สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M441_นักวิชาการร่วมหาทางยุติปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน

ปัญหาความรุนแรงในรูปแบบต่างๆที่เกิดขึ้นโรงเรียนและสถานศึกษา ย่อมส่งผลกระทบทางด้านร่างกายและจิตใจของนักเรียนผู้ตกเป็นเหยื่อของการใช้ความรุนแรงและการถูกกลั่นแกล้งข่มเหงรังแก ดังนั้น จึงจำเป็นต้องอาศัย ความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน ซึ่งทำได้ในหลายมิติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของกลไกทางกฎหมายเมื่อมีเหตุความรุนแรง และการดูแลนักเรียนที่ได้รับความรุนแรงทางโลกไซเบอร์  

จากงานสัมมนา Teacher Conferenceในหัวข้อ “Stop Violence in Schools” เยาวชนไทยห่างไกลความรุนแรง ครั้งที่ 2 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับสถาบันสอนภาษาอังกฤษ โกลบิช อคาเดเมีย (ไทยแลนด์)จัดขึ้น ภายใต้โครงการ International Friends for Peace 2023 เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2566  โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อผลักดันการแก้ไขและยุติปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนและสถานศึกษา 

ผศ.ดร.ชัยพร ภู่ประเสริฐ รองอธิการบดีด้านการพัฒนานิสิต จุฬาฯ กล่าวว่า TeacherConference ในครั้งนี้ เปิดโอกาสให้ผู้บริหารสถานศึกษา คณาจารย์ และผู้ที่รับผิดชอบงานด้านวิจัยและกิจการนิสิตได้เพิ่มพูนความรู้และทักษะในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนและสังคมไทยตลอดจนแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านกลไกทางกฎหมาย การดูแลสภาพจิตใจของผู้ถูกกระทำ รวมถึงการป้องกันการเกิดความรุนแรงในอนาคต 

ผศ.ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวสรุปว่า กลไกทางกฎหมายเมื่อเกิดความรุนแรงขึ้นในโรงเรียน ต้องเริ่มตั้งแต่กฎหมายแม่บท ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีกฎหมายที่ครอบคลุมและคุ้มครองเด็กได้ดีพอสมควร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือกฎหมายลำดับรองและแนวทางปฏิบัติจริงที่เกิดขึ้นในการบังคับใช้กฎหมายยังไม่ค่อยสมบูรณ์  สิ่งที่จะต้องแก้ไขก็คือ ในโรงเรียนควรมีกลไกที่คุ้มครองผู้ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างนักเรียนด้วยกันเอง นักเรียนกับครู หรือกระทั่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากบุคคลภายนอกที่เข้ามากระทำกับครูหรือนักเรียน ซึ่งจะต้องมีการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นครู แพทย์ ตำรวจ รวมถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)ซึ่งหากมีการบูรณาการร่วมกันก็จะช่วยคุ้มครองป้องกันความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนได้

การรู้จักเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกันในโรงเรียนเป็นพื้นฐานที่ดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงในโรงเรียน”  ผศ.ดร.ปารีณา กล่าว

ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ได้เผยถึงข้อมูลเกี่ยวกับเหยื่อความรุนแรงว่า มักเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่น ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายถึงมหาวิทยาลัย โดยคุณครูในโรงเรียนมีบทบาทหลักที่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ผศ.ดร.ณัฐสุดา ให้ข้อมูลต่อไปว่า ในปี 2566 มีผู้พบความรุนแรงถึง 40% และมีผู้ที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงถึง 30% ที่น่าสนใจคือยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ออกมาบอกว่าตนตกเป็นเหยื่อ โดยช่องทางหลักของการแสดงความรุนแรงมักเป็น Social Network ความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในแพลตฟอร์มที่ไม่ต้องมีการเปิดเผยตัวตน เราไม่สามารถห้ามไม่ให้เด็กใช้โซเชียลได้เพราะข่าวสารข้อมูลที่มีประโยชน์ก็อยู่บนนั้นเช่นกัน แต่จะทำอย่างไรที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กใช้โซเชียลมีเดียได้อย่างมีคุณภาพ 

ครูเป็นเสมือนปราการแรกของเด็กที่สามารถรับฟังอย่างเข้าใจ โรงเรียนสามารถเสริมเรื่องการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้นักเรียนสามารถพูดหรือระบายได้ จากงานวิจัยพบว่าคนที่ตกเป็นเหยื่อ Cyberbullying มีความสัมพันธ์กับการฆ่าตัวตาย การป้องกันในเบื้องต้นจึงมีความสำคัญ ช่วยป้องกันปัญหาใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้”  ผศ.ดร.ณัฐสุดา กล่าวทิ้งท้าย 

