
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคน น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ศธ.ได้จัดทำโครงการที่เรียกว่ากระบวนการประเมินแบบเร่งด่วน (Rapid Appraisal) โดยมีอาสาสมัครครูและนักประเมินมากกว่า 250 คน จากทุกภูมิภาคในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ ขณะนี้กลุ่มอาสาสมัครครูนักประเมินได้ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลและรายงานผลการประเมินตามข้อมูล รอบที่ 1 มาถึงส่วนกลางเรียบร้อยแล้ว จากข้อมูลที่ได้จากนักเรียน ครู และผู้ปกครอง ที่ได้รับผลกระทบจากการจัดการเรียนสอนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อเปรียบเทียบกับการเรียนการสอนในช่วงปกติ พบว่า ผลกระทบของผู้เรียนสามารถเข้าถึงการจัดการเรียนการสอนได้ในระดับปานกลางถึงมาก แต่ประสิทธิภาพที่เกิดจากการเรียนการสอนในช่วงนี้มีค่าเฉลี่ยลดลงเป็นส่วนใหญ่ ทั้งในด้านความรู้และพฤติกรรมการเรียน ด้านสุขภาวะทางร่างกาย สุขภาวะทางจิตใจ และทักษะทางสังคม ถึงแม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะทำให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองมากขึ้น แต่ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน ความเอาใจใส่ ความรับผิดชอบต่อการเรียน รวมถึงความสุขในการเรียนและการทำงานร่วมกับผู้อื่นนั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด และส่งผลให้เกิดความเครียดตามมา โดยผู้เรียนได้สะท้อนความคิดเห็นและความต้องการว่าอยากจะกลับไปเรียนในห้องเรียนมากกว่าเรียนออนไลน์ และต้องการให้จัดการเรียนการสอนเฉพาะวิชาที่จำเป็น ลดการบ้าน ปรับเนื้อหาการเรียน เพิ่มสื่อการสอนให้ทันสมัย และอยากให้มีการสนับสนุนอุปกรณ์ในการเรียนออนไลน์เพิ่มขึ้นด้วย
น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า สำหรับด้านผลกระทบของผู้ปกครอง สะท้อนว่า มีความพึงพอใจในการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ในระดับปานกลาง โดยผลกระทบที่เกิดขึ้น ได้แก่ ผลกระทบในด้านค่าใช้จ่าย มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการเรียนออนไลน์ เช่น การซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ค่าสัญญาณอินเทอร์เน็ต ในขณะที่ผู้ปกครองมีรายได้เฉลี่ยลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงสถานการณ์ปกติ การดูแลบุตรหลานที่เข้าเรียนออนไลน์ก็ส่งผลต่อความสามารถในการประกอบอาชีพเช่นกัน รวมถึงผู้ปกครองบางส่วนมีความเครียดและความกังวลจากการถูกปรับลดชั่วโมงการทำงาน ให้หยุดงาน หรือเลิกจ้าง โดยผู้ปกครองไม่มีเวลาในการดูแลบุตรหลานขณะเรียนออนไลน์ได้ตลอดเวลา ถึงแม้บางท่านจัดสรรเวลาได้ แต่ก็ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือในด้านเนื้อหาการเรียนกับผู้เรียนได้เท่าครู
