
ความสำคัญและความจำเป็นที่ต้องรื้อสร้างการศึกษานั้น เป็นเพราะโลกการศึกษายังเคลื่อนอยู่ในกรอบเดิม ๆ ที่สืบต่อกันมานานนับศตวรรษ บ่มเพาะอยู่ในกรอบวิธีคิด ระบบระเบียบ และการปฏิบัติในยุคตั้งแต่ก่อนโน้นนน ไม่ว่าจะสายสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือศิลปศาสตร์ ฯ ส่งผลให้มิติมุมมองความคิด แนวการปฏิบัติในการผลิตบุคลากรและวิทยาการส่วนใหญ่ทั้งหลาย เคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างสับสน ตามแก่นแกนแนวคิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เดิม ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับสังคมวันนี้และอนาคต การศึกษาโดยรวมจึงตกอยู่ในสภาพที่ถูกทำลายล้าง-ดิสรัป จากความเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ ถ้าไม่ปรับตัว!!!
หลักคิดเก่าของระบบการศึกษา เคลื่อนอยู่บนฐานความรู้-ความคิดในยุคการใช้แรงงานเข้มข้น labor-intensive ที่วันนี้เผชิญกับปัญหาทุกมิติ ตั้งแต่วิสัยทัศน์ กระบวนการ ระบบระเบียบ ไปจนถึงผลผลิตสุดท้าย! การจัดการศึกษาที่ผ่านมาและเป็นอยู่สร้างความสูญเปล่ามหาศาล ทำให้ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความคิดของผู้คนบิดเบี้ยวพิกลพิการ หาทางออกให้กับตัวเองไม่พบ คนรุ่นช่วงอายุ 30-40 ต้องว่างงานเพราะการเปลี่ยนแปลงของงานในยุคสมัย
สถาบันการศึกษาโดยรวมผลิตบัณฑิตตกงานปีละครึ่งล้าน และผลิตคนที่ไม่มีคุณภาพที่ดีพอ-ขาดทักษะ-ไม่ตรงตามความต้องการของงานยุคใหม่ ผู้จบการศึกษาปีละครึ่งล้านจึงไม่มีงานทำ ต้องดิ้นรนไปตามชะตากรรมที่เลื่อนลอย! มันคือความสูญเปล่าที่สัมผัสจับต้องได้ชัดเจนยิ่ง! มากไปกว่านั้น กลุ่มเด็กจบการศึกษาที่มีงานทำเกือบครึ่งได้งานทำแบบที่ไม่ตรงตามสาขาวิชาที่เรียน! ส่วนกลุ่มที่ทำงานตรงตามสาขาที่เรียนก็ขาดคุณภาพ-ทักษะ-ประสบการณ์ไม่เป็นที่พึงพอใจของระบบงาน ต้องมีการฝึกงานใหม่และลงทุนซ้ำจากสถานประกอบการ เพื่อปรับเสริมความรู้-ทักษะ-ประสบการณ์ให้ทำงานหน้างานจริงๆ ได้! นี่คือมิติความล้มเหลวซับซ้อนที่แฝงฝังอยู่ในระบบการศึกษา สะท้อนความสูญเปล่าของการศึกษาที่ปรับตัวไม่ทันโลก ไร้คุณภาพ! ถ้าเปรียบระบบการศึกษาเป็นองค์กรหรือบริษัทเอกชน ก็มีสภาพที่เรียกว่าล้มละลายหรือเอาตัวไม่รอด!!!
การพิจารณาหยุดความสูญเปล่าของการศึกษา คงต้องทบทวนตรงไปที่ผลลัพธ์ปลายทาง! ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต้องมีเป้าหมายปลายทางชัดว่า บุคลากรที่เป็นผลิตผลของการศึกษานั้น เรียนจบแล้วต้องมีงานทำ มีทักษะประสบการณ์ตรงตามระบบงานจากสาขาที่ร่ำเรียนมา มีคุณภาพชีวิตที่ดี หรือมีศักยภาพในการเป็นผู้ประกอบการได้หลังจากที่จบการศึกษามา นี่คือผลลัพธ์ปลายทางที่พึงปรารถนา ที่ระบบการศึกษาต้องตระหนักอย่างยิ่ง ที่จะนำไปพิจารณาร่วมกับองค์ประกอบแวดล้อมอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับโลกแวดล้อมปัจจุบัน! นอกจากเรื่องที่กล่าวนี้ล้วนเป็นมายาคติ เป็นเรื่องดราม่า จิปาถะ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างคุณภาพคน คุณภาพระบบการศึกษาทั้งสิ้น!!!
