
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสงขลา ได้แถลงผลการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ไตรมาสที่ 1 – 2 ถึงกรณีมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ ชี้มูลความผิดในคดีกล่าวหา นายวุฒิพงษ์ วงศ์สุวรรณ อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา กับพวก ดำเนินการจัดจ้างโครงการปรับปรุงอาคารเรียนและอาคารปฏิบัติการเกษตร วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จังหวัดสงขลา โดยวิธีพิเศษ ทั้งที่ไม่มีเหตุผลและความจำเป็น
โดยผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติดังนี้
1. การกระทำของนายวุฒิพงษ์ วงษ์สุวรรณ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และนางจริยา ศรีเพ็ชร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 8 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำจัดการหรือ รักษาทรัพย์ใดๆใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขุมภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และมาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้ มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญา กับหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจ ในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172) และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผน ของทางราชการและหน่วยงานการศึกษา มติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาล ประมาทเลินเล่อ หรือขาด การเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 84 วรรคสาม และมาตรา 85 วรรคสอง
2. การกระทำของนายธวัชชัย หนูอินทร์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นายพยุทน์ นิยม ผู้ถูกกล่าวหา ที่ 3 นายสุเทพ สังวาลย์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 นางสุมิตรา อุโฆษกุล ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ว่าที่ร้อยตรี ธานี ศรีทอง ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 และนายสมบัติ นรสิงห์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 7 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงใน เอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตน อันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) (4) ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 123/1 ( ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ 2561 มาตรา 172) และมีมูลความผิดตามวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติ ตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษา มติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของ รัฐบาล ประมาทเลินเล่อ หรือขาดการเอาใจใส่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เกิด ความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 84 วรรคสาม และมาตรา 85 วรรคสอง
3. การกระทำของบริษัท ไทยเอ็นจิเนียริ่ง อินโนเวชั่น แอนด์ เอ็นไวรอนเม้นท์ จำกัด ผู้ถูกกล่าวหาที่ 9 และนายบรรณกร นันทวิสัย ผู้ถูกกล่าวหาที่ 10 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุน เจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหาย แก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการ รับรองเป็นหลักฐาน ว่า ตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ รับรองเป็นหลักฐาน ซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 151 มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ ในหน่วยงานของรัฐ กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขัน ราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงาน ของรัฐ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ อย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่ง ผู้ใด หรือปฏิบัติหรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย และให้แจ้งผู้บังคับบัญชา ดำเนินการ ตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหาย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
สำหรับพฤติการณ์การกระทำความผิดในคดีนี้ นายวุฒิพงษ์ วงศ์สุวรรณ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้อนุมัติให้ดำเนินการจัดจ้างโครงการปรับปรุงอาคารเรียนและอาคารปฏิบัติการเกษตร โดยวิธีพิเศษ ตามที่นางจริยา ศรีเพ็ชร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 เสนอ ทั้ง ทั้งที่ไม่เข้าเหตุผล ความจำเป็นที่จะจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ และปรากฏพฤติการณ์มุ่งหมายให้ บริษัทไทยเอ็นจิเนียริ่ง อินโนเวชั่นแอนด์เอ็นไวรอนเม้นท์ จำกัด ได้เป็นผู้รับจ้างโครงการดังกล่าว รวมทั้งไม่มีการดำเนินการแต่งตั้งผู้ควบคุมงาน ให้ถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
