
โรงเรียนแบบไหน? ที่เด็กต้องการเรียน คำถามเหล่านี้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากขึ้นในสังคมไทย เพราะเมื่อเทียบกับในอดีต ไม่ว่าหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน กฎระเบียบในโรงเรียนต้องไปตามข้อบังคับที่เด็กไม่ได้กำหนด
ยุคสมัยนี้ โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีการเรียนรู้แบบใหม่ ๆ มากมาย “โรงเรียน” ยังคงเป็นสถานที่อบรมให้ความรู้แก่เด็ก แต่ “ครู ผู้อำนวยการโรงเรียน” คงไม่ใช่ทำหน้าที่สอน สั่งให้เด็กทำนั้น นู้น นี่ได้เพียงอย่างเดียว เพราะหากยังคงปฎิบัติแบบเดิม ๆ คงไม่มีเด็กคนไหนอยากไปโรงเรียน
การศึกษาไม่ควรเป็นความทุกข์เด็ก
รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี อดีตคณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประธานบริหาร โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า
การศึกษาไม่ควรเป็นความทุกข์ของแผ่นดิน ไม่ควรเป็นความทุกข์ของนักเรียน ของครู ของผู้ปกครอง หรือของใคร ซึ่งโลกมีการเปลี่ยนแปลง ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับครู เด็กกับพ่อแม่ และพ่อแม่กับครูก็เปลี่ยนแปลงไป คำว่าล้างสมอง การศึกษาคงไม่สามารถล้างสมองใครได้ แต่ต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
“สาธิต มธ. ได้จัดการเรียนการสอนโดยนำโจทย์ของโลกที่มีการเปลี่ยนไปเป็นตัวตั้ง ซึ่งคนในยุคนี้ อาชีพในอนาคตเขาจะเปลี่ยนแปลงไป ทุกอย่างดิสรัปไปหมด และปัจจุบันคนที่ทำมาหากินอยู่มีหลายอาชีพที่เรานึกไม่ถึง คนที่ร่ำรวยขึ้นมาอาจจะไม่ได้ทำอาชีพหลัก อย่าง อาชีพหมอ วิศวะ และหมอเองก็จำเป็นต้องมีความที่หลากหลาย เด็กในยุคนี้ เจนนี้เขาเติบโตมาไม่เหมือนคนในยุคพ่อแม่ ต้องมีวิธีการเรียนรู้ เติบโตที่แตกต่างกับอดีต” รศ.ดร.อนุชาติ กล่าว
หลักสูตรใหม่ เกิดจาก Learning style เด็ก
สิ่งที่สาธิต มธ. ดำเนินการไม่ว่าจะเป็น โรงเรียนไม่มีเครื่องแบบ ไม่เคร่งครัดเรื่องทรงผม ไม่เคารพธงชาติ สวดมนต์ตอนเช้า ไม่มีฝ่ายปกครองมีแต่ฝ่ายสนับสนุนนักเรียนและกิจกรรม ไม่มีการเรียนลูกเสือ เป็นต้น
รวมถึงมีรายวิชาใหม่ๆ เช่น วิชาวัยรุ่นศาสตร์ วิชาอยู่รอดปลอดภัย วิชารู้ทันการเงิน วิชาเสพศิลป์และกลิ่นเสียง วิชาวิถีศรัทธา (ครอบคลุมทุกศาสตร์) วิชารู้เท่าทันสื่อ วิชาว่ายน้ำเพ่อเอาชีวิตรอด วิชาผู้ประกอบการ ทุกวิชาเป็นการเรียนรู้แบบใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับ Learning style ของเด็กรุ่นใหม่ อีกหนึ่งโจทย์ที่โรงเรียนสาธิตแห่งมธ.นำมาใช้ในการปรับหลักสูตร
