
1.ปฐมบท
หลังเวลาผ่านไปใกล้ 2 ปี การระบาดของไวรัสโควิด-19ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติในเร็ววัน ตรงข้าม มันดูจะขยายวงออกไป
นอกจากจะขยายวงออกไปแล้ว การระบาดของโควิด-19 ยังย้อนกลับมาไล่ล่าในพื้นที่ซึ่งคิดกันว่าการระบาดของมันใกล้ยุติแล้ว ย้อนไปในช่วงกลางปีที่ผ่านมาเมื่อจำนวนผู้ป่วยและตายจากไวรัสตัวนี้ยังอยู่ที่ราว 15 ล้านคนและ 1 ล้านคนตามลำดับ
นักคิดชั้นแนวหน้า 2 คนได้วิเคราะห์การระบาดของมันและสรุปว่า มันจะมีผลกระทบร้ายแรงสูงถึงกับทำให้โลกเปลี่ยนไปจนไม่มีโอกาสหวนกลับมาเป็นปกติดังเดิมอีก ส่วนโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไรขึ้นอยู่กับพฤติกรรมตอบสนองของชาวโลกเป็นสำคัญ โลกอาจเปลี่ยนไปในทางที่ดีกว่า หรือร้ายกว่าที่เป็นมาแล้วก็ได้ ไวรัสโควิด-19 จึงเป็นเสมือนตัวสร้างทางสองแพร่งให้ชาวโลกเลือก
นักคิดคนแรกได้แก่ “คลอส ชวับ” ผู้ก่อตั้ง “เวทีเศรษฐกิจโลก” (World Economic Forum) ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามิใช่เป็นเวทีสำหรับปันประสบการณ์และถกเถียงกันทางด้านเศรษฐกิจเท่านั้น หากรวมด้านอื่นที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาอีกด้วย เขาเป็นผู้นำด้านการวิเคราะห์การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4
อีกคนหนึ่งได้แก่ “เธียรี มอลล์เรต์” ผู้มีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานของเวทีดังกล่าวและการวิเคราะห์วิวัฒนาการด้านต่าง ๆ สำหรับผู้นำทางเศรษฐกิจและการเมืองของโลก เขาทั้งสองเสนอมุมมองอันน่าสนใจไว้ในหนังสือชื่อ Covid-19: The Great Reset
นอกจากบทนำและบทสรุปแล้ว หนังสือเล่มกระทัดรัดขนาด 200 หน้าเล่มนี้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 บทจากบทที่ยาวที่สุดไปถึงสั้นที่สุด บทแรกพูดถึงโควิด-19 กับผลกระทบและข้อคิดในระดับที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่ามหภาค บทที่ 2 พูดถึงระดับจุลภาค และบทสุดท้ายพูดถึงระดับบุคคล ขอนำเนื้อหาของทั้ง 3 บทมาคัดย่อสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาอ่านและไม่แตกฉานในภาษาอังกฤษ
บทแรกแยกออกเป็น 5 ส่วน เริ่มด้วยการวางกรอบ หรือปูฐานของการวิเคราะห์ซึ่งมองโลกในขณะนี้ว่ามี 3 สภาวะด้วยกัน นั่นคือ
ฉะนั้น คำพูดที่ว่าเราชาวโลกอยู่บนเรือลำเดียวกันมิใช่การอุปมาอุปไมยอีกต่อไปแล้ว หากเป็นความจริง เมื่ออะไรเกิดขึ้น ผลของมันจะกระจายออกไปตามปฏิกิริยาลูกโซ่ที่แทบไม่มีอะไรสามารถกั้นขวางได้
การแพร่กระจายของโควิด-19 เป็นตัวอย่างที่กำลังเกิดขึ้นสด ๆ ปัญหาที่เกิดตามมาแก้ได้ยากมาก เนื่องจากชาวโลกยังมักมองปัญหาแบบแยกส่วนทั้งที่มันแยกกันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการแยกเศรษฐกิจกับสังคม หรือการปิดประเทศมิให้อะไรผ่านโดยการกั้นพรมแดน
