจังและครบวงจรทั้งในประเทศที่ประสบและไม่ประสบกับปัญหาอัตราการเกิดของประชากรต่ำ

อาทิ สิงคโปร์ที่มีนโยบายครบวงจร ตั้งแต่การหาคู่ ซื้อบ้านหลังแรก เงินช่วยเหลือ ไปจนถึงโบนัสสำหรับคนมีลูก หรือในแถบสแกนดิเนเวียที่มีการให้เงินช่วยเหลือ จัดสถานเลี้ยงดูเด็ก ลดชั่วโมงการทำงาน จัดให้ชั่วโมงการทำงานยืดหยุ่น 

ส่วนตัวมองว่าตอนนี้วิกฤตแล้ว ต้องจริงจังและเร่งด่วน เพราะเราจะประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างแน่นอน” 

สี่ห้าปีที่ผ่านมาเราพูดถึงการขาดแคลนแรงงานกันเยอะมาก แต่ก็เงียบหายไป ถ้าเราต้องการปรับโครงสร้างประชากรจริงๆ มันต้องใช้เวลานาน ไม่ได้ทำได้ในวันสองวันหรือปีสองปี สมมติเรามีลูกคนหนึ่งเกิดวันนี้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 15-20 ปีกว่าเขาจะกลายเป็นแรงงานคนหนึ่ง ถ้าเรายังไม่เริ่มทำวันนี้จะมีปัญหา” 

รัฐต้องทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ลังเลใจที่จะมีลูก ทั้งสภาพแวดล้อมในการทำงาน การดูแลลูก หรือแม้แต่สถานเลี้ยงเด็กในที่ทำงาน รัฐจำเป็นจะต้องเป็นผู้ริเริ่ม ให้เอกชนเป็นผู้ทำตาม ให้ส่วนลดภาษีในที่ทำงานที่มีสถานที่สำหรับเลี้ยงดูเด็ก เพราะไทยเรามีค่อนข้างน้อย เรามีลดภาษี มีเงินช่วยเหลือที่น้อยมากๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น” 

ที่มา ;

-รายการ TOMORROW EP.96 | คนไทยไม่อยากมีลูก จุดเริ่มต้นวิกฤตขาดแคลนแรงงาน

https://youtu.be/Mty_E0cX8ho

-เว็บไซต์ : https://workpointtoday.com/thailand-labor-shortage/

- TODAY Bizview  https://bit.ly/3picIeS

- TOMORROW https://bit.ly/3prjBfI

- workpointTODAY  https://bit.ly/2YDfyiK

 

ข่าวเกี่ยวกัน

 

เด็กเกิดใหม่ฮวบ สัญญาณอันตราย

กลายเป็นทั้งประเด็นฮือฮา ชวนจับตา และหวาดหวั่นในสถานการณ์ข้างหน้าจนต้องเร่งหาทางแก้ไขไปพร้อมๆ กัน สำหรับกรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลว่านี่คือครั้งแรกในรอบ 70 ปี ที่อัตราการเกิดของคนไทยลดต่ำกว่า 6 แสนคนต่อปี ทั้งยังมีแนวโน้มลดลงไปอีก โดยเฉพาะในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า 

ย้อนกลับไปดูบรรยากาศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่า “สังคมผู้สูงวัย” เป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง ทั้งภาพกว้างของโลกรวมถึงประเทศไทย

ครั้นเมื่อข้อมูลในย่อหน้าแรกถูกตีแผ่ ยิ่งต้องขีดเส้นใต้เน้นย้ำให้ตั้งคำถามถึงสิ่งที่จะตามมาเป็นโดมิโน

ก่อนอื่น มาโฟกัสข้อมูลชัดๆ จาก ศาสตราจารย์ เกียรติคุณ ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเปิดเผยผ่านเสวนา “50 ปี ประชากรที่เปลี่ยนไป” เมื่อไม่นานมานี้ ว่า 50 ปีที่ผ่านมา ต้องถือว่าสถานการณ์ประชากรไทยเปลี่ยนแปลงไปมากมาย โดยใน พ.ศ.2513 ไทยมีประชากร 34.4 ล้านคน เมื่อมาถึงปี 2564 ไทยมีประชากรเพิ่มเป็น 66.5 ล้านคน 

เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะพบการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรไทย จากปรากฏการณ์คนเกิดน้อยลง และคนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น โดยข้อมูลพบว่า ในอดีตไทยมีสัดส่วนประชากรเด็กเป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นร้อยละ 45 หรือเกือบครึ่งของประชากรทั้งหมด แต่ปัจจุบันประชากรเด็กมีสัดส่วนร้อยละ 16 ของประชากรทั้งหมด ขณะเดียวกันแต่ก่อนประชากรสูงอายุมีน้อยมาก ประมาณร้อยละ 4.9 แต่ปัจจุบันมีสัดส่วนร้อยละ 18 หรือเรียกว่าเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แล้ว และอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ไทยจะเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด คือมีสัดส่วนประชากรสูงอายุมากถึง 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด 

เป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี ที่อัตราการเกิดของคนไทยลดต่ำกว่า 6 แสนคนต่อปี ข้อมูลปี 2563 พบว่ามีเด็กไทยเกิด 5.8 แสนคนต่อปี และคาดการณ์ว่าจะมีทิศทางลดลงไปอีก โดยเฉพาะไม่เกิน 10 ปีจากนี้ อัตราการเกิดคนไทยจะลดลงต่ำกว่า 5 แสนคนแน่นอน ขณะที่ปัจจุบันไทยมีอัตราการเพิ่มของประชากรอยู่ที่ร้อยละ 0.2 ต่อปี หรือแทบจะไม่เพิ่มเลย ต่างจากในอดีตอยู่ที่ร้อยละ 3 ต่อปี” 

ศ.เกียรติคุณ ดร.ปราโมทย์กล่าว ก่อนนำสถิติจากกระทรวงสาธารณสุข และสำนักบริการการทะเบียน กระทรวงมหาดไทยมานำเสนอให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แนวโน้มอัตราการเกิดและอัตราการตายของประเทศไทย จะมาเท่ากันประมาณปี 2567 จากนั้นอัตราการตายจะสูงกว่าอัตราการเกิด 

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่เรื่องน่าตกอกตกใจแต่อย่างใด เพราะอัตราการเกิดน้อย ไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพของการเกิด เช่น การเกิดจากความตั้งใจ เกิดอย่างมีแผน เพื่อปูทางสู่การเป็นประชากรที่มีคุณภาพ ส่วนข้อกังวลว่าจะทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานในอนาคต ศ.เกียรติคุณ ดร.ปราโมทย์มองว่า สามารถหาแรงงานประเทศเพื่อนบ้านมาทดแทนได้ อีกทั้งใช้ เครื่องจักร เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์มาเสริมได้ 

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ ประชากรรุ่นเกิดเกินล้านคนต่อปี หรือเกิดระหว่างปี พ.ศ.2506-2526 พบว่า 2 ปีข้างหน้า จะทยอยเข้าสู่วัยสูงอายุจนหมดปีละเกือบ 2 ล้านคน ในเวลา 20 ปี จะทำอย่างไรต่อไป

ขณะที่ รศ.ดร.ธีระ สินเดชารักษ์ อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมองว่า สถานการณ์ เด็กเกิดน้อยจะเขย่าประเทศทั้งระยะสั้น-ยาว จำนวนคน ครอบครัว สภาพสังคม จะเปลี่ยนไป

ในปี พ.ศ.2554 เรายังมีตัวเลขการเกิดสูงเกือบ 8.5 แสนคน ในขณะที่ 10 ปีผ่านไป ตัวเลขการเกิดต่ำกว่า 5.5 แสนคน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ตัวเลขการเกิดลดลงมากกว่า 1 ใน 3 โดยใช้เวลาเพียง 10 ปีเท่านั้น อีกทั้งยังมีการคาดการณ์กันอีกด้วยว่า จากจำนวนประชากรไทยในปัจจุบันที่มีไม่ถึง 70 ล้านคนนี้นั้น จะลดลงมาเหลือเพียงครึ่งเดียวคือไม่เกิน 35 ล้านคน หรือคนไทยเราจะหายไปครึ่งหนึ่งเพราะเด็กเกิดใหม่น้อย ในขณะที่มีคนสูงอายุที่จะทยอยกันตายไปตามอายุขัยภายในเวลาไม่ถึง100 ปี ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้น

