สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M024_ก.ค.ศ.คลอดหลักเกณฑ์ประเมินเพื่อมีและเลื่อนวิทยฐานะใหม่ของครู

เมื่อวันที่ 25 มกราคม นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 1/2564 ว่าที่ประชุมเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู สืบเนื่องจากที่ประชุม ก.ค.ศ. ได้เห็นชอบการกำหนดมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกตำแหน่ง และทุกวิทยฐานะ สำหรับตำแหน่งครู ซึ่งเป็นการได้กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบใหม่

ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องต่อการเปลี่ยนแปลงกับการจัดการศึกษาในปัจจุบัน และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกรวมทั้งกำหนดลักษณะงานที่ปฏิบัติ 3 ด้าน คือ

  • ด้านการจัดการเรียนรู้,
  • ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้
  • ด้านการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ

ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับวิชาชีพครู เพื่อให้ครูได้พัฒนาตนเองให้มีศักยภาพสูงขึ้นตามระดับวิทยฐานะ ทำให้ครูมีแนวทางในการพัฒนาตนเองที่ชัดเจน สามารถนำผลการพัฒนามาใช้ในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน

หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินฯ ใหม่ มีสาระสำคัญได้ ดังนี้

1. กำหนดให้ข้าราชการครูทุกคนทำข้อตกลงในการพัฒนางานกับผู้อำนวยการสถานศึกษาเป็นประจำทุกปี โดยประกอบด้วยเป็น 2 ส่วน คือ

    1.ข้อตกลงในการพัฒนางานตามมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะ และ

    2.ข้อตกลงในการพัฒนางานที่เสนอเป็นประเด็นท้าทายในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน

2.รอบการประเมินปีงบประมาณละ 1 ครั้ง ผลการประเมินไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการบริหารงานบุคคล ได้แก่ ใช้เป็นคุณสมบัติในการขอรับการประเมินเพื่อให้มีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะใช้เป็นผลการประเมิน เพื่อคงวิทยฐานะและใช้เป็นองค์ประกอบในการประเมินเพื่อพิจารณาเลื่อนเงินเดือน

3.สำหรับการยื่นคำขอ ให้ยื่นได้ตลอดปี ภาคเรียนละ 1 ครั้ง โดยหากยื่นไว้แล้ว ต้องได้รับแจ้งมติไม่อนุมัติก่อน จึงจะยื่นในวิทยฐานะเดิมได้

คุณสมบัติของผู้ยื่นคำขอ

1.ต้องมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งวิทยฐานะ 4 ปีติดต่อกัน กรณีลดระยะเวลาจะต้องมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งวิทยฐานะ 3 ปีติดต่อกัน

2.มีการพัฒนางานตามข้อตกลง ในช่วงระยะเวลาย้อนหลัง 3 รอบการประเมิน ผ่านเกณฑ์

3.ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัยและจรรยาบรรณที่หนักกว่าภาคทัณฑ์ ในช่วง 4 ปีย้อนหลัง และ

4.สำหรับผู้ขอเลื่อนเป็นวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญและครูเชี่ยวชาญพิเศษ ต้องมีผลงานทางวิชาการด้วย สำหรับการประเมินกำหนดให้มีการประเมิน 2 ด้าน คือ

      1 ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียน

      2 ด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน

      3.สำหรับวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญและครูเชี่ยวชาญพิเศษ จะมีการประเมินด้านที่ 3 คือ ด้านผลงานวิชาการด้วย 5.ส่วนการยื่นคำขอ ให้ยื่นคำขอและหลักฐานประกอบการประเมินผ่านระบบวิทยฐานะดิจิทัล (Digital Performance Appraisal : DPA)

