สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M418_กสศ.ร่วมหอการค้าและTDRI แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำการศึกษา

วันที่ 22 เมษายน 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (20 เม.ย.) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และหอการค้าไทย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ตอบโจทย์การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการวิจัยพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อส่งเสริมขีดความสามารถในการระดมทรัพยากรและความร่วมมือของกลไกระดับพื้นที่ เสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน 

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า ด้วยความตระหนักถึงความเป็นส่วนหนึ่งของกลไกในการผลักดันแนวทางการขับเคลื่อน และพัฒนาการศึกษาของประเทศให้สอดคล้องกับภูมิเศรษฐกิจโลก และเทคโนโลยียุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กสศ. ได้กำหนดภารกิจสำคัญในการนำแผนกลยุทธ์ กสศ. (2565-2567) ไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่ยั่งยืน (Sustainable System Change) โดยใช้แนวทางที่ชัดเจนในการพัฒนานโยบายสาธารณะผ่านกระบวนการห่วงโซ่มาตรการเชิงนโยบาย (Policy Value Chain) 

ซึ่งเริ่มต้นจากการวิจัยพัฒนานวัตกรรมที่สอดคล้องกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่มีอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ จนได้รูปแบบและแนวทางการทำงานที่เป็นรูปธรรมก่อนนำไปทดสอบใช้จริงในพื้นที่ จนพบว่าสามารถแก้ปัญหาที่มีอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

3 หน่วยงานร่วมกันปฏิรูปการศึกษา

อย่างไรก็ตาม แม้นโยบายหรือมาตรการลดความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ ของภาครัฐจะประสบความสำเร็จ แต่ในอนาคตปัญหาต่าง ๆ ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รูปแบบและแนวทางการทำงานด้านนี้ จึงจำเป็นต้องพัฒนาอยู่ตลอดเวลาจึงจะประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาตามเป้าหมายที่วางไว้ในระยะยาว

จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงาน ได้แก่ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และหอการค้าไทย เพื่อยกระดับนวัตกรรมการศึกษาเชิงพื้นที่ให้สอดคล้องกับข้อสรุปจากการประชุมนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา All for Education Conference 2022 ที่ กสศ. ได้ร่วมกับองค์การ UNESCO และ UNICEF ได้สรุปบทเรียน 7 ตัวเปลี่ยนเกม” 7 Game Changers ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปการศึกษาในระดับนานาชาติที่สามารถช่วยให้ประเทศต่าง ๆ สามารถบรรลุเป้าหมายการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All) ด้วยแนวคิดปวงชนเพื่อการศึกษา (All for Education) ได้แก่ 

1. ระบบข้อมูลและสารสนเทศการศึกษา

2. นวัตกรรมการเงินและการคลังเพื่อการศึกษา

3. ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

4. การส่งเสริมการกระจายอำนาจเพื่อการจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-Based Education)

5. การพัฒนาครูและสถานศึกษา

6. การพัฒนาระบบคุ้มครองทางสังคมในระบบการศึกษา 5 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงของสถาบันทางครอบครัว ความพร้อมและความปลอดภัยของสถานศึกษาและครู ความพร้อมและความปลอดภัยในการเดินทาง และความพร้อมของชุมชนท้องถิ่น

7. การผลักดันแนวคิด All for Educationให้การศึกษาเป็นกิจของทุกคน 

ดร.ประสาร กล่าวต่อว่า ความร่วมมือของทั้ง 3 หน่วยงานจะสามารถสร้างกลไกส่งเสริมขีดความสามารถในการระดมทรัพยากรและความร่วมมือของกลไกระดับพื้นที่เพื่อพัฒนานวัตกรรมในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในมิติต่าง ๆ ทั้งโอกาส และคุณภาพการเรียนรู้รวมไปถึงการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน 

นอกจากนี้ ยังเชื่อมั่นว่าความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะทำให้เห็นนวัตกรรมการการระดมความร่วมมือในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา มากกว่าเพียงแค่การระดมทุนที่เป็นตัวเงินเท่านั้น โดยหวังว่าจะได้เห็นประชาชนจากภาครัฐ ท้องถิ่น เอกชนและภาคประชาสังคมในพื้นที่ได้เข้ามาร่วมกันระดมทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ทุนข้อมูลความรู้ ทุนทางสังคมและเครือข่ายต่าง ๆ ฯลฯ ที่จะร่วมทำหน้าที่เป็น “ตัวคูณเชิงระบบ” (System Multiplier) ที่จะกระตุ้นในทรัพยากรและนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นในพื้นที่สามารถส่งผลกระทบเชิงระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน 