เฉพาะประเทศไทย ในหลายประเทศก็อยู่ในภาวการณ์เช่นเดียวกัน 

ผลกระทบระยะสั้น คือ คนจะลดลง ส่งผลให้อะไรก็ตามที่ตระเตรียมไว้สำหรับการรองรับคนจำนวนที่มากขึ้นหรือเพิ่มขึ้นก็จะไม่เป็นเช่นนั้น เช่น สถานรับเลี้ยงเด็ก โรงเรียนจนถึงมหาวิทยาลัย ธุรกิจร้านค้าและบริการต่างๆ ภาคอุตสาหกรรมรวมถึงเกษตรกรรมจะขาดแคลนแรงงาน การลงทุนไปกับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการใช้งานสำหรับคนจำนวนมากๆ จะเสียเปล่า ครอบครัวจะเปลี่ยนไป ครอบครัวขยายจะหายไปกลายเป็นครอบครัวเดี่ยวที่อยู่กันไม่กี่รุ่น การอยู่ลำพังและตายจากอย่างโดดเดี่ยวหรือมีแต่เพื่อนญาติห่างๆ จะมีมากขึ้น ความสัมพันธ์ของคนระหว่างรุ่นที่จะถูกถ่างขยายออกมากขึ้นด้วยสาเหตุจากการเลื่อนอายุสมรส การอยู่เป็นโสด หรือความไม่พร้อมในการมีบุตร รวมถึงความต้องการชีวิตส่วนตัวและมีอิสระมากขึ้น” รศ.ดร.ธีระกล่าว 

แน่นอนว่า อีกหนึ่งผลกระทบที่จะตามมาคือ การเปลี่ยนแปลงของสังคม ซึ่ง รศ.ดร.ธีระคาดการณ์ว่า นอกจากความสำคัญของเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการใช้ชีวิตแล้ว การที่คนลดน้อยลง มีความเป็นไปได้ 2 ทางคือ หากไม่เกิดการรวมกลุ่มใช้ชีวิตทางสังคมร่วมกันมากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นการปฏิสัมพันธ์กันบนโลกเสมือนแทนกันมากยิ่งขึ้น สังคมจะถูกผลักให้ออกห่างจากกันมากขึ้นด้วยความไม่มีส่วนที่เกี่ยวข้องใดๆ ต่อกัน ดังเช่นสังคมในอดีตที่ใกล้ชิดในเชิงเครือญาติ 

ส่วนผลกระทบระยะยาวนั้น จะเกิดภาวการณ์หลายอย่างที่ต้องเตรียมรับมือ เช่น ปัญหาความมั่นคง ขาดทรัพยากรมนุษย์ในการพัฒนาประเทศ ปัญหาทางเศรษฐกิจ เป็นต้น 

ผมเข้าใจว่ารัฐบาลทุกชุดรับทราบสถานการณ์นี้ดี แต่ยังไม่สู้จะมีนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนและต่อเนื่องเด็ดขาด จนเมื่อได้เห็นตัวเลขการเกิดที่ลดลงและต่ำกว่าการตายจึงเริ่มที่จะเป็นกระแสอีกครั้ง สิ่งที่สามารถทำได้และหลายประเทศได้ดำเนินการไปก่อนหน้ามีหลายอย่าง เช่น ส่งเสริมการเกิดผ่านมาตรการจูงใจทางภาษี สนับสนุนให้มีบุตรโดยรัฐดูแลค่าใช้จ่ายในการคลอดและสงเคราะห์บุตร ให้ทุนการศึกษา ให้สิทธิการเลี้ยงดูบุตรโดยได้รับเงินเดือนทั้งพ่อและแม่ ส่งเสริมการสร้างสัมพันธ์ทำความรู้จักก่อนเข้าสู่การทำงาน กองทุน หรือรูปแบบอื่นใด เพื่อให้ใช้ชีวิตในยามสูงวัยอย่างมีอัตภาพและคุณภาพ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดโดยส่วนตัวในการตั้งรับและเตรียมรุกสำหรับสถานการณ์นี้คือ กรอบความคิด (mindset)” 

รศ.ดร.ธีระกล่าวประเด็นเรื่องกรอบความคิดที่ว่านี้ พูดง่ายๆ ก็คือ ทัศนคติต่อการมีลูก ซึ่งนักวิชาการท่านนี้มองว่า หลายสิบปีที่ผ่านมา เกิดความคิดในทำนองว่า การมีลูกเป็นภาระ ลูกมากยากจน เกิดวลี “รักสนุกแต่ไม่ผูกพัน” และอีกหลายวาทะที่อยู่ในความรับรู้ของคนยุคพ่อแม่ถ่ายทอดสู่คนรุ่นใหม่ 

