สมาชิกเข้าสู่ระบบ

อุดมศึกษาขุมพลังสรรค์สร้าง_SoftPower

การศึกษามีความเกี่ยวข้องกับ Soft Power อย่างไร แล้วทำไมการศึกษาถึงเป็นเครื่องมือสำคัญของการสร้าง Soft Power ให้แก่บางประเทศได้ วันนี้ Knack Box ขอเสนอมุมมองของอุดมศึกษาที่สามารถสร้างพลังอ่อนในการขับเคลื่อนประเทศ 

Soft Power คืออะไร ไฉนถึงสำคัญ 

Soft Power หรือ พลังอ่อน คำนี้ถูกบัญญัติโดย Joseph Nye แห่งมหาวิทยาลัย Havard ในปี 1990 คือ การขยายอิทธิพลทางความคิด การทำให้ผู้คนมีส่วนร่วมหรือเปลี่ยนแปลงพฤติของผู้คน โดยปราศจากการใช้อำนาจบังคับหรือให้เงิน ซึ่งแหล่งทรัพยากรพื้นฐานของ Soft Power ประกอบด้วย วัฒนธรรม (Culture) ค่านิยมทางการเมือง (Political Values) และนโยบายการต่างประเทศ (Foreign Policies) 

Soft Power บ่งบอกถึงจุดแข็งของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม เศรษฐกิจ คุณค่าทางการเมือง นโยบายการต่างประเทศ คุณภาพชีวิต คุณภาพการศึกษา และกฎหมาย รวมทั้งบทบาทของประเทศในเวทีนานาชาติ ความสามารถของประเทศในการมีอิทธิพลต่อพฤติกรรม ความชอบ รสนิยมในเวทีนานาชาติ ผ่านความสามารถในการดึงดูดความสนใจหรือการโน้มน้าวจูงใจผู้คน 

Soft Power ถูกใช้เป็นดัชนีหนึ่งในการวัดความสามารถของประเทศ

Brand Finance บริษัทให้คำปรึกษาได้จัดให้มีการสำรวจ Soft Power Index ได้กำหนดองค์ประกอบของ Soft Power หรืออักนัยหนึ่ง National Brands (ตราสัญลักษณ์ของประเทศ) ที่แบ่ง Soft Power ออกเป็น 7 เสาหลัก ได้แก่ 

Business & Trade: เศรษฐกิจ ธุรกิจ แบรนด์สินค้า มาตรการภาษี การค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน อัตราการเจิรญเติบโตของประเทศในอนาคต 

Governance: หลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน การก่ออาชญากรรม ความปลอดภัย รัฐธรรมนูญ อภิชนทางการเมือง 

International Relations: ความสัมพันธ์ทางการฑูต องค์กรนานาชาติ การแก้ปัญหาความขัดแย้ง การช่วยเหลือนานาชาติ การจัดการภูมิอากาศ 

Culture & Heritage: การท่องเที่ยว กีฬา อาหาร ศิลปะ วรรณกรรม ดนตรี ภาพยนตร์ เกม แฟชั่น 

Media & Communication: สื่อดั้งเดิม สื่อสังคมออนไลน์ การตลาด 

Education & Science: อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี

People & Values: คุณค่า คุณลักษณะ (ตัวตน) ความน่าเชื่อถือ 

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าทั้ง 7 เสาหลัก ต่างรวมกันแล้วแสดงให้เห็นถึง Soft Power ของแต่ละประเทศ ที่น่าสนใจนอกจากเรื่องของ เศรษฐกิจ มรดกทางวัฒนธรรม การสื่อสารแล้ว เรื่องของการศึกษาในระดับอุดมศึกษา การวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ประเทศใดประเทศหนึ่ง สร้าง Soft Power ที่แข็งแกร่งได้ 

ด้วยเรื่องราวที่ผมสนใจก็จะเห็นเป็นเรื่องของ “Education & Science” ที่ใช้วัด Soft Power ของประเทศ ผ่าน “อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี” ที่สามารถช่วยสร้าง Soft Power ได้ เพราะหากลงลึกในรายละเอียดของการวัด Soft Power Index นั้น ล้วนมีเรื่องของการศึกษาและวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องอยู่ด้วย

จากผลสำรวจบุคคลต่างๆว่า 75,000 คนจาก จาก 102 ประเทศ พบว่า Soft Power นั้นประเทศที่มีความโดดเด่นในเรื่องของระบบการศึกษาที่เข้มแข็ง 3 อันดับแรก ในปี 2021 คือ แคนาดา อังกฤษ และสวีเดน โดยทั้งสามประเทศก็ถือว่าเป็นจุดหมาย (Destination) หลักในการเข้าศึกษาต่อต่างประเทศและขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา 

