สมาชิกเข้าสู่ระบบ

แนะบรรจุความรู้การเงิน ป.1-ป.ตรี แก้หนี้ครัวเรือน

รศ.ดร.วิชัย วิทยาเกียรติเลิศ อาจารย์ประจำภาควิชาคณิตศาสตร์และสถิติ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า รัฐบาลไทยต้องผลักดันการให้ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องคนไทยขาดทักษะทางการเงินพื้นฐาน ไม่มีวินัยทางการเงิน ตลอดจนขาดความรู้ในการออม การลงทุน และการวางแผนชีวิตทางการเงิน ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้เสีย (NPL) ได้อย่างยั่งยืน 

สำหรับการให้ความรู้ทางการเงินดังกล่าว ควรกำหนดเป็นหลักสูตรความรู้ทางการเงินเพื่อชีวิตมั่นคงและยั่งยืน (Financial Literacy for Sustainable Living) บรรจุเป็นวิชาภาคบังคับ ตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมหาวิทยาลัยชั้นปริญญาตรี รวมระยะเวลา 16 ปีเต็ม เพื่อเปลี่ยนทัศนคติทางการเงินของคนไทยทั้งประเทศ

·      ระดับชั้น ป.1 - ป.3 ควรมุ่งเน้นให้รู้จักเงินออมก่อนใช้ ซึ่งต้องแยกแยะให้เห็นถึง ‘ความจำเป็น’ กับ ‘ความอยาก’ และเริ่มบันทึกรายรับ-รายจ่าย

·      ระดับชั้น ป.4 - ป.6 ต้องทำให้นักเรียนเข้าใจว่าดอกเบี้ยคืออะไร และต้องฝึกการวางแผนงบประมาณ พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ความเข้าใจองค์ความรู้เรื่องประกันภัย

·      ระดับชั้นมัธยมศึกษา ม.1 - ม.3 ก็สามารถที่จะเสริมสร้างความเข้าใจเรื่อง ‘หนี้ดี-หนี้เสีย’ ดอกเบี้ยเงินกู้ สวัสดิการ เช่น ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นต้น

·      ระดับชั้น ม.4 - ม.6 เรียนรู้สิ่งซับซ้อนขึ้น อย่างเรื่อง ภาษี หุ้น กองทุนรวม สินทรัพย์ดิจิทัล การวางแผนเกษียณ ฯลฯ

·      ระดับอุดมศึกษา และอาชีวะ ต้องยกระดับองค์ความรู้เรื่องการวางแผนภาษี การเงินทั้งชีวิต การลงทุนอย่างมีเป้าหมาย และการสร้างรายได้ที่เกิดจากการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน (Passive Income) ไปจนถึงการรู้เท่าทันเศรษฐกิจและวิกฤตการเงิน 

รศ. ดร.วิชัย กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 3 ปี 2566 อยู่ที่ 16.5 ล้านล้านบาท หรือ 90.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ซึ่งสูงติดอันดับต้นๆ ของโลก และสูงต่อเนื่องมาตลอดในระยะ 10 ปีหลัง นอกจากนี้ หนี้สาธารณะของไทยเมื่อปลายปี 2566 อยู่ที่ 10.6 ล้านล้านบาท หรือ 61.4% ของ GDP และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากภาระใช้จ่ายเพื่อสังคมและเศรษฐกิจ ตัวเลขการออมของคนไทยในปี 2566 พบว่า คนไทยออมเฉลี่ยเพียง 7-8% ของรายได้เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายเท่า อย่างประเทศ สิงคโปร์ ที่มีอัตราการออมเฉลี่ยเกิน 20% ของรายได้ 

ทั้งนี้ หากปล่อยสถานการณ์นี้ไว้อีก 5-10 ปี โดยไม่เร่งแก้ไขอะไรเลย จะทำให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้นมหาศาล ทั้งเงินอุดหนุน เงินช่วยเหลือ เงินบำนาญ และภาวะเศรษฐกิจเปราะบางและความเหลื่อมล้ำก็จะถ่างออกอย่างรุนแรงมากกว่าที่เป็นอยู่ ทางออกระยะยาวของเรื่องนี้จึงหนีไม่พ้นการผลักดันเรื่อง Financial Literacy ให้เป็นวาระแห่งชาติ และต้องเริ่มต้นตั้งแต่ระบบการศึกษา เพราะการปลูกฝังพฤติกรรมทางการเงิน ต้องใช้เวลาและความต่อเนื่อง 