การปรับเปลี่ยนกรอบคิดจึงความสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ไม่เพียงเพื่อให้ประชากรกลับมาอยู่ในภาวะสมดุลหรืออยู่ในระดับภาวะทดแทนได้ แต่ยังช่วยให้เห็นสังคมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยประชากรที่เกิดมาใหม่นั้นเป็นพลังบวกและเป็นความหวังให้กับคนรุ่นก่อนได้อีกด้วย แม้ไม่อาจทำให้เปลี่ยนได้ในทันทีแต่ต้องเริ่มในทันที” รศ.ดร.ธีระกล่าวทิ้งท้าย 

ที่มา ; มติชนออนไลน์

ข่าวเกี่ยวกัน

อีกไม่นาน! ไทยเหลือ 40 ล้านคน สธ.เร่งตีปี๊บส่งเสริมครอบครัวมีลูก แก้ขาดแรงงาน

 

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์  นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวในงานแถลงข่าว “ทางออกประเทศไทยในยุคเด็กเกิดน้อย” ที่โรงแรมพูลแมน ว่า ปัญหาเด็กเกิดน้อยจะทำให้เกิดปัญหาต่อโครงสร้างประชากร ปัญหาแรงงาน สังคม และเศรษฐกิจ โดยอนาคตประชากรจะมีอายุเฉลี่ยมากขึ้นจาก 70-80 ปี เป็น 90-100 ปี คนวัยทำงาน 1 คน ต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูทั้งคนแก่และเด็ก ดังนั้น ถือเป็นงานยากในการแก้ไข แต่หากไม่ทำวันนี้ ปัญหาก็จะยิ่งแก้ยากมากขึ้น 

ดังนั้น จึงต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาตั้งแต่วันนี้ด้วยการพยายามปรับแก้ค่านิยมให้คนมีลูกมากขึ้น ทั้งนี้ การแก้ปัญหาต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย ต้องอดทน มุ่งมั่นทั้งข้าราชการประจำ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลกี่รัฐบาล เปลี่ยนปลัดกระทรวง เปลี่ยนอธิบดีไปกี่คน แต่เราก็ต้องทำเรื่องนี้ต่ออย่างมุ่งมั่น” นายสาธิต กล่าว

ด้าน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากการประกาศใช้นโยบายวางแผนครอบครัวแห่งชาติตั้งแต่ ปี 2513 ทำให้จำนวนการเกิดปี 2562 ลดต่ำกว่า 600,000 คน เป็นครั้งแรก ล่าสุดเหลือเพียง 544,570 คน อัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) ลดเหลือแค่ 1.3 ในปี 2564 จำนวนการเกิดที่ลดต่ำลงนี้จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากร ทำให้ฐานแคบลง ไม่มั่นคง หากไม่มีมาตรกาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จากข้อมูลสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) คาดการณ์ว่าในปี 2583 สัดส่วนวัยเด็กจะเหลือเพียง ร้อยละ 12.8 วัยทำงาน ร้อยละ 56 วัยสูงอายุ ร้อยละ 31.2 ทำให้ภาระพึ่งพิงวัยแรงงานเพิ่มขึ้น โดยวัยแรงงาน 1.7 คน จะต้องดูแลผู้สูงอายุ 1 คน ซึ่งนับเป็นภาระหนักของวัยแรงงาน ไม่นับรวมค่าใช้จ่ายในการดูแลตัวเอง ครอบครัว หรือบุตร นอกจากนี้ ยังส่งผลให้จำนวนผู้เสียภาษีน้อยลง งบประมาณในการดูแลประชาชนไม่เพียงพอ การขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือ และเกิดสังคมไร้ลูกหลาน ความอบอุ่นในครอบครัวขาดหายไป ซึ่งเทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้