ประเทศเยอรมนี (Germany) ใช้การศึกษาขับเคลื่อน Soft Power

เยอรมนี นอกจากจะเป็นประเทศที่ได้รับคะแนน Soft Power Index สูงที่สุดของโลกในปี 2021 ยังเป็นประเทศที่โดดเด่นด้านวิทยาศาสตร์และการศึกษาที่ในอันดับต้นๆของโลก โดยสามารถเชื่อมโยงการศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน เช่น ระบบอาชีวศึกษา (Vocational Education) เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจอุตสาหกรรมโดยใช้ระบบการฝึกงาน (Apprenticeship) ส่งผลให้การศึกษาถูกเชื่อมโยงเชิงลึก ใช้โจทย์จากอุตสาหกรรมในการสร้างคนอันเป็นจุดแข็งของประเทศในการพัฒนาคน 

อีกหนึ่งหลักฐานที่น่าสนใจเกี่ยวกับเยอรมนีที่แสดงให้เห็นว่าระบบอุดมศึกษามีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ ซึ่งในรายงาน “Entrepreneurship Zeitgeist 2030” ของ McKinsey & Company เปิดเผยว่า ในอนาคต 2030 ประเทศเยอรมนีจะกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศผ่านการยกระดับ Startup Ecosystem ในการสร้างกองทัพผู้ประกอบการนวัตกรรมรุ่นใหม่ชั้นนำของโลก เพราะมหาวิทยาลัยเป็นส่วนสำคัญในการสร้างงานวิจัยที่สามารถขยายตัวออกสู่ธุรกิจได้ 

นอกจากนี้ยังเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นเรื่องการถ่ายโอนเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ และการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยในรูปแบบมหาวิทยาลัยแห่งการประกอบการ (Entrepreneurial University) ที่โดดเด่น เช่น Technical University of Munich (TUM) เป็นต้น 

ประเทศเกาหลีใต้ (South Korea) ใช้ Soft Power ขับเคลื่อนการศึกษา

เกาหลีเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศทั่วโลกว่าเป็นผู้ที่ใช้ Soft Power ในการสร้างชาติอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น วัฒนธรรม ศิลปะ อาหาร ดนตรี และภาพยนต์ สิ่งเหล่านี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ประเทศส่งออกสู่สายตาและตรึงใจคนทั่วโลก 

อีกทั้ง Soft Power เหล่านี้ของเกาหลีใต้ ยังมีอิทธิพลสำคัญต่อภาคการศึกษาทุกระดับด้วยเช่นกัน ดูจากสถิตินักศึกษาต่างชาติในมหาวิทยาลัยเกาหลีใต้ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องประมาณ 10% ต่อปี ตั้งแต่ในปี 2015 (ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาเกาหลี) โดยในปี 2019 ที่ก่อนการระบาดของ Covid-19 มีนักศึกษาต่างชาติจำนวนกว่า 160,000 คนในมหาวิทยาลัยเกาหลี จำนวนนี้ 62% เรียนอยู่ในระดับปริญญา 

ปัจจัยสำคัญที่นักศึกษาต่างชาติเลือกศึกษาต่อที่ประเทศเกาหลีใต้นั้น มาจากที่มหาวิทยาลัยดำเนินการรับสมัครเชิงรุก (Proactive) เนื่องจากอัตราการเกิดของวัยเด็กที่ลดลง ความกดดันทางการเงินของประเทศที่รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนเปลี่ยนไป แต่ในมุมกลับกันนักศึกษาต่างชาติถือเป็นกลุ่มผู้เรียนที่ยังมีกำลังจ่าย

Soft Power ของประเทศเกาหลีใต้โดดเด่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รู้จักกันดีในชื่อเล่นที่เรียกว่า “Korea Wave” หรือ “Hallyu” ประกอบด้วย ภาษา อาหาร เสื้อผ้า สถาปัตยกรรม K-Dramas K-Pop Music K-Sports K-Beauty ซึ่งคนไทยเองก็ได้รับอิทธิพลและชื่นชอบใน Soft Power เหล่านี้เช่นกัน จึงกล่าวได้ว่า Korea Wave อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถดึงดูดให้ผู้คนสนใจที่จะศึกษาต่อที่ประเทศเกาหลีใต้ 

