
เจเนอเรชั่น Z หรือ Gen Z หรือผู้ที่เกิดระหว่างปี 2540 – 2555 และมีอายุระหว่าง 9 – 24 ปี ซึ่งในปี 2564 นี้ พวกเขาคือ ประชากรกลุ่มใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน โดยปัจจุบันจำนวนประชากรกลุ่มนี้คิดเป็นประมาณ 24% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโลกต่อไปในอนาคต ทว่า ผลวิจัยล่าสุดกลับพบว่าพวกเขามีความเครียดในระดับที่สูงกว่าเจเนอเรชั่นอื่น
Gen Z คนทำงานที่อายุน้อยที่สุดกำลังต่อสู้กับความเครียดในการทำงานมากที่สุด เกิดอะไรขึ้น?
เจนเนอเรชัน Z เป็นกลุ่มคนที่เข้าสู่ตลาดแรงงานใหม่ พวกเขามีความเครียดทั้งจากการเริ่มทำงานครั้งแรก เรียนรู้วิธีการทำงาน การปรับตัวเพื่อให้อยู่ได้ในวัฒนธรรมองค์กร ขณะเดียวกัน ก็ต้องทำความเข้าใจกับหน้าที่ความรับผิดชอบในตำแหน่งที่ตัวเองทำงานอยู่
ทั้งยังต้องต่อสู้เพื่อสร้างความก้าวหน้าในอาชีพ เพราะคนทำงาน Gen Z มีความคาดหวังสูงในการพัฒนาศักยภาพตัวเองเพื่อก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นและมีความสำคัญ เนื่องจากพวกเขามองว่าอาชีพที่ดีคืออาชีพที่ให้ความมั่นคง และมองว่าความสำเร็จในชีวิตก็มาจากความพึงพอใจของตัวเอง
โดยคนเจนนี้มักจะใช้เครื่องมือสำคัญรับมือกับรูปแบบการทำงานที่แตกต่าง นั่นคือ เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัล แต่ถึงอย่างไร ด้วยการทำงานร่วมกับคนอื่นๆ ที่มีลักษณะการทำงานและวัฒนธรรมที่แตกต่างอาจสร้างความเครียดและความไม่มั่นคงในการปรับตัว
จากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคของสถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน หรือ ฮิลล์ อาเซียน พบว่า Gen Z ประสบกับปัญหาสุขภาพจิตใจ เนื่องจากพวกเขาโตมากับอินเตอร์เน็ต และได้รับข้อมูลข่าวสารมากมาย จนทำให้มีความเครียดมากกว่าคนเจเนอเรชั่นอื่น
และหนึ่งในปัญหาความเครียดที่ส่งผลกระทบต่อคนทำงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่เพียงคนเจน Z ทว่า ส่งผลกระทบต่อคนทำงานทุกวัย ภาวะ “permacrisis’ ที่ทำให้เกิดการปลดพนักงานเพิ่มมากขึ้น และการจ่ายเงินไม่สอดคล้องกับวิกฤตเงินเฟ้อที่ทุกคนต้องเผชิญ
โดย Permacrisis แปลตรงตัว คือ วิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและคงทน Permacrisis เป็นคำนามซึ่งผสมมาจากคำว่า Permanent (คงทน ถาวร) และ Crisis (วิกฤต ภัยพิบัติ) รวมกันมีความหมายว่า ช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนและความไม่มั่นคงอันต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่เป็นผลจากเหตุการณ์ภัยพิบัติยืดเยื้อต่อเนื่องกัน
ล่าสุด ยังมีการยืนยันว่านักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า Gen Z เป็นกลุ่มที่มีความเครียดมากที่สุดในที่ทำงานโดยรวม การกระโดดเข้าสู่อาชีพของพวกเขาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยบางคนเพิ่งเข้าทำงานในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ ทำให้พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเป็นพิเศษ ซึ่งจากการสำรวจพนักงานเกือบ 12,000 คนทั่วโลกในปี 2566 ของ Cigna International Health พบว่า 91% ของคนอายุ 18 ถึง 24 ปีรายงานว่าเครียด เทียบกับ 84% โดยเฉลี่ย