อย่างไรก็ตาม ความคุ้นเคยกับความรวดเร็วนี้มีผลทำให้เกิดความคาดหวังว่าทุกอย่างจะเกิดขึ้นได้แบบรวดเร็วทันใจ รวมทั้งการแก้ปัญหาส่วนที่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลด้วย แต่รัฐบาลมักทำอะไรเร็วไม่ได้เนื่องจากต้องปรึกษาหารือกับหลายฝ่าย หรือนำผลอันหลากหลายของนโยบายมาพิจารณาว่าคุ้มค่าหรือไม่ก่อนที่จะตัดสินใจลงมือทำ การไม่ได้รับการตอบสนองตามความคาดหวังสร้างความไม่พอใจแบบไฟสุมขอนให้แก่ประชนและอาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงกับรัฐบาลได้
2.ผลกระทบของโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจและข้อคิดในระดับมหภาค
การระบาดของโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจทรุดหนักอย่างฉับพลันแบบไม่เคยมีมาก่อน ภาคบริการได้รับผลกระทบสูงสุดส่งผลให้แรงงานตกงานจำนวนมาก นอกจากจะทำให้เศรษฐกิจทรุดแล้ว โควิด-19 ยังทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างมุมมองของฝ่ายเศรษฐกิจกับของฝ่ายสุขภาพอีกด้วย ซ้ำร้าย ภายในฝ่ายเศรษฐกิจเองก็มีความขัดแย้งระหว่างฝ่ายนายทุนกับฝ่ายแรงงาน
โรคระบาดร้ายแรงในอดีตบ่งว่าฝ่ายนายทุนมักยอมโอนอ่อนให้แก่ฝ่ายแรงงาน แต่ในปัจจุบัน นายทุนสามารถใช้เทคโนโลยีใหม่แทนแรงงานได้ในระดับสูงแล้ว ฉะนั้น ต่อไปฝ่ายนายทุนคงไม่ยอมโอนอ่อนตามความกดดันของฝ่ายแรงงานอีกต่อไป นอกจากแรงงานในกิจการที่เครื่องจักรทำงานแทนได้ง่ายจะได้รับผลกระทบสูงแล้ว แรงงานรุ่นใหม่ที่เข้าตลาดแรงงานเป็นครั้งแรกก็จะหางานทำได้ยากขึ้นด้วย
การระบาดของโควิด-19 จะดำเนินไปในทางใดยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่สิ่งที่แน่นอนได้แก่ นโยบายที่เลือกใช้มุมมองของฝ่ายเศรษฐกิจเหนือของฝ่ายสุขภาพจะนำไปสู่ความหายนะทั้งจากปัจจัยด้านอุปทานและด้านอุปสงค์ กล่าวคือ ทางด้านอุปทาน การปล่อยให้ฝ่ายผู้ผลิตและผู้ขายสินค้าและบริการเปิดทำการได้อย่างเสรีย่อมนำไปสู่การระบาดของเชื้อโรคอย่างแพร่หลายส่งผลให้ต้องปิดกิจการเมื่อคนงานทำงานไม่ได้ ส่วนทางด้านอุปสงค์ การจับจ่ายใช้สอยจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นว่าสถานการณ์จะดีขึ้นต่อไป หรือควบคุมการระบาดของไวรัสได้แล้วหรือไม่ ด้วยเหตุนี้ นโยบายของรัฐจะต้องทำทุกอย่างเพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสให้ได้ก่อน
โรคระบาดในประวัติศาสตร์ชี้ว่าอาจจะต้องใช้เวลานานนับ 10 ปีก่อนที่ภาวะปกติจะกลับคืน ณ วันนี้ ยังประเมินไม่ได้ว่าครั้งนี้จะใช้เวลานานเท่าไร ปัจจัยหลายอย่างรวมทั้งการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัยบ่งว่าอัตราการฟื้นตัวจะต่ำและมีประเด็นที่จะต้องพิจารณาทั้งในด้านความเป็นธรรมและด้านความยั่งยืนของการฟื้นตัวกับการขยายตัวตัวไปของเศรษฐกิจ ท่าทีของผู้นำต่อประเด็นเหล่านี้มีความสำคัญยิ่ง
