
“SLC (School as Learning Community)” หรือ โรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ แนวคิดจาก ศ.มานาบุ ซาโต และคณะฝึกหัดครูในมหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งนำมาใช้ทางการศึกษาของประเทศญี่ปุ่นมากว่า 20 ปี และมีการนำมาใช้ในโรงเรียนไทย เพื่อให้เกิดการปฏิรูปโรงเรียน โดยเริ่มจากการพัฒนาครู เพราะคุณภาพของเด็ก เป็นผลสะท้อนจากคุณภาพของครู
ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงาน EDUCA Online Festival 2021 งานเทศกาลมหกรรมการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู ครั้งที่ 14 ในหัวข้อ SLC Forum | สร้างโรงเรียนแห่งความหวังด้วย SLC ว่า คณะครุศาสตร์ ทำงานร่วมกับโรงเรียนวัดหัวลำโพงและ โรงเรียนพุทธจักรวิทยา ในการนำแนวคิด SLC มาประยุกต์ใช้เป็นเวลาเกือบ 4 ปี ซึ่งการทำงานโดยใช้แนวคิด SLC จะเป็นพัฒนาครู เน้นการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมพลังตามสภาพจริง และติดตามสัมผัสรับรู้ได้
“หลักการทำงานแนวคิด SLC จะอยู่บนโจทย์ให้ห้องเรียนเป็นพื้นที่พัฒนาการเรียนรู้ เป็นพื้นที่เปิด ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เคารพการอยู่ร่วมกัน รับฟังเสียงของทุกคน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและไม่ทอดทิ้งใครให้อยู่ลำพังในชั้นเรียน ทุกคนต้องได้รับการยอมรับ ซึ่งเชื่อว่าเด็กทุกคนมีความเก่ง มีสิทธิพัฒนาตามศักยภาพของตนเอง โดยครูต้องเข้าใจว่าเด็กทุกคนแตกต่าง มุ่งสู่ความเป็นเลิศที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันแต่จำเป็นต้องมองให้ไกล เพื่อพัฒนาศักยภาพแห่งการเรียนรู้ทั้งครูและผู้เรียน” ผศ. อรรถพล กล่าว
“SLC” จะพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนทุกคนผ่านกระบวนการพัฒนาครูโดยใช้ชั้นเรียนและโรงเรียนเป็นฐาน เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงระดับบุคคล สู่การเรียนรู้ร่วมกันของคุณครู PLC และสร้างวัฒนธรรมใหม่ การเรียนรู้ร่วมกันของทุกคน ซึ่งจะเป็นการสร้างมิติให้ห้องเรียนไม่โดดเดี่ยว กระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้ของครูสู่การเรียนรู้ของเด็ก ๆ และส่งเสริมการสร้างเครือข่ายของครูให้เข้มแข็ง ตั้งแต่ระดับชั้นเรียน โรงเรียน และหน่วยงานภายนอก ทำให้เด็กฟังครู และครูฟังเด็ก
“การเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ ครูให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการเรียนรู้และ ความเป็นอยู่ที่ดีของนักเรียนเป็นรายบุคคล วัฒนธรรมการเรียนรู้ของครูและนักเรียนผ่านการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมพลัง และความเป็นเพื่อนร่วมงานของครูที่สนับสนุนเกื้อกูลกันผ่านวง PLC ในโรงเรียน และกระบวนการ LS ที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ มีระบบ Buddy System ที่ทำให้ครูไม่โดดเดี่ยว เกิดการเปลี่ยนผ่านส่งต่อการทำงานของผู้บริหาร ครู และการเชื่อมโยงกับชุมชนทางการศึกษาภายนอก” ผศ.ดร.อรรถพล กล่าว
ตลอด 4 ปี คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ได้เข้าไปร่วมงานกับโรงเรียนทั้ง 2 แห่ง ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมาย โดยเฉพาะครู และผู้บริหารโรงเรียน นายธีรวัฒน์ เลื่อนฤทธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพุทธจักรวิทยา กล่าวว่าการขับเคลื่อนโรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ตามแนวคิด SLC ทำให้เห็นถึงความร่วมมือกันของครูทุกคนในการดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึงและรายบุคคล ที่สำคัญทำให้เห็นศักยภาพเด็ก และการเรียนรู้ของเด็กที่ดีขึ้น ส่วนฝ่ายบริหารทำให้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ่งมากขึ้นถึงความต้องการของครู และช่วยเด็กแก้ปัญหาให้บรรลุการเรียนการสอนได้ เป็นการทำงานเป็นทีม