ผลการวิจัยพบ 5 ข้อเท็จจริง ยืนยันคน Gen Z คือ คนอายุน้อยร้อยเรื่องเครียด
· Eliza Filby นักวิจัยในลอนดอนอธิบายว่า “จริงๆ แล้ว การทำงานอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนมากสร้างความเครียดอย่างมากเกี่ยวกับการเลิกจ้างสำหรับทุกคน” ความยากลำบากทางเศรษฐกิจกำลังเพิ่มพูนปัญหาในที่ทำงานอย่างมากเช่นกัน
· ข้อมูลจากรายงานปี 2023 โดย Workhuman บริษัทซอฟต์แวร์ด้านทรัพยากรบุคคล แสดงให้เห็นว่าวิกฤตค่าครองชีพทำให้ 84% ของคนงานในสหราชอาณาจักรเกิดความเครียดและวิตกกังวล มีแนวโน้มที่คล้ายคลึงกันทั่วโลก รวมถึงในไอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา
· ในระยะสั้น ความเครียดของคน Gen Z นำไปสู่ความสับสนและปลีกตัวในชีวิตการทำงาน ตามข้อมูลปี 2022 จาก Gallup พวกเขาเป็นกลุ่มที่ไม่มีส่วนร่วมมากที่สุดในที่ทำงาน พวกเขายังรายงานความเครียดโดยรวมและความเหนื่อยหน่ายจากการทำงานมากกว่ากลุ่มอื่นๆ “เราพบว่าในช่วงที่เกิดโรคระบาด คน Gen Z ส่วนใหญ่ยอมรับว่าไม่ได้ทุ่มเทเต็มที่ในการทำงาน ซึ่งเป็นอาการของความเหนื่อยหน่ายและพฤติกรรมอื่นๆ ในที่ทำงาน เช่น ความไม่สนใจ การสื่อสารที่ไม่ชัดเจน ขาดการสนับสนุนจากผู้จัดการ และความเหงา”
· ในระยะยาว ความเครียดและความเหนื่อยหน่ายนี้จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานและการเติบโตในสายอาชีพ รวมทั้งเพิ่มโอกาสที่พนักงานจะลาออก เป็นโอกาสที่น่าดึงดูดสำหรับคนทำงานอายุน้อยอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา 61% ของคนทำงานในสหรัฐอเมริกาที่ตอบแบบสำรวจ LinkedIn ในเดือนธันวาคม 2565 กำลังพิจารณาออกจากงานในปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็น 72% ในกลุ่ม Gen Z ซึ่งสูงที่สุด กลุ่มที่มีนัยสำคัญ ผลการวิจัยของ McKinsey ทั่วโลกพบว่า 77% ของคน Gen Z กำลังมองหางานใหม่ ซึ่งมากกว่าอัตราของผู้ตอบแบบสอบถามคนอื่นๆ เกือบสองเท่า
· ปี 2568 Gen Z จะมีสัดส่วน 27% ของแรงงานในกลุ่มประเทศ OECD และหนึ่งในสามของประชากรโลก หากคนส่วนใหญ่เครียดเกินกว่าจะทำงาน ข้อมูลจาก Santor Nishizaki เป็นผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Mulholland Consulting Group
ดังนั้นจึงควรเรียนรู้วิธีจัดการกับความเครียดสำหรับคนเจน Z ด้วย 6 กลยุทธ์
การจัดการเวลา
การวางแผนและจัดการเวลาอย่างมีระเบียบเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเครียด แนะนำให้ Gen Z กำหนดเป้าหมายและกำหนดลำดับความสำคัญของงาน เพื่อจัดการกับงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้เทคโนโลยีเพื่อบริหารจัดการเครื่องมือช่วย
Gen Z สามารถใช้เทคโนโลยีและแอปพลิเคชันที่ช่วยในการจัดการเวลาและงาน เพื่อช่วยในการแบ่งเวลาและควบคุมสิ่งที่ต้องทำ
การสร้างสมดุลในชีวิต
สร้างสมดุลในชีวิตระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว สำหรับกิจกรรมที่เพิ่มพูนความสุข เช่น การออกกำลังกาย กิจกรรมที่ชอบ เพื่อให้มีชีวิตที่มีความสมดุล
การสื่อสารและเชื่อมโยงกับผู้อื่น
Gen Z สามารถพูดคุยและแบ่งปันความคิดเห็น ความกังวล หรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคนในที่ทำงานหรือคนที่มีความรู้สึกเหมือนกัน เป็นการสร้างระบบสนับสนุนและความเข้าใจซึ่งช่วยลดความเครียดได้
การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล
การพัฒนาทักษะเชิงบุคคล สามารถช่วยให้ Gen Z มีความมั่นใจและเข้าสู่สภาวะทำงานอย่างเต็มที่โดยไม่รู้สึกเครียด
การรับรู้และจัดการกับความเปลี่ยนแปลง
Gen Z ควรรับรู้ว่าการทำงานในสภาวะเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และสามารถพัฒนาทักษะการปรับตัวและการเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงได้ นอกจากนี้ยังควรเตรียมตัวเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อเข้าถึงความรู้และทักษะใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคต
สำหรับในส่วนขององค์การ การแก้ปัญหาความเครียดของเจนเนอเรชัน Z เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและการพัฒนา โดยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและความสนับสนุน องค์กรควรเข้าใจและรับรู้ถึงความต้องการและความเป็นอยู่ของเจนเนอเรชัน Z และสร้างบรรยากาศที่สนับสนุนการเติบโตและพัฒนาทักษะของพวกเขา เช่นการให้โอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ การเสริมสร้างการทำงานเป็นทีมและการสนับสนุนการติดต่อสื่อสารระหว่างเจนเนอเรชัน Z กับบุคลากรอื่นๆ
หรือการเปิดโอกาสในการพักผ่อนสั้นๆ และการมีพื้นที่สำหรับกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความผ่อนคลาย องค์กรสามารถเสนอโปรแกรมสนับสนุนสุขภาพจิต เช่น การให้บริการการปรึกษาทางจิตเวชหรือการสนับสนุนโครงการเพื่อสร้างความสมดุลในชีวิต สร้างโอกาสในการทำงานที่มีความหมายและการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร
นอกจากนั้น เจนเนอเรชัน Z คาดหวังการทำงานที่มีความหมายและความสร้างสรรค์ องค์กรควรเสนอโอกาสให้พวกเค้าเกี่ยวข้องกับโครงการจิตอาสาหรือกิจกรรมที่มีความหมาย และสร้างผลกระทบที่ดีต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญคือการสื่อสารและการทำงานเป็นทีม สนับสนุนการทำงานเป็นทีมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความร่วมมือในทีม และขาดไม่ได้คือการให้การติดตามผล รับรู้ความคิดเห็นและความรู้สึกเพื่อให้องค์กรสามารถปรับปรุงและปรับเปลี่ยนขั้นตอนการทำงานเพื่อลดความเครียดได้
สุดท้าย ควรจำไว้ว่าแต่ละบุคคลอาจมีวิธีการแก้ปัญหาความเครียดที่ต่างกันไป คำแนะนำด้านบนเป็นแนวทางทั่วไปที่อาจช่วยให้ Gen Z ลดความเครียดในที่ทำงาน แต่หากความเครียดยังคงมีอยู่และมีผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นผู้ผลิตที่ดี ควรพิจารณาการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และองค์กรควรทำงานร่วมกับเจนเนอเรชัน Z เพื่อเข้าใจความต้องการและตอบสนองต่อความเครียดของพวกเขาอย่างเหมาะสม การขจัดความตึงเครียดออกจากคนงานที่อายุน้อยที่สุดถือเป็นความท้าทายและควรได้รับการแก้ไข โดยเจ้านายควรเป็นโค้ชและที่ปรึกษาที่ช่วยจัดการกับสุขภาพจิตของพวกเขาด้วย
อ้างอิง: Are Gen Z the most stressed generation in the workplace?: Megan Carnegie, BBC –
บทความโดย By Jammaree Maneewan
ที่มา : SALIKA















เกี่ยวข้องกัน
รู้หรือไม่ 'Gen Z ' วันนี้ เหงากว่าใคร 'What’s This Feeling?'ช่วยเยียวยา