รศ.ดร.อนุชาติ กล่าวต่อว่า โรงเรียนสาธิตแห่ง มธ. น้อมรับปรากฎการณ์และสิ่งที่เกิดขึ้น เราได้มีการออกแบบ พื้นที่การเรียนรู้ที่ดี ซึ่งโรงเรียน อยู่ภายใต้สังกัดคณะศึกษาศาสตร์ มธ. เรามีคำขวัญ ว่าร่วมสร้างสังคมแห่งความเคารพและการเรียนรู้ร่วมกัน ความหมายคือ มนุษย์เติบโตขึ้นมาได้และอยู่ในโลกที่มีความหลากหลาย โดยเชื่อว่าความหลากหลายเป็นสิ่งที่งดงาม
“ความขัดแย้งการเมือง ความขัดแย้งในมุมต่างๆ เกิดขึ้นจากการที่เราขาดความเป็นบัดดี้ ขาดความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน ว่าเราจำเป็นที่ต้องอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างหลากหลาย ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน ทุกคนไม่จำเป็นต้องมีไลฟ์สไตล์เหมือนกัน แต่ทุกคนต้องอยู่ร่วมกันได้และเป็นมิตรต่อกัน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นอุดมคติ และเป็นโจทย์อีกตัวที่เราอยากจะให้นักเรียนของเรามีอัตลักษณ์ดังกล่าว เราอยากออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่มีความพร้อมในการออกไปเผชิญโลกได้ มีรากของความเป็นไทยที่แข็งแรง รู้จักโลก รู้จักการเปลี่ยนแปลง ยอมรับความแตกต่าง หลากหลายได้”ประธานบริหารโรงเรียนสาธิต มธ. กล่าว
3 ประเด็นที่ต้องรู้...เปลี่ยนการศึกษา
รศ.ดร.อนุชาติ กล่าวต่อไปว่า การเปลี่ยนโรงเรียนนั้นต้องเปลี่ยนทั้งระบบ ซึ่ง 3ประเด็นใหญ่ที่เราพบในการศึกษา คือ
1.ระบบการศึกษาในปัจจุบัน ทุกคนที่เกี่ยวข้องมีความทุกข์มาก เด็กก็มีความทุกข์ ไม่อยากไปโรงเรียน การไปโรงเรียนเป็นเหมือนยาขม ถ้าเด็กไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากเจอครู ถือเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก และเมื่อไปพูดคุยกับครู ครูก็เป็นทุกข์ เพราะครูรับมือกับเด็กไม่ได้ ไม่รู้ว่าเด็กปัจจุบันที่อยู่ข้างหน้าเราเขาเป็นอย่างไร
ขณะที่พ่อแม่กังวลว่าจะเลี้ยงลูกอย่างไร และพ่อแม่หลายคนไม่สามารถพูดคุยกับลูกได้ มีความกังวล ว่าลูกจะเรียนได้หรือไม่ จะใช้ชีวิตอย่างไร ดังนั้น ต่อพ่อแม่มีเงินมหาศาลแต่พ่อแม่ก็เป็นทุกข์อยู่ดี พ่อแม่หลายคนเลือกส่งลูกไปต่างประเทศ หลายคนประสบความสำเร็จแต่หลายคนก็ไม่ใช่ ส่วนผู้ประกอบการ ที่จะรับบัณฑิตเข้าสู่องค์กรก็ทุกข์ ทำไมเด็กสมัยนี้ไม่ได้ตามที่เขาคาดหวัง ทำไมทำงานไม่เป็นทั้งที่เกรดเฉลี่ยระดับดีหรือดีมาก ทุกคนที่เกี่ยวข้องทุกข์ไปหมด
