สมาชิกเข้าสู่ระบบ

บูรณาการในระบบราชการไทย ; งานบูรณาการด้านการศึกษา

            ในเมื่อ "งานราชการ" เป็นงานที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีการส่งต่อกันเป็นทอด ๆ จนบรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการจัดให้มี "ระบบราชการ" เพื่อประชาชนและประเทศชาติ ผมจึงเห็นด้วยที่กระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งที่ สพฐ.11/2564 ลงวันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2564 เรื่อง การบูรณาการด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะแสดงให้เห็นว่า กระทรวงศึกษาธิการเห็นความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องมีการบูรณาการด้านการจัดการศึกษา โดยเฉพาะการบูรณาการงานด้านการศึกษาในระดับภูมิภาค เนื่องจากการจัดการศึกษาของชาติเป็นงานที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็น "งานสร้างและพัฒนาคน" เพื่อให้คนไทยมีความรู้ ความสามารถและมีคุณภาพ เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะได้ออกไปช่วยกันสร้างชาติ เพื่อให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้า มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และที่สำคัญยิ่งคือ การทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก โลกปัจจุบันเป็นโลกที่ีมีการแข่งขันสูง เป็นโลกที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในยุคของ Digital disrupt และ Covid-19 ดังนั้น การจัดการศึกษาของประเทศจึงต้องสามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศให้ได้

           การที่กระทรวงศึกษาธิการออกคำสั่งให้ "คนในกระทรวงศึกษาธิการ" จำนวนถึง 77 คนลงไป "บูรณาการด้านการศึกษา" ในระดับจังหวัด จึงเท่ากับว่า
           1.กระทรวงศึกษาธิการคงจะมองเห็นแล้วว่า ปัจจุบันงานด้านการจัดการศึกษาในระดับจังหวัด ยังมีลักษณะการแยกส่วนกันทำ ยังไม่มีการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆของกระทรวงฯ ที่ีไปตั้งประจำอยู่ในแต่ละจังหวัดเท่าที่ควร จึงทำให้การจัดการศึกษาในปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ จึงจำเป็นที่จะต้องให้ "คนในกระทรวงฯ" ลงไปทำหน้าที่บูรณาการ เพื่อแก้ไขปัญหาความด้อยประสิทธิภาพที่ีเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน
           2.กระทรวงศึกษาธิการยังคงมีความเชื่อว่า "การบูรณาการด้านการศึกษา" เป็นงานหรือหน้าที่เฉพาะของกระทรวงศึกษาธิการ จึงต้องใช้ "คนในกระทรวงฯ" ลงไปบูรณาการให้เกิดการทำงานร่วมกัน แต่กระทรวงศึกษาธิการคงจะลืมไปว่า "การบูรณาการ" นั้นไม่ใช่ "การสั่งการ" คนที่กระทรวงฯใช้ให้ไปทำงานในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ผมคิดว่า คงจะทำได้เพียงแค่ลงไปสั่งการ ให้หน่วยงานในสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไมกระทรวงฯจึงไม่ใช้หน่วยงานของกระทรวงฯที่มีอยู่แล้วในแต่ละจังหวัด ให้ผลักดันนโยบายของกระทรวงฯให้บรรลุเป้าหมาย
           อย่าลืมว่า หัวใจของการบูรณาการคือ การคิดร่วมกัน ทำร่วมกัน และที่สำคัญยิ่งคือ ต้องมีเป้าหมายร่วมกัน เป็นเป้าหมายเพื่อประชาชนและประเทศชาติ ไม่ใช่เป้าหมายเฉพาะของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หรือของผู้บริหารองค์กรใดองค์กรหนึ่งเท่านั้น ถ้าผู้บริหารองค์กรทุกหน่วยทุกระดับมุ่งไปสู่เป้าหมายใหญ่คือ ประชาชนและประเทศชาติ การบูรณาการก็สำเร็จได้ง่ายขึ้น