การสร้างผลลัพธ์ปลายทางตามที่กล่าว เป็นเรื่องวิสัยทัศน์และความรู้-ทักษะในการจัดการ ที่ผู้คนในระบบการศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา และครูบาอาจารย์ต้องมีฐานคิดมุมมองเข้าใจเท่าทันความเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ และเข้าใจภารกิจที่สำคัญของระบบการศึกษา-การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ว่าเป็นความรับผิดชอบที่จะต้องสร้าง-พัฒนาความก้าวหน้าให้กับผู้คน เศรษฐกิจสังคม และคุณภาพชีวิตโดยรวมจากปัจจุบันสู่อนาคต ท่ามกลางกระแสความเคลื่อนไหวปรับตัวตลอดเวลาของวันนี้
บุคลากรการศึกษาต้องสำนึกตระหนักว่า การศึกษาไม่ใช่เรื่องตำแหน่ง-อำนาจ-การแสวงประโยชน์-การลงทุนค้ากำไร หรือการไต่อันดับ-ranking ไม่ใช่เรื่องการทำมาหากินกับโอกาสของผู้คน รวมถึงไม่ใช่เรื่องการยกตนเหนือผู้อื่น-อวดฉลาด ฯลฯ ผลลัพธ์ของการศึกษาที่แท้จริงต้องสะท้อนศักยภาพ สร้างสรรค์ความก้าวหน้าให้ผู้คน สังคม และเศรษฐกิจผ่านการทำงานที่ตรงตามความรู้ทักษะ มีความเข้าใจในการปรับตัวและมีประสบการณ์เท่าทันโลก มีความสามารถที่จะต่อยอดสร้างความก้าวหน้าได้ เป็นกำลังสำคัญของตนเองและสังคม ในการอยู่ร่วมกันอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี
คุณภาพการศึกษาไม่ใช่เรื่องการวัดจำนวนเด็กมากหรือน้อยในระบบ-สถานศึกษา หรือการเปล่งอำนาจวาสนาบารมีของครูบาอาจารย์-สถาบันการศึกษา แต่วัดที่ผลิตผลว่าเด็กที่จบการศึกษาจากสถานศึกษานั้นๆ สามารถสร้างตัวตนเป็นผู้ประกอบการที่ดี-ประสบความสำเร็จหรือไม่ หรือมีงานทำตามสาขาวิชาที่เรียนมา-มีทักษะประสบการณ์มีคุณภาพในงานที่ทำหรือไม่ ฯลฯ นี่เป็นตัวชี้วัดง่ายๆ พื้นๆ ในเป้าหมายปลายทางของสถาบันการศึกษาที่มีภาระกิจในการผลิตคน และยิ่งเป็นมิติที่สำคัญมากขึ้นไปอีกสำหรับโลกยุคใหม่ ด้วยว่าการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้นเป็นฐานสำคัญในการสร้างคุณภาพชีวิต-คุณภาพสังคม-และความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ที่มีผลโดยรวมต่อการพัฒนายกระดับบ้านเมือง การตระหนักสำนึกที่จะต้องตอบตัวชี้วัดปเหมายปลายทางที่กล่าวมานี้ จึงเป็นทั้งฐานคิด-วิสัยทัศน์-ภาคปฏิบัติที่สำคัญของระบบการศึกษา
ดราม่าเรื่องจำนวนนักเรียน-จำนวนคนที่มากของสถานศึกษา การจัดอันดับสถาบัน การอวดตัว อวดอำนาจตำแหน่ง ฯ ล้วนเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างคุณภาพการศึกษาและการมีอนาคตที่ดีเลย เป็นได้แค่บทดราม่าที่สะท้อนให้เห็นความลุ่มหลง-ความไม่รู้-ความป่วยไข้หมกมุ่นของคนที่อยู่ในสภาวะปรับตัวไม่ทัน! ฯลฯ ที่จริงแล้ววิสัยทัศน์-ภาคปฏิบัติที่สำคัญและเร่งด่วนของการจัดการศึกษาในวันนี้คือ การรื้อสร้างความรู้ทักษะให้ทันโลก สร้างการศึกษาที่รับผิดชอบต่อคุณภาพและการมีงานทำของผู้จบการศึกษาทุกระดับ รวมถึงช่วยหยุดความสูญเปล่ามากมหาศาล ที่เกิดจากทิศทางและระบบการศึกษาที่สะเปะสะปะลงให้ได้!!!
มีข้อเสนอหลายมิติที่ชี้ว่าถึงเวลาจะต้องรื้อสร้างการศึกษาและแนวทางการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลวันนี้ ที่การพัฒนายุคใหม่กำลังปรับตัวเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยพลังความก้าวหน้าที่เร็ว-แรง ในระบบนิเวศและภูมิทัศน์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยี และการสื่อสารยุค 5g ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการพัฒนาบุคลากรและการศึกษายิ่ง!!!