“หลายคนกล่าวไว้ว่า สิ่งที่เป็นบ่อเกิดของความทุกข์เหล่านี้ โดยเฉพาะบริบทของสังคม มันเกิดปรากฎการณ์ดั่งเครื่องยนต์ที่หลุด ระบบทำให้ทุกส่วนผลัดพลาดออกจากกัน ครูไม่เชื่อมโยงกับเด็ก ครูไม่เชื่อมโยงกับพ่อแม่ โรงเรียนไม่เชื่อมโยงกับครู ซึ่งคำว่าเชื่อมโยงในที่นี้ หมายถึงความสัมพันธ์อันดี ความสัมพันธ์เกื้อกูล ช่วยเหลือ สนับสนุนกัน การเลี้ยงลูกที่บ้านกับที่โรงเรียนควรไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้เด็กเติบโตไม่แบบงง ฉะนั้น โจทย์ข้อที่ 1 ของโรงเรียน คือ ต้องการทำความเข้าใจและแก้โจทย์เหล่านี้ เพื่อให้เด็กมาโรงเรียนแล้วมีความสุข มาโรงเรียนแล้วมีความสัมพันธ์กับครู เพื่อนที่ดีต่อกัน และครูกับผู้ปกครองมีความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ใช่อยู่กันด้วยความเครียด”รศ.ดร.อนุชาติ กล่าว
2 โรงเรียนออกแบบบนฐานความเข้าใจของเด็กใน Gen ปัจจุบัน ว่าเขามีพัฒนาการการเติบโต การเรียนรู้ และวิถีการเรียนรู้เป็นอย่างไร โรงเรียนสาธิตแห่ง มธ.อาศัยการศึกษาค้นคว้าจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ออกแบบโดยเชื่อมโยงกับเด็กมากที่สุด โดยสิ่งที่ค้นพบ คือ การมีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กม.1-ม.6 สำคัญมาก ซึ่งการมีพื้นที่ปลอดภัย ตอบโจทย์เรื่องการพัฒนาการของเด็ก ต่อร่างกาย จิตใจและอารมณ์อย่างมาก โดยเฉพาะเด็กช่วงวัยมัธยมต้น เขากำลังค้นหาตัวเอง กำหนดอัตลักษณ์ รูปร่าง อนาคต ความชอบของเขาคืออะไร การฟอร์มอัตลักษณ์ของตัวเองเป็นโจทย์ใหญ่ของเด็กในช่วงวัยนี้
“การกักเกณฑ์บังคับให้เป็นไปตามที่เด็กไม่อยากเป็น การสอนโดยบังคับ สั่งการให้เป็นไปตามผู้ใหญ่ เด็กจะปฎิเสธ ซึ่งการปฎิเสธของเด็กไม่ใช่ หมายถึงการไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่ แต่มันไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่เขาต้องการ หลักการที่เราจะต้องมาคำนึงถึงในการออกแบบเปลี่ยนจากกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ กติกามาจิตวิทยาเชิงบวก ชวนเขาคุย ชวนเขากำหนดกติกาของเขาเอง และปลดเปลื้องบางอย่างที่เป็นกฎเกณฑ์และพาเขาไปสู่แก่นแกนของเรื่องได้ เราจึงไม่บังคับเด็กต้องตัดผม แต่การไว้ผมยาวหรือผมสั้น หรือย้อมผม เขาต้องดูแลรับผิดชอบตัวเอง วินัยเกิดจากตัวของเขาเอง ไม่ได้เกิดจากภายนอกที่บังคับเขา” ประธานบริหารโรงเรียนสาธิตแห่งมธ. กล่าว
3 หลักสูตรและการออกแบบกระบวนการเรียนการสอน เราสอนเด็กรุ่นใหม่ก็ต้องสร้างพื้นที่ให้แก่พวกเขา เราอยากเห็นสมรรถนะเด็กที่มีทั้งความรู้ ทักษะ มีทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน กระบวนการเรียนรู้จำเป็นที่ต้องมีนวัตกรรม ให้พวกเขาค้นคว้าตลอดเวลา และต้องจัดรายวิชาใหม่ ต้องปรุงใหม่ เพราะเด็กไทยสามารถเรียนรู้ได้ไม่ด้อยกว่าเด็กอื่นๆ แนวทางการออกแบบหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนจึงต้องดึงดูดความสนใจพวกเขา