แนวโน้มในช่วงเวลาที่เพิ่งผ่านมานี้บ่งชี้ว่า สังคมโดยทั่วไปมีความเหลื่อมล้ำสูงและเพิ่มขึ้น เทคโนโลยีใหม่แทนที่จะช่วยทำให้ความเหลื่มล้ำลดลง กลับทำตรงข้าม นอกจากนั้น เราวัดการพัฒนาด้วยการบูชาตัวเลขกลม ๆ ที่เรียกว่า “จีดีพี” ซึ่งไม่บ่งชี้ว่ามาจากไหน อย่างไร ใครได้รับส่วนแบ่งไปและสภาพชีวิตของประชาชนโดยทั่วไปดีขึ้นด้วยหรือไม่ ที่มาของมันมักเป็นการทำลายระบบนิเวศซึ่งในปัจจุบันขาดความสมดุลร้ายแรงจนไม่สามารถสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบเดิมได้อีกต่อไปแล้ว
ฉะนั้น เราจะทำอย่างไรจึงจะปรับ “จีดีพี” หรือมาตรที่เราใช้วัดการพัฒนาให้เป็นตัวบ่งชี้ทั้งสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงของประชาชนพร้อมกับการรักษาไว้ซึ่งความยังยืนของระบบนิเวศ
การระบาดของโควิด-19 ท่ามกลางการเกิดของเทคโนโลใหม่ที่ทำลายของเก่าลงแบบฉับพลัน หรือทำให้ระบบต่าง ๆ หยุดชะงักชี้ให้เห็นความจำเป็นของการปรับภูมิคุ้มกันด้วย องค์ประกอบของภูมิคุ้มกันที่เหมาะสมกับสภาวะใหม่มีหลายด้านรวมทั้งทางการเงิน ปัจจัยพื้นฐาน ทรัพยากรธรรมชาติและทุนทางสังคม สิ่งเหล่านี้จะต้องมีตัวชี้วัดที่ติดตามความเพียงพอได้อย่างเป็นระบบ
โดยทั่วไปรัฐบาลทั่วโลกพยายามต้านทานการถดถอยของเศรษฐกิจด้วยการใช้ทั้งมาตรการทางการเงินและการคลังในระดับที่ไม่เคยทำมาก่อน ดอกเบี้ยถูกลดเหลือใกล้ศูนย์ เงินจำนวนมหาศาลถูกพิมพ์ออก ภาครัฐใช้งบประมาณอุ้มทั้งธุรกิจและประชาชน มาตรการเหล่านี้ละเมิดกฏเกณฑ์ต่างๆ ที่ตั้งไว้ในยามปกติ ต่อไปอาจทำให้การละเมิดกฏเกณฑ์ถูกมองว่าเป็นของธรรมดา หากเป็นเช่นนั้น ในวันข้างหน้าปัญหาเงินเฟ้อร้ายแรงจะตามมาแน่นอน การทุ่มพิมพ์ดอลลาร์จำนวนมหาศาลโดยรัฐบาลอเมริกันทำให้เกิดการโต้เถียงกันอย่างเข้มอีกครั้งถึงสถานะการเป็นเงินสำรองของดอลลาร์ว่าจะเป็นอย่างไรและจะมีเงินสกุลไหนเข้ามาแทนที่หรือไม่ อย่างไรก็ดี ณ วันนี้ยังไม่มีข้อสรุป
3.ผลกระทบของโควิด-19 และข้อคิดด้านสังคมและภูมิการเมือง
โควิด-19 มีผลกระทบสาหัสต่อด้านสังคมและทำให้สภาพที่แท้จริงในสังคมต่าง ปรากฏออกมาชัดเจนขึ้น เช่น การรักษาพยาบาล การประกันสังคม การบริหารจัดการของรัฐบาล ความเหลื่อมล้ำ ความฉ้อฉลของคนในภาครัฐและศรัทธาในสัญญาสังคม สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ปฏิกิริยาตอบสนองของสมาชิกในสังคม การตอบสนองนั้นออกมาในรูปไหนและรัฐตั้งรับอย่างไรจะมีปฏิกิริยาลูกโซ่ต่อไปอีก ผลจะออกมาแบบไหนคาดเดาได้ยาก