“ผอ.จะเข้าใจครู สภาพการพัฒนาเด็กในชั้นเรียนมากขึ้น ซึ่งครูจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะเมื่อผู้บริหาร เพื่อนครูเข้าไปในชั้นเรียนจะเป็นเสมือนการเสริมพลัง ช่วยกันแก้ปัญหา และจัดการเรียนการสอนให้ตรงกับความต้องการของผู้เรียน ขณะเดียวกันชุมชนเกิดความร่วมมือร่วมพลังในการพัฒนาผู้เรียนร่วมด้วย ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจน คือ เด็กมีความสุข ทำให้ห้องเรียนกลายเป็นห้องเรียนแห่งความอบอุ่น มีการแก้ปัญหาตรงจุด และทุกฝ่ายช่วยกันสร้างโรงเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้” นายธีรวัฒน์ กล่าว
นายพงศกร อดุลพิทยาภร และนายพลเทพ ดำรงตระกูลกิจ ครูโรงเรียนพุทธจักรวิทยา ช่วยกันเล่าว่าการเปลี่ยนแปลงของครูที่เห็นชัด คือ ส่งเสริมให้นักเรียนกล้าแสดงออก มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีการใช้คำถามกระตุ้นการคิด เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฎิบัติด้วยตนเอง ภายใต้บรรยากาศในชั้นเรียนที่มีฐานความคิดว่าห้องเรียนเป็นพื้นที่ของเด็ก มีความปลอดภัย จะเห็นได้ว่านักเรียนได้เคลื่อนไหว ลงมือปฎิบัติ มีความสุข และการที่ครูรู้จักเด็กเป็นรายบุคคล ทำให้ครูได้ออกแบบการเรียนรู้แบ่งหน้าที่ชัดเจนตามความสามารถของผู้เรียน จัดกลุ่มแบบหลายรูปแบบ
รวมถึงโรงเรียนได้จัดทำแผนซึ่งเน้นการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ จัดการเรียนรู้ Active learning วิเคราะห์ตามความถนัดของนักเรียนเป็นรายบุคคล การใช้กิจกรรมกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน คุณครูพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพราะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ในกลุ่มของครู และสะท้อนคิดโดยผู้อำนวยการโรงเรียน รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญคณาจารย์จากคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ
น.ส.อารีวรรณ เพชรเลิศ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดหัวลำโพง กล่าวว่าโรงเรียนได้ขับเคลื่อนการพัฒนาการเรียนการสอนตามแนวคิด SLC อย่างเปิดใจ เข้าใจ ยอมรับ และปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนจากโรงเรียนแบบเดิมครูเป็นผู้สอน ครูเป็นผู้ให้และนักเรียนเป็นผู้รับสู่โรงเรียนที่ทุกคนสามารถเรียนรู้ร่วมกันตลอดเวลา ซึ่งภาพสำเร็จที่จากการนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กสูงขึ้น นักเรียนอ่านเขียนคล่อง มีระเบียบวินัย ครูพัฒนาการจัดการเรียนการสอนโดยนำสื่อเทคโนโลยีมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และนักเรียนสามารถแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเองจากแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่
“ครูมีพลังในตัวเอง มีความตื่นตัว สนใจและใส่ใจในการสอนมุ่งไปที่ผู้เรียนมากขึ้น มีความละเอียดในการออกแบบการจัดการเรียนการสอน และมีความหลากหลายในการนำเทคนิคการเรียนรู้ที่แปลกใหม่ เหมาะสมกับผู้เรียนมาใช้ ครูจะพูดน้อยลงและฟังเด็กมากขึ้น ส่วนเด็กพวกเขามีความสุขในการเรียน กล้าทำกิจกรรม กล้าพูด กล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็น และยอมรับฟังเพื่อนในกลุ่ม ลดช่องว่างระหว่างครูกับเด็ก และผอ.เองก็มีการปรับตัวทำให้เป็นครูสอนเด็ก ครูอยู่กับครูไม่ใช่ผู้บริหาร” น.ส.อารีวรรณกล่าว
