
ไม่อยากเรียน ไม่อยากรู้เรื่องราวภายนอก และไม่อยากทำงาน ไลฟ์สไตล์แบบ NEET (not in employment, education, or training) กำลังเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่กำลังเป็นกันมากขึ้น
สำหรับไลฟ์สไตล์แบบ NEET หรือการใช้ชีวิตแบบวันต่อวันแล้ว คำนี้ได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งคำว่า NEET นั้นจะหมายถึงคนที่ไม่ยอมเรียนรู้หรือทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเอง แต่เลือกที่จะใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน ซึ่งถ้าหากเราพูดถึง NEET ในช่วงก่อนหน้านี้ หลายคนมักจะมีภาพจำของคนที่ถูกกีดกันออกจากระบบการศึกษาหรือการทำงานด้วยอุปสรรคต่างๆ อย่างเช่นการเงิน นิสัยส่วนตัว หรือแม้แต่ภาวะและโรคประจำตัวที่ทำให้ไม่สามารถทำงานได้แบบคนทั่วไป ไม่ได้เป็นการเลือกเพราะไม่อยากทำงานแต่อย่างใด
แต่ในปี 2024 นี้กลับพบว่าคนรุ่นใหม่ Gen Z หลายคนปฏิเสธที่จะเติบโตและเข้าสู่วัยผู้ใหญ่จากการพยายามเรียนเพื่อนรับวุฒิการศึกษา หรือการเข้าทำงานหลังเรียนจบ และกลายเป็นคนกลุ่ม NEET จะการเลือกเส้นทางของตัวเองมากขึ้น ทำให้ระดับการว่างงานในกลุ่มคนจบใหม่ทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
ผลสำรวจเผย คนรุ่นใหม่ว่างงานจากความต้องการของตัวเอง
ตามข้อมูลจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) พบว่าประมาณ 1 ใน 5 ของคนที่มีอายุระหว่าง 15 ถึง 24 ปีทั่วโลกในปี 2023 เป็น NEET ซึ่งผลสำรวจเฉพาะในสเปนเพียงประเทศเดียว ก็พบว่ามีเยาวชนอายุ 15-24 ปี มากกว่าครึ่งล้านคนที่ไม่เรียนต่อและไม่ทำงาน ขณะที่ในสหราชอาณาจักร เกือบสามล้านของคนรุ่นใหม่ถูกจัดให้เป็นผู้ที่ไม่ทำงาน โดยมีเยาวชน 384,000 คนตัดสินใจที่จะไม่ทำงานตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด
แม้ว่าการศึกษาจะไม่ได้สำรวจว่าอะไรเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เลือกที่จะหลีกเลี่ยงการทำงาน และอาศัยอยู่กับพ่อแม่หรือรับสวัสดิการจากรัฐ แต่งานวิจัยอื่นๆ ชี้ให้เห็นว่าถึงแม้พวกเขาจะเริ่มต้นการทำงานแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการในชีวิตอย่างเช่น การซื้อบ้านที่ยังคงเป็นเรื่องที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้
เมื่อการบรรลุเป้าหมายในวัยผู้ใหญ่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้จริง อีกทั้งเงินเดือนของคนรุ่นใหม่ที่เข้าสู่ตลาดการทำงานก็ยังคงน้อยเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้คนรุ่นใหม่อาจรู้สึกว่าการประหยัดหรือแม้กระทั่งการทำงานเพื่ออนาคตเป็นเรื่องที่ไร้ประโยชน์
ไม่อยากดิ้นรนหาเงิน ขออยู่เฉยๆ เพื่อสุขภาพจิตที่ดี
ถ้าเราลองนึกถึงเทรนด์การทำงานในยุคก่อนๆ จะพบว่าการพยายามทำงานหนักเพื่อดิ้นรนหาเงิน หรือการขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นเป็นสิ่งที่คนทำงานในยุคก่อนหน้านี้ให้ความสำคัญมาก แต่ในยุคนี้ ประโยคคลาสสิกอย่าง “ทำงานหนัก เล่นให้หนักกว่า (Work hard, Play harder)” ไม่ได้มีอิทธิพลต่อคนรุ่นใหม่ อีกต่อไปแล้ว