           เมื่อปี พ.ศ.2559 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 10/2559 และ 11/2559 ลงวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2559 เรื่อง "การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค" และต่อมาได้มีคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 19/2560 ลงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2560 ให้กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งหน่วยงานขึ้น เพื่อรองรับการบูรณาการทำงานด้านการบริหารจัดการศึกษาในส่วนภูมิภาคของกระทรวงฯ หน่วยงานดังกล่าวได้แก่
           1.สำนักงานศึกษาธิการภาค
           2.สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
           3.คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.)
           โดยเฉพาะคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) มีองค์ประกอบที่สำคัญ คือมี
           1.ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน
           2.ศึกษาธิการภาค เป็นรองประธาน
           3.ผู้แทนส่วนราชการในสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการทั้ง 5 แท่ง เป็นกรรมการ
           4.ผู้แทนผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรภาคเอกชน องค์กรวิชาชีพและผู้แทนภาคประชาชน เป็นกรรมการ
           5.ศึกษาธิการจังหวัด เป็นกรรมการและเลขานุการ
           ในคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 19/2560 ลงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2560 ข้อ 8 (2) ได้กำหนดให้ กศจ.มีอำนาจหน้าที่ในการ "กำหนดยุทธศาสตร์ แนวทางการจัดการศึกษา และส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาทุกระดับและทุกประเภท.."
           โดยนัยของคำสั่งหัวหน้าคสช.ดังกล่าว ผมคิดว่า กระทรวงศึกษาธิการมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ สามารถทำงานด้าน "การบูรณาการศึกษา" ในแต่ละจังหวัดได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องส่ง "คนในกระทรวงฯ" ถึง 77 คนลงไปทำงาน ตามคำสั่งของกระทรวงฯ ที่ีสพฐ.11/2564 ลงวันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2564 แต่อย่างใด
           นอกจากนี้ ผมยังเห็นว่าการที่กระทรวงศึกษาธิการส่ง "คนในกระทรวงฯ" ถึง 77 คน ลงไปทำงานในพื้นที่จังหวัดต่างๆทั่วประเทศ จะทำให้รัฐบาลสูญเสียเงินงบประมาณรายจ่ายประจำ เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าเครื่องบิน ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าเบี้ยเลี้ยง ฯลฯ อีกเป็นจำนวนมาก และที่สำคัญยังจะไปสร้างภาระให้แก่หน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่ ที่จะต้องมาเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการต้อนรับ เสียเวลาทำงาน อีกทั้งยังจะไปเพิ่มภาระงานในการจัดการประชุม การจัดทำรายงาน การจัดการต้อนรับให้กับผู้บริหารและครูที่อยู่ในพื้นที่อีกด้วย ผมเคยได้ยินผู้บริหารสถานศึกษาและครูบ่นกันว่า ภาระงานของครูที่ีไม่เกี่ยวกับการเรียน การสอนในปัจจุบันมีอยู่อย่างมากมาย ทำให้ไม่มีเวลาเตรียมจัดการเรียนการสอนเท่าที่ควร
           ผมจึงเห็นด้วยกับชมรมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย ที่ได้ประชุมและมีมติขอให้กระทรวงศึกษาธิการยกเลิกคำสั่งที่ สพฐ.11/2564 ลงวันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2564 และกลับไปทบทวนว่า ควรจะให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กสจ.) เป็นผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการในการ "บูรณาการด้านการศึกษา" ในพื้นที่แต่ละจังหวัดจะดีกว่าหรือไม่?

บทบาทของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด
          ในเมื่อกระทรวงศึกษาธิการมีหน่วยงานที่สามารถขับเคลื่อนงาน "บูรณาการด้านการศึกษา" ของกระทรวงฯ ทั้งในระดับภาคและระดับจังหวัดอยู่แล้ว ถ้ากระทรวงฯต้องการให้งานด้านการจัดการศึกษาในภูมิภาคมีการบูรณาการกันมากขึ้น เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงฯ ผมคิดว่า กระทรวงฯก็แค่ออกคำสั่งเป็นนโยบายไปยังหน่วยงานในภูมิภาคดังกล่าว โดยเฉพาะ "คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.)" ให้ดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงฯ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องส่งคนถึง 77 คนลงไปในพื้นที่ทุกจังหวัดให้เกิดความวุ่นวายแต่อย่างใด ซึ่งผมเชื่อว่า คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.) มีศักยภาพเพียงพอที่จะ "บูรณาการ" งานด้านการบริหารจัดการศึกษาในระดับจังหวัด ให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงฯได้มากขึ้นอย่างแน่นอน เหตุผลคือ
          1.คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีศึกษาธิการภาคเป็นรองประธาน และมีศึกษาธิการจังหวัดเป็นกรรมการและเลขานุการ ถ้าให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 3 คนดังกล่าว ช่วยกันผลักดันนโยบายของกระทรวงฯเชื่อว่าจะสำเร็จโดยง่าย โดยเฉพาะ "ผู้ว่าราชการจังหวัด" ผมเชื่อว่ามีศักยภาพเพียงพอ ที่จะช่วยขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญของรัฐบาลให้บรรลุเป้าหมาย เพียงแต่ให้กระทรวงศึกษาธิการบอกไปให้ชัดเจนว่า จะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำอะไรบ้าง ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถประสานงานกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาสังคมในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญคือ ผู้ว่าราชการจังหวัดมีเงิน "งบประมาณพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการ" อยู่ในมือจำนวนหนึ่ง สามารถที่จะนำมาใช้สนับสนุนงานนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้ด้วย และยิ่งเป็นงานด้านการศึกษาด้วยแล้ว ผมเชื่อว่าผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดพร้อมที่ีจะให้การสนับสนุนอย่างแน่นอน
          ถ้าจะให้ดีก่อนที่ีจะมีการดำเนินการตามนโยบาย กระทรวงศึกษาธิการควรเชิญผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมด้วยศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด และพ่วงด้วยผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการทุกเขต มาประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้ทุกคนทราบแนวทางหรือนโยบายที่ีกระทรวงศึกษาธิการต้องการ ให้เกิดการบูรณาการด้านการศึกษาในระดับจังหวัด ว่ามีเรื่องใดบ้างและมีแนวทางดำเนินการอย่างไร จึงจะทำให้นโยบายของกระทรวงฯบรรลุเป้าหมาย เสร็จแล้วก็มอบหมายภารกิจนั้นให้ผู้บริหารระดับสูงทั้ง 4 คนดังกล่าว กลับไปดำเนินงานในพื้นที่ร่วมกัน เช่นนี้ผมเชื่อว่าจะทำให้งานของกระทรวงศึกษาธิการบรรลุเป้าหมายอย่างแน่นอน และน่าจะเกิดประโยชน์มากกว่า
          2.คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.) ในแต่ละจังหวัด เป็นองค์กรที่มีองค์ประกอบของคณะบุคคลที่ีหลากหลายในจังหวัด ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเป็นกรรมการ ถือว่าเป็นองค์กรที่เป็นตัวแทนของภาคประชาคมสังคมในจังหวัดนั้นๆอย่างแท้จริง ถ้ากระทรวงศึกษาธิการมอบนโยบายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมด้วยศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัดและผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการชัดเจนแล้ว ว่าจะให้ไปบูรณาการทำงานด้านการศึกษาในพื้นที่ในเรื่องใดและอย่างไรบ้าง เสร็จแล้วก็มอบหมายให้ผู้บริหารระดับสูงของจังหวัดและกระทรวงศึกษาธิการทั้ง 4 คนนั้น กลับไปสุมหัวช่วยกันคิดและวางแผนการบูรณาการทำงาน ร่วมกับคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.)ในแต่ละจังหวัด ว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการบรรลุเป้าหมาย ผมเชื่อว่า วิธีนี้จะประสบความสำเร็จมากกว่าการใช้คนๆเดียวลงไปทำงานหรือสั่งการในพื้นที่แต่ละจังหวัด ซึ่งเป็นวิธีการบริหารจัดการแบบเก่าๆที่ีล้าสมัย และเชื่อว่าไม่มีทางประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน อย่าลืมว่า "การบูรณาการ" นั้นจะสัมฤทธิ์ผลเป็นรูปธรรมได้ ต้องเกิดจาก "การคิดและทำร่วมกัน" จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จนเกิดเป็นความเห็นพ้องต้องกัน ทุกฝ่ายจึงจะร่วมมือกันอย่างจริงจัง
          3.ในระยะเวลาที่ผ่านมา ได้เกิดแนวความคิดในเรื่อง "จังหวัดจัดการตนเอง" และ "สภาการศึกษาจังหวัด" ขึ้นในหลายจังหวัด แนวคิดดังกล่าวเกิดจากความต้องการมีส่วนร่วมของประชาชนในจังหวัดนั้นๆ ในการตัดสินใจกำหนดทิศทางในการพัฒนาและการบริหารจัดการภายในจังหวัดในด้านต่างๆ ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ศิลปะวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ เพราะประชาชนในจังหวัดนั้นๆเริ่มรู้สึกแล้วว่า "การบริหารจัดการในระดับจังหวัด" ที่ีเกิดจากการสั่งการของหน่วยงานบริหารราชการส่วนกลางในระยะที่ผ่านมา ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้เท่าที่ควร ดังนั้น ถ้ากระทรวงศึกษาธิการจะหันไปใช้ "คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.)" เป็นองค์กรในการบูรณาการงานด้านการจัดการศึกษาในจังหวัดแล้ว ผมเชื่อว่า จะทำให้การจัดการศึกษาในจังหวัดนั้นมีประสิทธิภาพ และตรงกับความต้องการของประชาชนมากขึ้น เหตุผลเพราะ การจัดการศึกษาในแต่ละพื้นที่นั้น ควรที่จะเป็นการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับ "บริบท" ในแต่ละพื้นที่ด้วย ไม่ใช่การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนให้เหมือนกันทั้งประเทศ ดังที่กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการอยู่ในเวลานี้

           สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
             28 มกราคม 2564

 

สรุปสาระสำคัญ 

บทความนี้สนับสนุนแนวคิดการบูรณาการการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการตามคำสั่ง สพฐ.11/2564 โดยมองว่าการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาคนและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในยุค Digital Disruption และโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนวิจารณ์การส่งบุคลากรส่วนกลาง 77 คนลงพื้นที่จังหวัดว่าอาจซ้ำซ้อน สิ้นเปลืองงบประมาณ และเพิ่มภาระงานแก่หน่วยงานและครู สะท้อนว่าการบูรณาการไม่ใช่การสั่งการจากส่วนกลาง แต่ต้องเกิดจากการคิดและทำร่วมกันภายใต้เป้าหมายประเทศ

บทความระบุว่าประเทศมีโครงสร้างรองรับอยู่แล้วตามคำสั่ง คสช. ได้แก่ สำนักงานศึกษาธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และมีอำนาจกำหนดยุทธศาสตร์และขับเคลื่อนการศึกษาในพื้นที่ จึงสามารถเป็นกลไกหลักของการบูรณาการได้

ผู้เขียนเสนอให้ใช้กลไก กศจ. และผู้นำจังหวัดร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ โดยสื่อสารนโยบายให้ชัดเจนและจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ แทนการส่งบุคลากรส่วนกลางจำนวนมาก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อนและงบประมาณ พร้อมส่งเสริมการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วม เพื่อให้การศึกษาสอดคล้องบริบทพื้นที่และตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

แนวคิดหลักของบทความนี้ตรงกับข้อใดมากที่สุด
ก. สนับสนุนการรวมศูนย์อำนาจด้านการศึกษา
ข. สนับสนุนการใช้กลไกส่วนกลางควบคุมพื้นที่
ค. สนับสนุนการลดบทบาทพื้นที่ในการศึกษา
ง. สนับสนุนการบูรณาการผ่านกลไกพื้นที่และการมีส่วนร่วม

เฉลย: ง
เหตุผล: บทความเน้นใช้ กศจ. และการมีส่วนร่วม ไม่ใช่รวมศูนย์

 