“ม.ต้น เด็กจะเรียนรู้อย่างหลากหลาย ส่วนม.ปลายจะเรียนรู้แบบลงลึก โดยที่นี่จะไม่มีสายวิทย์ สายศิลป์ แต่เด็กจะค้นหาตัวเอง และลงลึกในการเรียนวิชาใหม่ๆ เด็กจะเริ่มหาเข็มทิศของพวกเขาเจอ ต้องมีการปลูกฝังตั้งแต่ม.ต้น ให้เขาเผชิญโลกที่หลากหลาย การเรียนที่หลากหลาย กระบวนการเรียนการสอนต้องทำให้สนุก เรียนแล้วอยากเรียนต่อ อยากรู้ต่อ เรียนแล้วต้องเชื่อมโยงกับชีวิตให้ได้ และเมื่อเรียนม.ปลายเขาจะเลือกเรียนลงลึกในรายวิชาที่ตนเองต้องการ เป็นการออกแบบวิชาที่เหมาะสมกับสุขภาวะของเด็กในวัยนี้ เพื่อแก้ปัญหาความเครียด ปัญหาการรู้จักตัวตน และการเปลี่ยนแปลงทั้งกาย ใจ อารมณ์”รศ.ดร.อนุชาติ กล่าว
ขณะที่การวัดและประเมินผล โจทย์ใหญ่ที่ทำให้เด็กไทยมีความเครียด เพราะระบบการศึกษาไทยอยุ่ภายใต้การแข่งขัน เป็นระบบพีระมิดคนเก่ง คนดี คนได้เกรดสูงๆ คนที่อยู่หน้าห้องเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ
ประธานบริหารโรงเรียนสาธิตแห่งมธ. กล่าวด้วยว่า ระบบวัดและประเมินผลของโรงเรียนเปลี่ยนใหม่หมด เพราะเราเชื่อว่าเด็กทุกคนมีพัฒนาการ มีความแตกต่างหลากหลาย ทำให้เราไม่เน้นการประเมินโดยใช้วิธีการสอนครั้งเดียว แต่เป็นการเก็บสะสมคะแนน จากการบ้าน และผลของการประเมินไม่ได้ออกมาเป็นเกรด แต่ละวิชาที่เขาเรียน เช่น วิธีศรัทธา ว่ายน้ำเพื่อเอาตัวรอด ครูจะมีระดับบอกว่าวิชานี้ เด็กทำได้มาตรฐาน ปานกลาง ทำได้ดีมาก หรือควรพัฒนาต่อ และด้วยเหตุผลอะไร
“การวัดและประเมินผลโดยออกเป็นเกรด กับออกเป็นสเกลอย่างโรงเรียนสาธิตแห่งมธ. ทำนั้น แตกต่างกัน เพราะการบอกเป็นสเกล ไม่ได้ทำให้เด็กเครียด ไม่ใช่การแข่งขัน และเมื่อครบภาคเรียน เด็ก ครู และพ่อแม่ จะมานั่งหารือร่วมกันว่าผลประเมินเด็กออกมา เด็กมองอย่างไร ครูมองอย่างไร และผู้ปกครองมองอย่างไร โดยครูจะถามความคิดเห็นจากเด็กว่าอยากพัฒนาอะไรให้ดีขึ้น และถ้าพัฒนาต้องการช่วยเหลืออย่างไร ส่วนพ่อแม่จะมีบทบาทในการมาเสริมเด็ก เป็นต้น”รศ.ดร.อนุชาติ กล่าว
เด็กมีทางเลือก ลดการแข่งขัน
เด็กทุกคนจะรู้สึกว่าแต่ละคนมีดีของตัวเอง อยู่ร่วมกันโดยไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่นๆ ทุกคนมุ่งมั่นอยากทำในสิ่งที่ตัวเองมีให้ดี รศ.ดร.อนุชาติ กล่าวอีกด้วยว่าการอยู่ร่วมกันกับความหลากหลายให้ได้ มีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะทำให้เด็กค้นหาค้นพบไปเรื่อยๆ และเขาจะเจอข้อจำกัด หรือเจอสิ่งที่จะทำให้ตนเองประสบความสำเร็จ ลดการชิงดีชิงเด่นลง แต่ทุกคนจะค้นหาศักยภาพของตนเองที่หลากหลายได้
นอกจากนั้น ระบบการศึกษาแบบใหม่ ต้องสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับเด็ก เด็กกับครู พ่อแม่กับครู และพ่อแม่กับลูกร่วมด้วย เพราะตอนนี้แต่ละช่วงวัยมีความแตกต่างกัน พ่อแม่ยังคาดหวังกับลูก และความคาดหวังเหล่านี้ทำให้มีข้อจำกัดในการสื่อสารกับลูก ระบบการศึกษาต้องพยายามเปิดห้องเรียนพ่อแม่ พ่อแม่ควรลดความคาดหวังจากลูกและปรับให้สอดคล้องกับอนาคตของลูก
ระบบการศึกษาโฉมใหม่ ไม่มีสูตรสำเร็จ
รศ.ดร.อนุชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่าการศึกษาโฉมใหม่ ยุคใหม่จะไม่มีสูตรสำเร็จ แต่จะเป็นการเชื่อมโยงระหว่างครูกับนักเรียน ครูกับพ่อแม่ พ่อแม่กับลูก ทำให้พ่อแม่มีบทบาทในโรงเรียนมากขึ้น ขณะที่ครูต้องเปลี่ยน Mindset เด็กมาจากครอบครัวที่ต่างกัน ครูต้องปรับการเรียนการสอน เป็นผู้ให้คำชี้แนะ และครูไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง ครูต้องเรียนรู้ไปพร้อมกันเด็ก ทำให้การเรียนรู้เชื่อมโยงกับชีวิตของเด็ก
“การปล่อยให้เด็กมีอิสระในการเลือกเรียน ซึ่งอาจจะไม่ได้หมายถึงเสรีภาพในการตัดสินใจ เพราะหากเป็นเสรีภาพอาจถูกมองว่าทำอะไรก็ได้ตามใจฉัน แต่อิสระในที่นี้ คือ เราเคารพในความแตกต่างหลากหลาย และยอมอนุญาตให้เด็กมีพัฒนาการตามช่วงวัย อยู่รวมกับผู้อื่นได้ เด็กๆ จะรู้ขอบเขตของตนเอง” รศ.ดร.อนุชาติ กล่าว
แนะโรงเรียนรัฐขบคิดระบบการศึกษา
เช่นเดียวกัน ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานสาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ผ่านเฟสบุ๊ค ระบุว่า อยากให้โรงเรียนของรัฐ (Public School) ซึ่งเป็นการศึกษาสำหรับปวงชน (Mass Education) ดีขึ้น ต้องทบทวนหรือขบคิดเรื่องดังต่อไปนี้
1. คืนความเป็นอิสระจัดการตนเองได้ในทางวิชาการ ให้กับโรงเรียน
2. ลดและงดการควบคุมสั่งการให้ทำตามนโยบายจากสำนักต่าง ๆ ที่ไม่มีการจัดวางลำดับความสำคัญและบูรณาการงานก่อนคำสั่ง/นโยบายจะถึงโรงเรียน จะช่วยลดภาระงานโรงเรียนโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานเอกสารรายงานโครงการต่าง ๆ ได้มากโข
3. เกลี่ยและจัดหาอัตราบุคลากรทางการศึกษา เจ้าหน้าที่ธุรการทั้งหลายให้โรงเรียนมีเพียงพอที่จะไม่ไปดึงเวลาครูจากงานสอน งานดูแลนักเรียน มาจมอยู่กับงานธุรการในหลายหน้างาน
4. จัดงบประมาณ ทรัพยากรการศึกษา และจำนวนครูให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะและขนาดของโรงเรียน บนฐานคิดความเท่าเทียม โรงเรียนเล็ก ต้องได้เงินรายหัวของผู้เรียนในอัตราที่มากกว่า โรงเรียนใหญ่ มีทรัพยากรเพียงพอ ไม่ต้องดิ้นรนทอดผ้าป่าจ้างครูกันเองตามยถากรรมฯลฯ