การปรับเกณฑ์และวิธีการประเมินครูครั้งนี้ เพื่อลดภาระของครู และเป็นการนำเทคโนโลยีมาประกอบในการที่จะผลักดันให้สามารถตรวจสอบ ให้ข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นกระบวนการที่ทำให้ครูมีความชัดเจนในแนวทางก้าวหน้าของตนเอง และมีความเท่าเทียมในโอกาสการเติบโต ทั้งนี้บุคลากรทางการศึกษาต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้ต้องใช้เวลาเพื่อให้เห็นผลชัดเจน การอนุมัติหลักเกณฑ์ครั้งนี้เพื่อจะได้เริ่มกระบวนการทำงานทันที โดยหลักเกณฑ์ใหม่ สามารถดำเนินการคู่ขนานโดยยื่นคำขอตามหลักเกณฑ์เดิมได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2565 และผู้ที่ประสงค์จะยื่นประเมินตามหลักเกณฑ์ใหม่ สามารถยื่นได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 เป็นต้นไปนายณัฏฐพล กล่าว

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 25 มกราคม 2564

สาระสำคัญ

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 1/2564 ในวันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2564 โดยมีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู

           สืบเนื่องจาก ก.ค.ศ. ในคราวประชุมครั้งที่ 9/2563 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2563 ได้เห็นชอบการกำหนดมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกตำแหน่งและทุกวิทยฐานะ สำหรับตำแหน่งครู ซึ่งเป็นการได้กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบใหม่ ให้สอดคล้องต่อการเปลี่ยนแปลงกับการจัดการศึกษาในปัจจุบัน และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมทั้งกำหนดลักษณะงานที่ปฏิบัติ 3 ด้าน คือ ด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ และด้านการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามโมเดลการศึกษายกกำลังสอง ของกระทรวงศึกษาธิการ ปลดล็อก ปรับเปลี่ยน เปิดกว้าง”  จึงเป็นที่มาของการจัดทำ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ซึ่งได้มีการศึกษา การระดมความคิดเห็นจากนักวิชาการ มีผลการวิจัยเป็นฐานในการดำเนินการ รวมถึงได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สำหรับหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ใหม่นี้ ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์กับผู้เรียน สถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับวิชาชีพครู เพื่อให้ครูได้พัฒนาตนเองให้มีศักยภาพสูงขึ้นตามระดับวิทยฐานะ และทำให้กระบวนการพัฒนาผู้เรียนเกิดขึ้นจากกระบวนการจัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียน ทำให้ครูมีแนวทางในการพัฒนาตนเองที่ชัดเจน สามารถนำผลการพัฒนามาใช้ในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน  นอกจากนี้ ผู้บริหารสามารถเข้าถึงครู และห้องเรียนมากยิ่งขึ้นจะทำให้ได้รับทราบปัญหา และสามารถนำมากำหนดแผนพัฒนาสถานศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน และยังเป็นการลดกระบวนการและขั้นตอน โดยการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเป็นการลดภาระ  ในการจัดทำเอกสารและงบประมาณเกี่ยวกับการประเมิน เกิดการเชื่อมโยง บูรณาการในระบบการประเมินวิทยฐานะ การประเมินผลการปฏิบัติงาน การเลื่อนเงินเดือน และการประเมินเพื่อคงวิทยฐานะ โดยใช้ตัวชี้วัดเดียวกัน ทำให้ลดความซ้ำซ้อน และมี Big data ในการบริหารงานบุคคลสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการฯ ใหม่นี้ สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

            1. กำหนดให้ข้าราชการครูทุกคนทำข้อตกลงในการพัฒนางานกับผู้อำนวยการสถานศึกษา เป็นประจำทุกปี ประกอบด้วย 2 ส่วน

             ส่วนที่ ข้อตกลงในการพัฒนางานตามมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะ

             ส่วนที่ ข้อตกลงในการพัฒนางานที่เสนอเป็นประเด็นท้าทายในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน

          โดยมีรอบการประเมินปีงบประมาณละ 1 ครั้ง โดยผลการประเมินไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการบริหารงานบุคคล ได้แก่ ใช้เป็นคุณสมบัติในการขอรับการประเมินเพื่อให้มีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะใช้เป็นผลการประเมิน เพื่อคงวิทยฐานะ (มาตรา 55) และใช้เป็นองค์ประกอบในการประเมินเพื่อพิจารณาเลื่อนเงินเดือน

           สำหรับการยื่นคำขอ ให้ยื่นได้ตลอดปี ภาคเรียนละ 1 ครั้ง โดยหากยื่นไว้แล้ว ต้องได้รับแจ้งมติไม่อนุมัติก่อน จึงจะยื่นในวิทยฐานะเดิมได้

         2. คุณสมบัติของผู้ยื่นคำขอ

             1) ต้องมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง/วิทยฐานะ 4 ปีติดต่อกัน หรือมีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขที่ ก.ค.ศ. กำหนด กรณีลดระยะเวลาจะต้องมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง/วิทยฐานะ 3 ปีติดต่อกัน

             2) มีการพัฒนางานตามข้อตกลง ในช่วงระยะเวลาย้อนหลัง 3 รอบการประเมิน ผ่านเกณฑ์

             3) ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย/จรรยาบรรณที่หนักกว่าภาคทัณฑ์ ในช่วง 4 ปีย้อนหลัง

             4) สำหรับผู้ขอเลื่อนเป็นวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญ/ครูเชี่ยวชาญพิเศษ ต้องมีผลงานทางวิชาการ

          3. การประเมิน กำหนดให้มีการประเมิน 2 ด้าน

             ด้านที่ ด้านทักษะการจัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียน พิจารณาจาก

                   1) แผนการจัดการเรียนรู้ ที่ใช้จัดการเรียนรู้

                   2) ไฟล์วีดิทัศน์ที่แสดงให้เห็นถึงสภาพปัญหา ที่มาหรือแรงบันดาลใจในการจัดการเรียนรู้ตามข้อ 1)

             ด้านที่ ด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน

             สำหรับวิทยฐานะครูเชี่ยวชาญและครูเชี่ยวชาญพิเศษ จะมีการประเมินด้านที่ คือ ด้านผลงานทางวิชาการด้วย

          4. การยื่นคำขอ ให้ยื่นคำขอและหลักฐานประกอบการประเมินผ่านระบบการประเมินวิทยฐานะดิจิทัล (Digital Performance Appraisal : DPA)

         5. เกณฑ์การตัดสิน ในแต่ละด้านต้องได้คะแนนจากกรรมการแต่ละคน ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 สำหรับการขอมีวิทยฐานะครูชำนาญการ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ร้อยละ 75 และร้อยละ 80 สำหรับการขอเลื่อนเป็นวิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ ครูเชี่ยวชาญ และครูเชี่ยวชาญพิเศษ ตามลำดับ

      โดยหลักเกณฑ์และวิธีการฯ นี้ จะประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2564

          ทั้งนี้ ผู้ที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์เดิม (ว 17 , 21) สามารถดำเนินการคู่ขนานโดยยื่นคำขอตามหลักเกณฑ์เดิมได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2565 และผู้ที่ประสงค์จะยื่นประเมินตามหลักเกณฑ์ใหม่ สามารถยื่นได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 เป็นต้นไป

ที่มา ; สำนักงาน ก.ค.ศ.

สรุปสาระสำคัญ

การประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 1/2564 มีมติเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะครู เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา โดยกำหนดบทบาทครูใหม่ 3 ด้าน ได้แก่ การจัดการเรียนรู้ การส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ และการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ มุ่งเน้นให้ครูพัฒนาศักยภาพและส่งผลต่อผลลัพธ์ผู้เรียน

กำหนดให้ครูจัดทำข้อตกลงในการพัฒนางาน (PA) กับผู้บริหารทุกปี แบ่งเป็นงานตามมาตรฐานตำแหน่ง และประเด็นท้าทายเพื่อพัฒนาผู้เรียน มีการประเมินปีละ 1 ครั้ง ต้องได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 และใช้ผลประเมินเชื่อมโยงกับการเลื่อนวิทยฐานะ การคงวิทยฐานะ และการเลื่อนเงินเดือน

