
ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์สาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนบทความ “ข้อสังเกตเกี่ยวกับการเรียนการสอนออนไลน์จากประสบการณ์ช่วงโควิด-๑๙ ระบาดระลอกแรก” เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Kasian Tejapira” เนื้อหาดังนี้
ข้อสังเกตเกี่ยวกับการเรียนการสอนออนไลน์จากประสบการณ์ช่วงโควิด-๑๙ ระบาดระลอกแรก
๑) การเรียนการสอนออนไลน์ต่างจากการสอนต่อหน้าในชั้นเรียนตรงที่เพิ่มความสำคัญกว่าของผู้เรียนเมื่อเทียบกับผู้สอน ผู้สอนอาจวางเป้าหมาย เนื้อหา การวัดผล ระบบระเบียบต่าง ๆ ของวิชาให้ แต่กระบวนการและผลลัพธ์ในการเรียนวิชานั้นถึงที่สุดแล้วขึ้นกับผู้เรียนเป็นหลัก เพราะไม่มีผู้สอนคอยกำกับผลักดันจัดระเบียบต่อหน้า ไม่มีชั้นเรียนเป็นภาวะแวดล้อมและบรรยากาศเอกเทศแยกต่างหากช่วยเอื้ออำนวย ไม่มีเพื่อนร่วมชั้นให้พูดคุยไต่ถามปรึกษา ผู้เรียนต้องจัดการดูแลภาวะแวดล้อมในการเรียนออนไลน์และการเรียนของตัวเอง ผู้เรียนจะโดดร่มไม่เข้าร่วมชั้นหรือปิดจอลุกหนีหรือปิดไมค์แล้วพูดคุยหรืองีบหลับหรือไม่ใส่ใจติดตามบทเรียน ผู้สอน/เพื่อนร่วมชั้นก็ไม่อาจแนะนำตักเตือนห้ามปรามได้ แทบทั้งหมดอยู่ที่ตัวผู้เรียนเองคนเดียว ผู้เรียนจึงรับผิดชอบผลสำเร็จหรือล้มเหลวของการเรียนเองกว่าเดิมมาก
๒) รูปแบบการเรียนการสอนที่เหมาะกับออนไลน์ไม่ใช่การบรรยายยาวเป็นชั่วโมง เพราะสมาธิผู้เรียนไม่ยาวขนาดนั้นและเบื่อหน่ายมึนงงง่าย แต่คือการสนทนาถามตอบและอธิบายเพิ่มเติมกว้างขวางออกไปจากคำถาม โดยอ้างอิงบทอ่านล่วงหน้าร่วมกัน ดังนั้น การแจกบทอ่านที่ใช้คุยล่วงหน้า (หนังสือตำรา, บทความ, รายงานข่าว, สไลด์ ฯลฯ ในรูปไฟล์ที่ส่งให้หรือดาวน์โหลดได้เป็นหลัก ส่วนบทอ่านที่เป็นรูปเล่มต้องแจ้งเตือนผู้เรียนให้จัดหามาแต่เนิ่น ๆ อาจโดยผ่านการสั่งซื้อหรือหยิบยืมกัน โดยเฉพาะในสภาพที่ห่างไกลศูนย์หนังสือหรือห้องสมุด) การมอบหมายตัวบุคคล/กลุ่มผู้เรียนบางส่วนล่วงหน้าให้เป็นผู้ถามนำ การเตรียมคำถามเกี่ยวกับบทอ่านไว้ล่วงหน้าของผู้เรียน จึงสำคัญในการทำให้การเรียนการสอนแบบสนทนาถามตอบและอธิบายเพิ่มเติมออนไลน์ดำเนินไปได้ โดยมีช่วงเวลาให้ผู้เรียนคนอื่นที่เหลือในชั้นได้มีจังหวะโอกาสร่วมซักถามออกความเห็นถกเถียงเพิ่มเติมด้วย
๓) เวลา ๓ ชั่วโมงต่อคาบยาวเกินไปสำหรับการเรียนการสอนออนไลน์ในรูปแบบที่กล่าวมาข้างต้น จากประสบการณ์ ความยาวของคาบการเรียนออนไลน์ที่พอเหมาะคือ ๒ ชั่วโมง โดยมีช่วงพักครึ่งผ่อนคลายอิริยาบถและทำกิจธุระส่วนตัวที่จำเป็น แล้วเสริมเติมโดย Online Office Hours สัปดาห์ละ ๑ - ๒ ชั่วโมงแล้วแต่จะตกลงกำหนดวันเวลากันในชั้นหนึ่ง ๆ เพื่อเป็นช่วงเปิดให้ซักถามพูดคุยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนอย่าง free flow มากขึ้นกว่าคาบเรียนออนไลน์ปกติ