ตามการศึกษาล่าสุดโดยบริษัท Mintel การประมาณการณ์ว่า 8 ใน10 คน ในประเทศไทย กำลังประสบปัญหาสุขภาพจิต และเพิ่มพูนยิ่งขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะคนไทยรุ่นเจน Z ซึ่งเผชิญกับภาวะความเหงา โดยมีมากกว่า1ใน 3 หรือประมาณ 38%
มีการรายงานว่าคนกลุ่มนี้ มีความรู้สึกเหงามากกว่าคนรุ่นอื่นๆ เมื่อเปรียบกับคนรุ่น Millennials มีความรู้สึก 26% และคนรุ่นเจน X รู้สึก 15% ซึ่งหากไม่มีการจัดการที่ดี เทรนด์นี้อาจทำให้สังคมต้องเผชิญกับปัญหาความเหงา โรคซึมเศร้า และความก้าวร้าว และท้ายที่สุดแล้ว อาจมีผลทำให้เกิดการกีดกั้นการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ
จากปัญหาดังกล่าว ทำให้คอมมูนิตี้ The NOOK Friends โดย Love Frankie ซึ่งคือการรวมตัวพันธมิตรในโครงการ ที่เน้นความเป็นอยู่ที่ดีและสุขภาพจิตของคนไทย จึงได้ริเริ่มแคมเปญ “What’s This Feeling?(‘WTF’) ” เพื่อเฉลิมฉลองวันสุขภาพจิตโลกในวันที่ 10 ตุลาคม 2566 ภายใต้ธีมสุขภาพจิตเป็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญสำหรับเราทุกคน โดยจับมือร่วมกับสหประชาชาติ มุ่งจุดประกายการพูดคุยเกี่ยวกับสุขภาพจิตและสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนรุ่นใหม่เพื่อเชื่อมต่อและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพจิต
การขับเคลื่อนหลักๆของแคมเปญ คือ การนำเสนอ ซีรีส์วิดีโอ vlog ซึ่งนำแสดงโดยเขื่อน- ภัทรดนัย เสตสุวรรณ นักบำบัดจิตและศิลปินไทยที่มีชื่อเสียงในการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับสุขภาพจิตสำหรับเยาวชนไทยและท้าทายการตีตราในสังคม
ดร โอลิเวีย ไนเวรัส จากองค์การอนามัยโลกองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวถึงความสำคัญของสุขภาพจิตว่า เป็นส่วนหนึ่งของสุขภาพโดยรวมของเราและเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ทุกคนสมควรได้รับการดูแลสุขภาพจิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่มีความต้องการเร่งด่วนมากขึ้น เราได้ร่วมมือกันเพื่อทำให้เยาวชนไทยทุกคนได้รับการคุ้มครองจากความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต โดยสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตที่มีมาตรฐาน ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาความเข้มแข็งทางจิตใจของเยาวชนไทย เพื่อช่วยให้พวกเขาเข้าใจภาวะสุขภาพจิตของตนเอง รับมือ และเติบโตได้ดีขึ้นในขณะที่พวกเขาต้องเผชิญกับความซับซ้อนของชีวิต
เนื้อหาของแคมเปญ นอกจากการนำเสนอผ่าน ซีรีส์ vlog “What’s This Feeling?” ที่จะเจาะลงลึกเข้าถึงความรู้สึกและความท้าทายที่เยาวชนไทยเผชิญในการค้นหาความหมายในการสร้างสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน ยังมี เกล็ดความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิตแบบย่อยง่าย โดยนำเสนอแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพจิตและการสร้างความตระหนักรู้ที่คัดสรรและรวบรวมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญหลากหลาย
ที่มา ; ไทยโพสต์ ตุลาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
‘สภาพัฒน์’ เปิดเหตุผลนายจ้าง 89% ปฏิเสธจ้างเด็กจบใหม่?
