
ในเมื่อ "งานราชการ" เป็นงานที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีการส่งต่อกันเป็นทอด ๆ จนบรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการจัดให้มี "ระบบราชการ" เพื่อประชาชนและประเทศชาติ ผมจึงเห็นด้วยที่กระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งที่ สพฐ.11/2564 ลงวันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2564 เรื่อง การบูรณาการด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะแสดงให้เห็นว่า กระทรวงศึกษาธิการเห็นความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องมีการบูรณาการด้านการจัดการศึกษา โดยเฉพาะการบูรณาการงานด้านการศึกษาในระดับภูมิภาค เนื่องจากการจัดการศึกษาของชาติเป็นงานที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็น "งานสร้างและพัฒนาคน" เพื่อให้คนไทยมีความรู้ ความสามารถและมีคุณภาพ เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะได้ออกไปช่วยกันสร้างชาติ เพื่อให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้า มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และที่สำคัญยิ่งคือ การทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก โลกปัจจุบันเป็นโลกที่ีมีการแข่งขันสูง เป็นโลกที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในยุคของ Digital disrupt และ Covid-19 ดังนั้น การจัดการศึกษาของประเทศจึงต้องสามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศให้ได้
การที่กระทรวงศึกษาธิการออกคำสั่งให้ "คนในกระทรวงศึกษาธิการ" จำนวนถึง 77 คนลงไป "บูรณาการด้านการศึกษา" ในระดับจังหวัด จึงเท่ากับว่า
1.กระทรวงศึกษาธิการคงจะมองเห็นแล้วว่า ปัจจุบันงานด้านการจัดการศึกษาในระดับจังหวัด ยังมีลักษณะการแยกส่วนกันทำ ยังไม่มีการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆของกระทรวงฯ ที่ีไปตั้งประจำอยู่ในแต่ละจังหวัดเท่าที่ควร จึงทำให้การจัดการศึกษาในปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ จึงจำเป็นที่จะต้องให้ "คนในกระทรวงฯ" ลงไปทำหน้าที่บูรณาการ เพื่อแก้ไขปัญหาความด้อยประสิทธิภาพที่ีเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน
2.กระทรวงศึกษาธิการยังคงมีความเชื่อว่า "การบูรณาการด้านการศึกษา" เป็นงานหรือหน้าที่เฉพาะของกระทรวงศึกษาธิการ จึงต้องใช้ "คนในกระทรวงฯ" ลงไปบูรณาการให้เกิดการทำงานร่วมกัน แต่กระทรวงศึกษาธิการคงจะลืมไปว่า "การบูรณาการ" นั้นไม่ใช่ "การสั่งการ" คนที่กระทรวงฯใช้ให้ไปทำงานในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ผมคิดว่า คงจะทำได้เพียงแค่ลงไปสั่งการ ให้หน่วยงานในสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไมกระทรวงฯจึงไม่ใช้หน่วยงานของกระทรวงฯที่มีอยู่แล้วในแต่ละจังหวัด ให้ผลักดันนโยบายของกระทรวงฯให้บรรลุเป้าหมาย
อย่าลืมว่า หัวใจของการบูรณาการคือ การคิดร่วมกัน ทำร่วมกัน และที่สำคัญยิ่งคือ ต้องมีเป้าหมายร่วมกัน เป็นเป้าหมายเพื่อประชาชนและประเทศชาติ ไม่ใช่เป้าหมายเฉพาะของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือของผู้บริหารองค์กรใดองค์กรหนึ่งเท่านั้น ถ้าผู้บริหารองค์กรทุกหน่วยทุกระดับมุ่งไปสู่เป้าหมายใหญ่คือ ประชาชนและประเทศชาติ การบูรณาการก็สำเร็จได้ง่ายขึ้น
เมื่อปี พ.ศ.2559 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 10/2559 และ 11/2559 ลงวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2559 เรื่อง "การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค" และต่อมาได้มีคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 19/2560 ลงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2560 ให้กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งหน่วยงานขึ้น เพื่อรองรับการบูรณาการทำงานด้านการบริหารจัดการศึกษาในส่วนภูมิภาคของกระทรวงฯ หน่วยงานดังกล่าวได้แก่
1.สำนักงานศึกษาธิการภาค
2.สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
3.คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.)
โดยเฉพาะคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) มีองค์ประกอบที่สำคัญ คือมี
1.ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน
2.ศึกษาธิการภาค เป็นรองประธาน
3.ผู้แทนส่วนราชการในสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการทั้ง 5 แท่ง เป็นกรรมการ
4.ผู้แทนผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรภาคเอกชน องค์กรวิชาชีพและผู้แทนภาคประชาชน เป็นกรรมการ
5.ศึกษาธิการจังหวัด เป็นกรรมการและเลขานุการ
ในคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 19/2560 ลงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2560 ข้อ 8 (2) ได้กำหนดให้ กศจ.มีอำนาจหน้าที่ในการ "กำหนดยุทธศาสตร์ แนวทางการจัดการศึกษา และส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาทุกระดับและทุกประเภท.."
โดยนัยของคำสั่งหัวหน้าคสช.ดังกล่าว ผมคิดว่า กระทรวงศึกษาธิการมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ สามารถทำงานด้าน "การบูรณาการศึกษา" ในแต่ละจังหวัดได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องส่ง "คนในกระทรวงฯ" ถึง 77 คนลงไปทำงาน ตามคำสั่งของกระทรวงฯ ที่ีสพฐ.11/2564 ลงวันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2564 แต่อย่างใด
นอกจากนี้ ผมยังเห็นว่าการที่กระทรวงศึกษาธิการส่ง "คนในกระทรวงฯ" ถึง 77 คน ลงไปทำงานในพื้นที่จังหวัดต่างๆทั่วประเทศ จะทำให้รัฐบาลสูญเสียเงินงบประมาณรายจ่ายประจำ เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าเครื่องบิน ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าเบี้ยเลี้ยง ฯลฯ อีกเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญยังจะไปสร้างภาระให้แก่หน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่ ที่จะต้องมาเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการต้อนรับ เสียเวลาทำงาน อีกทั้งยังจะไปเพิ่มภาระงานในการจัดการประชุม การจัดทำรายงาน การจัดการต้อนรับให้กับผู้บริหารและครูที่อยู่ในพื้นที่อีกด้วย ผมเคยได้ยินผู้บริหารสถานศึกษาและครูบ่นกันว่า ภาระงานของครูที่ีไม่เกี่ยวกับการเรียน การสอนในปัจจุบันมีอยู่อย่างมากมาย ทำให้ไม่มีเวลาเตรียมจัดการเรียนการสอนเท่าที่ควร
ผมจึงเห็นด้วยกับชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย ที่ได้ประชุมและมีมติขอให้กระทรวงศึกษาธิการยกเลิกคำสั่งที่ สพฐ.11/2564 ลงวันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2564 และกลับไปทบทวนว่า ควรจะให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กสจ.) เป็นผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการในการ "บูรณาการด้านการศึกษา" ในพื้นที่แต่ละจังหวัดจะดีกว่าหรือไม่?
บทบาทของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด
ในเมื่อกระทรวงศึกษาธิการมีหน่วยงานที่สามารถขับเคลื่อนงาน "บูรณาการด้านการศึกษา" ของกระทรวงฯ ทั้งในระดับภาคและระดับจังหวัดอยู่แล้ว ถ้ากระทรวงฯต้องการให้งานด้านการจัดการศึกษาในภูมิภาคมีการบูรณาการกันมากขึ้น เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงฯ ผมคิดว่า กระทรวงฯก็แค่ออกคำสั่งเป็นนโยบายไปยังหน่วยงานในภูมิภาคดังกล่าว โดยเฉพาะ "คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.)" ให้ดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงฯ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องส่งคนถึง 77 คนลงไปในพื้นที่ทุกจังหวัดให้เกิดความวุ่นวายแต่อย่างใด ซึ่งผมเชื่อว่า คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.) มีศักยภาพเพียงพอที่จะ "บูรณาการ" งานด้านการบริหารจัดการศึกษาในระดับจังหวัด ให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงฯได้มากขึ้นอย่างแน่นอน เหตุผลคือ