สถาบัน King Sejong Institute (KSI) เป็นตัวอย่างของสถาบันการศึกษาที่ใช้อิทธิพลของ Soft Power เป็นแก่นสำคัญในการดำเนินพันธกิจในการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านภาษาและวัฒนธรรมเกาหลีที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาล ปัจจุบันให้บริการโปรแกรมการเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมและภาษาเกาหลีหลายรูปแบบ พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมเกาหลีแบบออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วโลกได้เข้าถึง การพัฒนาครูผู้สอนภาษาเกาหลี ซึ่งปัจจุบัน KSI มีสาขาทั้งสิ้น 234 แห่งใน 82 ประเทศทั่วโลก 

เพราะฉะนั้น ถือได้ว่า Soft Power เป็นเครื่องมือสำคัญของการกระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาสังคม และผลักดันการพัฒนาชาติ ตัวอย่างจากทั้งสองประเทศ แสดงให้เห็นว่า อุดมศึกษามีความสัมพันธ์กับ Soft Power ทั้งในมิติของอุปสงค์ (Demand) ที่ Soft Power สามารถดึงดูดให้ผู้คนสนใจศึกษาต่อหรือย้ายเข้ามาทำวิจัยในประเทศ เช่นเกาหลีใต้ และมิติของอุปทาน (Supply) ที่การศึกษาของประเทศที่เข้มแข็งและมีคุณภาพสูงกลายเป็น Soft Power ที่มีอิทธิพลต่อผู้ที่สนใจศึกษาต่อและช่วยดึงดูดโอกาสใหม่ๆทางการศึกษาแก่ประเทศไม่ว่าจะเป็นคนเก่ง (Talent) และนวัตกรรม (Innovation) 

อย่างไรก็ตามประเทศที่ประสบความสำเร็จในการสร้าง Soft Power นั้น จำเป็นอย่างยิ่งต้องอาศัยความร่วมมือที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล (Government) อุตสาหกรรม (Industry) สังคม (Society) และมหาวิทยาลัย (University) ในรูปแบบสี่ประสานที่เรียกว่า Quadruple Helix นั่นเอง! 

Credit:

https://bit.ly/3EsiaSI

https://mck.co/3vYcyg3

https://bit.ly/3CzJ3DG 

https://bit.ly/2Zx0K8i

สรุปสาระสำคัญ 

Soft Power หรือ “พลังอ่อน” คืออำนาจในการโน้มน้าวหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนโดยไม่ใช้การบังคับหรือเงินตรา แนวคิดนี้เสนอโดย Joseph Nye โดยมีฐานทรัพยากรสำคัญ ได้แก่ วัฒนธรรม ค่านิยมทางการเมือง และนโยบายต่างประเทศ ปัจจุบัน Soft Power ถูกใช้เป็นดัชนีสะท้อนศักยภาพของประเทศผ่านองค์ประกอบสำคัญ 7 ด้าน เช่น เศรษฐกิจ การกำกับดูแล ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วัฒนธรรม สื่อ การศึกษา วิทยาศาสตร์ และคุณค่าของประชาชน

ในมิติเชิงการศึกษา โดยเฉพาะอุดมศึกษาและวิทยาศาสตร์ ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง Soft Power เพราะช่วยพัฒนาคน งานวิจัย และนวัตกรรม ประเทศที่มีระบบการศึกษาดี เช่น แคนาดา อังกฤษ และสวีเดน สามารถดึงดูดนักศึกษาต่างชาติได้สูง

กรณีศึกษาของเยอรมนีแสดงให้เห็นการเชื่อมโยงการศึกษากับอุตสาหกรรมผ่านระบบอาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัยเชิงประกอบการ ส่งเสริมสตาร์ทอัพและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ขณะที่เกาหลีใต้ใช้ Soft Power ด้านวัฒนธรรม (K-Wave) ควบคู่กับการศึกษาเพื่อดึงดูดนักศึกษาต่างชาติผ่านนโยบายเชิงรุกและสถาบันภาษา เช่น King Sejong Institute

ดังนั้น Soft Power เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐ อุตสาหกรรม สังคม และมหาวิทยาลัย (Quadruple Helix)

ข้อสอบ

ข้อ 1

Soft Power ตามแนวคิดของ Joseph Nye หมายถึงข้อใด
ก. การใช้อำนาจทางทหารเพื่อควบคุมประเทศอื่น
ข. การใช้อิทธิพลผ่านการบังคับทางเศรษฐกิจ
ค. การโน้มน้าวโดยไม่ใช้การบังคับหรือเงิน
ง. การแข่งขันด้านทรัพยากรธรรมชาติ