ตบท้ายด้วย นางวลีนุช จันมา และน.ส.จิรัสยา สัตตัง ครูโรงเรียนวัดหัวลำโพง เล่าเสริมว่าบรรยากาศในโรงเรียน ชั้นเรียนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กลายเป็นบรรยากาศเชิงบวกที่ครูทำงานร่วมกันมากขึ้น มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน รวมถึงผู้บริหารที่เข้ามามีส่วนร่วม ครูจะกล้านำเสนอแผนการเรียนการสอนของตนเอง และเมื่อครูได้สื่อสารกับมากขึ้น ทำให้การพัฒนาครูสู่การพัฒนาผู้เรียนไปในทิศทางเดียวกัน ออกแบบการเรียนรู้ร่วมกัน
“ผู้เรียนและครูเกิดสังคมแห่งการช่วยเหลือและแบ่งปัน เด็กเกิดการเรียนรู้จากการลงมือปฎิบัติจริง เด็กทุกคนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม ทุกคนได้เรียนรู้เท่าเทียมกัน ทำให้บรรยากาศในชั้นเรียนมีความสุข ครูและเด็กเรียนรู้ไปด้วยกัน ซึ่งถือเป็นแนวคิดในการพัฒนาครูสู่การพัฒนาผู้เรียน เมื่อเด็กมีศักยภาพมากขึ้น ผู้ปกครอง ชุมชนก็เข้ามาร่วมส่งเสริมทำให้โรงเรียนกลายเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง” นางวลีนุช กล่าว
การปฏิรูปการศึกษา ตามแนวทางโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ (SLC)
โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ประมาณ 300 โรง ที่ใช้แนวทางของ SLC - School as Learning Community และมีการขยายเครือข่ายไปสู่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ อาทิ เกาหลีใต้ จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ไทย อินเดีย เม็กซิโก จนเกิดเป็นเครือข่ายนานาชาติในนาม The International Network for School as Learning Community แล้ว SLC คืออะไร
SLC ไม่ใช่สูตรสำเร็จ SLC จะต้องมี 3 องค์ประกอบกันดังนี้
1. วิสัยทัศน์ (vision)
วิสัยทัศน์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการปฏิรูปการศึกษา เราจะพัฒนาโรงเรียนและห้องเรียนให้เป็นแบบใด จะจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการใด หากไม่กำหนดวิสัยทัศน์เอาไว้ให้ชัดเจนจะเปล่าประโยชน์ แล้วผู้สอนเองก็ต้องรับบทหนัก มีความยากลำบากในการสอนมากขึ้น วิสัยทัศน์ของ โรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ (SLC) สำหรับเด็กๆ คือโรงเรียนที่ช่วยสนับสนุนให้พวกเขาได้เรียนรู้อย่างมีคุณภาพ และสำหรับครู โรงเรียนคือที่ที่ครูได้เรียนรู้จากชั้นเรียนของตนเองและเพื่อนครูด้วยกันจนเป็นผู้เชี่ยวชาญในงานการศึกษา สำหรับผู้ปกครองและคนในชุมชนท้องถิ่น โรงเรียน คือ ที่ตนได้มีส่วนร่วมและให้ความร่วมมือในการปฏิรูปโรงเรียน
วิสัยทัศน์ของโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ จะช่วยสนับสนุนให้ เด็กทุกคนได้รับสิทธิในการเรียนรู้ และเข้าถึงคุณภาพการเรียนรู้ที่สูงขึ้น ตามแนวทางของการปกครองในระบอบสังคมประชาธิปไตย (Social Democracy)
2. ปรัชญา (Philosophy) ของ SLC มี 3 ประการ คือ
ปรัชญาว่าด้วยความเป็นสาธารณะ (Public Philosophy) ห้องเรียนและโรงเรียนคือพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันของทุกคน ไม่มีใครเป็นเจ้าของเพียงลำพัง การเรียนรู้เป็นไปเพื่อประโยชน์ร่วมกัน เปิดกว้างในการมีส่วนรวม
ปรัชญาว่าด้วยประชาธิปไตย (Democracy Philosophy) การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเคารพ เข้าอกเข้าใจ รับฟังเสียงทุกเสียงจากทุกคน ทุกคนต้องได้รับการยอมรับ เพื่อจะทำให้ระบอบประชาธิปไตยในโรงเรียนและห้องเรียนเกิดขึ้นได้ระหว่างเด็กกับเด็ก เด็กกับครู ครูกับครู ต้องสร้าง “ความสัมพันธ์ในการรับฟังซึ่งกันและกัน” (Listening Relationship)