“ในระยะสั้น ระยะกลางหากดำเนินการตามนี้ก็สามารถส่งเสริมให้โรงเรียนค่อย ๆ มีความเป็น Autonomous School ได้ ไม่ใช่แค่หวังโรงเรียนเป้นนิติบุคคลจะได้ตั้งเรตค่าจ้างครู แย่งครูเก่ง ๆ หรือเปิดหลักสูตรสองภาษา ซื้อหลักสูตรนานาชาติมา เพื่อหวังแย่งเด็กกัน” ผศ.อรรถพล กล่าว
ทุกโรงเรียนควรจะเก่งในแบบของตัวเอง โดยไม่ต้องลอกเลียนแบบ หริอหยิบยกโมเดลจากที่ไหนมาเป็นกรอบการทำงานของโรงเรียน จำนวนเด็ก ๆ ก็มีน้อยลงอยู่แล้ว โรงเรียนจะมีที่นั่งเหลือเฟือ ต้องเดินหน้าลดการแข่งขันระหว่างโรงเรียน ไม่ควรปล่อยให้โรงเรียนขนาดใหญ่และใหญ่พิเศษ เป็นแม่เหล็กดึงดูดเด็กและทรัพยากรไปกระจุกอยู่เพียงไม่กี่ร้อยโรง แต่ปล่อยของให้อีกหลายพันหมื่นค่อย ๆ มีจำนวนเด็กน้อยลงจนต้องทยอยปิดตัว ผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นในกรณีนี้คือ ชนบทจะถูกทอดทิ้งรุนแรงมากขึ้น
การศึกษาต้องพัฒนา ย่ำอยู่กับที่ไม่ได้
อ.อธิษฐาน คงทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทีมผู้บริหารก่อการครู กล่าวในงานเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมอง “การศึกษาแบบใหม่ กับความท้าทายในระบอบสังคมเดิม” ตอนหนึ่งว่า คำว่าใหม่ทุกวันนี้ เมื่อผ่านไปกี่นาทีก็กลายเป็นเรื่องเก่าแล้ว การศึกษาก็เช่นเดียวกัน ซึ่งการศึกษารูปแบบใหม่แต่อาจจะไม่ได้เป็นคำตอบสุดท้าย เพราะการศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้และต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ ย่ำอยู่กับที่ไม่ได้
“การจัดการศึกษาของโรงเรียนสาธิตแห่งมธ. เราไม่ได้ทิ้งของเก่า แต่มองว่าอะไรที่เป็นความทุกข์ของระบบการศึกษา อะไรที่ทำให้การศึกษาไทยย่ำอยู่กับที่ เราเอามาคลี่ออกและทำให้คนที่อยู่ในระบบการศึกษาเจ็บปวดลดลง โดยคนในโรงเรียน ต้องเปลี่ยนmindset ทำงานร่วมกับพ่อแม่ สร้างระบบนิเวศการศึกษา สร้างสิ่งแวดล้อมในการเรียนรู้ การเติบโจให้เหมาะสมแก่เด็กในแต่ละช่วงวัย ต้องไม่ใช่ระบบที่กดทับความคิดของเด็ก”อ.อธิษฐาน กล่าว
มองเห็นนักเรียนเป็นรายบุคคลมากขึ้น
อ.นาฎฤดี จิตรรังสรรค์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสุจิปุลิ กล่าวว่าการเรียนรู้ของเด็กไม่ใช่เรียนเพื่อสอบ แต่เด็กเรียนเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อรู้จักตนเอง รู้จักเป้าหมายของตนเอง และเรียนรู้อย่างมีความหมายของเด็กเอง โดยความหมายของเด็กแต่ละคนไม่เหมือน เป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ดังนั้น เป้าหมายหรือมุมมองของการศึกษาในอนาคตต้องการแบบไหน ต้องมาทบทวนเรื่องนี้