กสศ. หวังจะได้เห็นความร่วมมือที่ริเริ่มโดย 3 หน่วยงานในพื้นที่ 19 จังหวัดเจริญงอกงามไปเป็นโอกาสที่สำคัญของสังคมไทยที่ประชาชนจากทุกภาคส่วนในทั้ง 77 จังหวัดของประเทศไทยสามารถลุกขึ้นมา “กำหนดอนาคตและโจทย์ปฏิรูปการศึกษา” ของจังหวัดตัวเอง ได้ด้วยตนเองและร่วมกันลงมือทำให้สำเร็จได้จริงด้วยทรัพยากร และความร่วมมือของทุกคนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืนด้วยตัวเองไม่มีใครหวงแหนบ้านเกิดเมืองนอน และลูกหลานของตนรวมทั้งมีความเข้าใจในโอกาสและอุปสรรคของพื้นที่ตนเองได้มากกว่าคนในพื้นที่เอง

ดังนั้นหากความร่วมมือในวันนี้จะสามารถจุดประกายให้ประชาชนในทุกจังหวัดของประเทศไทยได้ลุกขึ้นมาเป็น “เจ้าของ” วาระการปฏิรูปการศึกษาของบ้านเกิดตัวเองได้แล้วพวกเราอาจได้เห็นนวัตกรรมการการแก้ไขปัญหาสำคัญในหลาย ๆ ด้านของการศึกษาไทยที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้ในชั่วชีวิตของเรา” 

หอการค้า ใช้เครือข่าย YEC ขับเคลื่อน Education Sandbox

ด้านนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าฯ มีความยินดีอย่างยิ่งในความร่วมมือสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา กับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อยกระดับการศึกษาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 

ซึ่งหอการค้าฯ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาการศึกษา หอการค้าไทย เพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดองค์ความรูประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจและรูปแบบการดำเนินธุรกิจจากนักธุรกิจผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญพร้อมเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนในสถานศึกษาเข้าไปเรียนรู้และฝึกประสบการณ์จริงในสถานประกอบการ เพื่อสร้าง พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังมีกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ YEC ที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในการเชื่อมโยงการทำงานตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในปัจจุบัน 

นอกจากนี้ภาคเอกชนต้องอาศัยการผลักดันจากรัฐบาลให้มีมาตรการสร้างแรงจูงใจ เช่น สิทธิประโยชน์ด้านภาษี เพื่อให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยมากขึ้น จนนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมในมิติต่าง ๆ ของประเทศได้ต่อไปในอนาคต 

นายสนั่น กล่าวต่อว่า จากการศึกษาของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ชี้ว่า การลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทุนมนุษย์สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงถึง 7เท่า เมื่อเทียบกับต้นทุนและยังช่วยให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ประเทศที่มีรายได้สูงในอนาคตจึงขอเชิญชวนภาคธุรกิจเอกชน รวมถึงพลังของเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทุกจังหวัด ร่วมสนับสนุน Education Sandbox Fund ลงทุนพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อพัฒนากำลังคนในอนาคตของประเทศให้มีศักยภาพช่วยยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน สร้างอนาคตที่เต็มไปด้วยโอกาสและการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย 

TDRI หนุนขยายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 19 จังหวัด

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า แนวคิดสำคัญของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา คือการหาแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการปรับการเรียนรู้ให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงได้มีความพยายามสร้างพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันระหว่างคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการ ศึกษา (กอปศ.) ร่วมกับ TDRI และหน่วยงานในภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP) ในการยกร่าง พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 เสนอแก่รัฐบาลซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนให้มีการขยายพื้นที่ดำเนินการจากจุดเริ่มต้นใน 8 จังหวัดสู่ 19 จังหวัดในปัจจุบัน และเพิ่มจังหวัดบุรีรัมย์ ขึ้นมาอีกหนึ่งจังหวัด 

ดร.สมเกียรติ พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจึงเหมือนเป็นสนามปฏิบัติการ (sandbox) ในการปฏิรูปการศึกษาของประเทศเพื่อพัฒนาต้นแบบในการทดลองจัดการศึกษาในรูปแบบใหม่ ตั้งแต่การใช้หลักสูตรใหม่ สื่อการเรียนการสอนแบบใหม่ วิธีการเรียนการสอนแบบใหม่ การทดสอบและประเมินผลแบบใหม่ ตลอดจนการบริหารจัดการแบบใหม่ ในระดับโรงเรียนและเขตการศึกษา เพื่อเพิ่มความเป็นอิสระให้แก่สถานศึกษาและกระจายอำนาจให้แก่จังหวัด 