ก่อนการระบาดของโควิด-19 ความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งรุนแรงในสังคมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น วิกฤติจากโควิด-19เป็นเสมือนเชื้อไฟที่ถูกโยนเข้าไปในกองเพลิง ฉะนั้น เป็นไปได้สูงว่าประชาชนจะออกมาเรียกร้องหาความเป็นธรรมด้วยการใช้ความรุนแรงมากขึ้นซึ่งอาจนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธาในรัฐบาลและความมั่นใจในสัญญาสังคมระหว่างภาครัฐกับประชาชน ความเสื่อมศรัทธาและความขัดแย้งรุนแรงอาจสูงมากจนนำไปสู่ภาวะรัฐล้มเหลวในบางประเทศหากรัฐบาลไม่สามารถทำให้ประชาชนโดยทั่วไปพอใจได้โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมักมีปัญหาเรื่องความฉ้อฉลของคนในภาครัฐ
ประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่าโรคระบาดเอื้อให้ภาครัฐรวบอำนาจได้ง่ายขึ้น นั่นหมายความว่าแนวคิดที่สหรัฐและอังกฤษพยายามทำมาหลายทศวรรษอาจถูกบังคับให้หมุนกลับหลัง กล่าวคือ ลดการใช้ระบบตลาดเสรีที่ดำเนินการโดยภาคเอกชนซึ่งมีผลกำไรเป็นตัวขับเคลื่อนเป็นฐานของการบริหารจัดการด้านต่าง ๆ รวมทั้งปัจจัยพื้นฐานและการรักษาพยาบาล แต่เมื่อรัฐกลับไปทำสิ่งเหล่านั้นมากขึ้นย่อมเสี่ยงต่อการนำไปสู่การผูกขาดและการใช้อำนาจเผด็จการซึ่งมักมีข้อเสียมากจากการขาดประสิทธิภาพและความฉ้อฉล
สำหรับทางด้านภูมิการเมืองซึ่งเน้นหนักไปทางเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โควิด-19ระบาดท่ามกลางแนวโน้มที่บ่งชี้ถึงการเพิ่มขึ้นของความขัดแย้งระหว่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ การต่อสู้กับไวรัสซึ่งระบาดข้ามพรมแดนได้แบบไม่เลือกจึงยากลำมากมากขึ้นกว่าที่น่าจะทำได้ ภาวะนี้ทำให้ 4 ประเด็นเด่นชัดยิ่งขึ้น ได้แก่
4.ผลกระทบการระบาดโควิด-19 กับข้อคิดด้านสิ่งแวดล้อมและด้านเทคโนโลยี
มองเผิน ๆโควิด-19 กับสิ่งแวดล้อมอาจไม่มีความเกี่ยวพันกันนักทั้งที่ทั้งคู่มีผลกระทบร้ายแรงถึงขั้นการอยู่รอดของมนุษยชาติ แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไปจะพบว่าทั้งคู่มีความเกี่ยวพันกันสูงมากซึ่งยากแก่การคาดเดาว่าความเกี่ยวพันนั้นจะวิวัฒน์ไปอย่างไรไม่ว่าจะเป็นด้านอิทธิพลของความหลากหลายทางชีวภาพและความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่มีต่อการอุบัติขึ้นของเชื้อโรค หรือด้านอิทธิพลของเชื้อโรคจำพวกโควิด-19 ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งมีความล่มสลายทางชีวภาพและความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศก่อให้เกิดความเสี่ยงหลักต่อมนุษยชาติ ทั้งหลายทั้งปวงนี้ชี้ไปที่ความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนและความสมดุลอันเปราะบางระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