ปรัชญาว่าด้วยความเป็นเลิศ (Excellence Philosophy) ความเป็นเลิศ ไม่ได้หมายถึงความยอดเยี่ยมจากการเปรียบเทียบกับคนอื่น เด็กทุกคนมีความแตกต่าง และมีสิทธิที่จะพัฒนาเต็มที่ตามศักยภาพของเขา ความเป็นเลิศจึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่จำเป็นต้องมองให้ไกล เพื่อพัฒนาศักยภาพแห่งการเรียนรู้ให้ยอดเยี่ยมที่สุดของทั้งครูและผู้เรียนเอง
3. ระบบกิจกรรม (Active System)
ระบบกิจกรรมของ SLC ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อนำทฤษฎีไปปฏิบัติจริง และช่วยฝึกฝนครูและนักเรียน ให้มีปรัชญาทั้ง 3 (ปรัชญาสำหรับส่วนรวมและความเป็นสาธารณะ ปรัชญาของระบอบประชาธิปไตย และปรัชญาของความเป็นเลิศ) อย่างเป็นธรรมชาติ มีโครงสร้างทั้งหมด 3 ส่วน
3.1 การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมพลังในห้องเรียน (Collaborative Learning) คือแก่นของการเรียนรู้ เกิดขึ้นจากการร่วมมือและการสื่อสารแบบพูดจาปฏิสัมพันธ์ ช่วยกระตุ้นและบังคับให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้มากกว่าการเรียนรูปแบบอื่นๆ ช่วยฟื้นฟูความสามารถทางการเรียนของเด็กเรียนช้าได้ สำหรับนักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียนที่สูงอยู่แล้วยิ่งสูงเพิ่มขึ้น โดยมีการออกแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือรวมพลังในห้องเรียน ครูเพียงสนับสนุนให้เด็กๆ เรียนรู้ซึ่งกันและกันแบบกลุ่มเล็กๆ ที่มีจำนวนไม่เกิน 4 คน สร้างการเรียนรู้แบบก้าวกระโดด ผ่าน Sharing Task และ Jumping Task
ข้อควรระวัง การพูดคุยกัน กับ การเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ในห้องเรียนเราใช้เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกิดการเรียนรู้เพื่อแยกความต่าง
3.2 การสร้างความเป็นเพื่อนร่วมงาน (Collegiality) และชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ (Professional Learning Community) การสร้างโรงเรียนที่ทำให้ครูทุกคนเติบโตขึ้นได้ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งการเติบโตของครูจะมี 2 ด้าน คือ การเติบโตในฐานะช่างฝีมือ (Craftsmanship) คือ การได้รับเทคนิค และสไตล์ ผ่านการลอกเลียนแบบ และการเติบโตในฐานะผู้เชี่ยวชาญ (Professional Development) คือการบูรณาการทฤษฎีกับการปฏิบัติจริง ผ่านกรณีศึกษา ในการวิจัยในชั้นเรียน หรือการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน ชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ จะสนับสนุนงานวิจัยของครูแต่ละคนให้มีคุณภาพที่สูงขึ้น
ครูทุกคนจะต้องมีการนำเสนอชั้นเรียนแก่เพื่อนร่วมงาน ผ่านการเปิดห้องเรียน (Open Classroom) เพื่อเปิดชั้นเรียนให้คุณครู เพื่อนร่วมงาน หรือคนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของเด็ก ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชั้นเรียนและ สังเกตการชั้นเรียนของเขา เป็นการสร้างความสัมพันธ์แบบเรียนรู้ซึ่งกันและกันกับเพื่อนร่วมงานภายในโรงเรียน
การเปิดห้องเรียน (Open Classroom)
ครูผู้เปิดห้องเรียน ได้พัฒนาทักษะเรียนรู้ในเชิงความคิด ความรู้สึก อย่างต่อเนื่อง เรียนรู้ในการใช้ชีวิตและความอ่อนไหวกับความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น เพื่อที่จะรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับความรู้สึกของตนเองและผู้อื่นด้วย
ครูผู้สังเกตห้องเรียน ได้ฝึกการคิดอย่างลึกซึ้งจากคำตอบหรือว่าแบบฝึกหัดของนักเรียน ผ่านการสังเกต การเปิดชั้นเรียนทำให้ครูได้สังเกตข้อเท็จจริงจากการเรียนรู้ของเด็กในห้องเรียน ที่ไม่ใช่ “การให้คำปรึกษา” และ “การประเมิน” การสอน แต่เป็นการสะท้อน (Reflection) การเรียนรู้ของเด็กเป็นหลัก วิจารณ์เชิงสร้างสรรค์