คนรุ่นใหม่หลายคนเลือกที่จะปกป้องความเป็นอยู่ที่ดีของตนเองมากกว่าการแข่งขันเพื่อขึ้นสู่ตำแหน่งในองค์กร ด้วยเหตุผลที่ว่า ต่อให้ตำแหน่งสูงขึ้นเท่าไหร่ เงินที่พวกเขาได้รับก็ยังไม่สามารถซื้อบ้านที่พ่อแม่เคยซื้อได้อยู่ดี
หรือแม้แต่คนที่ต้องการทำงานเองก็ยังไม่ต้องการงานที่หนักเกินไปเช่นกัน ทำให้คนรุ่นใหม่หลายคนเลือกที่จะหางานออฟฟิศที่ไม่หนักเกินไป ไม่ต้องทำงานล่วงเวลาบ่อยๆ และก็ยังมีคนรุ่นใหม่อีกหลายกลุ่มที่หลีกเลี่ยงงานออฟฟิศไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้งานที่ได้รับความนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่คือการเป็นครู ซึ่งแม้จะมีรายได้น้อยแต่ก็มีวันหยุดพักร้อนมากกว่า
ปัญหาสุขภาพจิต อีกหนึ่งสาเหตุของการอยู่แบบไร้จุดมุ่งหมาย
อีกหนึ่งสาเหตุที่ซ่อนอยู่ในเทรนด์ของการเลือกที่จะไม่ทำงานก็คือ “ปัญหาสุขภาพจิต” ที่เพิ่มขึ้นในคนรุ่นใหม่ Gen Z
ซึ่งผลสำรวจพบว่าคนรุ่นใหม่ Gen Z มีความเครียดมากเกือบสองเท่าของคนรุ่นมิลเลนเนียลในวัยเดียวกัน และมากกว่า 1 ใน 3 ของคนอายุ 18-24 ปี ต้องทนทุกข์ทรมานจากการเป็น “โรคจิตเวชทั่วไป” (CMD) อย่างเช่น ความเครียด ความวิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า อีกทั้งคนรุ่นใหม่ที่ทำงานก็มีการลาป่วยมากกว่าคนรุ่น Gen X ที่อายุห่างจากพวกเขา 20 ปี
การไม่ทำงานของคนรุ่นใหม่เนื่องจากสุขภาพที่ย่ำแย่เป็นแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นจริงๆ และที่น่ากังวลคือการที่คนในช่วงวัย 20 ต้นๆ ที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตผู้ใหญ่ มีแนวโน้มที่จะไม่ทำงานเนื่องจากสุขภาพที่ย่ำแย่มากกว่าคนวัย 40 เสียอีก
ถ้าหากเรามองเทรนด์ NEET แบบผิวเผิน อาจจะรู้สึกว่าคนรุ่นใหม่กำลังมีความอดทนน้อยลง แต่ถ้ามองลึกลงไปแล้ว ปัญหาที่ซ่อนอยู่ภายใต้การแค่ “ขี้เกียจทำงาน” นั้นมีความลึกซึ้งกว่ามาก คนรุ่นใหม่ยอมแพ้ที่จะไม่ทำงานเพราะผลพวงมาจากภาวะเศรษฐกิจที่แย่ลง วัฒนธรรมการทำงานที่เป็นพิษ และสุขภาพจิตที่ย่ำแย่ ซึ่งถ้าหากเรายังไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ทัน องค์กรก็มีแนวโน้มที่จะขาดคนทำงานเก่งๆ หรือแม้แต่ประเทศเองก็สามารถพลาดโอกาสในการพัฒนาคนให้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญเพียงเพราะการที่คนรุ่นใหม่พยายามออกจากระบบการทำงานเพราะเห็นว่า “ทำงานไปก็ไม่คุ้มเสีย”
อ้างอิง
· Gen Z are increasingly becoming NEETs by choice—not in employment, education, or training: ORIANNA ROSA ROYLE, FORTUNE – https://bit.ly/4eGXcm8
Youth not in employment, education or training (NEET) : OECD Data – https://bit.ly/4bjm00A
Mission To The Moon 27/06/2024
ที่มา ; missiontothemoon
เกี่ยวข้องกัน
‘สภาพัฒน์’ เปิดเหตุผลนายจ้าง 89% ปฏิเสธจ้างเด็กจบใหม่?