ที่มา ; SARIKA
บทความชี้ให้เห็นว่า ระบบการศึกษาในปัจจุบันยังยึดติดกับกรอบแนวคิดเดิมจากยุคแรงงานเข้มข้น ทำให้ไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ส่งผลให้เกิดปัญหาคุณภาพบัณฑิตตกต่ำ ว่างงานจำนวนมาก และทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน สะท้อนความสูญเปล่าเชิงระบบอย่างรุนแรง ทั้งในมิติของผู้เรียน สถานศึกษา และเศรษฐกิจโดยรวม
การศึกษาไทยจึงจำเป็นต้อง “รื้อสร้าง” โดยเน้นผลลัพธ์ปลายทางเป็นสำคัญ คือ ผู้เรียนต้องมีงานทำ มีทักษะตรงสาย มีคุณภาพชีวิตดี หรือสามารถเป็นผู้ประกอบการได้ ไม่ใช่เน้นเพียงปริมาณผู้เรียนหรือชื่อเสียงสถาบัน
ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษาต้องปรับวิสัยทัศน์ เข้าใจโลกยุคดิจิทัล และมุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้ตอบโจทย์สังคม เศรษฐกิจ และอนาคต การศึกษาต้องไม่เป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์หรืออำนาจ แต่ต้องสร้างศักยภาพคนอย่างแท้จริง
ตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาควรพิจารณาจากความสามารถของผู้เรียนในการทำงานจริง การปรับตัว และการสร้างคุณค่าให้สังคม ขณะที่การยึดติดกับการจัดอันดับหรือภาพลักษณ์เป็นเพียง “มายาคติ” ที่ไม่ช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาต้องเร่งปรับทั้งแนวคิด ระบบ และการปฏิบัติ เพื่อหยุดความสูญเปล่า และสร้างคนที่มีคุณภาพสอดคล้องกับโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง
ข้อ 1 แนวคิดหลักที่บทความต้องการสื่อคือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนนักเรียนในระบบ
ข. ปรับปรุงภาพลักษณ์สถาบัน
ค. รื้อสร้างระบบการศึกษาให้สอดคล้องโลกใหม่
ง. เพิ่มงบประมาณการศึกษา
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการ “รื้อสร้าง” ระบบเพื่อให้ทันโลกและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ข้อ 2 ปัญหาสำคัญของการศึกษาไทยตามบทความคืออะไร
ก. ขาดครูผู้สอน
ข. เน้นวิจัยมากเกินไป
ค. ผลิตบัณฑิตไม่ตรงตลาดแรงงาน
ง. หลักสูตรยากเกินไป
เฉลย: ค
เหตุผล: กล่าวถึงบัณฑิตตกงานและทักษะไม่ตรงงานชัดเจน
ข้อ 3 “ความสูญเปล่า” ในบทความหมายถึงอะไร
ก. ใช้งบประมาณสูง
ข. ผู้เรียนไม่เข้าเรียน
ค. การผลิตคนที่ไม่ตอบโจทย์สังคม
ง. การเรียนออนไลน์ล้มเหลว
เฉลย: ค
เหตุผล: สูญเปล่าจากผลผลิตที่ไม่มีคุณภาพและไม่ตรงความต้องการ
ข้อ 4 ตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาที่เหมาะสมคือข้อใด
ก. จำนวนผู้สมัคร
ข. อันดับสถาบัน
ค. งบประมาณต่อหัว
ง. ความสามารถในการทำงานของผู้เรียน
เฉลย: ง
เหตุผล: บทความเน้นผลลัพธ์ปลายทางของผู้เรียน
ข้อ 5 บทบาทสำคัญของผู้บริหารการศึกษาคืออะไร
ก. เพิ่มรายได้สถานศึกษา
ข. ควบคุมวินัยนักเรียน
ค. ปรับวิสัยทัศน์และระบบให้ทันโลก
ง. สร้างชื่อเสียงองค์กร
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงและนำพาระบบปรับตัว
ข้อ 6 ข้อใด “ไม่ใช่” เป้าหมายปลายทางของการศึกษา
ก. มีงานทำ
ข. เป็นผู้ประกอบการได้
ค. ได้อันดับสูง
ง. มีคุณภาพชีวิตดี
เฉลย: ค
เหตุผล: อันดับเป็นมายาคติ ไม่ใช่เป้าหมายแท้จริง
ข้อ 7 สาเหตุหลักที่ทำให้ระบบการศึกษาล้มเหลวคืออะไร
ก. ขาดเทคโนโลยี
ข. ยึดติดแนวคิดเดิม
ค. นักเรียนไม่ตั้งใจเรียน
ง. ครูมีภาระงานมาก
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเน้นกรอบคิดเดิมเป็นปัญหาหลัก
ข้อ 8 แนวทางแก้ปัญหาที่สำคัญที่สุดคืออะไร
ก. เพิ่มวิชาเรียน
ข. ลดเวลาเรียน
ค. เชื่อมโยงการศึกษากับโลกงานจริง
ง. เพิ่มการสอบ
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นทักษะตรงงานและการมีงานทำ
ข้อ 9 “มายาคติ” ในบทความหมายถึงอะไร
ก. ความเชื่อที่ช่วยพัฒนา
ข. แนวคิดที่ไม่มีผลต่อคุณภาพจริง
ค. ทฤษฎีการศึกษาใหม่
ง. นโยบายรัฐบาล
เฉลย: ข
เหตุผล: เช่น การยึดอันดับหรือภาพลักษณ์
ข้อ 10 การศึกษาในยุคใหม่ควรตอบสนองสิ่งใดมากที่สุด
ก. ความต้องการผู้ปกครอง
ข. นโยบายระยะสั้น
ค. การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ
ง. การแข่งขันระหว่างโรงเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: โลกยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