นอกจากนี้ คณะกรรมการควบคุมงาน ได้รับรองงานก่อสร้างปรับปรุงอาคารเรียนและอาคารปฏิบัติการเกษตร ของบริษัท ไทยเอ็นจิเนียริ่ง อินโนเวชั่น แอนด์ เอ็นไวรอนเม้นท์ จํากัด ในงวดงานที่ 1 เป็นเท็จ และการก่อสร้างไม่ถูกต้อง ตามแบบรูปรายการ ทั้งงวดงานที่ 1 และงวดงานที่ 2 คณะกรรมการตรวจการจ้างได้ตรวจรับงานจ้าง และนายวุฒิพงษ์ วงศ์สุวรรณ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้อนุมัติให้เบิกจ่ายเงินค่าจ้างงวดงานที่ 1 และงวดงานที่ 2 ทั้งที่ การก่อสร้างทั้งสองงวดงาน ไม่ถูกต้องตามแบบรูปรายการ เป็นเหตุให้วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ ได้รับความเสียหาย
อย่างไรก็ดี การชี้มูลความผิดทางอาญาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด
สำนักงาน ป.ป.ช. สงขลา แถลงมติคณะกรรมการชุดใหญ่ ชี้มูลความผิดอาญา 'วุฒิพงษ์ วงศ์สุวรรณ' อดีต ผอ.วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ สงขลา-พวก คดีทุจริตจัดจ้างโครงการปรับปรุงอาคารเรียน-ปฏิบัติการเกษตร โดยวิธีพิเศษ ทั้งที่ไม่มีเหตุผลความจำเป็น- เอกชนโดนด้วย ส่งสำนวน อสส.ฟ้องร้องตามขั้นตอนทางกม.แล้ว
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันอังคาร ที่ 30 พฤษภาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
อรรถพล ปลัดศธ.“แจงสี่เบี้ย” เหตุไม่ย้าย ”ชูชีพ” พ้นรองอธิบดี สกร.ทั้งที่ ป.ป.ช.” ชี้มูลความผิดแล้ว - รอดู ”เพิ่มพูน” เอายังไง?
นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนได้รายงานสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ให้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ได้รับทราบ และได้อธิบายกรณีออกคำสั่งโอนย้าย ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดสำนักงานปลัด ศธ.และ สกร. รวม 4 ราย ดังนี้
1.นายคมกฤช จันทร์ขจร รองอธิบดี สกร. รักษาราชการแทนอธิบดี สกร. ไปเป็นรองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) 2.นายวุฒิพล ทับธานี รองอธิบดี สกร. ไปเป็นรองศึกษาธิการภาค (ศธภ.) 14 (อุบลราชธานี) 3.นายปรเมศวร์ ศิริรัตน์ รอง ศธภ.14 เป็นรองอธิบดี สกร. และ 4.ว่าที่เรือตรี ชูชีพ อรุณเหลือง รองเลขาธิการ กช. เป็นรองอธิบดี สกร. ว่า...
เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง โดยเป็นการดำเนินการตามนโยบายของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล ศธ.ในขณะนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาภายใน เพราะหากไม่ดำเนินการตนเองก็อาจจะต้องมีความผิดในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
ส่วนอีกกรณีคือ การโอนว่าที่ร้อยตรี ชูชีพ รองเลขาธิการ กช. เป็นรองอธิบดี สกร.และรักษาราชการแทนอธิบดี สกร. ทั้งที่มีการตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงกรณีการทำสัญญาโครงการบริหารจัดการเพื่อการประหยัดพลังงาน โดยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาในวิทยาลัยเทคนิคระยอง ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดมาแล้ว
โดยตนได้อธิบายว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ว่าที่ร้อยตรี ชูชีพ เป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคระยอง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ซึ่งขณะนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงเรียบร้อยแล้ว หากผลสรุปว่ามีมูล ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน
ส่วนสาเหตุที่ยังไม่ย้ายว่าที่ร้อยตรี ชูชีพ ออกจากรองอธิบดี สกร.และรักษาราชการแทนอธิบดี สกร.นั้น เนื่องจากที่ร้อยตรี ชูชีพ ไม่ได้มีพฤติกรรมยุ่งเกี่ยวกับหลักฐานและไม่ได้อยู่ภายใต้สังกัด สอศ.แล้ว ขณะที่การย้ายนายคมกฤช ออกจากงานเดิม ก็เพื่อให้การสอบข้อเท็จจริงเป็นไปด้วยความโปร่งใส และขณะนี้ก็ได้ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงใหม่แล้ว โดยมี นายยศพล เวณุโกเศศ รองปลัด ศธ. เป็นประธาน
"รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้เน้นย้ำในเรื่องการจัดทำกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ สกร.ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลาที่กำหนด และระมัดระวังการใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามระเบียบที่ถูกต้อง อีกทั้งต้องเร่งประชุมเพื่อหาแนวทางแก้ไขเรื่องเงินเดือนของบุคลากรภายใน สกร. ซึ่งกฎหมายของ สกร.และกรมบัญชีกลางไม่ตรงกันด้วย ดังนั้น จึงต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพื่อส่งเรื่องให้กรมบัญชีกลางพิจารณาไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องการจ่ายเงินเดือน