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสที่ 1/2568 ว่าสถานการณ์แรงงานไตรมาสหนึ่ง ปี 2568 โดยในช่วงหนึ่งมีการกล่าวถึงตัวเลขการว่างงานของผู้จบการศึกษาใหม่โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษานั้นมีโอกาสที่จะตกงานสูง สอดคล้องกับข้อมูลการว่างงานตามระดับการศึกษาที่มีอัตราว่างงานมากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ โดยคิดเป็นสัดส่วน 1.84% หรือว่างงานอยู่ที่ 131,600 คน
สอดคล้องกับผลการศึกษาของ Hult International Business School ร่วมกับ Workplace Intelligence ที่พบว่าผู้บริหาร 89% มีแนวโน้มที่จะเลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่
· เด็กจบใหม่ยังขาดประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง ๖๐%
· ไม่ทีทักษะการทำงานที่เหมาะสม 51%
· ขาดทักษะการทำงานเป็นทีม 55%
· ยังมีมารยาททางธุรกิจที่ไม่ดีนัก 50%
สำหรับข้อแนะนำสำหรับผู้ที่จบการศึกษาใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้งานทำเลขาธิการสภาพัฒน์ระบุว่า ความสามารถในเชิงวิชาชีพที่จบมาต้องทำงานได้ต้องเป็นคุณสมบัติหลัก นอกจากนั้นส่วนที่ต้องมีก็คือเรื่องของการคิดวิเคราะห์ ความสร้างสรรค์ในการคิดการทำงานของตัวเอง ถือเป็นทักษะที่สำคัญที่จะทำให้เด็กที่จบใหม่สามารถหางานได้เพิ่มขึ้น
แม้ในการทำงานของคนรุ่นใหม่นั้นอาจจะให้ความสำคัญกับ “Work life balance” หรือการเป็นเจ้าของกิจการ แต่กลุ่มที่จะเข้าไปทำงานในระบบ เข้าสู่การจ้างงานในองค์กร และบริษัทต่างๆนั้นต้องเข้าใจว่าการทำงานจริง เรารับเงินเดือนเขามาแล้ว การทำงานจริงต้องทำงานอย่างเต็มที่
อีกเรื่องทักษะการทำงานเป็นทีมก็สำคัญ รวมทั้งการสื่อสารกับคน และมารยาททางธุรกิจในการติดต่อก็เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องซอฟต์สกิลที่เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน
“คนรุ่นใหม่ อาจจะให้ความสำคัญกับ “Work life balance” แต่เมื่อเข้าไปทำงานในระบบ เข้าสู่การจ้างงานในองค์กร บริษัทต่างๆ ต้องเข้าใจว่าเป็นการทำงานจริง เรารับเงินเดือนเขามาแล้วการทำงานต้องทำอย่างเต็มที่ ..ต้อง Work ก่อน แล้วค่อยไปดูเรื่อง balance ทีหลัง”
‘สภาพัฒน์’ เปิดเหตุผลนายจ้าง ไม่จ้างเด็กจบใหม่? ชี้ขาดทักษะทำงานเป็นทีม – มารยาทธุรกิจไม่เหมาะสม ชี้คนรุ่นใหม่ต้องเข้าใจ Work life balance ยังไม่เกิดในช่วงแรก
ที่มา ; ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
บทความกล่าวถึงปรากฏการณ์ “NEET” (Not in Employment, Education or Training) ซึ่งหมายถึงคนที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษา การทำงาน หรือการฝึกอบรม โดยในอดีตมักเกิดจากข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ หรือโอกาส แต่ปัจจุบันในกลุ่ม Gen Z มีแนวโน้ม “เลือก” ไม่เข้าสู่ระบบการทำงานหรือการศึกษาเพิ่มขึ้น เนื่องจากมองว่าโอกาสชีวิตไม่ตอบสนองความคาดหวัง เช่น รายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ การซื้อบ้านเป็นเรื่องยาก และความก้าวหน้าในอาชีพไม่คุ้มกับความเหนื่อยล้า
ข้อมูลจาก ILO พบว่าประมาณ 1 ใน 5 ของเยาวชนทั่วโลกอยู่ในกลุ่ม NEET ขณะที่หลายประเทศมีอัตราเยาวชนไม่ทำงานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน อีกทั้งปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความเครียด วิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าใน Gen Z มีแนวโน้มสูงขึ้น ส่งผลต่อการตัดสินใจหลีกเลี่ยงการทำงาน