ที่มา ; แนวหน้า วันอังคาร ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2566

เกี่ยวข้องกัน

วช. จัดเสวนาปลุกกระแสคนไทย “ร่วมสร้างสังคมไทยปลอดภัยจากความรุนแรง ด้วยวิจัยและนวัตกรรม”

วันที่ 1 มิ.ย.66 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการเสวนาเรื่อง “ร่วมสร้างสังคมไทยปลอดภัยจากความรุนแรง ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ และเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้ให้ทุนสนับสนุน ในประเด็นด้านสังคมไทยปลอดภัยจากความรุนแรง และอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยมี ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงานเสวนา ผู้ร่วมเสวนาและประเด็นที่น่าสนใจประกอบด้วยประเด็น “ลดความรุนแรงในสังคมไทย โดยใช้พลังบวก” โดย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ประเด็น “ความรุนแรงในสังคมไทย : ภัยเงียบที่ควรรู้” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุมนทิพย์ จิตสว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ประเด็น “นวัตกรรม...รู้ไว้ป้องกันภัยความรุนแรง” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุณีย์ กัลยะจิตร มหาวิทยาลัยมหิดล และ ประเด็น “สื่อสร้างสรรค์ รังสรรค์สังคมปลอดภัย” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พนิดา จงสุขสมสกุล มหาวิทยาลัยนเรศวร ดำเนินรายการเสวนา โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภวัฒนากร วงศ์ธนวสุ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ถนนพหลโยธิน กรุงเทพมหานคร และผู้ร่วมรับฟังการเสวนาผ่านออนไลน์, โปรแกรม Zoom และ Face live สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ 

ดร.วิภารัตน์  ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. เป็นหน่วยงานหลักด้านการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ที่มีบทบาทสำคัญด้านการขับเคลื่อน และสนับสนุนการดำเนินโครงการวิจัย ที่มีความท้าทายและมีเป้าหมายชัดเจนรวมถึงการส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้ ตลอดจนผลักดันให้เกิดการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดการพัฒนา และสามารถแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสังคมไทยไร้ความรุนแรง ถือเป็นปัญหาทางสังคมที่มีความท้าทายในการแก้ไข เพราะความรุนแรงมีหลายมิติมีความสลับซับซ้อน เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงในโรงเรียน ความรุนแรงทางสื่อ ความรุนแรงบนท้องถนน และยังมีความรุนแรงอีกหลายรูปแบบ ที่เป็นภัยแฝงอยุ่ในสังคมไทย ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับประชาชนทุกกลุ่มเพศและทุกวัย ดังนั้นการลดความรุนแรงในสังคมไทยจึงถือเป็นโจทย์ท้าทายที่สำคัญสำหรับการวิจัยและการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ทางสังคมให้กับคนไทยได้อย่างมั่นคง และสามารถนำไปสู่การลดปัญหาความรุนแรงในสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน 

รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)  กล่าวว่า การอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจสังคมและมีการเสริมพลังเพื่อสร้างความมั่นคงทางสังคมนั้น ครอบครัวเป็นพลังกำลังที่สำคัญ ซึ่งต้องอาศัยนโยบายหรือมาตรการเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยเป็นสิ่งขับเคลื่อนเพื่อลดความรุนแรงในสังคมไทย จึงเกิดระบบพี่เลี้ยง ที่ปรึกษา ในชุมชนด้วยจิตวิทยาเชิงบวกจิตวิทยาพลังบวก โดยนำองค์ความรู้จากการวิจัยเพื่อพัฒนาความรอบรู้ทางสุขภาพจิตต่อผู้ปกครองไปสู่การปฏิบัติพัฒนาระบบพี่เลี้ยงในชุมชนที่มีทั้งกระบวนการพัฒนาคนพัฒนากลไก และพัฒนากิจกรรม เพื่อพัฒนาสู่การเชื่อมโยง และการสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ เอกชนหรือตัวแทนชุมชนเอง ให้เกิดการเรียนรู้และการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม พัฒนาศักยภาพครอบครัวในชุมชนให้มีทักษะและสามารถในการสร้างเสริมพลังบวก ปกป้อง คุ้มครองและการให้การช่วยเหลือแก้ไขป้องกันปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เกิดกระบวนการสร้างครอบครัวเข้มแข็งในการเสริมสร้างป้องกันคุ้มครองและจัดการความรุนแรงในครอบครัวผ่านคณะทำงานพัฒนาครอบครัวอันจะนำไปสู่การลดความรุนแรงในสังคมไทย โดยใช้พลังบวกได้อย่างแท้จริง 