ความเปลี่ยนแปลงด้านความหลากหลายทางชีวภาพและทางภูมิอากาศกับโรคระบาดมีทั้งความคล้ายและความต่างซึ่งมีความสำคัญต่อการออกแบบนโยบาย มันคล้ายกันในบางด้าน เช่น มีผลกระทบสูงที่สุดต่อประเทศและกลุ่มชนที่มีความยากจน หรือมีความเปราะบางสูงอยู่แล้ว แต่ก็มีความแตกต่างกันในหลายด้านเช่นกันโดยเฉพาะ 2 ด้านคือ (1) ผลกระทบของเชื้อโรคร้ายเกิดให้เห็นทันทีส่วนของด้านสิ่งแวดล้อมเป็นแบบสะสมซึ่งจะมองเห็นได้ในระยะยาว และ (2) เชื้อโรค เช่น โควิด-19 เป็นต้น
เหตุของความป่วยไข้ที่นำไปสู่ความตายอย่างกว้างขวางนั้นมองเห็นได้ง่าย ส่วนความเปลี่ยนแปลทางภูมิอากาศเป็นต้นเหตุของความแห้งแล้งร้ายแรง หรือลมพายุใหญ่นั้นมองเห็นได้ยาก ความแตกต่างนี้นำไปสู่การทุ่มเททุกอย่างเพื่อยุติการระบาดของโควิด-19แบบทันทีทันใดในขณะที่นโยบายด้านยุติความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศและทำลายความหลากหลายทางชีวภาพลดความเข้มข้นลง ทั้งที่เป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วว่าการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศและการขาดสมดุลในสิ่งแวดล้อมเป็นต้นเหตุสำคัญของการระบาดของเชื้อโรค
ท่ามกลางภาวะนี้มีสิ่งหนึ่งซึ่งน่าจะมองว่าชี้ทางให้เรา นั่นคือ มาตรการต่อสู้กับโควิด-19 ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงน้อยกว่าที่น่าจะเป็น นั่นหมายความว่า เราจะลดความเข้มข้นของมาตรการด้านปกปักรักษาสิ่งแวดล้อมไม่ได้
ในด้านเทคโนโลยี เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ยุคนี้เทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นเร็วมาก เทคโนโลยีดิจิทัลก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนอย่างเร็วทุกด้านจนเป็นเสมือนการปฏิวัติ ด้วยเหตุนี้ วลีที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงเช่น “การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4” จึงเกิดขึ้น การระบาดของโควิด-19 จะเร่งให้กระบวนการทั้งหมดเกิดเร็วและครอบคลุมขึ้นอีก แต่ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีใหม่จะทำให้เกิดปัญหาท้าทายที่สุดแห่งยุค นั่นคือ ความเป็นส่วนตัว
ตัวอย่างการเป็นตัวเร่งของโควิด-19 ได้แก่ การปิดสถานที่ต่าง ๆ และการไว้ระยะระหว่างบุคคลนำไปสู่การใช้เทคโนโลยีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลผ่านการคุยกันด้วยเครื่องมือสื่อสารดิจิทัล การเสพการบันเทิงที่ถ่ายทอดเข้าไปในบ้าน การทำงานที่บ้าน หรือการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านระบบอินเทอร์เน็ต สิ่งเหล่านี้จะมีผลให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมหลายอย่างแบบถาวรซึ่งจะมีปฏิกิริยาลูกโซ่ต่อไปถึงการเกิดเทคโนโลยีใหม่ตามด้วยกฎระเบียบใหม่ในสังคม
การใช้เทคโนโลยีใหม่ติดตามการเคลื่อนไหวของผู้ติดเชื้อโควิด-19และบุคคลที่เขาเข้าไปใกล้ชิดเพื่อสู้กับการระบาดของมันได้ผลดีเป็นที่ประจักษ์ การใช้เทคโนโลยีใหม่ในการเฝ้าระวังสุขภาพและการรักษาพยาบาลจึงนับวันจะยิ่งเข้มข้นขึ้น ในขณะเดียวกัน บริษัทห้างร้านก็ใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อสอดส่องการทำงานของพนักงานที่บ้านและในสถานที่ซึ่งจำเป็นต้องไว้ระยะห่างระหว่างบุคคล อาจใช้ประวัติศาสตร์คาดเดาได้ว่าหลังจากการระบาดครั้งนี้ผ่านพ้นไป นายจ้างจะยังใช้เทคโนโลยีในแนวนี้ต่อไปโดยใช้ข้ออ้างเรื่องประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน การทำเช่นนั้นจะนำไปสู่การขัดแย้งรุนแรงระหว่างเป้าหมายด้านเศรษฐกิจกับความคงไว้ซึ่งความเป็นส่วนตัวของบุคคล สังคมจะต้องเผชิญกับปัญหาว่าจะทำอย่างไรจึงจะเกิดความสมดุลซึ่งในขณะนี้ฝ่ายที่ไม่ต้องการสูญเสียความเป็นส่วนตัวมองว่าปัญหาจะยิ่งสาหัสขึ้น
ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ
การระบาดของโควิด-19 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโลกอย่างถาวร โดยนักคิดอย่างคลอส ชวับและเธียรี มอลล์เรต์ เสนอแนวคิด “Great Reset” ว่าโลกหลังโควิดจะไม่กลับสู่สภาพเดิม เนื่องจากระบบโลกมีความเชื่อมโยงกันสูง ความเร็วของข้อมูลเพิ่มขึ้น และความซับซ้อนของปัญหามากขึ้น ส่งผลให้การตัดสินใจของรัฐและสังคมยากและผิดพลาดได้ง่ายขึ้น
ด้านเศรษฐกิจ โควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจถดถอยรุนแรง เกิดการว่างงานสูง ความขัดแย้งระหว่างสุขภาพกับเศรษฐกิจ และความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น เทคโนโลยีเข้ามาแทนแรงงานมากขึ้น ส่งผลต่อแรงงานรุ่นใหม่ รวมทั้งการใช้นโยบายการเงินและการคลังขนาดใหญ่ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงเงินเฟ้อและความไม่สมดุลระยะยาว
ด้านสังคมและการเมือง ความเหลื่อมล้ำและความไม่ไว้วางใจรัฐเพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อความขัดแย้งและรัฐล้มเหลว ขณะเดียวกันเกิดแนวโน้มรัฐรวมศูนย์อำนาจมากขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดโลกาภิวัตน์กับชาตินิยม รวมถึงการแข่งขันสหรัฐ–จีนที่รุนแรงขึ้น
ด้านสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี โควิด-19 เชื่อมโยงกับปัญหาธรรมชาติและภูมิอากาศ พร้อมเร่งการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการทำงานออนไลน์ แต่ก่อปัญหาความเป็นส่วนตัวและการเฝ้าระวังมากขึ้น โลกจึงต้องหาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน
แนวคิด “Great Reset” ในบทความหมายถึงอะไร
ก. การฟื้นเศรษฐกิจแบบเดิมหลังโควิด
ข. การปรับโครงสร้างโลกใหม่หลังวิกฤต
ค. การยุติเทคโนโลยีดิจิทัล
ง. การลดบทบาทรัฐทั้งหมด
เฉลย: ข