3.3 การเข้าร่วมเรียนรู้เพื่อการปฏิรูปของผู้ปกครองและคนในชุมชนท้องถิ่น เงื่อนไขที่จำเป็น ต้องสร้างความสัมพันธ์ในการเรียนรู้ซึ่งกันและกันกับผู้ปกครอง จนโรงเรียนกับผู้ปกครองมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน หากไม่ผลักดันการปฏิรูปโรงเรียนไปพร้อมกับการสร้างความสัมพันธ์ในความร่วมมือกับคณะกรรมการการศึกษาในพื้นที่ จะทำให้ยากต่อการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าโรงเรียนจะทำการปฏิรูปจากภายใน แต่ถ้าไม่มีการสนับสนุนจากภายนอกแล้ว การปฏิรูปอย่างต่อเนื่องก็ไม่สามารถเป็นไปได้
การทำให้ระบบกิจกรรมทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ต้องเตรียมสิ่งหนึ่งเอาไว้ นั่นคือ การสื่อสารแบบปฏิสัมพันธ์ (Interactive Communication) โดยการสร้างความสัมพันธ์ที่รับฟังซึ่งกันและกัน ทั้งในห้องเรียน ห้องพักครู รวมถึงระหว่างโรงเรียนกับท้องถิ่น เมื่อมีความสัมพันธ์ที่รับฟังซึ่งกันและกัน จะทำให้การสื่อสารแบบปฏิสัมพันธ์เกิดขึ้น ครูและเด็กเกิดการเรียนรู้ การรับฟังเสียงของผู้อื่น เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ และเป็นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย
อ้างอิง
- หนังสือเพื่อครู “การปฎิรูปโรงเรียน แนวความคิด “ชุมชนแห่งการเรียนรู้” กับการนำทฤษฎีมาปฏิบัติจริง ซาโต มานาบุ
- บรรยายสาธารณะ เรื่อง เรียนรู้ร่วมกันตามแนวทางโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ (SLC) : ปรัชญาความเป็นสาธารณะ ประชาธิปไตย และความเป็นเลิศในการจัดการศึกษา โดย Prof.Manabu Sato, Ph D. วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562
- บรรยายสาธารณะ เรื่อง “Promoting School as Learning Community (SLC) in School” โดย โดย Eisuke Saito, Ph D. วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2562
- บทความจากเพจ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ครุฯ จุฬาฯ โดย ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โรงเรียนแนวคิด SLC ตั้งเป้าสร้างคุณภาพและโอกาสที่เท่าเทียมแก่นักเรียนทุกคน
หากเอ่ยถึงแนวคิด SLC (School as Learning Community) หรือ โรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ ถือว่าเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ของประเทศไทย แต่ไม่ใช่เรื่องใหม่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิค เพราะปัจจุบันแนวคิดนี้ ได้ขยายเครือข่ายจากจุดเริ่มต้นในประเทศญี่ปุ่นไปสู่ เกาหลีใต้ จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม เม็กซิโก และไทย รวมถึงเกิดเป็นเครือข่ายนานาชาติภายใต้ชื่อ “The International Network for School as Learning Community” โดย SLC เป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ ปรัชญา และระบบกิจกรรมที่เด็ก ครู ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนสามารถเรียนรู้จากกันและกันได้ตลอดเวลา เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับสิทธิในการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม
อ.มาซาอากิ ซาโต อดีตครูใหญ่โรงเรียนประถมฮิโรมิ และโรงเรียนมัธยมต้นกักคุโย เมืองฟูจิ จังหวัด ชิสุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน SLC กล่าวว่า หลักการสำคัญของแนวคิด SLC คือทำให้ผู้เรียนได้รับการเรียนรู้อย่างดีที่สุดผ่านปรัชญาทางการศึกษา 3 ด้าน คือ
