
ขออนุญาตปูพื้นความรู้ ผู้ไม่อยู่ในวงการครูครับ เพื่อไม่ให้หลงทางว่า “ที่สุดแล้วครูก็เละเทะ แม้แต่การออกตั๋วครู” คำว่า”ตั๋วครู” เอามาเรียกกันสั้นๆแทน “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู”ครับ
หลักการ เหตุผล กฎหมาย อำนาจ ความเป็นจริง แนวทางการแก้ปัญหา
1.ครูในอดีต ก่อนการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546” ไม่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
2. ครูที่ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู คือครูในยุคที่มีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546” (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๐/ตอนที่ ๕๒ ก/หน้า ๑/๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๖) ในมาตรา 4 กล่าวไว้
“ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา” หมายความว่า ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหาร การศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่น ซึ่งได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพตามพระราชบัญญัตินี้
“ครู” หมายความว่า บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพหลักทางด้านการเรียนการสอนและการ ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ ในสถานศึกษาปฐมวัย ขั้นพื้นฐาน และอุดมศึกษาที่ต่ำกว่า ปริญญา ทั้งของรัฐและเอกชน
“ใบอนุญาต” หมายความว่า ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพซึ่งออกให้ผู้ปฏิบัติงานในตาแหน่งครู
ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามพระราชบัญญัติ
3. แม้ว่ากฎหมายจะกำหนดให้”ครู ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” แต่การควบคุมของคุรุสภา นั้น แม้จะมีการกำหนดให้ “ครูต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” ตามมาตรา 4 แต่การออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ก็เป็นการออกให้โดยอัตโนมัติ หากนิสิตนักศึกษาสำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรครู ที่คุรุสภารับรองมาตรฐานหลักสูตรและมาตรฐานการผลิตแล้ว
4. ครูต้องทดสอบรับใบอนุญาต เมื่อมี “ประกาศคุรุสภา เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีทดสอบฯ และประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครู เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2563 เรื่องการจัดสอบเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครู 5 วิชา คือ การสื่อสารภาษาไทย การสื่อสารภาษาอังกฤษ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา วิชาชีพครู และวิชาเอก ซึ่งประกาศคุรุสภาดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับผู้ที่เข้าศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2562 เป็นต้นไปทุกหลักสูตร ที่ต้องการใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู การสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” (อ้างอิงจากไลน์ รศ.ดร.เอกชัย กี่สุขพันธ์) วัฒนาการของวิชาชีพครูที่เป็นวิชาชีพชั้นสูงจึงค่อยๆเข้มข้นขึ้น ตามลำดับ
5.คุรุสภาได้จัดทดสอบเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ตามประกาศคุรุสภา เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีทดสอบฯ และประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครู เป็นครั้งแรก เมื่อ วันที่ 20 และ 21 เดือนกุมภาพันธ์ 2564 โดยผู้เข้าทดสอบรุ่นแรก เป็นผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน 6,453 คน และหลักสูตรปริญญาโททางการศึกษา จำนวน 627 คน รวม 70,80 คน (ยังไม่มีนิสิตนักศึกษาหลักสูตรครูปริญญาตรี 4 ปี เข้ารับการทดสอบ)
6. การทดสอบครั้งแรก ผลปรากฏว่า
(1) สอบวิชาครู จากคะแนนดิบผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 มีไม่ถึงร้อยละ10 จนต้องมีการปรับค่าสถิติช่วยเหลือจึงได้ผู้สอบผ่านวิชาครูขึ้นมาเป็นตัวเลขประมาณเกือบร้อยละ 40 ส่วน