ถัดมา รองศาสตราจารย์ ดร.สุมนทิพย์ จิตสว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าปัญหาความรุนแรงของสังคมไทยความรุนแรงในสถานการณ์โลก พบว่าความรุนแรงต่อตนเอง พ.ศ.2566 : การฆ่าตัวตายอยู่ในอันดับ 73 ความรุนแรงในครอบครัวของสังคมไทยเกิดขึ้นไม่น้อยกว่าวันละ 1 เหตุการณ์ พ.ศ.2559 สถิติความรุนแรงต่อสตรีอยู่ในอันดับ 1 ใน 10 ของโลก พ.ศ.2542 เด็กและเยาวชนกระทำผิด อันดับ 8 ของโลก พ.ศ.2561 เด็กและเยาวชนถูกรังแกในโรงเรียนเป็นอันดับ 2 ของโลกผู้สูงอายุทั่วโลกและประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาความรุนแรงจากคนใกล้ตัว และความรุนแรงระหว่างกลุ่ม พ.ศ.2565 : สถิติการก่อการร้ายอยู่ในลำดับที่ 22 ของโลก จากสถิติตรงนี้จะเห็นได้ว่าความรุนแรงตรงนี้ส่งผลในมิติทางเศรษฐกิจภัยเงียบที่เราควรตระหนัก 

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.สุณีย์ กัลยะจิตร มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้น มักเป็นเหตุสะเทือนขวัญแก่ประชาชน และสถิติต่าง ๆ ไม่ได้ลดลง นำไปสู่การออกแบบวิธีการวิจัยให้ประสบความสำเร็จและตรงตามกรอบการวิจัยเพื่อนำไปสู่การลดความรุนแรงด้วยวิจัยและนวัตกรรม โดยการพัฒนาการสร้างวีดิทัศน์ การสร้างความเข้าใจเพื่อป้องกันปัญหาการข่มขืน กระทำชำเรา และอาชญากรรม วีดิทัศน์ความปลอดภัยจากการข่มขืนจำนวน 4 เรื่อง 1) ครอบครัวอบอุ่น 2) โรงเรียนที่รัก 3) ชุมชนเป็นมิตร และ 4) กฎหมายข่มขืนทุกคนต้องรู้ และวีดิทัศน์กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเพศจำนวน 2 เรื่อง 1) แนวปฏิบัติสำหรับผู้กระทำผิดในคดีข่มขึ้น 2) องค์ประกอบความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา อันจะนำไปสู่การสร้างการป้องกันภัยจากความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในสังคมไทยให้เป็นสังคมที่น่าอยู่ 

สำหรับรองศาสตราจารย์ ดร.พนิดา จงสุขสมสกุล มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า สื่อเป็นผู้ที่มีบทบาทในการชี้นำสังคมมีส่วนสำคัญที่จะช่วยรังสรรค์สิ่งดี ๆ การนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่มีความเกี่ยวข้องกับมิติต่าง ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ พลังของสื่อที่ดีจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางความคิดทัศนคติทางสังคม ซึ่งบริบทของสื่อในการสร้างความรับรู้นั้นมีส่วนสำคัญ สื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์จะช่วยยกระดับสังคมไทยให้ปลอดภัยจากความรุนแรงด้วยวิจัยและนวัตกรรม 

ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์  1 มิถุนายน 2566 17:04 น.  

ข่าวเกี่ยวข้องกัน

ทำไมหลายคนถึงรู้สึกว่าโรงเรียนไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย 

ทำไมบางคนถึงออกจากรั้วโรงเรียนพร้อมบาดแผลในใจ

ครูทิว-ธนวรรธน์ สุวรรณปาล กลุ่มครูขอสอน ตอบแบบไม่กั๊กว่า "เพราะความสุขไม่เคยเป็นอินดิเคเตอร์ของโรงเรียน ของการจัดการศึกษา" 

"เราวัดกันที่ทำข้อสอบได้มากน้อยแค่ไหน ทำผลงานเป็นยังไง Productivity ของเด็กเป็นยังไงบ้าง การประเมินโรงเรียนก็มาด้วยเอกสาร ด้วยตัวเลข แต่ในฐานะที่เราเรียนครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์มา เราต้องเข้าใจว่าอารมณ์มันส่งผลต่อการเรียนรู้ ความรู้สึกของเด็กส่งผลต่อการเรียนรู้ แต่กลายเป็นว่าโรงเรียนไม่เคยโฟกัส หรือไม่เคยคิดตรงนี้ว่าทำอย่างไรนักเรียนจะมีความสุขในการอยู่โรงเรียน แล้วทำให้เขาเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่" 

ซึ่งในที่สุดเราก็ได้เด็กที่เป็นซึมเศร้า เด็กที่เรียนเก่งแต่ไม่สามารถจะใช้ชีวิตให้เป็นปกติสุขได้?