เหตุผล: แนวคิดเน้นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลก ไม่ใช่การกลับสู่สภาพเดิม
สภาวะสำคัญของโลกยุคใหม่ที่บทความกล่าวถึง “ไม่ถูกต้อง” คือข้อใด
ก. ความเชื่อมโยงสูง
ข. ความเร็วของข้อมูล
ค. ความซับซ้อนเพิ่มขึ้น
ง. ความโดดเดี่ยวของระบบ
เฉลย: ง
เหตุผล: บทความเน้น “เชื่อมโยงมากขึ้น” ไม่ใช่โดดเดี่ยว
ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโควิด-19 คือข้อใด
ก. การจ้างงานเพิ่มขึ้นทั่วโลก
ข. เศรษฐกิจขยายตัวรวดเร็ว
ค. การว่างงานและเศรษฐกิจถดถอย
ง. ราคาสินค้าลดลงถาวร
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความชี้ชัดว่าเศรษฐกิจทรุดและแรงงานตกงานจำนวนมาก
เหตุใดนโยบายที่เลือกเศรษฐกิจเหนือสุขภาพจึงเสี่ยง
ก. ทำให้รัฐแข็งแรงขึ้น
ข. ลดการใช้เทคโนโลยี
ค. เพิ่มการระบาดและลดความเชื่อมั่น
ง. ทำให้แรงงานมีรายได้เพิ่ม
เฉลย: ค
เหตุผล: ส่งผลให้โรคระบาดเพิ่มและกระทบความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ
ข้อใดสะท้อน “ความเหลื่อมล้ำ” ตามบทความ
ก. เทคโนโลยีลดช่องว่างรายได้
ข. GDP แสดงคุณภาพชีวิตจริงทั้งหมด
ค. ความเหลื่อมล้ำลดลงหลังโควิด
ง. เทคโนโลยีทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น
เฉลย: ง
เหตุผล: บทความระบุว่าเทคโนโลยีอาจยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำ
ผลกระทบทางสังคมที่สำคัญที่สุดคือข้อใด
ก. ความเชื่อมั่นรัฐบาลเพิ่มขึ้น
ข. ความเหลื่อมล้ำลดลง
ค. ความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจเพิ่ม
ง. สังคมสงบลง
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้นความขัดแย้งและความเสื่อมศรัทธา
แนวโน้มภูมิรัฐศาสตร์สำคัญคือข้อใด
ก. ความร่วมมือระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น
ข. โลกไร้ความขัดแย้ง
ค. ชาตินิยมและความขัดแย้งเพิ่ม
ง. การยุติสงครามการค้า
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความกล่าวถึงชาตินิยมและความตึงเครียดเพิ่มขึ้น
ความแตกต่างสำคัญระหว่างโรคระบาดกับปัญหาสิ่งแวดล้อมคือ
ก. โรคระบาดเกิดช้า
ข. สิ่งแวดล้อมเกิดทันที
ค. โรคระบาดเห็นผลทันที สิ่งแวดล้อมเป็นระยะยาว
ง. ไม่มีความแตกต่าง
เฉลย: ค
เหตุผล: โควิดเห็นผลทันที แต่สิ่งแวดล้อมสะสมระยะยาว
เทคโนโลยีหลังโควิดส่งผลสำคัญอย่างไร
ก. ลดการทำงานออนไลน์
ข. ทำให้โลกช้าลง
ค. เร่งดิจิทัลและเปลี่ยนพฤติกรรมถาวร
ง. ทำให้เลิกใช้เทคโนโลยี
เฉลย: ค
เหตุผล: โควิดเร่งการใช้เทคโนโลยีและพฤติกรรมใหม่ถาวร
ปัญหาสำคัญของเทคโนโลยีในอนาคตคือข้อใด
ก. ขาดความเร็ว
ข. ความเป็นส่วนตัวลดลง
ค. ไม่มีผลต่อสังคม
ง. ลดการเฝ้าระวัง
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความชี้ว่าการใช้เทคโนโลยีเพิ่มการสอดส่องและกระทบ privacy