สมาชิกเข้าสู่ระบบ

กทม. นำร่องควบคุมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลภายในโรงเรียน

วันนี้ (13 มีนาคม) ที่ โรงเรียนมัธยมวัดสุทธาราม เขตคลองสาน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวแคมเปญ Phone Off, Learning On กทม. โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู ซึ่งเป็นมาตรการเชิงรุกในการควบคุมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลภายในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ของนโยบายนี้ว่า แม้ปฏิเสธไม่ได้ว่าสมาร์ทโฟนได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่การใช้เวลาในโรงเรียนควรเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้และการเข้าสังคม กทม. จึงต้องการหาจุดสมดุล โดยกำหนดให้นักเรียนสามารถนำโทรศัพท์มาโรงเรียนได้ตามปกติ แต่จะต้องนำมาฝากไว้กับครูประจำชั้นในช่วงเช้าก่อนเข้าเรียน

อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ยังมีความยืดหยุ่น โดยหากมีความจำเป็นเร่งด่วน หรือครูผู้สอนประสงค์ให้ใช้สมาร์ทโฟนเพื่อค้นหาข้อมูลประกอบการเรียนในบางรายวิชา ก็สามารถอนุญาตให้ใช้งานได้ตามความเหมาะสม

ชัชชาติ เน้นย้ำว่า เป้าหมายหลักคือการลดพฤติกรรมก้มหน้ามองจอ โดยเฉพาะในช่วงพักเที่ยง เพื่อให้นักเรียนได้พูดคุยและสร้างปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในชีวิตจริง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของมนุษย์ที่สร้างความแตกต่างจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) การสื่อสารออนไลน์ไม่สามารถทดแทนการพบปะแบบเผชิญหน้าได้ ซึ่งการดำเนินนโยบายนี้ถือว่าเดินมาถูกทางและสอดคล้องกับแนวปฏิบัติในหลายประเทศทั่วโลก

สำหรับแคมเปญดังกล่าว มุ่งเน้นไปที่การสร้างสมาธิและเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ

1. การคืนสมาธิในห้องเรียน: ลดการรบกวนจากอุปกรณ์ดิจิทัลทั้งจากโซเชียลมีเดียและแอปพลิเคชันเกม ทำให้นักเรียนจดจ่อกับเนื้อหาบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น

2. การส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์: สนับสนุนให้นักเรียนเกิดการสื่อสาร แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนในชีวิตจริงมากขึ้น

3. การสร้างความปลอดภัยทางไซเบอร์: ลดความเสี่ยงและป้องกันปัญหาการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ในระหว่างเวลาเรียน

4. ความสอดคล้องกับแนวทางสากล: ตอบรับกับรายงานขององค์การสหประชาชาติ (UN) ที่สนับสนุนให้สถานศึกษาจำกัดการใช้สมาร์ทโฟน เพื่อปกป้องสิทธิและยกระดับคุณภาพการศึกษาของเยาวชน 

ทั้งนี้ มาตรการควบคุมการใช้สมาร์ทโฟนดังกล่าว ถือเป็นก้าวสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายภาพใหญ่ในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ของกรุงเทพมหานคร เพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่ดีทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาให้แก่นักเรียนในสังกัดอย่างยั่งยืน 

กทม. นำร่องฝากมือถือไว้กับครู มุ่งลดเด็กติดสมาร์ทโฟน-เพิ่มปฏิสัมพันธ์ในชีวิตจริง  

ที่มา ; fbTheStandardNews 

 

 

สรุปสาระสำคัญ

นโยบาย “Phone Off, Learning On” ของกรุงเทพมหานคร เป็นมาตรการเชิงรุกในการจัดระเบียบการใช้สมาร์ทโฟนในโรงเรียน โดยให้นักเรียนนำโทรศัพท์มาฝากไว้กับครูในช่วงเวลาเรียน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยีกับการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะทางสังคม แม้สมาร์ทโฟนจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่นโยบายนี้มุ่งให้โรงเรียนเป็นพื้นที่แห่งการมีสมาธิ การมีปฏิสัมพันธ์ และการเรียนรู้ร่วมกันในโลกจริง

มาตรการดังกล่าวมีความยืดหยุ่น โดยสามารถอนุญาตให้ใช้โทรศัพท์ได้ในกรณีจำเป็นหรือเพื่อการเรียนการสอน เป้าหมายสำคัญคือการลดพฤติกรรมเสพติดหน้าจอ เพิ่มสมาธิในห้องเรียน ส่งเสริมการสื่อสารแบบเผชิญหน้า และลดความเสี่ยงจากปัญหาไซเบอร์ เช่น การกลั่นแกล้งออนไลน์ นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางสากลที่สนับสนุนการจำกัดการใช้สมาร์ทโฟนในสถานศึกษา

นโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ ความร่วมมือของครู นักเรียน และผู้ปกครอง รวมถึงการออกแบบกิจกรรมทดแทนที่เหมาะสม

 

ข้อสอบ

ข้อ 1 นโยบาย Phone Off, Learning On มีเป้าหมายหลักข้อใด
ก. เพิ่มการใช้เทคโนโลยีในห้องเรียน
ข. ลดเวลาเรียนของนักเรียน
ค. สร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีกับการเรียนรู้
ง. ยกเลิกการใช้สมาร์ทโฟนโดยสิ้นเชิง
เฉลย: ค เหตุผล: เน้น “สมดุล” ไม่ใช่การห้ามทั้งหมด
 

 

ข้อ 2 ข้อใดสะท้อน “ความยืดหยุ่น” ของนโยบายได้ดีที่สุด
ก. ห้ามใช้มือถือทุกกรณี
ข. ใช้มือถือได้เฉพาะหลังเลิกเรียน
ค. อนุญาตใช้เมื่อครูเห็นว่าเหมาะสม
ง. ให้นักเรียนตัดสินใจเองทั้งหมด
เฉลย: ค เหตุผล: ครูสามารถอนุญาตตามบริบท
 

 

ข้อ 3 ปัญหาใดที่นโยบายนี้พยายามลดโดยตรง
ก. การขาดแคลนครู
ข. การกลั่นแกล้งออนไลน์
ค. งบประมาณการศึกษา
ง. การสอบตก
เฉลย: ข เหตุผล: ลดความเสี่ยงไซเบอร์
 

 

ข้อ 4 หากโรงเรียนดำเนินนโยบายแต่ไม่มีระบบเก็บมือถือที่ดี จะเกิดผลอย่างไร
ก. นักเรียนมีสมาธิมากขึ้น
ข. ครูมีภาระเพิ่มและเสี่ยงปัญหาทรัพย์สิน
ค. นักเรียนเรียนเก่งขึ้นทันที
ง. ไม่มีผลกระทบ
เฉลย: ข เหตุผล: การจัดการเป็นปัจจัยสำคัญ
 

 

ข้อ 5 แนวคิดใดสอดคล้องกับนโยบายมากที่สุด
ก. การเรียนรู้ผ่านหน้าจอเท่านั้น
ข. การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended)
ค. การเรียนรู้แบบแข่งขัน
ง. การเรียนรู้แบบท่องจำ
เฉลย: ข เหตุผล: ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม
 

 

ข้อ 6 หากนักเรียนแอบใช้มือถือ นโยบายจะอ่อนแอลงเพราะเหตุใด
ก. ขาดเทคโนโลยี
ข. ขาดความร่วมมือ
ค. ขาดงบประมาณ
ง. ขาดครูผู้สอน
เฉลย: ข เหตุผล: ความร่วมมือเป็นหัวใจ
 

 

ข้อ 7 ข้อใดเป็นผลลัพธ์ด้านบวกที่คาดหวัง
ก. นักเรียนใช้มือถือเก่งขึ้น
ข. นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์เพิ่มขึ้น
ค. นักเรียนเรียนออนไลน์มากขึ้น
ง. นักเรียนสอบได้คะแนนสูงขึ้นทันที
เฉลย: ข เหตุผล: เน้นทักษะสังคม
 

 

ข้อ 8 ผู้บริหารควรทำอย่างไรเพื่อให้มาตรการสำเร็จ
ก. ออกคำสั่งอย่างเดียว
ข. ลงโทษอย่างเข้มงวด
ค. สร้างความเข้าใจร่วมทุกฝ่าย
ง. ยกเลิกนโยบาย
เฉลย: ค เหตุผล: ต้องอาศัยความร่วมมือ
 

 

ข้อ 9 หากต้องออกแบบกิจกรรมทดแทน ควรเน้นสิ่งใด
ก. กิจกรรมเดี่ยว
ข. กิจกรรมใช้มือถือ
ค. กิจกรรมปฏิสัมพันธ์
ง. กิจกรรมสอบ
เฉลย: ค เหตุผล: ทดแทนการใช้มือถือด้วยสังคมจริง
 

 

ข้อ 10 นโยบายนี้สะท้อนบทบาทโรงเรียนในศตวรรษที่ 21 อย่างไร
ก. เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี
ข. เป็นพื้นที่ควบคุมพฤติกรรม
ค. เป็นพื้นที่พัฒนารอบด้าน
ง. เป็นสถานที่สอบ
เฉลย: ค
เหตุผล: มุ่งพัฒนาทั้งกาย ใจ สังคม และสติปัญญา