นอกจากนี้ สถานที่เรียนออนไลน์ยังมีสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย มีปัญหาด้านสัญญาณอินเทอร์เน็ตเป็นข้อจำกัด และยังมีข้อกังวลว่าผู้เรียนจะไม่สามารถจัดสรรเวลาในการเรียนได้ เนื่องจากติดเครื่องมือการสื่อสารมากเกินไป ทำให้กระทบไปถึงการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระงานบ้าน ผู้ปกครองส่วนใหญ่จึงต้องการให้มีการเปิดการเรียนการสอนที่โรงเรียนตามปกติ โดยมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างเคร่งครัด รวมถึงต้องการให้มีระบบหรือช่องทางการมีส่วนร่วมในการกำกับ ติดตาม ให้ความช่วยเหลือผู้เรียนและผู้ปกครองอย่างทั่วถึงด้วย
และในส่วนสุดท้ายคือการเก็บข้อมูลผลกระทบของครู โดยผลการวิเคราะห์ความสำเร็จในการจัดการเรียนการสอนนั้น พบว่า ครูสามารถจัดการเรียนการสอนได้ตามแผนการสอนที่กำหนดไว้ ประมาณ 60-70% ซึ่งรูปแบบการเรียนการสอนที่ครูเห็นว่าเหมาะสมกับสถานการณ์นี้ พบว่า การสอนแบบ On-Hand มีความเหมาะสมกับผู้เรียนระดับอนุบาลถึงระดับประถมศึกษา เนื่องจากผู้เรียนจะได้ทำกิจกรรมผ่านการลงมือปฏิบัติจริง และเหมาะสมกับช่วงวัย ในส่วนของการเรียนการสอนแบบ Online เหมาะสมกับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษา เนื่องจากเข้าถึงผู้เรียนได้มาก รวดเร็ว และสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียนได้ ส่วนการเรียนในระดับอาชีวศึกษานั้น การสอน On-Site และ Online สลับกัน มีความเหมาะสมที่สุด เนื่องจากต้องมีการฝึกปฏิบัติโดยใช้เครื่องมือเฉพาะทางด้วย
นอกจากนี้ ครูยังเห็นว่าต้องมีการพัฒนาทักษะเพื่อให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในด้านทักษะดิจิทัล จิตวิทยาเด็ก การออกแบบการเรียนรู้ เทคนิคการสอนการจัดทำสื่อการสอนออนไลน์ รวมถึงทักษะด้านภาษาอังกฤษ ในท้ายที่สุด หากสถานการณ์การแพร่ระบาดลดลง ครูก็มีความคิดเห็นสอดคล้องกับผู้ปกครองว่า ต้องการให้มีการเปิดการเรียนการสอนแบบปกติให้เร็วที่สุด เพื่อให้สามารถจัดการสอนได้เต็มศักยภาพ ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ และมีความสุขกับการเรียนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การเปิดเรียนต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดจนกว่าจะเข้าสู่สถานการณ์ปกติ
“ขณะนี้ดิฉันได้รับทราบข้อมูลตามโครงการการประเมินแบบเร่งด่วน (Rapid Appraisal) จากอาสาสมัครครูนักประเมิน (Rapid Appraisal Volunteer : RAV)” ที่ได้เก็บข้อมูลที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างรวดเร็วผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มาก สามารถสะท้อนให้เห็นถึงสภาพปัญหาและอุปสรรคของนักเรียน ครู และผู้ปกครอง ที่ได้รับผลกระทบจากการจัดการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เมื่อเปรียบเทียบกับการเรียนการสอนในช่วงปกติได้อย่างชัดเจนและเชื่อถือได้ โดยหลังจากนี้ ศธ. จะนำข้อมูลดังกล่าวไปพิจารณาเพื่อปรับปรุงแก้ไขมาตรการการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ไม่ปกติเช่นนี้ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นกับนักเรียน ครู และผู้ปกครอง ตลอดจนมีความเหมาะสมกับแต่ละบริบทของพื้นที่โดยเร่งด่วนต่อไป” น.ส.ตรีนุช กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 23 สิงหาคม 2564