ข้อ 2

เหตุผลสำคัญที่วิจารณ์การส่งบุคลากร 77 คนคือข้อใด
ก. ขาดความรู้ด้านการศึกษา
ข. เพิ่มภาระงบประมาณและซ้ำซ้อน
ค. ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย
ง. ขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยตรง

เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นสิ้นเปลืองงบและเพิ่มภาระงาน

 

ข้อ 3

กลไกที่บทความเห็นว่ามีอยู่แล้วและควรใช้คือข้อใด
ก. สภานิติบัญญัติ
ข. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น
ค. คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.)
ง. กระทรวงมหาดไทย

เฉลย: ค
เหตุผล: กศจ. เป็นเครื่องมือหลักที่มีอยู่แล้ว

 

ข้อ 4

“การบูรณาการ” ตามบทความหมายถึงข้อใด
ก. การสั่งการจากส่วนกลาง
ข. การแข่งขันระหว่างหน่วยงาน
ค. การแยกบทบาทตามสายบังคับบัญชา
ง. การคิดและทำร่วมกันเพื่อเป้าหมายเดียว

เฉลย: ง
เหตุผล: เน้นร่วมคิดร่วมทำ ไม่ใช่สั่งการ

 

ข้อ 5

บทบาทสำคัญของ กศจ. ตามบทความคือข้อใด
ก. ออกกฎหมายการศึกษา
ข. กำหนดยุทธศาสตร์และบูรณาการพื้นที่
ค. จัดสอบระดับชาติ
ง. ควบคุมงบประมาณส่วนกลาง

เฉลย: ข
เหตุผล: กศจ. มีหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์พื้นที่

 

ข้อ 6

ปัญหาสำคัญของการใช้คนส่วนกลางลงพื้นที่คือข้อใด
ก. ทำให้ครูมีอำนาจมากขึ้น
ข. เพิ่มความซ้ำซ้อนและภาระงาน
ค. ลดบทบาทผู้ว่าราชการจังหวัด
ง. ทำให้ระบบโปร่งใสเกินไป

เฉลย: ข
เหตุผล: เพิ่มภาระและไม่เกิดประสิทธิภาพเพิ่ม

 

ข้อ 7

แนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการขับเคลื่อนนโยบายตามบทความคือข้อใด
ก. ใช้คำสั่งบังคับจากส่วนกลาง
ข. ใช้หน่วยงานใหม่แทนทั้งหมด
ค. ใช้ กศจ. พร้อมประชุมเชิงปฏิบัติการ
ง. ให้โรงเรียนดำเนินการเองทั้งหมด

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นบูรณาการผ่านกลไกพื้นที่และร่วมคิด

 

ข้อ 8

เหตุผลที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีบทบาทสำคัญเพราะข้อใด
ก. เป็นผู้กำหนดหลักสูตร
ข. ควบคุมงบประมาณกระทรวงศึกษาโดยตรง
ค. เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง
ง. ประสานทุกภาคส่วนและมีงบพัฒนาจังหวัด

เฉลย: ง
เหตุผล: มีอำนาจประสานและใช้งบพัฒนาพื้นที่

 

ข้อ 9

แนวคิดที่สอดคล้องกับบทความมากที่สุดคือข้อใด
ก. รวมศูนย์อำนาจเพื่อความรวดเร็ว
ข. การบริหารแบบสั่งการลำดับชั้น
ค. การกระจายอำนาจและมีส่วนร่วม
ง. การลดบทบาทภาคประชาชน

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการมีส่วนร่วมและบริบทพื้นที่

 

ข้อ 10

ข้อสรุปเชิงนโยบายของบทความคือข้อใด
ก. ควรเพิ่มจำนวนผู้แทนส่วนกลาง
ข. ควรยกเลิก กศจ. ทั้งหมด
ค. ควรแยกการศึกษาจากพื้นที่
ง. ควรใช้กลไกพื้นที่แทนการส่งคนส่วนกลาง

เฉลย: ง
เหตุผล: เสนอให้ใช้ กศจ. แทนการส่งคน 77 คนลงพื้นที่

 
 

ความเห็นของผู้ชม