โลกในปัจจุบันไม่เหมือนเดิม เด็กอาจต้องเตรียมตัวเพื่อใช้เทคโนโลยี หรืออาชีพที่ไม่มีในวันนี้ หรือ โลกที่เขาไม่รู้ ชุดความรู้แบบเดิมที่รอให้ครูบอก ครูสอน และไปอ่านหนังสือมาสอบไม่ได้มีประโยชน์ต่อเด็กในอนาคต ซึ่งเด็กทุกคนสามารถเรียนรู้ในเรื่องที่ตนเองถนัด สนใจ และมั่นใจในความกล้าในการแสดงออกอย่างมีความอ่อนน้อมถ่อมตนตามวิถีไทย ไม่ใช่มีเพียงความกล้าเท่านั้น
“การศึกษาแบบใหม่ เรามองว่าไม่ได้ใหม่ทั้งหมด เพราะของเก่าไม่ได้ล้าสมัยทั้งหมด ของเก่าหลายอย่างดีและนำมาใช้ในปัจจุบันได้ เช่นเดียวกันของใหม่ก็ใช่ดีทั้งหมด ฉะนั้น สิ่งที่เป็นแนวการศึกษาแบบใหม่ เป็นนำแนวคิดดีๆ จากอดีตมาต่อยอดให้เป็นแนวคิดใหม่ๆ แนวคิดระดับสากลที่สามารถส่งเสริม และพัฒนาผู้เรียนได้เต็มศักยภาพอย่างเต็มที่ เรามองเห็นนักเรียนเป็นรายบุคคลมากขึ้น เราไม่ตัดสินเด็กว่าเด็กคนไหนเก่งกว่าใคร”อ.นาฎฤดี กล่าว
บทสรุป การจัดศึกษายุคใหม่ต้องตอบโจทย์เป้าหมายของเด็กยุคใหม่ คือ เขาต้องค้นหาให้พบว่า เขารักอะไร ถนัดอะไร และต่อยอดในสิ่งที่ถนัด ที่ชอบไปสู่อาชีพเขาได้หรือไม่ เพราะการที่เขาได้ทำในสิ่งที่รัก ที่ถนัด เมื่อเขาเจอปัญหาในการทำงานเขาก็จะมองว่าเป็นความท้าทาย สนุก และมีความสุขในการใช้ชีวิต จะทำให้เขาอยู่รอดในโลกอนาคตอย่างมีความสุข อีกทั้งต้องพัฒนาเด็กแบบองค์รวม ทั้งกาย สติปัญญา อารมณ์
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 12 ก.พ. 2565
บทความสะท้อนว่า “โรงเรียนที่เด็กอยากเรียน” ต้องปรับจากระบบเดิมที่เน้นกฎ ระเบียบ และการแข่งขัน ไปสู่การเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยการศึกษาไม่ควรเป็นความทุกข์ของทุกฝ่าย แต่ต้องสร้างความสุข ความสัมพันธ์ที่ดี และการเติบโตอย่างมีคุณค่า
แนวคิดสำคัญคือ การออกแบบโรงเรียนบนความเข้าใจเด็กยุคใหม่ (Gen ปัจจุบัน) ที่มีรูปแบบการเรียนรู้แตกต่าง ต้องมี “พื้นที่ปลอดภัย” ให้ค้นหาตัวตน ใช้จิตวิทยาเชิงบวกแทนการบังคับ และเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมกำหนดกติกา
หลักสูตรต้องยืดหยุ่น ทันสมัย เชื่อมโยงชีวิตจริง เน้นทักษะ สมรรถนะ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมลดการแข่งขัน โดยเปลี่ยนระบบวัดผลจากเกรดเป็นการประเมินพัฒนาการรายบุคคล
การปฏิรูปต้องทำทั้งระบบ โดยเน้น 3 ด้าน ได้แก่ (1) แก้ปัญหาความทุกข์ของทุกฝ่าย (2) ออกแบบตามธรรมชาติผู้เรียน (3) พัฒนาหลักสูตรและการสอนเชิงนวัตกรรม
นอกจากนี้ โรงเรียนควรมีอิสระมากขึ้น ลดภาระงานครู จัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และสร้างความร่วมมือระหว่างครู ผู้ปกครอง และนักเรียน