โดยมีเอกชนเข้ามามีบทบาทสำคัญในการออกแบบการศึกษา ให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ และมีกระบวนการวิจัยติดตามอย่างเป็นระบบเพื่อถอดบทเรียนและขยายผลเพื่อให้นวัตกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามารถนำไปใช้ขยายผลสู่นโยบายการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ และเชื่อมั่นว่า กระบวนการทำงานที่เกิดขึ้น จะช่วยสร้างเครื่องมือสำคัญในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างสอดคล้องกับการทำงานของ กสศ. ในอนาคต 

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จับมือ หอการค้าไทย และ TDRI ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ตอบโจทย์การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการร่วมลงทุนใน 19 จังหวัดนำร่อง สู่การขยายผลโครงสร้างการศึกษาระดับประเทศ 

ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 เมษายน 2566  

สรุปสาระสำคัญ 

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สถาบันวิจัย TDRI และหอการค้าไทย ร่วมลงนามความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาใน 19 จังหวัด โดยใช้การวิจัยและนวัตกรรมเป็นฐานแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ ทั้งด้านโอกาสและคุณภาพการเรียนรู้ กสศ. นำแผนยุทธศาสตร์ (2565–2567) ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบผ่าน Policy Value Chain เริ่มจากพัฒนานวัตกรรม ทดลองใช้จริง และต่อยอดสู่การกำหนดนโยบายสาธารณะ ทั้งสามหน่วยงานยึดแนวคิด “7 Game Changers” ของการประชุมนานาชาติ All for Education เช่น ระบบข้อมูล การเงินเพื่อการศึกษา การกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วมภาคเอกชน 

หอการค้าไทยสนับสนุนพื้นที่นวัตกรรมผ่านเครือข่ายธุรกิจและกลุ่ม YEC เพื่อเชื่อมโยงเด็กกับประสบการณ์จริง พร้อมผลักดันมาตรการจูงใจภาครัฐให้เอกชนร่วมลงทุนในการศึกษา ส่วน TDRI สนับสนุนการใช้พื้นที่นวัตกรรมเป็นสนามทดลองการจัดการศึกษาใหม่ ตั้งแต่หลักสูตร การสอน การประเมิน จนถึงการบริหาร เพื่อถอดบทเรียนขยายสู่ระดับประเทศ เป้าหมายสูงสุดคือให้ทุกจังหวัดลุกขึ้นมากำหนดอนาคตการศึกษาของตนเอง นำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน 

ข้อสอบ 

1. หลักคิดสำคัญที่สุดของความร่วมมือ 3 หน่วยงาน (กสศ.–TDRI–หอการค้าไทย) คืออะไร? 

ก. กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นโดยไม่ต้องพึ่งรัฐกลาง
ข. ใช้นวัตกรรมและข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ
ค. ระดมทุนจากเอกชนเพื่อชดเชยงบประมาณภาครัฐ
ง. ปรับโครงสร้างหลักสูตรระดับชาติให้เหมือนต่างประเทศ

2. การใช้พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาเป็น “สนามปฏิบัติการ” สะท้อนหลักการบริหารใด?

ก. การบริหารแบบรวมศูนย์
ข. การบริหารแบบยึดมาตรฐานกลาง
ค. การบริหารเชิงทดลอง (Experimental Governance)
ง. การบริหารเชิงพาณิชย์

3. ครูหรือผู้บริหารในพื้นที่นวัตกรรมควรดำเนินงานตามหลัก Area-Based Education อย่างเหมาะสมที่สุดอย่างไร?

ก. ปรับเป้าหมายการสอนให้ตรงตามความต้องการพื้นที่และเชื่อมโยงข้อมูลจริง
ข. รอแนวทางจากส่วนกลางก่อนจึงเริ่มพัฒนา
ค. ใช้นวัตกรรมเฉพาะที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนเท่านั้น
ง. มุ่งเน้นการสอบเป็นหลักเพื่อติดตามความก้าวหน้า

4. “7 Game Changers” มีบทบาทต่อการปฏิรูปการศึกษาในความร่วมมือนี้อย่างไร?

ก. เป็นกรอบประเมินผลการทำงานของแต่ละจังหวัด
ข. เป็นแนวคิดอ้างอิงในการออกแบบกลไกและนวัตกรรมทางการศึกษา
ค. เป็นเงื่อนไขให้จังหวัดต้องปฏิบัติตามทั้งหมด
ง. เป็นเกณฑ์จัดสรรงบประมาณพื้นที่นวัตกรรม

5. หากจังหวัดต้องการขยายผลพื้นที่นวัตกรรมด้วยตนเอง ปัจจัยใดมีบทบาทสำคัญที่สุดตามบทความ? 

ก. ความพร้อมด้านงบประมาณจากส่วนกลาง
ข. ความร่วมมือของชุมชน ท้องถิ่น และภาคเอกชนในพื้นที่
ค. การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
ง. การเพิ่มจำนวนโรงเรียนต้นแบบ

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น