นอกจากนี้ นายจ้างจำนวนมากยังไม่เลือกจ้างเด็กจบใหม่เพราะขาดประสบการณ์ ทักษะการทำงานเป็นทีม และซอฟต์สกิล ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างตลาดแรงงานกับคนรุ่นใหม่ ปรากฏการณ์ NEET จึงสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งเศรษฐกิจ วัฒนธรรมการทำงาน และสุขภาพจิต ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ
ปรากฏการณ์ NEET ในปัจจุบันแตกต่างจากอดีตอย่างไรมากที่สุด
ก. เกิดจากโรคระบาดเท่านั้น
ข. เป็นการเลือกไม่เข้าสู่ระบบมากขึ้น
ค. เกิดจากการบังคับของรัฐ
ง. เกิดจากการเพิ่มประชากรสูงวัย
เฉลย: ข
เหตุผล: ปัจจุบัน NEET มีลักษณะ “เลือก” ไม่ทำงาน/ไม่เรียนมากขึ้น ไม่ได้เกิดจากข้อจำกัดอย่างเดียวเหมือนอดีต
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ Gen Z ไม่อยากทำงานตามบทความคือข้อใด
ก. ไม่มีตลาดแรงงาน
ข. ค่าแรงต่ำและค่าครองชีพสูง
ค. ไม่มีการศึกษา
ง. ไม่มีเทคโนโลยีรองรับ
เฉลย: ข
เหตุผล: รายได้ไม่สอดคล้องค่าครองชีพและซื้อบ้านไม่ได้เป็นแรงผลักสำคัญ
ข้อใดสะท้อน “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ของ NEET ได้ดีที่สุด
ก. ความขี้เกียจส่วนบุคคล
ข. ความแตกต่างทางภาษา
ค. เศรษฐกิจ วัฒนธรรมการทำงาน และสุขภาพจิต
ง. การขาดกีฬาในโรงเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความชี้ว่าเป็นปัญหาหลายมิติ ไม่ใช่พฤติกรรมส่วนบุคคล
เหตุใดนายจ้างจึงปฏิเสธเด็กจบใหม่จำนวนมาก
ก. เงินเดือนสูงเกินไป
ข. ขาดประสบการณ์และทักษะทำงาน
ค. ไม่ต้องการพนักงานรุ่นใหม่
ง. ระบบการศึกษาไม่เปิดรับ
เฉลย: ข
เหตุผล: งานวิจัยระบุชัดว่าขาดประสบการณ์และ soft skills
แนวคิด “Work life balance” ในบทความถูกตีความอย่างไร
ก. เป็นเป้าหมายสูงสุดขององค์กร
ข. ไม่เกี่ยวกับการทำงานจริง
ค. เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ
ง. ทำให้ไม่ต้องทำงาน
เฉลย: ค
เหตุผล: คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตมากขึ้น
ผลกระทบสำคัญของการเพิ่มขึ้นของ NEET คือข้อใด
ก. เศรษฐกิจเติบโตเร็วขึ้น
ข. ขาดแรงงานคุณภาพในระบบ
ค. การศึกษาเข้มแข็งขึ้น
ง. ภาษีลดลงทันที
เฉลย: ข
เหตุผล: หากคนออกจากระบบมาก จะขาดแรงงานพัฒนาประเทศ
ปัญหาสุขภาพจิตใน Gen Z ส่งผลต่อ NEET อย่างไร
ก. ทำให้ทำงานได้ดีขึ้น
ข. เพิ่มความเครียดจนหลีกเลี่ยงการทำงาน
ค. ลดการใช้เทคโนโลยี
ง. เพิ่มรายได้เฉลี่ย
เฉลย: ข
เหตุผล: ความเครียด วิตกกังวล ทำให้หลีกเลี่ยงงานมากขึ้น
ถ้าผู้บริหารต้องแก้ปัญหา NEET ควรเน้นด้านใดมากที่สุด
ก. เพิ่มกฎระเบียบเข้มงวด
ข. ลดจำนวนมหาวิทยาลัย
ค. พัฒนาทักษะและสอดคล้องตลาดแรงงาน
ง. ลดการใช้เทคโนโลยี
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องลดช่องว่างทักษะและความต้องการตลาด
ข้อใดเป็น soft skill ที่นายจ้างต้องการตามบทความ
ก. การท่องจำ
ข. การสื่อสารและทำงานเป็นทีม
ค. การเขียนลายมือ
ง. ความเร็วพิมพ์
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นการสื่อสาร มารยาท และการทำงานร่วมกัน
บทเรียนสำคัญเชิงนโยบายจากบทความคือข้อใด
ก. ให้คนหยุดเรียนทั้งหมด
ข. ผลักให้คนทำงานหนักขึ้นโดยไม่เปลี่ยนระบบ
ค. ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างร่วมกัน
ง. ลดอายุเกษียณ
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องแก้เศรษฐกิจ การศึกษา และสุขภาพจิตไปพร้อมกัน