ด้าน ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ราชวิทยาลัยฯ ส่งเสริมการแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อยสาเหตุโดยการรักษาผู้มีบุตรยาก ขณะนี้ มีผู้เชี่ยวชาญมากขึ้นแต่คาดว่ายังไม่เพียงพอ ซึ่งการรักษาไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด รักษา 100 คนจะมีประมาณ 30 คน ที่สำเร็จ ค่าใช้จ่ายสูงถึงล้านบาท ทั้งนี้ เราจะไปร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อออกระเบียบรักษาผู้ที่มีบุตรยากให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนประเด็นการตั้งครรภ์ ต้องย้ำว่า ต้องมีการเตรียมตัววางแผนที่ดี โดยคนไทยยังขาดเรื่องนี้ และพบว่ามีการตั้งครรภ์บังเอิญ ตั้งครรภ์ไม่ต้องการ โดยการวางแผนตั้งครรภ์ต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ เช่น ลดน้ำหนักเตรียมตั้งครรภ์ รักษาโรคประจำตัวให้ได้ ฉีดวัคซีนป้องกันครรภ์พิการ ซึ่งยังมีโครงการแบบนี้น้อยในประเทศไทย ขณะที่การตั้งครรภ์คุณภาพต้องเกิดจากการดูแลที่มีคุณภาพ ตั้งแต่เรื่องอายุของหญิงตั้งครรภ์ที่มากขึ้น ก็มีโอกาสทำให้เด็กในครรภ์พิการทางสมองได้ ฉะนั้น ราชวิทยาลัยฯ ได้พัฒนาการดูแลหญิงตั้งครรภ์ คัดกรองภาวะปัญญาอ่อนในเด็ก รักษาเบาหวานของแม่ ดูแลครรภ์ภาวะเป็นพิษ ไปจนถึงปัญหาครรภ์แฝดที่เส้นเลือดเชื่อมกัน ก็ใช้เทคโนโลยีแยกครรภ์ให้เด็กรอดทั้งคู่ ซึ่งเราก็จะพัฒนากันต่อเนื่องต่อไป

ขณะที่ ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่เลขา ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาเด็กเกิดน้อย มีสาเหตุมาจากคนมีลูกช้าลง เพราะกว่าจะเรียนจบ สร้างฐานะครอบครัว เมื่อมีบุตรก็ไม่มีเวลาเลี้ยง ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น คนจึงไม่ต้องการมีภาระในการเลี้ยงดูบุตร หรือคู่แต่งงานแล้วไม่มีอยากมีบุตร และด้วยความรู้เรื่องการป้องกันการตั้งครรภ์ที่เข้าถึงได้ง่าย ทั้งนี้ ปัญหานี้เกิดขึ้นในหลายประเทศ แต่ตอนนี้ทางยุโรป ฝรั่งเศสดีขึ้นในการรักษาประชากรให้คงที่ ส่วนไทยเราเกิดประชากรเฉลี่ย 1.3 ต่อหญิงหนึ่งคน ซึ่งเราต้องการเป็น 2.1-2.3 เพื่อรักษาประชากรให้คงที่ เพราะตอนนี้ลดลงเรื่อยๆ อีกไม่กี่ปีจะเหลือ 40 ล้านคนได้ ดังนั้น หากจะรักษาประชากรตั้งมีลูตร 2-3 คน อย่างไรก็ตาม เงินอุดหนุนเด็กควรจะให้เป็นระยะยาว ส่วนการทำงานที่บ้านก็จะช่วยให้พ่อแม่มีเวลาดูแลลูกที่บ้านได้ อบรมให้พ่อมีส่วนช่วยดูแล อย่างต่างประเทศที่ให้พ่อหยุดงานเพื่อดูแลลูกด้วย

ที่มา ; MSN

สรุปสาระสำคัญ 

ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหา “อัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง” จนต่ำสุดในประวัติศาสตร์ โดยปี 2564 มีเด็กเกิดใหม่เพียงประมาณ 544,570 คน และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ขณะเดียวกันเป็นครั้งแรกที่อัตราการตายสูงกว่าอัตราการเกิด สะท้อนการเข้าสู่ “สังคมสูงวัยสมบูรณ์” อย่างชัดเจน โครงสร้างประชากรเปลี่ยนจากอดีตที่เด็กเป็นสัดส่วนใหญ่ (45.1%) เหลือเพียงราว 16.2% ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจาก 4.9% เป็น 17.6% และคาดว่าจะสูงถึงกว่า 31% ในอนาคต

สาเหตุสำคัญของการมีลูกน้อยลง ได้แก่ การแต่งงานช้าลง ค่าครองชีพและต้นทุนการเลี้ยงดูสูง ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ค่านิยมการใช้ชีวิตอิสระ และความไม่เชื่อมั่นต่ออนาคต รวมถึงแรงกดดันต่อผู้หญิงในบทบาทการทำงานและครอบครัว ตลอดจนสวัสดิการรัฐที่ยังไม่เพียงพอ

ผลกระทบสำคัญคือการขาดแคลนแรงงาน ภาระพึ่งพิงสูงขึ้น เศรษฐกิจชะลอตัว และโครงสร้างสังคมเปลี่ยนไปอย่างมาก รัฐจึงต้องเร่งกำหนดนโยบายสนับสนุนการมีบุตร เช่น สวัสดิการเด็ก การลดภาษี และระบบดูแลครอบครัว เพื่อรักษาสมดุลประชากรและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