ส่วนการแต่งตั้ง อธิบดี สกร.ตัวจริง เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ในการพิจารณา หากเห็นว่า ว่าที่ร้อยตรี ชูชีพ ทำงานดี ก็อาจได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิบดี สกร.ตัวจริง หรืออาจเลือกคนอื่นที่เหมาะสมมากกว่ามาทำงาน ซึ่งคาดว่ารัฐมนตรีว่าการ ศธ.อาจจะพิจารณาแต่งตั้งเป็นสองสเต็ป
“...อันดับแรก อาจจะแต่งตั้งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) แทน นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. ที่จะเกษียณอายุราชการวันที่ 30 กันยายนนี้ก่อน เพราะตอนนี้รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ได้เรียกผู้บริหารระดับสูงของ ศธ.ที่มีคุณสมบัติเข้าแสดงวิสัยทัศน์แล้วหลังจากให้ส่งเอกสารไปก่อนหน้านั้น" นายอรรถพลกล่าว
ที่มา ; edunewssiam
เกี่ยวข้องกัน
ป.ป.ช.ชี้มูลอดีต ผอ.รร.ศึกษาสงเคราะห์พัทลุงทุจริตซ่อมแซมบ้านพัก
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ตรวจสอบพบว่า นายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พัทลุง ไม่ได้ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดทางอาญาและวินัยร้ายแรง ในคดีกล่าวหานำรถยนต์ส่วนกลางของโรงเรียนไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน รวมทั้งนำไปใช้นำขบวนขันหมากงานแต่งงานของน้องภรรยา และร่วมเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมศพ เท่านั้น
หากแต่นายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร ยังถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดพร้อม พวก รวม 8 ราย ในคดีกล่าวหาทุจริตทำการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านพักและอาคารประกอบอีก 1 คดีด้วย
แหล่งข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพัทลุง เปิดเผยสำนักข่าวอิศราว่า คดีกล่าวหาทุจริตทำการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านพักและอาคารดังกล่าว สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพัทลุง ได้รับเรื่องกล่าวหา นายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พัทลุงกับพวก รวม 8 คน ว่า ทำการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านพักและอาคารประกอบ ตามสัญญาจ้างเลขที่ 3/2558 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2557 งบประมาณ 568,400 บาท ไม่เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย โดยดำเนินการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ ทั้งที่ไม่เข้าเงื่อนไขตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือให้นายสถิตย์ เพชรโชติ และห้างหุ้นส่วนศรีเพชรการไฟฟ้า ได้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยมิให้มีโอกาสเข้าแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม และดำเนินการโดยใช้ราคาที่ไม่ผ่านการคำนวณราคาของคณะกรรมการกำหนดราคากลาง โดยปรากฏว่าดำเนินการงานก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบรูปรายการ และไม่เป็นไปตามราคากลางของสำนักพาณิชย์จังหวัดพัทลุง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 130,723.85 บาท เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พัทลุง
ขณะที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาสำนวนไต่สวนแล้ว มีมติดังนี้
1. นายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พัทลุง มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการบังคับบัญชาพนักงานครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา บริหารกิจการของสถานศึกษาให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับฯ แต่กลับสั่งการให้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และยังปรากฏพฤติการณ์ว่าเป็นผู้ส่งมอบปริมาณงานจ้างการกำหนดราคาจ้างก่อสร้างและจัดจ้างโดยวิธีพิเศษให้แก่นายสถิตย์ เพชรโชติ ผู้รับจ้าง เพื่อให้นายสถิตย์ เพชรโชติ นำปริมาณงานดังกล่าวไปคำนวณราคากลาง ก่อนที่จะมีการดำเนินกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบกฎหมาย โดยมีเจตนาที่จะให้ราคากลางในการจัดจ้าง ไม่ผ่านการคำนวณราคากลาง โดยคณะกรรมการกำหนดราคากลาง และไม่มีแบบรูปรายการ พฤติการณ์ในการส่งมอบปริมาณการดำเนินการจัดจ้างให้แก่นายสถิตย์ เพชรโชติ และการอนุมัติให้ดำเนินการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ โดยไม่เข้าเงื่อนไขตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 จึงเป็นไปเพื่อช่วยเหลือให้นายสถิตย์ เพชรโชติ หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจํากัดศรีเพชรการไฟฟ้า ได้มีสิทธิเข้าทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยมิให้มีโอกาสเข้าแข่งขันในการเสนอราคาอย่างเป็นธรรม อีกทั้งนายปรัชวิญณ์ฯ ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พัทลุง ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด ไม่ได้ควบคุม ดูแลให้การดำเนินการซ่อมแซมฯ ดังกล่าว ดำเนินการไปโดยมีการควบคุมงานจากผู้ควบคุมงาน ไม่พบรายงานการควบคุมงาน และไม่มีกรรมการตรวจรับพัสดุโดยชอบและไม่เป็นไปตามสัญญาจ้างแต่ยังอนุมัติให้จ่ายเงินค่าจ้างเต็มจำนวนโดยที่รู้ว่างานจ้างไม่เป็นไปตามสัญญา เป็นเหตุให้ทางราชการเสียหาย
คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ ว่า การกระทำของนายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่ง โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคา รายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษา มติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 84 วรรคสาม และมาตรา 85 วรรคสอง
2. นางฉลอง ชูฉิม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ในฐานะเจ้าหน้าที่พัสดุมีหน้าที่รับผิดชอบให้การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ ของโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พัทลุงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเป็นผู้จัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว จึงมีหน้าที่ในการแจ้งผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ควบคุมงาน คณะกรรมการกำหนดราคากลาง และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุทราบ พร้อมทั้งส่งมอบเอกสารสัญญา รายการปริมาณงานและแบบรูปรายการ แต่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบไม่แจ้งคำสั่งและส่งมอบเอกสารสัญญา รายการปริมาณงานและแบบรูปรายการ จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย
คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ ว่า การกระทำของนางฉลอง ชูฉิม ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือ
ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษามติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 84 วรรคสาม และมาตรา 85 วรรคสอง
3. นายภานุวัตร ขุนปราบ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 นายกัมปนาท เพชรเดชะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 และ นายจำลอง มีขาว ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5
คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นว่า นายภานุวัตร ขุนปราบ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ในฐานะประธานกรรมการตรวจการจ้าง นายกัมปนาท เพชรเดชะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 และนายจำลอง มีขาว ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ในฐานะกรรมการตรวจการจ้าง มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของงานจ้างให้เป็นไปตามแบบรูปรายการละเอียดและข้อกำหนดในสัญญา และทำการตรวจสอบรายงานการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างและเหตุการณ์แวดล้อมที่ผู้ควบคุมงานรายงาน
แม้จากการไต่สวนเบื้องต้นปรากฏข้อเท็จจริงว่านายภานุวัตร ขุนปราบผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 นายกัมปนาท เพชรเดชะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 และนายจำลอง มีขาว ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 ไม่ได้ลงนามรับทราบคำสั่งที่ได้แต่งตั้งผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามรายเป็นคณะกรรมการตรวจการจ้าง แต่กลับปรากฏว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามรายได้ลงลายมือชื่อตรวจรับงานจ้างทั้ง ๆ ที่ไม่มีรายงานการปฏิบัติงานของช่างผู้ควบคุมงานและการดำเนินการซ่อมแซมปรับปรุงอาคารฯ ไม่ครบถ้วนตามที่มีการตรวจรับ เพื่อใช้ประกอบในการเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้รับจ้าง จึงเป็นการดำเนินการในฐานะคณะกรรมการตรวจการจ้างโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ทางราชการเสียหาย เป็นจำนวนเงิน 130,723.85 บาท จึงเห็นว่า การกระทำของนายภานุวัตร ขุนปราบ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 นายกัมปนาท เพชรเดชะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 และนายจำลอง มีขาว ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) และ (4) ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172)