ผู้ขอเลื่อนวิทยฐานะต้องมีคุณสมบัติ เช่น ดำรงตำแหน่งครบตามเกณฑ์ ผ่านการประเมินย้อนหลัง 3 รอบ และไม่มีประวัติวินัยร้ายแรง การประเมินเน้น 2 ด้าน คือ ทักษะการจัดการเรียนรู้และผลลัพธ์ผู้เรียน และเพิ่มด้านผลงานวิชาการสำหรับระดับสูง ใช้ระบบดิจิทัล (DPA) เพื่อลดภาระเอกสาร เพิ่มความโปร่งใส และเชื่อมโยงข้อมูลเป็น Big Data เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน 

ข้อสอบ

ข้อ 1

ข้อใดสะท้อน “เป้าหมายหลัก” ของการปรับเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะครูมากที่สุด
ก. ลดจำนวนครูในระบบ
ข. เพิ่มเงินเดือนครูทันที
ค. พัฒนาคุณภาพผู้เรียนผ่านการพัฒนาครู
ง. เพิ่มภาระงานเอกสาร

 

ข้อ 2

ข้อตกลงในการพัฒนางาน (PA) มีกี่ส่วน
ก. 1 ส่วน
ข. 2 ส่วน
ค. 3 ส่วน
ง. 4 ส่วน

 

ข้อ 3

หากครูได้ผลประเมินต่ำกว่าร้อยละ 70 จะเกิดผลอย่างไร
ก. ยังใช้เลื่อนวิทยฐานะได้
ข. ใช้เฉพาะเลื่อนเงินเดือน
ค. ไม่ผ่านเกณฑ์ประเมิน
ง. ใช้เฉพาะคงวิทยฐานะ

 

ข้อ 4

ข้อใด “ไม่ใช่” ด้านการประเมินหลัก
ก. การจัดการเรียนรู้
ข. ผลลัพธ์ผู้เรียน
ค. การบริหารงบประมาณ
ง. การจัดการชั้นเรียน

 

ข้อ 5

ระบบ DPA มีจุดเด่นสำคัญคืออะไร
ก. เพิ่มเอกสาร
ข. ลดความโปร่งใส
ค. ใช้เทคโนโลยีลดภาระงาน
ง. จำกัดโอกาสครู

 

ข้อ 6

ผู้ขอเลื่อนวิทยฐานะต้องผ่านการประเมินย้อนหลังกี่รอบ
ก. 1 รอบ
ข. 2 รอบ
ค. 3 รอบ
ง. 4 รอบ

 

ข้อ 7

ครูเชี่ยวชาญต้องมีองค์ประกอบเพิ่มเติมใด
ก. การสอบข้อเขียน
ข. ผลงานวิชาการ
ค. การสัมภาษณ์
ง. การฝึกอบรม

 

ข้อ 8

การประเมินใหม่ส่งผลต่อข้อใดมากที่สุด
ก. อาคารสถานที่
ข. ระบบบัญชี
ค. การพัฒนาผู้เรียน
ง. การจัดซื้อ

 

ข้อ 9

ข้อใดเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้ยื่นคำขอ
ก. มีอายุครบ 60 ปี
ข. ไม่มีประวัติวินัยร้ายแรง
ค. จบปริญญาเอก
ง. สอนเกิน 20 ปี

 

ข้อ 10

แนวคิด Big Data ในระบบนี้ใช้เพื่ออะไร
ก. ลดจำนวนครู
ข. เพิ่มการแข่งขัน
ค. วางแผนอัตรากำลังและพัฒนาระบบ
ง. เพิ่มเอกสาร

คลิกเฉลย >>> 

ความเห็นของผู้ชม