๔) การวัดผลที่เหมาะสมและสะดวกคือสั่งงาน/แจ้งโจทย์หรือข้อสอบหรือคำถามล่วงหน้า ให้นักศึกษาไปค้นคว้าทำ แล้วกำหนดวันส่งพร้อมกันอีกที (take-home exam) เหล่านี้ทำให้คำถามแบบปรนัยและคำถามที่เน้นแต่ข้อเท็จจริงไม่เหมาะนัก หากคำถามที่เป็นอัตนัยและอาศัยการค้นคว้าขบคิดวิเคราะห์ตีความจะเหมาะกว่า
๕) ไม่ควรคิดว่าจะเรียนจะสอนออนไลน์ให้ได้คุณภาพและประสิทธิผลเหมือนการสอนต่อหน้าในชั้นเรียนได้อย่างไร? เพราะมันมีวิถีทางและลักษณะแตกต่างกัน ควรปรับคำถามใหม่ว่าบนพื้นฐานเงื่อนไขและลักษณะพิเศษที่เป็นจริงของการเรียนการสอนออนไลน์ จะทำอย่างไรให้เกิดการแสวงหาความรู้จากทรัพยากรและบุคลากรที่มีในส่วนตัวผู้เรียนให้ได้มากที่สุด? ผลลัพธ์อาจไม่เหมือนการสอนต่อหน้าในชั้นเรียน แต่ไม่แน่ว่าจะต้องแย่กว่าเสมอไป
๖) อย่าดูเบาปัญหาเทคนิค และอย่าประเมินปัญหาภาวะแวดล้อมและส่วนตัวของผู้เรียนต่ำเกินไป การตระเตรียม ซักซ้อมให้พรักพร้อมทางเทคนิค และการแจ้งปัญหาตรงไปตรงมาของผู้เรียนและหาทางแก้ร่วมกันเท่าที่ทำได้กับผู้สอนจึงสำคัญมาก คณะผู้บริหารและฝ่ายเทคนิคของสถาบันมีบทบาทสำคัญเป็นพิเศษในการให้คำแนะนำปรึกษาและอำนวยความสะดวกเพื่อแก้ปัญหาแก่ผู้เรียนและผู้สอนในเรื่องเหล่านี้
ที่มา ; แนวหน้า วันพุธ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2564
บทความสะท้อนประสบการณ์การจัดการเรียนการสอนออนไลน์ช่วงโควิด-19 โดยชี้ว่าระบบออนไลน์เปลี่ยนบทบาทสำคัญไปสู่ “ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” มากขึ้น ผู้เรียนต้องรับผิดชอบตนเองสูง ทั้งการจัดสภาพแวดล้อม วินัย และการมีส่วนร่วม เนื่องจากขาดแรงกำกับจากครูและบรรยากาศชั้นเรียนแบบเดิม รูปแบบการสอนที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การบรรยายยาว แต่เป็นการเรียนแบบมีปฏิสัมพันธ์ เช่น การสนทนา ถาม–ตอบ โดยอาศัยการอ่านล่วงหน้าและการเตรียมคำถามของผู้เรียน
ด้านเวลาเรียน ควรลดคาบให้สั้นลง (ประมาณ 2 ชั่วโมง) และเสริมด้วยช่วงให้คำปรึกษา (Office Hours) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น การวัดผลควรเน้นงานที่ต้องคิด วิเคราะห์ และค้นคว้า เช่น take-home exam มากกว่าข้อสอบท่องจำ นอกจากนี้ ไม่ควรยึดติดว่าออนไลน์ต้องเหมือนการเรียนในห้องเรียน แต่ควรใช้ข้อจำกัดให้เป็นโอกาสในการดึงศักยภาพผู้เรียน
ท้ายที่สุด ปัญหาเทคนิคและบริบทผู้เรียนเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใส่ใจ ผู้สอน ผู้เรียน และผู้บริหารต้องร่วมมือกันแก้ไข โดยสถาบันมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนทรัพยากรและระบบ เพื่อให้การเรียนออนไลน์มีประสิทธิภาพสูงสุด
ข้อ 1 ข้อใดสะท้อนสาระสำคัญที่สุดของการเรียนออนไลน์ตามบทความ
ก. ผู้สอนมีบทบาทมากขึ้น
ข. ผู้เรียนต้องรับผิดชอบตนเองมากขึ้น
ค. เนื้อหาต้องลดลง
ง. การสอบต้องเข้มงวดขึ้น
เฉลย: ข
เหตุผล: ออนไลน์ลดการควบคุมจากครู ทำให้ผู้เรียนต้องกำกับตนเองสูง
ข้อ 2 รูปแบบการสอนที่เหมาะสมที่สุดคือข้อใด
ก. บรรยายยาวต่อเนื่อง
ข. สอบย่อยทุกคาบ
ค. สนทนาและถาม–ตอบจากบทอ่าน
ง. ให้ทำแบบฝึกหัดเดี่ยว
เฉลย: ค
เหตุผล: ช่วยกระตุ้นการมีส่วนร่วมและการคิด
ข้อ 3 เหตุใดไม่ควรสอนออนไลน์แบบบรรยายยาว
ก. เนื้อหาน้อยเกินไป
ข. ผู้เรียนไม่มีพื้นฐาน
ค. สมาธิผู้เรียนจำกัด
ง. ระบบไม่รองรับ
เฉลย: ค
เหตุผล: ผู้เรียนเบื่อและเสียสมาธิง่าย
ข้อ 4 การเตรียมบทอ่านล่วงหน้ามีผลอย่างไร
ก. ลดเวลาเรียน
ข. เพิ่มการมีส่วนร่วม
ค. ลดภาระครู
ง. ทำให้สอบง่าย
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นฐานสำหรับการอภิปราย
ข้อ 5 ระยะเวลาที่เหมาะสมต่อคาบคือเท่าใด
ก. 1 ชั่วโมง
ข. 2 ชั่วโมง
ค. 3 ชั่วโมง
ง. 4 ชั่วโมง
เฉลย: ข
เหตุผล: สมดุลระหว่างเนื้อหาและสมาธิ
ข้อ 6 Office Hours มีจุดประสงค์หลักคืออะไร
ก. สอนเนื้อหาใหม่
ข. ทบทวนบทเรียน
ค. เปิดโอกาสซักถามเพิ่มเติม
ง. สอบเก็บคะแนน
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นพื้นที่พูดคุยอย่างอิสระ
ข้อ 7 วิธีวัดผลที่เหมาะสมคือข้อใด
ก. ข้อสอบปรนัย
ข. สอบปากเปล่า
ค. take-home exam
ง. การบ้านแบบท่องจำ
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการคิดวิเคราะห์
ข้อ 8 แนวคิดสำคัญเกี่ยวกับคุณภาพการเรียนออนไลน์คือข้อใด
ก. ต้องเทียบเท่าออฟไลน์
ข. ต้องดีกว่าเสมอ
ค. มีลักษณะต่างกัน
ง. ไม่สามารถใช้ได้จริง
เฉลย: ค
เหตุผล: ควรปรับตามบริบท ไม่ใช่เปรียบเทียบตรง ๆ
ข้อ 9 ปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามคือข้อใด
ก. เนื้อหา
ข. เทคนิคและบริบทผู้เรียน
ค. คะแนนสอบ
ง. ตารางเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: ส่งผลต่อการเข้าถึงและคุณภาพการเรียน
ข้อ 10 บทบาทของผู้บริหารควรเป็นอย่างไร
ก. ควบคุมการสอน
ข. ออกข้อสอบ
ค. สนับสนุนระบบและแก้ปัญหา
ง. ตรวจการบ้าน
เฉลย: ค
เหตุผล: ผู้บริหารต้องอำนวยความสะดวกและทรัพยากร