(2) วิชาเอก คะแนนดิบสอบผ่านไม่ถึงร้อยละ 40 เช่นกัน จึงมีผลให้เกิดการอ้าง เรื่อง การออกข้อสอบยาก ไม่ตรงตามผังข้อสอบจนถึงขนาดขอให้ยกเลิกการสอบวิชาเอก ทั้ง ๆ ที่วิชาเอกเป็นสิ่งที่สำคัญและสร้างความมั่นใจกับผู้ปกครอง และสังคมให้เชื่อมั่นว่าได้ครูเก่งในเนื้อหาวิชาที่สอนจริงตามมาตรฐานวิชาชีพครู (อ้างอิงจากไลน์ รศ.ดร.เอกชัย กี่สุขพันธ์)
7.สำหรับสาเหตุที่ผู้เรียนหลักสูตร ป.บัณฑิต สอบวิชาเอกผ่านน้อย เพราะความจริงที่ปรากฏเป็นข้อมูลก็คือผู้เรียนป.บัณฑิตมีไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 30-40 ที่สอนไม่ตรงวิชาเอกที่จบมา เช่น จบการท่องเที่ยวไปสอนภาษาจีน เป็นต้น เลยขอสอบวิชาภาษาจีนที่ตนเองสอน เพราะไม่มีวิชาการท่องเที่ยวให้ทดสอบ การสอนไม่ตรงวิชาเฉพาะ (วิชาเอก) ก็ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพครูอยู่แล้ว เพราะกำหนดให้ปฏิบัติการสอนวิชาเฉพาะ นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้เรียน ป.บัณฑิตที่เข้ารับการทดสอบรุ่นแรกสอบไม่ผ่านวิชาเอกเกินครึ่งของผู้เข้ารับการทดสอบเมื่อต้นปีที่ผ่านมา (อ้างอิงจาก ไลน์ รศ.ดร.เอกชัย กี่สุขพันธ์)
หมายเหตุ การประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ประกอบด้วย (1) ด้านการจัดการเรียนรู้ (30 คะแนน) (2) ด้านความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน (20 คะแนน) (3) ด้านการปฏิบัติหน้าที่ครูและจรรยาบรรณวิชาชีพ (50 คะแนน)
8. จากการจัดการทดสอบครั้งที่ 1 เดือนกุมภาพันธ์ 2564 คณะกรรมการคุรุสภา (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน) ถูกฟ้องคดีทางปกครอง เกี่ยวกับการดำเนินการจัดการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ตามมาตรฐานวิชาชีพ
หมายเหตุ ประเด็นที่ผู้ฟ้องนำมาฟ้องคณะกรรมการคุรุสภา และขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง 2 ประเด็นใหญ่ คือ
(1) กำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราว และหรือทุเลาการบังคับใช้กฎหรือคำสั่งทางปกครองไว้ก่อนการพิพากษา โดยให้คณะกรรมการคุรุสภาออกใบอนุญาตประกอยวิชาชีพครู ให้แก่ผู้ฟ้อง และนักศึกษาผู้เข้าศึกษา ในปีการศึกษา 2562 ทั้งหมด 70,80 คน ให้มีสิทธิเสมือนกับผู้จบการศึกษาจากหลักสูตรที่คุรุสภารับรอง (เข้าศึกษาในปีการศึกษา 2561)
(2) เพิกถอนคำสั่งทางปกครองบางส่วน ของประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่องผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครั้งที่ 1/2564 ในวิชาเอกที่คณะกรรมการคุรุสภาดำเนินการไม่เป็นธรรม คือ 1)การศึกษาพิเศษ 2)วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3)สังคมศึกษา 4)ศิลปศึกษา ดนตรีศึกษา และนาฏศิลป์ศึกษา และ 5)อุตสาหกรรมศิลป์ ไม่ให้นำผลผู้ผ่านไปใช้เป็นเกณฑ์และเงื่อนไขในการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู (คดีหมายเลขดำที่ 649/2564 เรื่อง อยู่ระหว่างการพิจารณาไต่สวนของศาลปกครอง)
9. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทีมที่ปรึกษารัฐมนตรีศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการประชุมหารือร่วมกัน จำนวน 3 ครั้ง (บันทึกรายงานการประชุม ครั้งที่ 4/2564 เมื่อวันอังคารที่ 23 มีนาคม 2564 ณ ห้องประชุมไทยาจารย์ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา หน้า 2-28) โดยที่ประชุมได้ให้ข้อเสนอในการปรับโครงสร้างการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู โดยให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา นำเสนอแนวทางต่อคณะกรรมการที่มีอำนาจหน้าที่พิจารณา ดังนี้
เห็นควรดำเนินการปรับปรุงแก้ไขประกาศคณะกรรมการคุรุสภา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู พ.ศ.2563 ในปประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1) ตัดการทดสอบ “วิชาเอก ตามที่คณะอนุกรรมการกำหนด” ออก
2) เพิ่มองค์ประกอบของการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตน ในเรื่อง “ความรอบรู้ในเนื้อหาวิชาที่สอน” (เพื่อทดแทนการทดสอบความรู้ในวิชาเอก)