1) Public Philosophy ปรัชญาว่าด้วยส่วนรวมและความเป็นสาธารณะ ห้องเรียนและโรงเรียนคือพื้นที่ในการเรียนรู้ของทุกคน โดยไม่มีใครเป็นเจ้าของ เพียงฝ่ายเดียว
2) Democracy Philosophy ปรัชญาว่าด้วยประชาธิปไตย เป็นการใช้ชีวิตอยู่กับผู้อื่นอย่างเคารพ รับฟังเสียงของทุกคน และไม่ทอดทิ้งใครให้อยู่เพียงลำพังในห้องเรียน
3) Excellence Philosophy ปรัชญาว่าด้วยความเป็นเลิศ เพราะเด็กทุกคนมีความแตกต่างกันกัน ดังนั้น พวกเขามีสิทธิพัฒนาศักยภาพเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นเลิศตามแนวทางของตัวเอง
“การจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดนี้จะดำเนินการอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้แล้วนำไปสอนจริงในห้องเรียน พร้อมทั้งเปิดห้องเรียนให้เพื่อนครู ผู้อำนวยการ ได้เข้ามาสังเกตการณ์ด้วยการบันทึกผ่านเอกสารหรือวิดีโอ หลังจากนั้น ครูผู้สอนและผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์จะมาพูดคุยกันเพื่อสะท้อนกลับถึงวิธีการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนว่าเป็นอย่างไรเมื่อครูจัดการเรียนการสอนในคาบดังกล่าว โดยครูนำข้อเสนอแนะที่ได้ไปปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะกับการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งครูต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดูแลนักเรียนอย่างทั่วถึง ไม่ละเลยนักเรียนคนใดให้อยู่เพียงลำพัง หรือไม่มีส่วนร่วมกับการเรียนรู้ในชั้นเรียน”
ทั้งนี้ ในประเทศไทยมีโรงเรียนหลายแห่งที่เริ่มนำแนวคิด SLC เข้าไปใช้ ผ่านการขับเคลื่อนของ บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงาน “มหกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู (EDUCA)” ที่ทำงานร่วมกับกลุ่มผู้อำนวยการผู้นำ (Thailand Principal Forum) โดยหนึ่งในโรงเรียนที่เห็นผลลัพธ์แล้วคือ โรงเรียน วัดใหม่กระทุ่มล้ม ที่อยู่ในเขตหนองจอก จังหวัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็กมีครู 10 คน และนักเรียน 143 คน จำนวนนี้มีเด็กเรียนร่วม หรือนักเรียนที่เรียนช้า และสมาธิสั้น 17 คน อย่างไรก็ตาม โรงเรียนสามารถจัดการเรียนรู้แบบ SLC ได้เป็นอย่างดี และเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับครูและนักเรียนอย่างชัดเจน
อ.เพียงจิต สีดาสมุทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดใหม่กระทุ่มล้ม ให้ข้อมูลว่า เดิมการสอนของครูเป็นแบบทางเดียว ไม่ใช่การสื่อสารสองทาง ทำให้นักเรียนไม่มีส่วนร่วมกับการเรียนการสอนเท่าที่ควร แต่เมื่อนำแนวคิด SLC มาใช้นั้น ครูทุกคนได้ปรับวิธีการสอนใหม่ทั้งหมด โดยเน้นการทำกิจกรรมที่ให้นักเรียนทุกคนได้มีส่วนร่วมกับการเรียนรู้ ส่งผลให้บรรยากาศการเรียนในห้องเรียนดีขึ้น และอัตราการขาดเรียนของนักเรียนลดลง ขณะเดียวกัน ได้กำหนดให้การเปิดห้องเรียนเป็นกิจกรรมสะท้อนคิดภายในโรงเรียน เพื่อให้ครูทุกคนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการสอนระหว่างเพื่อนครูด้วยกัน
นอกจากนั้น ผู้ปกครองและชุมชนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนอย่างใกล้ชิดผ่านการเข้ามาร่วมสังเกตการณ์สอนในชั้นเรียน โดยได้เห็นว่ากระบวนการสอนและการดูแลเด็กของครูเป็นอย่างไร แล้วสะท้อนมุมมองให้ครูฟังผ่านการประชุมกลุ่มว่าเขาเห็นลูกหลานเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และต้องการให้ครูเพิ่มเติมวิธีการสอนในด้านใดบ้าง