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสที่ 1/2568 ว่าสถานการณ์แรงงานไตรมาสหนึ่ง ปี 2568 โดยในช่วงหนึ่งมีการกล่าวถึงตัวเลขการว่างงานของผู้จบการศึกษาใหม่โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษานั้นมีโอกาสที่จะตกงานสูง สอดคล้องกับข้อมูลการว่างงานตามระดับการศึกษาที่มีอัตราว่างงานมากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ โดยคิดเป็นสัดส่วน 1.84% หรือว่างงานอยู่ที่ 131,600 คน
สอดคล้องกับผลการศึกษาของ Hult International Business School ร่วมกับ Workplace Intelligence ที่พบว่าผู้บริหาร 89% มีแนวโน้มที่จะเลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่
· เด็กจบใหม่ยังขาดประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง ๖๐%
· ไม่ทีทักษะการทำงานที่เหมาะสม 51%
· ขาดทักษะการทำงานเป็นทีม 55%
· ยังมีมารยาททางธุรกิจที่ไม่ดีนัก 50%
สำหรับข้อแนะนำสำหรับผู้ที่จบการศึกษาใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้งานทำเลขาธิการสภาพัฒน์ระบุว่า ความสามารถในเชิงวิชาชีพที่จบมาต้องทำงานได้ต้องเป็นคุณสมบัติหลัก นอกจากนั้นส่วนที่ต้องมีก็คือเรื่องของการคิดวิเคราะห์ ความสร้างสรรค์ในการคิดการทำงานของตัวเอง ถือเป็นทักษะที่สำคัญที่จะทำให้เด็กที่จบใหม่สามารถหางานได้เพิ่มขึ้น
แม้ในการทำงานของคนรุ่นใหม่นั้นอาจจะให้ความสำคัญกับ “Work life balance” หรือการเป็นเจ้าของกิจการ แต่กลุ่มที่จะเข้าไปทำงานในระบบ เข้าสู่การจ้างงานในองค์กร และบริษัทต่างๆนั้นต้องเข้าใจว่าการทำงานจริง เรารับเงินเดือนเขามาแล้ว การทำงานจริงต้องทำงานอย่างเต็มที่
อีกเรื่องทักษะการทำงานเป็นทีมก็สำคัญ รวมทั้งการสื่อสารกับคน และมารยาททางธุรกิจในการติดต่อก็เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องซอฟต์สกิลที่เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน
“คนรุ่นใหม่ อาจจะให้ความสำคัญกับ “Work life balance” แต่เมื่อเข้าไปทำงานในระบบ เข้าสู่การจ้างงานในองค์กร บริษัทต่างๆ ต้องเข้าใจว่าเป็นการทำงานจริง เรารับเงินเดือนเขามาแล้วการทำงานต้องทำอย่างเต็มที่ ..ต้อง Work ก่อน แล้วค่อยไปดูเรื่อง balance ทีหลัง”
‘สภาพัฒน์’ เปิดเหตุผลนายจ้าง ไม่จ้างเด็กจบใหม่? ชี้ขาดทักษะทำงานเป็นทีม – มารยาทธุรกิจไม่เหมาะสม ชี้คนรุ่นใหม่ต้องเข้าใจ Work life balance ยังไม่เกิดในช่วงแรก
ที่มา ; ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
เจเนอเรชัน Z (Gen Z) คือกลุ่มคนที่เกิดช่วงปี 2540–2555 เป็นประชากรสำคัญของอาเซียนและโลกในอนาคต คิดเป็นประมาณ 24% ของประชากรทั้งหมด แม้จะเป็นกำลังแรงงานรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูงและใช้เทคโนโลยีได้คล่อง แต่กลับพบว่ามีระดับความเครียดสูงกว่าคนรุ่นอื่น โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นการทำงานที่ต้องปรับตัวกับวัฒนธรรมองค์กร ความรับผิดชอบ และการเรียนรู้งานใหม่ รวมถึงความคาดหวังสูงต่อความก้าวหน้าในอาชีพ
ปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเครียด ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ วิกฤตค่าครองชีพ ภาวะ “permacrisis” การทำงานในช่วงโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล ทำให้เกิดความกดดัน เหนื่อยหน่าย และความไม่มั่นคงทางอารมณ์ นอกจากนี้ การได้รับข้อมูลจำนวนมากจากอินเทอร์เน็ตยังส่งผลต่อสุขภาพจิต