เฉลย: ค
เหตุผล: Soft Power คือการจูงใจและโน้มน้าวโดยไม่ใช้กำลังหรือเงิน

ข้อ 2

ข้อใด “ไม่ใช่” แหล่งทรัพยากรพื้นฐานของ Soft Power
ก. วัฒนธรรม
ข. ค่านิยมทางการเมือง
ค. นโยบายต่างประเทศ
ง. กำลังทหาร

เฉลย: ง
เหตุผล: Soft Power ไม่อาศัยกำลังทหารซึ่งเป็น Hard Power

ข้อ 3

องค์ประกอบ “Education & Science” ใน Soft Power Index สะท้อนด้านใดมากที่สุด
ก. การผลิตสินค้าอุตสาหกรรม
ข. อุดมศึกษาและนวัตกรรม
ค. การท่องเที่ยว
ง. การเมืองระหว่างประเทศ

เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นมหาวิทยาลัย วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี

ข้อ 4

ประเทศใดมีระบบการศึกษาที่ถูกจัดว่าโดดเด่นด้าน Soft Power ในบทความ
ก. ไทย บราซิล เม็กซิโก
ข. แคนาดา อังกฤษ สวีเดน
ค. จีน อินเดีย รัสเซีย
ง. เวียดนาม ลาว กัมพูชา

เฉลย: ข
เหตุผล: เป็น 3 ประเทศที่มีระบบอุดมศึกษาดึงดูดนักศึกษาต่างชาติสูง

ข้อ 5

จุดแข็งของเยอรมนีที่เกี่ยวกับ Soft Power ด้านการศึกษาคือข้อใด
ก. การเน้นวัฒนธรรมบันเทิง
ข. ระบบอาชีวศึกษาที่เชื่อมอุตสาหกรรม
ค. การเน้นการท่องเที่ยว
ง. การผลิตสื่อบันเทิง

เฉลย: ข
เหตุผล: ระบบ apprenticeship เชื่อมโยงการเรียนกับอุตสาหกรรม

ข้อ 6

แนวคิด “Entrepreneurial University” ของเยอรมนีเน้นเรื่องใด
ก. การผลิตแรงงานทั่วไป
ข. การลดจำนวนงานวิจัย
ค. การสร้างงานวิจัยเชิงธุรกิจและสตาร์ทอัพ
ง. การลดความร่วมมือกับภาคเอกชน

เฉลย: ค
เหตุผล: มุ่งสร้างนวัตกรรมและธุรกิจจากมหาวิทยาลัย

ข้อ 7

Soft Power ของเกาหลีใต้ที่เรียกว่า “Hallyu” คืออะไร
ก. ระบบเศรษฐกิจพิเศษ
ข. คลื่นวัฒนธรรมเกาหลี
ค. นโยบายการศึกษาใหม่
ง. ระบบการเมือง

เฉลย: ข
เหตุผล: K-Pop, K-Drama และวัฒนธรรมเกาหลีแพร่ทั่วโลก

ข้อ 8

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักศึกษาต่างชาติเพิ่มขึ้นในเกาหลีใต้คือข้อใด
ก. ค่าครองชีพต่ำมาก
ข. นโยบายรับสมัครเชิงรุกของมหาวิทยาลัย
ค. การบังคับเรียนภาษาอังกฤษ
ง. การลดคุณภาพการศึกษา

เฉลย: ข
เหตุผล: มหาวิทยาลัยปรับกลยุทธ์รับนักศึกษาต่างชาติ

ข้อ 9

King Sejong Institute มีบทบาทสำคัญด้านใด
ก. การผลิตอาวุธ
ข. การส่งออกสินค้า
ค. การเผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรมเกาหลี
ง. การบริหารเศรษฐกิจโลก

เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นสถาบันส่งเสริมภาษาเกาหลีทั่วโลก

ข้อ 10

แนวคิด “Quadruple Helix” ในบทความหมายถึงความร่วมมือใด
ก. รัฐ เอกชน ประชาชน สื่อ
ข. รัฐ อุตสาหกรรม สังคม มหาวิทยาลัย
ค. ทหาร ตำรวจ ศาล รัฐสภา
ง. โรงเรียน ครู นักเรียน ผู้ปกครอง

เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นความร่วมมือ 4 ภาคส่วนเพื่อพัฒนานวัตกรรมและ Soft Power

ความเห็นของผู้ชม