“โรงเรียนของเราใช้แนวคิด SLC ในการพัฒนาโรงเรียนมาแล้ว 1 ปีการศึกษา และดำเนินการต่อเนื่องในปีนี้ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคือ ครูใส่ใจและมีความละเอียดในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้มากขึ้น มีความพลิกแพลงหรือคิดค้นสื่อการสอนที่หลากหลาย ให้ความสำคัญกับการให้นักเรียนมีส่วนร่วมชั้นเรียน ส่งผลให้สามารถพัฒนานักเรียนเป็นไปตามจุดประสงค์การเรียนรู้ ขณะที่นักเรียนก็สนุกกับการเรียน ชอบทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ กล้าพูด กล้าแสดงออก และช่วยเหลือเพื่อนที่เรียนตามไม่ทัน ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเราวางนโยบายให้เป็นโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ เมื่อหลายฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมก็ส่งผลให้การเรียนรู้ของเด็กดีขึ้น”
ขณะที่ ดร.นิภาพร กุลสมบูรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา บริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปิโกให้ความสำคัญและดำเนินงานเรื่องโรงเรียนแนวคิด SLC มาอย่างต่อเนื่อง เพราะเล็งเห็นว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยปฏิรูปการศึกษาไทยได้ โดยที่ผ่านมาปิโกได้จัดงาน SLC Symposium รวมถึงแปลและตีพิมพ์หนังสือด้าน SLC หลายเล่ม เช่น หนังสือเรียนรู้จากข้อเท็จจริงของเด็กและห้องเรียน: การปฏิรูปโรงเรียนด้วยชุมชนแห่งการเรียนรู้และการไตร่ตรอง และหนังสือการปฏิรูปโรงเรียน แนวความคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ กับการนำทฤษฎีมาปฏิบัติจริง ตลอดจนยังเคยนำเรื่อง SLC มาเป็นแนวคิดหลักในการจัดงาน EDUCA อีกด้วย
“ในส่วนของโรงเรียนวัดใหม่กระทุ่มล้มเป็นตัวอย่างที่ดีของโรงเรียนที่สามารถจัดการเรียนรู้แบบ SLC ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้โรงเรียนแห่งนี้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นแหล่งศึกษาดูงาน (School Visit) ของนักการศึกษาจากทั่วโลกที่เข้าร่วมการประชุมนานาชาติ SLC ซึ่งจะเกิดขึ้นภายใต้งาน EDUCA 2019 ในเดือนตุลาคมนี้”
ดอกไม้บานที่ฟูจิมิ กิ่งก้านที่ฟูมฟักเริ่มเห็นยอดอ่อน การปฏิรูปโรงเรียน โดยใช้แนวทางของ School as Learning Community - SLC (โรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้)
วิสัยทัศน์ที่โรงเรียนวางไว้ คือ นักเรียนจะต้องเรียนรู้ด้วยกัน ดูแลเอาใจใส่ผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอ และเป็นคนที่มีความแข็งแกร่งทางด้านจิตใจและร่างกาย โดยมีครูใหญ่ (คุณอาซานูมะ เคนอิจิ; Mr. Asanuma Kenichi) เป็นครูใหญ่ที่ขยันขันแข็งในการทำงาน และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดทุกๆ สิ่งที่จะนำโรงเรียนแห่งนี้เข้าสู่การทำ SLC ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา
Quality of Learning and Smiling ทำ Mission ให้ Possible
ที่โรงเรียนฟูจิมิ พันธกิจของโรงเรียน คือ "Quality of Learning and Smiling" การสนับสนุนให้เด็กๆ ทุกคนเรียนรู้ได้อย่างมีความสุข รวมทั้งคุณครูด้วย แล้ว Mission จะ Possible ได้ โรงเรียนต้องมีการจัดการศึกษา และการบริหารจัดการ โดยยึด 3 เรื่องสำคัญ คือ
- ในแต่ละบทเรียน เด็กๆ จะต้องรู้สึกปลอดภัยในการเรียนรู้ เด็กๆ สามารถพูดได้ว่าฉันเข้าใจและไม่เข้าใจตรงไหน และสามารถถามหรือขอความช่วยเหลือจากเพื่อนหรือครูได้ตลอดเวลา
- บทเรียนนั้นจะต้องเป็นบทเรียนที่ให้ความใส่ใจและถูกออกแบบมาตอบสนองการเรียนรู้ที่แตกต่างกันของเด็กๆ โดยคุณครูเป็นผู้ที่คอยสำรวจและสนับสนุนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น
- คุณภาพและความเสมอภาคในการเรียนรู้ (Quality and Equity of Learning)
เป้าหมายที่โรงเรียนวางไว้จะสำเร็จ ถ้า...