ข้อใดสะท้อนสถานการณ์ประชากรไทยได้ถูกต้องที่สุด
ก. อัตราการเกิดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ข. อัตราการเกิดและตายใกล้เคียงกัน
ค. อัตราการเกิดลดลงและต่ำกว่าการตาย
ง. จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นรวดเร็ว

เฉลย: ค
เหตุผล: ข้อมูลระบุว่าเป็นครั้งแรกที่ “อัตราการตายสูงกว่าอัตราการเกิด” แสดงการลดลงของประชากร

 

ข้อ 2

สาเหตุสำคัญของการมีบุตรลดลงคือข้อใด
ก. การแพทย์ดีขึ้น
ข. คนแต่งงานเร็วขึ้น
ค. นโยบายเพิ่มประชากรเข้มแข็ง
ง. ค่าครองชีพและต้นทุนการเลี้ยงลูกสูง

เฉลย: ง
เหตุผล: บทความชี้ว่าค่าใช้จ่ายและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลัก

 

ข้อ 3

ผลกระทบสำคัญของโครงสร้างประชากรแบบผู้สูงอายุคือข้อใด
ก. แรงงานล้นตลาด
ข. การลงทุนเพิ่มขึ้น
ค. ขาดแคลนแรงงานวัยทำงาน
ง. เด็กเกิดมากขึ้น

เฉลย: ค
เหตุผล: สัดส่วนวัยแรงงานลดลง ส่งผลให้ขาดแคลนแรงงาน

 

ข้อ 4

สัดส่วนประชากรเด็ก (0–14 ปี) ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อเทียบอดีต
ก. เพิ่มขึ้น
ข. คงที่
ค. ลดลงมาก
ง. ไม่เปลี่ยนแปลง

เฉลย: ค
เหตุผล: ลดจากประมาณ 45.1% เหลือราว 16%

 

ข้อ 5

ข้อใดเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรงจากประชากรเกิดน้อย
ก. การส่งออกเพิ่มขึ้น
ข. กำลังซื้อในประเทศสูงขึ้น
ค. ขาดผู้เสียภาษีและแรงงานลดลง
ง. เงินเฟ้อลดลงทันที

เฉลย: ค
เหตุผล: คนวัยทำงานลดลง ส่งผลต่อภาษีและแรงงาน

 

ข้อ 6

ปัจจัยใดเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนค่านิยมการมีลูกมากที่สุด
ก. การศึกษา
ข. ความต้องการชีวิตอิสระ
ค. เทคโนโลยีการเกษตร
ง. การเพิ่มของแรงงานต่างชาติ

เฉลย: ข
เหตุผล: คนรุ่นใหม่ต้องการอิสระและไม่อยากมีภาระครอบครัว

 

ข้อ 7

แนวโน้มโครงสร้างประชากรในอนาคตคือข้อใด
ก. เด็กเพิ่มขึ้นมาก
ข. ผู้สูงอายุลดลง
ค. ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นมาก
ง. วัยแรงงานเพิ่มขึ้นเร็ว

เฉลย: ค
เหตุผล: คาดว่าผู้สูงอายุจะเพิ่มถึงกว่า 30%

 

ข้อ 8

ข้อใดเป็นแนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมที่สุด
ก. ลดจำนวนโรงเรียน
ข. ส่งเสริมการมีบุตรด้วยสวัสดิการ
ค. ลดแรงงานทั้งหมด
ง. เพิ่มการย้ายถิ่นออก

เฉลย: ข
เหตุผล: หลายประเทศใช้มาตรการสนับสนุนการมีบุตร

 

ข้อ 9

“อัตราพึ่งพิง” ในบริบทบทความหมายถึงข้อใด
ก. คนทำงานต่อเด็กเกิดใหม่
ข. ผู้สูงอายุต่อวัยแรงงาน
ค. แรงงานต่างชาติต่อคนไทย
ง. เด็กต่อโรงเรียน

เฉลย: ข
เหตุผล: ใช้วัดภาระผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งพาวัยแรงงาน

 

ข้อ 10

ข้อใดสะท้อนการบริหารเชิงนโยบายที่เหมาะสมที่สุด
ก. รอให้ประชากรเพิ่มเอง
ข. ใช้แรงงานแทนคนทั้งหมด
ค. วางแผนระยะยาวและสนับสนุนครอบครัว
ง. ลดการเกิดโดยสมบูรณ์

เฉลย: ค
เหตุผล: ปัญหาโครงสร้างประชากรต้องใช้การวางแผนเชิงระบบระยะยาว

ความเห็นของผู้ชม