3) ควบรวมวิชาในกลุ่มวิชาภาษาและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา จำนวน 3 วิชา รวมเป็น 1 วิชาในชื่อวิชา “วิชาภาษาและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา”
10.การประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ครั้งที่ 6/2564 วันพุธที่ 14 กรกฎาคม 2564 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมวิศาลาภรณ์ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา มีความเห็น ดังนี้
ข้อ 8 (1) และ (2) ให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภานำข้อสังเกตของคณะอนุกรรมการอำนวยการทดสอบฯไปประกอบการพิจารณาดำเนินการ
ข้อ 8 (3) เห็นสมควรไม่ควบรวมวิชาในกลุ่มวิชาภาษาและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา จำนวน 3 วิชา รวมเป็น 1 วิชาในชื่อวิชา “วิชาภาษาและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา” (เนื่องจากเป็นลักษณะศาสตร์ที่แตกต่างกัน และอาจมีปัญหาในประเด็นการควบรวมรายวิชาที่ต่างศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลต่อการสอบ”ผ่าน” หรือ “ไม่ผ่าน” ตามประเด็นในการฟ้องศาลปกครองด้วย
11. กรณีความเห็นเรื่อง “ตั๋วครู”
1) วันที่ 12 ก.ค.64 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เข้าใจในหลักการในการทดสอบวิชาเอกถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ในทางปฏิบัติกลุ่มวิชาเอกมีจำนวนมาก เมื่อมาสู่ขั้นตอนการปฏิบัติแล้ว ในการทดสอบมีการนำวิชาดนตรี รวมไว้กับวิชาศิลปะให้เป็นกลุ่มเดียวกัน ส่งผลให้การทดสอบไม่สามารถสะท้อนออกมาได้ตามความเป็นจริง เช่น ครูศิลปะ มีความสามารถอย่างมาก แต่ไม่มีความรู้ด้านดนตรีเลย ทำให้ไม่สามารถทำข้อสอบวิชาเอกได้ เป็นต้น (สยามรัฐออนไลน์ 12 กรกฎาคม 2564 16:48 น. การศึกษา)
สรุปคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)เห็นว่าหลักการในการทดสอบวิชาเอกถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งตรงกับเจตนารมย์การผลิตครูที่สมาชิกสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย ยึดถือเป็นหลักการสำคัญในการพัฒนาครูมืออาชีพสู่สังคมไทย แต่มีปัญหาด้านการบริหารจัดการ
2) ประเด็นการปฏิบัติตามกฎหมาย คือ การที่คุรุสภา ต้องดำเนินการตาม ประกาศคุรุสภา เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีทดสอบฯ และประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครู เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2563 นั้น
ในประเด็นนี้ “คุรุสภายังยึดหลักการของกฎหมาย คือไม่ได้ประกาศยกเลิกการทดสอบเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ของนิสิตนักศึกษา ที่เข้าศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2562 เป็นต้นไป แม้จะมีคำฟ้องของผู้ฟ้องศาลปกครองที่ขอให้ยกเลิกการสอบรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู “ (คดีหมายเลขดำที่ 649/2564 เรื่อง อยู่ระหว่างการพิจารณาไต่สวนของศาลปกครอง)
3) ประเด็นผู้ฟ้องศาลปกครองเสนอให้คุรุสภาออกประกาศยกเลิกการสอบ เฉพาะวิชาเอก ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ของการทดสอบ รายวิชา เพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เป็นการผ่อนปรนความเข้มงวดของกฎหมายอันเนื่องมาจาก
(1) การออกข้อสอบวิชาเอกมีการควบรวมวิชาเอกที่มีลักษณะศาสตร์แตกต่างกันมารวมกัน โดยผู้เรียนวิชาเอกเรียนเฉพาะศาสตร์เดี่ยว มิได้เรียนแบบบูรณาการศาสตร์ ตามคำฟ้องข้อ 7.2 อาทิ
วิชาเอก วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิชาเอก สังคมศึกษา และวิชาเอก ศิลปศึกษา ดนตรีศึกษา และนาฏศิลป์ศึกษา
(2) การออกข้อสอบวิชาเอกด้านภาษา และด้านวิชาชีพมีความหลากหลายมาก และอาจไม่ตรงกับมาตรฐานที่สถาบันภาษา หรือสถาบันวิชาชีพกำหนด
หมายเหตุ ประเด็นนี้ อาจเป็นเหตุผลที่ศาลปกครองรับฟังขึ้น เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงที่การออกข้อสอบไม่สอดคล้องกับวิชาเอก