นอกจากนี้ นายภานุวัตร ขุนปราบ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 นายกัมปนาท เพชรเดชะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 4 มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบแบบแผนของทางราชการ และหน่วยงานการศึกษา มติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 84 วรรคสาม และมาตรา 85 วรรคสอง และนายจำลอง มีขาว ผู้ถูกกล่าวหาที่ 5 มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. 2537 ข้อ 30 วรรคสาม ข้อ 33 วรรคสอง และข้อ 46 วรรคสอง
4. นายชาญชัย วงศ์สวัสดิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นว่า นายชาญชัย วงศ์สวัสดิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 ในฐานะผู้ควบคุมงานมีอำนาจหน้าที่ตรวจและควบคุมงาน ณ สถานที่ที่กำหนดไว้ในสัญญา หรือที่ตกลงให้ทำงานจ้างนั้น ๆ ทุกวัน ให้เป็นไปตามแบบรูปรายการละเอียด และข้อกำหนดในสัญญาทุกประการ จดบันทึกสภาพการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างและเหตุการณ์แวดล้อมเป็นรายวันพร้อมทั้งผลการปฏิบัติงาน หรือการหยุดงานและสาเหตุที่มีการหยุดงานอย่างน้อย 2 ฉบับ เพื่อรายงานให้คณะกรรมการตรวจการจ้างทราบทุกสัปดาห์ และเก็บรักษาไว้เพื่อมอบให้แก่เจ้าหน้าที่พัสดุเมื่อเสร็จงานแต่ละงวด และในวันกำหนดลงมือทำการของผู้รับจ้างตามสัญญาและในวันถึงกำหนดส่งมอบงานแต่ละงวด โดยมีหน้าที่รายงานผลการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างว่าเป็นไปตามสัญญาหรือไม่ ให้คณะกรรมการตรวจการจ้างทราบภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันถึงกำหนดนั้น ๆ แม้จากการไต่สวนเบื้องต้นปรากฏข้อเท็จจริงว่า นายชาญชัย วงศ์สวัสดิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 ไม่ได้ลงนามรับทราบคำสั่งที่ได้แต่งตั้งให้เป็นผู้ควบคุมงาน โดยปรากฏว่า นายชาญชัย วงศ์สวัสดิ์ ผู้ถูกกล่าวหา ที่ 6 ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ข้างต้น
แต่กลับลงลายมือชื่อในรายงานการควบคุมงาน เพื่อใช้ประกอบในการเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้รับจ้าง จึงเป็นการดำเนินการในฐานะผู้ควบคุมงานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ทางราชการเสียหาย เป็นจำนวนเงิน 130,723.85 บาท จึงเห็นว่าการกระทำของนายชาญชัย วงศ์สวัสดิ์ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 6 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ และรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) และ (4) ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการและหน่วยงานการศึกษา มติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 84 วรรคสาม และมาตรา 85 วรรคสอง
5. ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศรีเพชรการไฟฟ้า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 7 และนายสถิตย์ เพชรโชติ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 8
ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ ว่า การกระทำของห้างหุ้นส่วนจำกัด ศรีเพชรการไฟฟ้า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 7 และนายสถิตย์ เพชรโชติ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 8 มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมเพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86
แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า คดีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัย ไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีกับ นายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร นางฉลอง ชูฉิม นายภานุวัตร ขุนปราบ นายกัมปนาท เพชรเดชะ นายจำลอง มีขาว นายชาญชัย วงศ์สวัสดิ์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ศรีเพชรการไฟฟ้า และนายสถิตย์ เพชรโชติ และให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยกับ นายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร นางฉลอง ชูฉิม นายภานุวัตร ขุนปราบ นายกัมปนาท เพชรเดชะ นายจำลอง มีขาว และนายชาญชัย วงศ์สวัสดิ์ ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป
ทั้งนี้ ให้แจ้งโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พัทลุง อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 82 วรรคสอง ต่อไปด้วย
อย่างไรก็ดี การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา
เกี่ยวข้องกัน
คุก 50 ปี/10 ปี อดีต ผอ.ร.ร.บ้านเจดีย์โคะ ทุจริตค่าโทรฯ-ยักยอกเงินซ่อมส้วม