นักวิชาการธรรมศาสตร์ จึงเสนอว่า หากรัฐและสังคมเห็นถึงความสำคัญและร่วมมือกันลงมือทำอย่างจริงจัง ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยจะได้คือครัวเรือนและหนี้เสีย (NPL) จะลดลงอย่างต่อเนื่องเพราะประชาชนมีวินัยทางการเงิน ไม่ตกเป็นเหยื่อแชร์ลูกโซ่ หรือเป็นหนี้นอกระบบ คนไทยจะมีทักษะในการวางแผนอนาคตได้ มีเงินออม มีแผนเกษียณ อีกทั้งภาครัฐจะสามารถลดภาระหนี้สาธารณะจากการที่ประชาชนเข้มแข็งทางการเงิน ซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจประเทศระยะยาวโดยตรง 

กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำทันทีไม่ต้องรอรัฐบาลใหม่ ไม่ต้องรอใคร เพราะนี่คือการลงทุนสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศ ลงทุนวันนี้ดีกว่าเสียหายวันหน้า ต้องสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีวินัยทางการเงิน รู้จักใช้รู้จักออมรู้จักลงทุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในระยะยาว” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว 

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เผยไทยต้องผลักดัน ‘ความรู้ทางการเงิน’ เป็นวาระแห่งชาติ แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนพุ่ง คนไทยออมต่ำ แนะเร่งทำหลักสูตรความรู้การเงิน ตั้ง ป.1 – ป.ตรี

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 07 เม.ย. 2025 

สรุปสาระสำคัญ 

รศ.ดร.วิชัย วิทยาเกียรติเลิศ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอให้รัฐบาลผลักดัน “การให้ความรู้ทางการเงิน” (Financial Literacy) เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 16.5 ล้านล้านบาท หรือ 90.9% ของ GDP และอัตราการออมของคนไทยที่มีเพียง 7-8% ของรายได้ ต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายเท่า การขาดทักษะทางการเงินและวินัยในการออมเป็นสาเหตุหลักของปัญหานี้ นักวิชาการเสนอให้บรรจุหลักสูตร “ความรู้ทางการเงินเพื่อชีวิตมั่นคงและยั่งยืน” ตั้งแต่ระดับประถมถึงอุดมศึกษา รวม 16 ปี โดยสอนตั้งแต่การรู้จักออม แยกความจำเป็นกับความอยาก การทำบัญชีรายรับรายจ่าย ความเข้าใจดอกเบี้ย หนี้ดี–หนี้เสีย การลงทุน ภาษี จนถึงการวางแผนเกษียณและสร้างรายได้แบบยั่งยืน หากทำอย่างจริงจังจะช่วยลดหนี้เสีย เสริมวินัยทางการเงิน และเพิ่มเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว รศ.ดร.วิชัย เน้นว่า หน่วยงานด้านการศึกษาและรัฐควรดำเนินการทันที ไม่ต้องรอรัฐบาลใหม่ เพราะเป็นการ “ลงทุนสร้างภูมิคุ้มกันประเทศ” สร้างคนรุ่นใหม่ที่รู้จักออม ใช้ และลงทุนอย่างมีเหตุผล

แนวข้อสอบ

  1. ข้อใด ไม่ใช่ เหตุผลหลักที่ รศ.ดร.วิชัย เสนอให้ผลักดัน Financial Literacy เป็นวาระแห่งชาติ
    ก. เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง
    ข. เพื่อส่งเสริมการออมของประชาชน
    ค. เพื่อเพิ่มภาษีรัฐให้สูงขึ้น
    ง. เพื่อสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจระยะยาว
    เฉลย:

  2. ตามข้อเสนอ หลักสูตรความรู้ทางการเงินควรเริ่มตั้งแต่ระดับใดถึงระดับใด
    ก. ป.1 – ม.6
    ข. ป.4 – มหาวิทยาลัย
    ค. ป.1 – มหาวิทยาลัย
    ง. ม.1 – ปริญญาเอก
    เฉลย:

  3. ข้อใดแสดงถึงผลลัพธ์ระยะยาวของการมี Financial Literacy
    ก. คนไทยเป็นหนี้มากขึ้น
    ข. หนี้เสียลดลงและเศรษฐกิจมั่นคง
    ค. ภาครัฐต้องเพิ่มเงินช่วยเหลือ
    ง. การออมของคนไทยลดลง
    เฉลย:

  4. จากบทความ หน่วยงานใดควรดำเนินการผลักดันเรื่องนี้ทันที
    ก. กระทรวงมหาดไทย
    ข. กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง อว.
    ค. กระทรวงแรงงาน
    ง. ธนาคารแห่งประเทศไทย
    เฉลย: