
ต้องยอมรับความจริงว่า “ความเจริญ” กระจุกตัวอยู่ในเมือง และหัวเมืองใหญ่เป็นหลัก ดังนั้น คุณภาพชีวิต คุณภาพการศึกษาจึงไม่ขยายไปสู่ต่างจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล และบริเวณรอยต่อระหว่างตะเข็บชายแดน จนทำให้หลายสถานศึกษาเหล่านั้นขาดความพร้อมในการบริหารจัดการเรียนการสอน
อีกทั้งยังทำให้การประเมินคุณภาพการศึกษาไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร
ทั้ง ๆ ที่เรื่องของการศึกษาเป็น 1 ใน 17 เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals-SDGs) ของสหประชาชาติ โดยเฉพาะข้อ 4 ที่ระบุว่า…การสร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุม และเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต
แต่ในความเป็นจริงยังถือว่าการปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว โดยเฉพาะการบริหารจัดการการศึกษาในพื้นที่ห่างไกลยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์
ผลเช่นนี้ เมื่อ สำนักงานรับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ขานรับนโยบายของ “พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการเร่งเดินหน้าประเมินคุณภาพสถานศึกษา เพื่อมุ่งยกระดับคุณภาพสถานศึกษาขนาดเล็ก สถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกล และโรงเรียนขยายโอกาส ด้วยการส่งเสริมให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง และเท่าเทียม จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง
สำคัญไปกว่านั้น “พล.ต.อ.เพิ่มพูน” ยังมอบนโยบายให้ “สมศ.” ยึดหลักการทำงาน “ถูกต้อง รวดเร็ว ประโยชน์ ประหยัด” พร้อมกับตั้งเป้าประเมินคุณภาพภายนอกปี 2567 รวมกว่า 4,220 แห่ง โดยย้ำว่าการประเมินครั้งนี้จะไม่มุ่งเน้นตัดสิน แต่จะยกระดับ และพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษาของชาติเพื่อให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น
“ดร.นันทา หงวนตัด” รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เปิดเผยว่า ไม่นานผ่านมา พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าตรวจเยี่ยม สมศ.พร้อมมอบนโยบาย และให้คำแนะนำการปฏิบัติงานในการดำเนินงานด้านการประเมินคุณภาพสถานศึกษาในปี 2567
โดยให้ สมศ.ดำเนินการประเมินคุณภาพภายนอกเชิงคุณภาพ โดยมุ่งเน้นไปที่การประเมินคุณภาพภายนอกให้กับสถานศึกษาขนาดเล็ก สถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงโรงเรียนขยายโอกาส
“โดยต้องกำหนดเกณฑ์การประเมินคุณภาพภายนอกให้มีความเหมาะสมกับกลุ่มสถานศึกษาแต่ละกลุ่ม เพื่อให้ผลการประเมินคุณภาพภายนอกสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา และสามารถนำไปใช้พัฒนาได้จริง โดย สมศ.ต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อคัดกรอง และประสานรายชื่อกลุ่มสถานศึกษาที่ต้องเร่งพัฒนา และยกระดับคุณภาพการศึกษาภายในปีงบประมาณ 2567”
พร้อมกันนี้ “พล.ต.อ.เพิ่มพูน” ยังมอบนโยบายการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “ถูกต้อง รวดเร็ว ประโยชน์ ประหยัด” โดย
· “ถูกต้อง” คือถูกต้องตามแนวนโยบายการศึกษา
· “รวดเร็ว” คือการดำเนินงานในการประเมินที่ว่องไวทันโลก ทันเหตุการณ์
· “ประโยชน์” คือการประเมินที่ต้องเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียน สถานศึกษา สังคม องค์กรและประเทศชาติ
· “ประหยัด” คือการใช้ทรัพยากร และงบประมาณในการประเมินให้เกิดประโยชน์สูงสุด คุ้มค่า
สถานศึกษาขนาดเล็ก และโรงเรียนขยายโอกาสมีลักษณะคล้ายคลึงกันตรงที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล และถิ่นทุรกันดาร ดังนั้น เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง และเท่าเทียม จึงจำเป็นต้องเร่งประเมินคุณภาพการศึกษาในกลุ่มสถานศึกษาดังกล่าว
ซึ่งการประเมินจะทำให้สถานศึกษาทราบถึงจุดเด่น จุดที่ควรปรับปรุง ตลอดจนแนวทางในการพัฒนาสถานศึกษา ทำให้สถานศึกษาสามารถนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้นได้ อันจะส่งผลให้ระบบการศึกษาไทยมีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นในภาพรวม
“ดร.นันทา” กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 สมศ.ยังคงเร่งเดินหน้าประเมินคุณภาพภายนอกอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าประเมินคุณภาพภายนอกให้กับสถานศึกษากว่า 4,220 แห่ง ซึ่ง สมศ.ได้ร่วมกับหน่วยงานต้นสังกัดในการพัฒนากรอบแนวทางการประเมินคุณภาพภายนอก
ทั้งยังคงยึดหลักในการใช้เกณฑ์ที่เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาประเภทต่าง ๆ โดยใช้ระยะเวลาประเมิน 1-3 วัน และสถานศึกษาแต่ละแห่งจะได้รับการประเมินด้วยจำนวนวันที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับบริบทของสถานศึกษา รวมทั้งมีการประเมินแบบ Hybrid ทั้ง Virtual Visit และ Onsite Visit เพื่อลดภาระของสถานศึกษา
นอกจากนั้น วิธีการประเมินของ สมศ.ยังคงเน้นการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนในการประเมิน ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ มีการพัฒนาศักยภาพผู้ประเมินภายนอกเกี่ยวกับสมรรถนะด้านการใช้ดิจิทัล (Digital Literacy) ควบคู่ไปกับการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประเมินคุณภาพภายนอกให้กับสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง
และสิ่งที่ สมศ.เน้นย้ำและให้ความสำคัญคือการส่งเสริมให้สถานศึกษานำผลการประเมินไปปรับใช้ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา และยกระดับคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาให้ดียิ่งขึ้น โดย สมศ.จะเริ่มเข้าประเมินสถานศึกษาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 เป็นต้นไป
“สิ่งที่ สมศ.มุ่งเน้นให้ความสำคัญคือการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่สถานศึกษาในการดำเนินการประกันคุณภาพภายในอย่างเป็นระบบ และต่อเนื่อง เพื่อให้มีความพร้อมก่อนรับการประเมินคุณภาพภายนอก โดยการประเมินในรอบปี 2567-2571 จะไม่ใช่การประเมินเพื่อตัดสินว่าได้หรือตก
แต่เป็นการประเมินเพื่อสะท้อนสภาพความเป็นจริงของสถานศึกษา พร้อมให้ข้อเสนอแนะที่เกิดประโยชน์ และสถานศึกษานำไปใช้ได้จริง อีกทั้งมีการติดตามให้สถานศึกษานำผลการประเมินไปใช้ เพื่อเป็นการยกระดับ และพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษาของชาติต่อไป”
เพราะการศึกษาคือตัวชี้วัดความเจริญของประเทศ ทั้งยังเป็นตัวชี้วัดการบริหารจัดการของรัฐบาลด้วยว่าจะมีประสิทธิภาพในการปฏิรูปการศึกษาอย่างทั่วถึง และเท่าเทียมหรือไม่
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567
สรุปสาระสำคัญ
ความสำคัญของการประเมินคุณภาพการศึกษา โดยเน้นที่การยกระดับสถานศึกษาใน พื้นที่ห่างไกล โรงเรียนขนาดเล็ก และโรงเรียนขยายโอกาส ซึ่งมักขาดความพร้อมในการจัดการเรียนการสอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มอบนโยบายให้ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เร่งเดินหน้าประเมินคุณภาพภายนอกในปีงบประมาณ 2567 กว่า 4,220 แห่ง โดยมีเป้าหมายหลักคือ การพัฒนาและยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษา ของชาติ โดยยึดหลักการทำงาน "ถูกต้อง รวดเร็ว ประโยชน์ ประหยัด" การประเมินนี้จะเน้นการให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์มากกว่าการตัดสินผล เพื่อให้สถานศึกษานำไปปรับปรุงคุณภาพได้อย่างแท้จริง สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติในการสร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียมกัน
ข้อสอบ
1.ในฐานะผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกล เมื่อท่านได้รับผลการประเมินคุณภาพภายนอกจาก สมศ. ตามแนวทางใหม่ปี 2567-2571 ข้อใดคือสิ่งแรกที่ท่านควรดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการประเมินมากที่สุด
ก. นำเสนอผลการประเมินต่อคณะกรรมการสถานศึกษาเพื่อของบประมาณเพิ่มเติมในการแก้ไขจุดอ่อนโดยเร็วที่สุด
ข. ชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ปกครองและชุมชนทันที หากผลการประเมินอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของโรงเรียน
ค. จัดตั้งคณะทำงานร่วมกับครูเพื่อวิเคราะห์จุดเด่นและจุดที่ควรพัฒนาจากรายงานผล พร้อมวางแผนการดำเนินงานเพื่อยกระดับคุณภาพ
ง. เปรียบเทียบผลการประเมินกับโรงเรียนใกล้เคียง เพื่อกำหนดเป้าหมายการแข่งขันในปีการศึกษาถัดไป
2.นโยบาย "ถูกต้อง รวดเร็ว ประโยชน์ ประหยัด" ของ รมว.ศึกษาธิการ ถูกนำมาใช้เป็นหลักการทำงานของ สมศ. หากท่านเป็นผู้บริหารสถานศึกษาขนาดเล็กที่ทรัพยากรจำกัด การดำเนินการในข้อใดสะท้อนความเข้าใจและประยุกต์ใช้หลัก "ประโยชน์" และ "ประหยัด" ได้อย่างชัดเจนที่สุด
ก. จัดซื้ออุปกรณ์เทคโนโลยีราคาแพงรุ่นใหม่ล่าสุด เพื่อเตรียมพร้อมรับการประเมินแบบ Virtual Visit ให้สมบูรณ์แบบ
ข. นำผลการประเมินจาก สมศ. มาจัดลำดับความสำคัญของปัญหา และเลือกพัฒนาโครงการที่ใช้งบประมาณน้อยแต่ส่งผลโดยตรงต่อนักเรียนกลุ่มใหญ่ที่สุดก่อน
ค. จ้างบริษัทที่ปรึกษาภายนอกเพื่อจัดทำเอกสารรายงานการประเมินตนเอง (SAR) ให้มีคุณภาพสูงสุด
ง. ระดมทุนจากชุมชนเพื่อทาสีอาคารและปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงาม ก่อนที่คณะผู้ประเมินจะเข้าตรวจเยี่ยม
3.บทความระบุว่า สมศ. จะ "ทำงานร่วมกับหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อคัดกรองและประสานรายชื่อกลุ่มสถานศึกษาที่ต้องเร่งพัฒนา" ในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา การตีความนัยของข้อความนี้ในเชิงกลยุทธ์ข้อใดเหมาะสมที่สุด
ก. สถานศึกษาควรลดการรายงานปัญหาและความท้าทายที่แท้จริงต่อต้นสังกัด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกคัดเลือกให้เข้ารับการประเมิน
ข. การสื่อสารข้อมูลและสภาพปัญหาที่แท้จริงของโรงเรียนต่อหน่วยงานต้นสังกัดอย่างสม่ำเสมอ คือกลยุทธ์เชิงรุกที่จะทำให้โรงเรียนได้รับโอกาสในการพัฒนาและสนับสนุนอย่างตรงจุด
ค. อำนาจในการตัดสินใจเลือกโรงเรียนเพื่อเข้ารับการประเมินถูกโอนไปให้หน่วยงานต้นสังกัดทั้งหมด สมศ. เป็นเพียงผู้ปฏิบัติ
ง. การประเมินจะมุ่งเน้นเฉพาะโรงเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ต่ำมากเท่านั้น โรงเรียนที่อยู่ในระดับปานกลางจึงไม่จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมมากนัก
4. หากท่านเป็นผู้ประเมินภายนอกของ สมศ. ที่ต้องเข้าประเมินโรงเรียนขยายโอกาสบนพื้นที่สูง ซึ่งมีข้อจำกัดด้านการเดินทางและวัฒนธรรมที่แตกต่าง ท่านจะตัดสินใจเลือกใช้แนวทางการประเมินแบบใดเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายใหม่ที่เน้นความยืดหยุ่น ลดภาระ และเข้าใจบริบทของสถานศึกษา
ก. เปลี่ยนไปใช้การประเมินแบบ Virtual Visit 100% เพื่อความรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางอย่างสูงสุด
ข. วางแผนการประเมินแบบ Hybrid โดยใช้ Virtual Visit เพื่อตรวจสอบเอกสารและสัมภาษณ์เบื้องต้น จากนั้นลงพื้นที่ Onsite Visit 1 วันเพื่อสังเกตการณ์และทำความเข้าใจบริบทจริง
ค. ยืนยันการประเมินแบบ Onsite Visit เต็มรูปแบบ 3 วันตามมาตรฐานเดิม เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ลึกซึ้งที่สุด
ง. ให้สถานศึกษาจัดทำวิดีทัศน์นำเสนอข้อมูลทั้งหมด แล้วส่งให้คณะผู้ประเมินพิจารณาเพื่อทดแทนการตรวจเยี่ยมทุกรูปแบบ
5. การที่นโยบายการประเมินของ สมศ. มุ่งเน้นไปที่ "สถานศึกษาขนาดเล็ก สถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงโรงเรียนขยายโอกาส" มีความเชื่อมโยงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อที่ 4 มากที่สุดในมิติใด
ก. การเพิ่มจำนวนผู้ที่มีทักษะทางเทคนิคและอาชีพเพื่อการจ้างงาน (Technical and Vocational Skills)
ข. การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)
ค. การสร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม (Inclusive and Equitable Quality Education)
ง. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาที่เป็นมิตรต่อเด็ก ผู้พิการ และทุกเพศ (Child-friendly Educational Facilities)
6. ภายใต้นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มอบให้ สมศ. ยึดหลักการทำงาน “ถูกต้อง รวดเร็ว ประโยชน์ ประหยัด” ในการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาขนาดเล็ก ผู้บริหารสถานศึกษาควรดำเนินการตามหลักการ “ประโยชน์” อย่างไร ที่จะเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดตามเจตนารมณ์ของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของชาติ?
ก. จัดทำรายงานการเงินและงบประมาณที่ใช้ในการเตรียมรับการประเมินอย่างละเอียด เพื่อแสดงให้เห็นถึงความประหยัดและคุ้มค่า
ข. กำหนดให้มีการประชุมคณะครูทั้งหมดเพื่อชี้แจงผลการประเมินภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการรับทราบข้อมูล
ค. นำผลการประเมินและข้อเสนอแนะของ สมศ. มาทบทวนและปรับปรุงแผนพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและบริบทชุมชนในทันที
ง. ให้ความร่วมมือและส่งเอกสารที่ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่ สมศ. กำหนด เพื่อให้การประเมินเป็นไปตามหลักการ 'ถูกต้อง'
7. หากสถานศึกษาขนาดเล็กได้รับการประเมินคุณภาพภายนอกตามแนวทางใหม่ของ สมศ. ซึ่งเน้นการประเมินเชิงคุณภาพและให้ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา ผู้บริหารสถานศึกษาควรดำเนินการเชิงกลยุทธ์ในลำดับถัดไปอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนคุณภาพอย่างต่อเนื่องของสถานศึกษา
ก. แจ้งผลการประเมินให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษารับทราบและขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาตามข้อเสนอแนะเพียงอย่างเดียว
ข. จัดทำรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา (SAR) ฉบับใหม่ โดยปรับข้อมูลให้สอดคล้องกับผลการประเมินภายนอก เพื่อเตรียมรับการประเมินในรอบถัดไปทันที
ค. นำผลและข้อเสนอแนะจากการประเมินภายนอก มาเป็น 'ฐานข้อมูล' ในการทบทวน ปรับปรุง และกำหนดมาตรฐานการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา (IQA) สำหรับรอบปีถัดไป
ง. จัดทำแผนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนการเรียนการสอนอย่างเต็มรูปแบบ ตามแนวทางการประเมินแบบ Hybrid ที่ สมศ. ใช้
8. การประเมินคุณภาพภายนอกรอบปี 2567-2571 สมศ. ย้ำว่า 'ไม่ใช่การประเมินเพื่อตัดสินว่าได้หรือตก แต่เป็นการประเมินเพื่อสะท้อนสภาพความเป็นจริงพร้อมให้ข้อเสนอแนะที่เกิดประโยชน์' การกระทำใดของผู้บริหารสถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกลที่ ขัดแย้งอย่างชัดเจน ต่อปรัชญาและเจตนารมณ์ของการประเมินแนวทางใหม่นี้?
ก. ปรับปรุงคู่มือการประกันคุณภาพภายในโดยลดขั้นตอนที่ซับซ้อน เพื่อให้การดำเนินการสอดคล้องกับหลัก 'ประหยัด' และ 'รวดเร็ว'
ข. จัดทำ 'ผลสรุปคะแนน' การประเมินคุณภาพภายนอก และใช้คะแนนดังกล่าวเป็นฐานในการพิจารณาความดีความชอบของครูรายบุคคล เพื่อกระตุ้นให้เกิดความรับผิดชอบ
ค. มอบหมายให้ครูแต่ละกลุ่มสาระฯ นำข้อเสนอแนะที่ได้รับไปจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเฉพาะจุด และรายงานความคืบหน้าให้ผู้บริหารทราบอย่างต่อเนื่อง
ง. ร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดในการคัดกรองสถานศึกษาที่มีความต้องการเร่งพัฒนา เพื่อกำหนดเกณฑ์การประเมินที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียน
9. บทความระบุถึงรากฐานของปัญหาการศึกษาว่า 'ความเจริญ' กระจุกตัวอยู่ในเมือง ทำให้คุณภาพชีวิต และคุณภาพการศึกษาไม่ขยายไปสู่ต่างจังหวัด และบริเวณรอยต่อระหว่างตะเข็บชายแดน นอกเหนือจากการเร่งรัดการประเมินคุณภาพภายนอกเพื่อทราบสภาพปัญหาแล้ว มาตรการเชิงนโยบายใดของกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะสามารถแก้ไขปัญหา 'ความไม่พร้อมในการบริหารจัดการ' และ 'ความไม่เท่าเทียม' ดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนและตรงจุดที่สุด?
ก. การเร่งส่งเสริมให้โรงเรียนขยายโอกาสในพื้นที่ห่างไกลปรับเปลี่ยนเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณและทรัพยากรมีความคล่องตัวมากขึ้น
ข. การจัดสรรงบประมาณรายหัว และจัดอัตรากำลังบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงสวัสดิการพิเศษให้เหมาะสมกับ 'บริบทความยากลำบาก' และความจำเป็นเฉพาะของสถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกล
ค. การเพิ่มงบประมาณการประเมินคุณภาพภายนอกให้ครอบคลุมสถานศึกษาทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เกิดการวินิจฉัยปัญหาอย่างถี่ถ้วน
ง.การจัดตั้งศูนย์พี่เลี้ยง (Mentorship Center) ให้สถานศึกษาในเมืองใหญ่เข้าไปให้คำปรึกษาแก่สถานศึกษาในพื้นที่ห่างไกลเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้การบริหารจัดการ
10. สมศ. กำหนดให้การประเมินคุณภาพภายนอกปี 2567 ใช้รูปแบบ Hybrid (Virtual Visit และ Onsite Visit) และใช้ระยะเวลาประเมินเพียง 1-3 วัน ซึ่งสั้นกว่ารูปแบบเดิม การดำเนินการดังกล่าวให้ประโยชน์ในด้านการบริหารจัดการแก่สถานศึกษาขนาดเล็กและโรงเรียนขยายโอกาสอย่างไรมากที่สุด
ก. ช่วยให้ผู้บริหารสถานศึกษามีเวลาเหลือในการไปเข้าร่วมประชุมกับหน่วยงานต้นสังกัดได้มากขึ้น แทนการเตรียมรับการประเมิน
ข. ช่วยลดภาระด้านการเตรียมการต้อนรับ และลดการใช้ทรัพยากรบุคคลและงบประมาณของสถานศึกษาให้น้อยที่สุด สอดคล้องกับหลักการ 'ประหยัด'
ค. ช่วยให้คณะกรรมการประเมินสามารถตัดสินผลการประเมินได้รวดเร็วขึ้น เนื่องจากข้อมูลส่วนใหญ่ถูกส่งทางระบบดิจิทัล
ง. ช่วยให้สถานศึกษาสามารถเลือกคณะกรรมการประเมินที่เชี่ยวชาญในบริบทของโรงเรียนตนเองได้ง่ายขึ้นจากระบบ Virtual Visit
คลิกเฉลย >>>