สรุปคือ การศึกษาใหม่ไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ต้องยืดหยุ่น เคารพความแตกต่าง พัฒนาเด็กแบบองค์รวม และช่วยให้ผู้เรียนค้นพบตนเอง เพื่อใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในอนาคต
แนวคิดหลักของ “โรงเรียนที่เด็กอยากเรียน” คือข้อใด
ก. เน้นการแข่งขันเพื่อคัดคนเก่ง
ข. ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและเชื่อมโยงชีวิตจริง
ค. เน้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ง. เน้นระเบียบวินัยแบบเข้มงวด
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเน้นการออกแบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องชีวิตและความต้องการผู้เรียน
ข้อใดสะท้อนปัญหาหลักของระบบการศึกษาเดิม
ก. ขาดเทคโนโลยี
ข. ขาดครู
ค. ทุกฝ่ายในระบบมีความทุกข์
ง. หลักสูตรยากเกินไป
เฉลย: ค
เหตุผล: เด็ก ครู ผู้ปกครอง และนายจ้างต่างประสบปัญหา
“พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดในด้านใด
ก. การแข่งขัน
ข. การสร้างอัตลักษณ์และพัฒนาการ
ค. การสอบ
ง. การควบคุมพฤติกรรม
เฉลย: ข
เหตุผล: ช่วยให้เด็กค้นหาตัวตนและเติบโตอย่างเหมาะสม
แนวทางแทนการบังคับควรใช้วิธีใด
ก. เพิ่มบทลงโทษ
ข. ลดเวลาเรียน
ค. ใช้จิตวิทยาเชิงบวกและการมีส่วนร่วม
ง. เพิ่มการบ้าน
เฉลย: ค
เหตุผล: ช่วยให้เด็กมีวินัยจากภายใน
ลักษณะหลักสูตรที่เหมาะสมคือข้อใด
ก. ตายตัว
ข. เน้นท่องจำ
ค. ยืดหยุ่นและหลากหลาย
ง. เน้นเฉพาะวิชาหลัก
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องตอบสนองความแตกต่างของผู้เรียน
ระบบประเมินผลแบบใหม่เน้นอะไร
ก. เกรดเฉลี่ย
ข. การจัดอันดับ
ค. พัฒนาการรายบุคคล
ง. คะแนนสอบปลายภาค
เฉลย: ค
เหตุผล: ลดความเครียดและการแข่งขัน
บทบาทครูในยุคใหม่ควรเป็นอย่างไร
ก. ผู้สั่งการ
ข. ผู้ควบคุม
ค. ผู้ชี้แนะและเรียนรู้ร่วมกับเด็ก
ง. ผู้ให้คะแนน
เฉลย: ค
เหตุผล: ครูต้องปรับ mindset เป็น facilitator
ข้อใดเป็นแนวทางพัฒนาโรงเรียนรัฐ
ก. เพิ่มข้อสอบ
ข. เพิ่มการควบคุม
ค. ให้อิสระทางวิชาการ
ง. ลดครู
เฉลย: ค
เหตุผล: ช่วยให้โรงเรียนพัฒนาได้ตามบริบท
เป้าหมายสำคัญของการศึกษายุคใหม่คืออะไร
ก. สอบติดมหาวิทยาลัย
ข. ได้เกรดสูง
ค. ค้นพบตนเองและใช้ชีวิตได้
ง. ทำตามหลักสูตร
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นชีวิตจริงและความสุขระยะยาว
ข้อใดสะท้อนแนวคิด “ไม่มีสูตรสำเร็จ”
ก. ใช้หลักสูตรเดียวทั้งประเทศ
ข. ปรับตามบริบทและความแตกต่าง
ค. ใช้ข้อสอบมาตรฐาน
ง. ควบคุมจากส่วนกลาง
เฉลย: ข
เหตุผล: การศึกษาต้องยืดหยุ่นและเหมาะกับผู้เรียน