4) สมมติสถานการณ์ว่าคุรุสภาไม่ประกาศยกเลิกการสอบวิชาเอก แต่ศาลปกครองรับฟังได้ว่า การรวมวิชาเอกเข้าด้วยกันนั้น เป็นความไม่เป็นธรรมแก่ผู้สอบตามคำฟ้อง จะทำให้การดำเนินการทดสอบของคุรุสภาที่จะดำเนินการต่อไปตามปฏิทินการสอบ และผลการทดสอบจะต้องถูกยกเลิกทั้งหมดทุกรายวิชา เนื่องด้วยการทดสอบอยู่ในกระบวนการทดสอบของประกาศคุรุสภาฉบับเดียวกัน
หากการณ์เป็นเช่นนั้น ก็จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง แก่ความเชื่อมั่นในองค์กรวิชาชีพครู คือคุรุสภา
5) จากการประมวลเหตุและผลทั้งหมดข้างต้น ผู้เขียนจึงเห็นว่า “การยกเลิกการทดสอบวิชาเอก ที่กำหนดให้เป็นรายวิชาหนึ่งของการได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ในสถานการณ์ปัจจุบันที่คุรุสภายังมีปัญหา ทั้งด้านกฎหมายและการบริหารจัดการ จึงเป็นความเหมาะสมแก่สถานการณ์”
6) อย่างไรก็ตาม เมื่อทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า “การทดสอบวิชาเอกแบบเข้มข้น” เป็นความจำเป็นเพื่อคุณภาพครูไทย ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอความเห็นประกอบการพิจารณา ว่า การออกประกาศคุรุสภาในการยกเลิกการสอบวิชาเอก นั้น ควรมีการดำเนินการ ดังนี้
(1) ควรกำหนดระยะเวลาการยกเลิกการสอบวิชาเอก ในระยะที่ 1 เป็นระยะเวลา 4 ปี สำหรับนิสิตนักศึกษาที่เข้าศึกษา ปีการศึกษา 2562-2565 (ตามวงรอบหลักสูตร 4 ปี) เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการ การจัดสรรงบประมาณ การบริหารคุณภาพของข้อทดสอบ ในการวัดและประเมินผลด้านสมรรถนะ ส่วนระยะที่สอง เมื่อพ้นกำหนด 4 ปี แล้ว คือนิสิตนักศึกษาที่เข้าศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 เป็นต้นไป ต้องสอบครบทั้ง 5 รายวิชา
(2) มีการทดสอบในสาระความรู้หลัก ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และแผนการบรรจุครูของ ก.ค.ศ. ได้แก่ วิชาเอก ปฐมวัย ประถมศึกษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ทั่วไป (เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์) สังคมศึกษา ภาษาไทย พลศึกษา ฯลฯ
(3) ใช้ผลระดับการประเมินของสถาบันภาษา ของแต่ละวิชาเอก ตามที่คุรุสภากำหนด กรณีภาษาต่างประเทศ อาทิ อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น พม่า บาลี เวียตนาม อาหรับ ฝรั่งเศส มลายู เกาหลี เยอรมัน สเปน ลาว ฯลฯ
(4) ใช้ผลระดับการประเมินจากองค์กร/สถาบันวิชาชีพ ตามที่คุรุสภากำหนดในกลุ่มวิชาการอาาชีวศึกษา อาทิ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โยธา ศิลปกรรม การควบคุมอัตโนมัติและแมคคาทอนิคส์ คหกรรม อุตสาหการ เทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร โลจิสติกส์ ประมง เหมืองแร่ พาณิชยกรรม/บริหารธุรกิจ สถาปัตยกรรมและการออกแบบ อุตสาหกรรมศิลป์ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ไฟฟ้า อุตสาหกรรรมสิ่งทอ เครื่องทอ อุตสาหกรรมบันเทิงและดนตรี ฯลฯ
(5) หากมีกรณีวิชาเอกอื่นๆ ให้ใช้ผลการประเมินขององค์กร หน่วยงาน วิชาชีพนั้นๆ ตามที่คุรุสภากำหนด
สภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย ตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้วิชาชีพครู โดยยึดมั่นในหลักการร่วมกันมาตลอดเวลา แต่ในขณะเดียวกันเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นในสังคมการศึกษาไทย สภาคณบดีฯก็ต้องมีบทบาทในการเสนอทางออก ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางความคิดของวงการศึกษาด้วย วิกฤติครั้งนี้ จึงควรเป็นโอกาสที่ “คุรุสภาจะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ในการปรับปรุงระบบการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูใหม่ทั้งหมด” เลยครับ
เขียนโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ นพรัก
ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย
ประธานที่ประชุมคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย
คณบดีวิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา
ที่มา ; FB สมบัติ นพรัก