กระทรวงศึกษาธิการดำเนินโครงการประเมินแบบเร่งด่วน (Rapid Appraisal) โดยใช้อาสาสมัครครูและนักประเมินกว่า 250 คนทั่วประเทศ เพื่อสำรวจผลกระทบจากการจัดการเรียนการสอนในช่วงโควิด-19 ผลการประเมินพบว่า ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการเรียนได้ระดับปานกลางถึงมาก แต่ประสิทธิภาพการเรียนรู้ลดลง ทั้งด้านความรู้ พฤติกรรม สุขภาวะกาย–ใจ และทักษะสังคม แม้ผู้เรียนจะมีการเรียนรู้ด้วยตนเองเพิ่มขึ้น แต่ความเข้าใจ ความรับผิดชอบ และความสุขในการเรียนลดลง เกิดความเครียด และต้องการกลับไปเรียนในห้องเรียน พร้อมเสนอให้ลดเนื้อหา การบ้าน และเพิ่มสื่อทันสมัย
ผู้ปกครองมีความพึงพอใจระดับปานกลาง แต่เผชิญภาระค่าใช้จ่ายเพิ่ม รายได้ลด และมีข้อจำกัดในการดูแลบุตรหลาน รวมถึงปัญหาสภาพแวดล้อมและอินเทอร์เน็ต จึงต้องการเปิดเรียนปกติภายใต้มาตรการความปลอดภัย
ด้านครูสามารถจัดการเรียนรู้ได้ราว 60–70% โดยรูปแบบที่เหมาะสมแตกต่างตามช่วงวัย เช่น On-Hand สำหรับปฐมวัย Online สำหรับมัธยม และผสมผสานสำหรับอาชีวศึกษา ครูยังต้องพัฒนาทักษะดิจิทัลและการสอนเพิ่มเติม ทั้งนี้ ศธ.จะนำข้อมูลไปปรับนโยบายให้ยืดหยุ่นและเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ต่อไป
ข้อ 1 จุดมุ่งหมายสำคัญของโครงการ Rapid Appraisal คือข้อใด
ก. พัฒนาหลักสูตรใหม่
ข. ประเมินผลกระทบการเรียนช่วงโควิด
ค. เพิ่มจำนวนครู
ง. ปรับงบประมาณการศึกษา
ข้อ 2 ผลกระทบหลักที่เกิดกับผู้เรียนคือข้อใด
ก. การเข้าถึงลดลงมาก
ข. ผลสัมฤทธิ์เพิ่มขึ้น
ค. ประสิทธิภาพการเรียนลดลง
ง. ไม่มีผลกระทบ
ข้อ 3 ผู้เรียนต้องการแนวทางใดมากที่สุด
ก. เพิ่มการสอบ
ข. เรียนออนไลน์เต็มรูปแบบ
ค. กลับไปเรียนในห้องเรียน
ง. เพิ่มชั่วโมงเรียน
ข้อ 4 ปัญหาสำคัญของผู้ปกครองคือข้อใด
ก. เวลาเหลือมากเกินไป
ข. ค่าใช้จ่ายเพิ่ม รายได้ลด
ค. เด็กไม่สนใจเรียน
ง. โรงเรียนปิดถาวร
ข้อ 5 รูปแบบ On-Hand เหมาะกับใคร
ก. มัธยมศึกษา
ข. อาชีวศึกษา
ค. อนุบาล–ประถม
ง. มหาวิทยาลัย
ข้อ 6 การเรียนแบบ Online เหมาะกับระดับใดมากที่สุด
ก. อนุบาล
ข. ประถม
ค. มัธยม
ง. ทุกระดับเท่ากัน
ข้อ 7 แนวทางเหมาะสมสำหรับอาชีวศึกษาคือข้อใด
ก. Online อย่างเดียว
ข. On-Site อย่างเดียว
ค. ผสมผสาน On-Site และ Online
ง. งดการเรียน
ข้อ 8 ครูควรพัฒนาทักษะด้านใดเพิ่มเติม
ก. การเงิน
ข. ดิจิทัลและการสอน
ค. การเกษตร
ง. การท่องเที่ยว
ข้อ 9 หากเป็นผู้บริหาร ควรตัดสินใจอย่างไร
ก. ใช้รูปแบบเดียวทั้งประเทศ
ข. ปรับตามบริบทพื้นที่
ค. ยกเลิกการเรียนออนไลน์
ง. เพิ่มการสอบกลาง
ข้อ 10 การนำข้อมูล Rapid Appraisal ไปใช้ควรเน้นอะไร
ก. การแข่งขัน
ข. การลงโทษ
ค. การปรับปรุงนโยบาย
ง. การลดครู
เฉลย: ค
คลิกเฉลย >>>