1.คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีศึกษาธิการภาคเป็นรองประธาน และมีศึกษาธิการจังหวัดเป็นกรรมการและเลขานุการ ถ้าให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 3 คนดังกล่าว ช่วยกันผลักดันนโยบายของกระทรวงฯเชื่อว่าจะสำเร็จโดยง่าย โดยเฉพาะ "ผู้ว่าราชการจังหวัด" ผมเชื่อว่ามีศักยภาพเพียงพอ ที่จะช่วยขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญของรัฐบาลให้บรรลุเป้าหมาย เพียงแต่ให้กระทรวงศึกษาธิการบอกไปให้ชัดเจนว่า จะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำอะไรบ้าง ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถประสานงานกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาสังคมในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดมีเงิน "งบประมาณพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการ" อยู่ในมือจำนวนหนึ่ง สามารถที่จะนำมาใช้สนับสนุนงานนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้ด้วย และยิ่งเป็นงานด้านการศึกษาด้วยแล้ว ผมเชื่อว่าผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดพร้อมที่ีจะให้การสนับสนุนอย่างแน่นอน
ถ้าจะให้ดีก่อนที่ีจะมีการดำเนินการตามนโยบาย กระทรวงศึกษาธิการควรเชิญผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมด้วยศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด และพ่วงด้วยผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการทุกเขต มาประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้ทุกคนทราบแนวทางหรือนโยบายที่ีกระทรวงศึกษาธิการต้องการ ให้เกิดการบูรณาการด้านการศึกษาในระดับจังหวัด ว่ามีเรื่องใดบ้างและมีแนวทางดำเนินการอย่างไร จึงจะทำให้นโยบายของกระทรวงฯบรรลุเป้าหมาย เสร็จแล้วก็มอบหมายภารกิจนั้นให้ผู้บริหารระดับสูงทั้ง 4 คนดังกล่าว กลับไปดำเนินงานในพื้นที่ร่วมกัน เช่นนี้ผมเชื่อว่าจะทำให้งานของกระทรวงศึกษาธิการบรรลุเป้าหมายอย่างแน่นอน และน่าจะเกิดประโยชน์มากกว่า
2.คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.) ในแต่ละจังหวัด เป็นองค์กรที่มีองค์ประกอบของคณะบุคคลที่ีหลากหลายในจังหวัด ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเป็นกรรมการ ถือว่าเป็นองค์กรที่เป็นตัวแทนของภาคประชาคมสังคมในจังหวัดนั้นๆอย่างแท้จริง ถ้ากระทรวงศึกษาธิการมอบนโยบายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมด้วยศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัดและผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการชัดเจนแล้ว ว่าจะให้ไปบูรณาการทำงานด้านการศึกษาในพื้นที่ในเรื่องใดและอย่างไรบ้าง เสร็จแล้วก็มอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูงของจังหวัดและกระทรวงศึกษาธิการทั้ง 4 คนนั้น กลับไปสุมหัวช่วยกันคิดและวางแผนการบูรณาการทำงาน ร่วมกับคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.)ในแต่ละจังหวัด ว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการบรรลุเป้าหมาย ผมเชื่อว่า วิธีนี้จะประสบความสำเร็จมากกว่าการใช้คนๆเดียวลงไปทำงานหรือสั่งการในพื้นที่แต่ละจังหวัด ซึ่งเป็นวิธีการบริหารจัดการแบบเก่าๆที่ีล้าสมัย และเชื่อว่าไม่มีทางประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน อย่าลืมว่า "การบูรณาการ" นั้นจะสัมฤทธิ์ผลเป็นรูปธรรมได้ ต้องเกิดจาก "การคิดและทำร่วมกัน" จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จนเกิดเป็นความเห็นพ้องต้องกัน ทุกฝ่ายจึงจะร่วมมือกันอย่างจริงจัง
3.ในระยะเวลาที่ผ่านมา ได้เกิดแนวความคิดในเรื่อง "จังหวัดจัดการตนเอง" และ "สภาการศึกษาจังหวัด" ขึ้นในหลายจังหวัด แนวคิดดังกล่าวเกิดจากความต้องการมีส่วนร่วมของประชาชนในจังหวัดนั้นๆ ในการตัดสินใจกำหนดทิศทางในการพัฒนาและการบริหารจัดการภายในจังหวัดในด้านต่างๆ ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ศิลปะวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ เพราะประชาชนในจังหวัดนั้นๆเริ่มรู้สึกแล้วว่า "การบริหารจัดการในระดับจังหวัด" ที่ีเกิดจากการสั่งการของหน่วยงานบริหารราชการส่วนกลางในระยะที่ผ่านมา ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้เท่าที่ควร ดังนั้น ถ้ากระทรวงศึกษาธิการจะหันไปใช้ "คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.)" เป็นองค์กรในการบูรณาการงานด้านการจัดการศึกษาในจังหวัดแล้ว ผมเชื่อว่า จะทำให้การจัดการศึกษาในจังหวัดนั้นมีประสิทธิภาพ และตรงกับความต้องการของประชาชนมากขึ้น เหตุผลเพราะ การจัดการศึกษาในแต่ละพื้นที่นั้น ควรที่จะเป็นการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับ "บริบท" ในแต่ละพื้นที่ด้วย ไม่ใช่การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนให้เหมือนกันทั้งประเทศ ดังที่กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการอยู่ในเวลานี้
สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
28 มกราคม 2564