นายคำนวณ มโนธรรม อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเจดีย์โคะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นอีกหนึ่งเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญาคดีทุจริต และถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 2 กรณี เป็นเวลา 50 ปี และ 10 ปี
ล่าสุด ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืน ตามคำพิพาษาศาลชั้นต้น ลงโทษจำคุก 2 กรณี เป็นเวลา 50 ปี และ 10 ปี ตามเดิม โดยไม่มีการลดหย่อนโทษแต่อย่างใด
เกี่ยวกับคดีนี้ สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) เคยนำเสนอข่าวไปแล้วว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 สำนักงาน ป.ป.ช. ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายคำนวณ มโนธรรม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเจดีย์โคะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เข้ามีส่วนได้เสียในการปรับปรุงห้องสมุด ปรับปรุงซ่อมแซมห้องส้วม และอนุมัติเบิกจ่ายค่าโทรศัพท์มือถือส่วนตัวโดยไม่มีสิทธิ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตาม ป.อ. มาตรา 147, 151 , 152 และ 157 ประกอบมาตรา 90 , 91 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว) มาตรา 12 ตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช.พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2565 ที่ผ่านมา
โดยข้อกล่าวหาในชั้นไต่สวน ระบุ พฤติการณ์ 3 กรณี คือ
1. เข้ารับงานจ้างกับโรงเรียนฯ โดยให้ นายสมนึก สัญญะวิชัย ลูกจ้างชั่วคราว และนายสมคิด ใจดี ลูกจ้างประจำ เป็นผู้รับจ้างบังหน้า
2.ยักยอกเงินงบประมาณจัดจ้างต่อเติมห้องสมุดโรงเรียน จำนวน 150,000 บาท และงบประมาณปรับปรุงส้วมสุขภัณฑ์ จำนวน 250,000 บาท ที่ อบจ.ตาก สนับสนุน ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว
3.เบิกจ่ายเงินของทางราชการเป็นค่าบริการโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของตนทุกเดือน เป็นเงินจำนวน 50,000 บาท
ต่อมา เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2566 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 มีคำพิพากษาดังนี้
1. นายคำนวณ มโนธรรม จำเลยมีความผิดตาม มาตรา 147 (เดิม) , 151 (เดิม), 152 (เดิม) และตามพ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 172 ให้ลงโทษตามมาตรา 147 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 รวม 25 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 25 กระทง เป็นจำคุก 125 ปี
จำเลย ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามมาตรา 78 สมควรลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งคง จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 27 กระทง เป็นจำคุก 54 ปี 162 เดือน
แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกไม่เกิน 50 ปี ตามมาตรา 91 (3) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
2. นายคำนวณ มโนธรรม จำเลย มีความผิดตาม พ.ร.บ.ฮั้ว มาตรา 12 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 รวม 27 กระทง แต่ละกระทงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม มาตรา 12 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 รวม 2 กระทง
จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท
พ.ร.บ.ฮั้ว มาตรา 12 ระบุว่า เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้หรือกระทำการใด ๆ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ มีความผิดฐานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปี ถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท
ล่าสุด เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น
ขณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 ได้พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบตามที่ อัยการสูงสุด (อสส.) หารือไม่ฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ เห็นควรไม่ฎีกาคำพิพากษา
คดีถึงที่สุดแล้ว
และนับเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาสำคัญเกี่ยวกับวิบากกรรมทุจริต ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ให้เดินย้ำซ้ำรอยเอาเป็นเยี่ยงอย่างในอนาคตอีกต่อไป
"...จำเลย ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามมาตรา 78 สมควรลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งคง จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 27 กระทง เป็นจำคุก 54 ปี 162 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกไม่เกิน 50 ปี ตามมาตรา 91 (3) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก..."
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันเสาร์ ที่ 19 กรกฎาคม 2568