งานวิจัยชี้ว่า Gen Z มีระดับความเครียดและการลาออกสูง รวมทั้งมีส่วนร่วมในงานต่ำกว่ากลุ่มอื่น หากไม่จัดการอย่างเหมาะสมจะกระทบต่อประสิทธิภาพและการเติบโตในอาชีพ
แนวทางแก้ไขประกอบด้วย การจัดการเวลา การใช้เทคโนโลยีช่วยงาน การสร้างสมดุลชีวิต การสื่อสาร การพัฒนาทักษะ และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง รวมถึงบทบาทขององค์กรในการสนับสนุนสุขภาพจิต สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และส่งเสริมการทำงานอย่างมีความหมาย เพื่อช่วยลดความเครียดและเพิ่มศักยภาพของคนรุ่นใหม่
ข้อสอบ
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ Gen Z มีความเครียดสูงในการทำงานคือข้อใด
ก. ไม่สนใจเทคโนโลยี
ข. ขาดความรับผิดชอบ
ค. ต้องปรับตัวกับงานใหม่และวัฒนธรรมองค์กร
ง. ไม่ต้องการความก้าวหน้า
เฉลย: ค
เหตุผล: Gen Z เครียดจากการเริ่มงานใหม่ การเรียนรู้งาน และการปรับตัวเข้ากับองค์กร
“Permacrisis” หมายถึงข้อใด
ก. วิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วจบ
ข. ภาวะเศรษฐกิจดีต่อเนื่อง
ค. วิกฤตต่อเนื่องยาวนานและไม่แน่นอน
ง. การพัฒนาองค์กรอย่างรวดเร็ว
เฉลย: ค
เหตุผล: Permacrisis คือวิกฤตต่อเนื่องและยืดเยื้อ
ข้อใดเป็นผลกระทบของความเครียดใน Gen Z ที่พบในงานวิจัย
ก. เพิ่มความคิดสร้างสรรค์
ข. การมีส่วนร่วมในงานสูงขึ้น
ค. ความเหนื่อยหน่ายและไม่สนใจงาน
ง. การทำงานเป็นทีมดีขึ้น
เฉลย: ค
เหตุผล: งานวิจัยชี้ว่า Gen Z มี burnout และ disengagement สูง
ปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเครียดของคนทำงาน Gen Z คือข้อใด
ก. การมีรายได้สูง
ข. วิกฤตค่าครองชีพและเศรษฐกิจไม่แน่นอน
ค. การทำงานอิสระ
ง. การใช้เทคโนโลยีลดลง
เฉลย: ข
เหตุผล: เศรษฐกิจและค่าครองชีพเป็นปัจจัยหลักที่กดดัน
แนวทางใดช่วยลดความเครียดของ Gen Z ได้เหมาะสมที่สุดในระดับบุคคล
ก. ทำงานหนักโดยไม่พัก
ข. หลีกเลี่ยงการสื่อสาร
ค. จัดการเวลาและกำหนดลำดับงาน
ง. เปลี่ยนงานบ่อยที่สุด
เฉลย: ค
เหตุผล: การบริหารเวลาเป็นวิธีลดความเครียดที่มีประสิทธิภาพ
บทบาทขององค์กรที่เหมาะสมในการลดความเครียดของ Gen Z คือข้อใด
ก. เพิ่มงานให้มากขึ้น
ข. ลดการสื่อสารในองค์กร
ค. สนับสนุนสุขภาพจิตและการพัฒนา
ง. ไม่ต้องให้ความสำคัญกับพนักงานใหม่
เฉลย: ค
เหตุผล: องค์กรควรสนับสนุนการพัฒนาและสุขภาพจิต
ข้อใดสะท้อนปัญหาด้านพฤติกรรมการทำงานของ Gen Z ได้ชัดเจน
ก. มีประสบการณ์สูง
ข. ขาดความสนใจและสื่อสารไม่ชัดเจนในบางกรณี
ค. มีความอดทนสูงมาก
ง. ไม่ใช้เทคโนโลยี
เฉลย: ข
เหตุผล: งานวิจัยพบปัญหาการสื่อสารและการมีส่วนร่วมต่ำ
เหตุใด Gen Z จึงมีแนวโน้มลาออกสูง
ก. ไม่ต้องการเงินเดือน
ข. ต้องการเปลี่ยนแปลงงานและโอกาสเติบโต
ค. ไม่ชอบทำงาน
ง. ไม่มีทักษะพื้นฐาน
เฉลย: ข
เหตุผล: มีความคาดหวังต่อความก้าวหน้าและโอกาสใหม่
ข้อใดเป็นกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนาทักษะของ Gen Z
ก. หลีกเลี่ยงการเรียนรู้ใหม่
ข. พัฒนาทักษะส่วนบุคคลและการปรับตัว
ค. ทำงานคนเดียวเสมอ
ง. ไม่ใช้เทคโนโลยี
เฉลย: ข
เหตุผล: การพัฒนาทักษะและการปรับตัวเป็นสิ่งจำเป็น
แนวคิดสำคัญที่สุดสำหรับผู้บริหารในการดูแล Gen Z คือข้อใด
ก. ควบคุมอย่างเข้มงวด
ข. เน้นงานมากกว่าสุขภาพ
ค. เป็นโค้ชและสร้างสภาพแวดล้อมสนับสนุน
ง. ลดการให้ข้อมูล
เฉลย: ค
เหตุผล: ผู้บริหารควรเป็นโค้ช สนับสนุน และสร้างระบบที่เหมาะสม