ครูใหญ่อาซานูมะสรุปไว้ว่ามีอยู่ 3 เรื่องสำคัญก็คือ
1. ความสัมพันธ์ที่ดี จะต้องจัดการเรื่องความสัมพันธ์ในโรงเรียน ทั้งนักเรียนกับนักเรียน นักเรียนกับครู ครูกับครูใหญ่ นักเรียน ครู ครูใหญ่ และผู้ปกครอง ให้มีความสัมพันธ์ที่ดี
2. เข้าใจความแตกต่าง พร้อมรับมือปัญหา จะต้องจัดการเรียนการสอนที่เน้นความแตกต่าง และจะต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งสร้างผู้เรียนให้มี Self-directed learning คือ การเรียนรู้ที่จะกำกับตนเอง
3. Jumping Task งานที่ท้าทายและมีความหมาย คุณครูจะต้องออกแบบให้มี Jumping Task คืองานที่ท้าทายและมีความหมาย ในการเรียนรู้ ซึ่งผู้เรียนจะต้องช่วยกันหาคำตอบให้ได้ โดยการใช้การสนทนา (dialogue) ร่วมกัน เพื่อให้ได้คำตอบนั้นมา โรงเรียนมุ่งสู่เป้าหมายที่ทุกคนตั้งใจไว้ คนที่สำคัญที่จะช่วยให้โรงเรียนเป็นไปตามวิสัยทัศน์และปรัชญาที่ตั้งไว้ก็คือ นักเรียน คุณครู และผู้ปกครองทุกคน
พลังของ SLC สร้างการเปลี่ยนแปลงที่มั่นคง เพื่อความยั่งยืนของโรงเรียน
ผลของการนำแนวคิด SLC มาใช้ในโรงเรียน ทั้งปรัชญา วิสัยทัศน์ และ ระบบกิจกรรม (activity system) โดยเข้าใจอย่างลึกซึ้งและดำเนินการกว่า 4 ปี ผลที่โรงเรียนฟูจิมิพบมีดังนี้
1. ทั้งคุณครูและนักเรียน เรียนรู้ได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น โดยไม่เน้นการแข่งขัน
2. ระดับความรุนแรงในโรงเรียนลดลง และนักเรียนมีความสุขในการเรียนมากยิ่งขึ้น
3. นักเรียนมีความมั่นใจในการเรียนรู้และมีความกล้าแสดงออกต่อผู้อื่น รู้สึกปลอดภัย
4. นักเรียนต่างชาติที่มาเข้าร่วมเรียนก็ได้รับการสนับสนุนและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
5. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้สูงขึ้น แม้จะเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ขณะนี้โรงเรียนสามารถพัฒนาขึ้นมาให้อยู่ในระดับค่าเฉลี่ยกลางของประเทศได้ และมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
โดยทุกคนในโรงเรียน ไม่เพียงเฉพาะครูใหญ่ คุณครู นักเรียน และผู้ปกครอง ต่างสะท้อนมาในการตอบแบบสอบถามว่า โรงเรียนจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีการนี้ ทำให้เด็กๆ มีความสุขในการเรียนรู้ และคุณครูมีความสุขในการจัดการเรียนการสอนมากยิ่งขึ้น ทั้งคุณครูและนักเรียนตระหนักว่าตนเองมีสิ่งที่ดีๆ อยู่ในตนเอง และสามารถพัฒนาได้ทุกวัน
จากบันทึกการเยี่ยมชมโรงเรียนฟูจิมิ ประเทศญี่ปุ่น โดยทีม EDUCA และอาจารย์จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันที่ 6 ธันวาคม 2561
ที่มา ; EDUCA