"ไม่สามารถสื่อสารกับคนอื่นได้ ไม่เข้าใจอารมณ์สังคมของคนอื่น ไม่เข้าใจความแตกต่างหลากหลาย ไม่เข้าใจว่าคนในสังคมมีความคิดแตกต่างหลากหลายในมุมมองแบบไหน ทำไมเขาถึงคิดแบบนั้น แล้วเราจะหาจุดที่อยู่ร่วมกันได้ยังไง เพราะว่าเราถูกบังคับให้คิดเหมือนกัน ต้องทำเหมือนกัน ต้องเชื่อเหมือนกันมาตลอด การตั้งคำถามคือความผิดแปลก การเป็นสิ่งแปลกปลอมคือสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และแน่นอนว่าก็ไม่มีเด็กคนไหนอยากจะถูกลงโทษ ไม่มีเพื่อน เพียงเพราะเขาต่างจากคนอื่น" 

ดังนั้น แทนที่จะคุยกันว่าโรงเรียนขโมยอะไร โรงเรียนควรจะสนับสนุนอะไร หรือให้อะไรกับเรา  

"แน่นอนว่าหลายๆ อย่าง ถ้าเรามีทรัพยากรเพียงพอ ทุกคนในสังคมมีทรัพยากรเพียงพอ ทุกคนก็ไปขวนขวายของตัวเองได้อยู่แล้ว แต่การที่มีโรงเรียนอยู่เพื่อเป็นบริการสาธารณะ อะไรที่คิดว่ารัฐหรือโรงเรียนควรจัดหาให้ ไม่ว่าจะเป็นครู ผู้เชี่ยวชาญ หรือวิทยากร หรืออะไรก็ตามที่จะมาช่วยสนับสนุนส่งเสริม ให้ข้อแนะนำ ให้ความรู้ หรืออะไรต่างๆ เพื่อไปเติมเต็มสิ่งที่ผู้เรียนต้องการ โรงเรียนก็จัดหาให้ และเด็กทุกคนควรมีโอกาสที่จะเข้าถึงได้ถ้าต้องการ" 

"เด็กต้องการแสดงออก ต้องการการยอมรับ ต้องการเห็นคุณค่าตัวเอง โรงเรียนควรจัดพื้นที่ให้เด็กได้เรียนรู้และเติบโตจากการลงมือทำอะไรบางอย่าง และเป็นพื้นที่ให้เขาได้แสดงออกเพื่อให้เกิดความตระหนักในคุณค่าของตนเอง ให้เกิดการยอมรับในวงเพื่อน" 

"โรงเรียนให้การปกป้องคุ้มครองเด็กจากสิ่งที่จะไปคุกคาม ลดทอน ไม่ว่าจะเป็นการถูกรังแก การถูกละเมิด ไม่ให้ความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การที่เขาไม่ได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ โรงเรียนต้องปกป้อง" 

"Schooling ยังคงจำเป็น หลายคนบอก หลังจากโควิดมันไม่จำเป็นแล้ว เดี๋ยวนี้เรียนรู้ที่ไหนยังไงได้ แน่นอนว่างบางคนบางครอบครัวอาจพร้อมที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือว่ามีทรัพยากรพอที่จะสนับสนุน แต่คนในสังคมอีกจำนวนมากยังต้องพึ่งพาระบบการศึกษาที่รัฐจัดให้ และนี่คือโอกาสที่จะทำให้เขาได้พัฒนาตัวเอง ตามสิทธิมนุษยชน ตามสิทธิเด็กที่ควรจะมี 

ดังนั้น Schooling ยังจำเป็นอยู่ แต่ควรเป็นอย่างไรต่างหาก" 

ที่มา ; บทความโรงเรียนขโมยอะไรไปจากคุณ: ครูทิว-ธนวรรธน์ สุวรรณปาล  

สรุปสาระสำคัญ 

ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนส่งผลกระทบทั้งร่างกายและจิตใจนักเรียน จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อป้องกันและแก้ไข ทั้งด้านกลไกกฎหมาย การดูแลสภาพจิตใจ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย งานสัมมนา “Stop Violence in Schools” ชี้ว่ากฎหมายไทยคุ้มครองเด็กค่อนข้างดี แต่การปฏิบัติยังไม่สมบูรณ์ โรงเรียนต้องมีกลไกคุ้มครองผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม พร้อมบูรณาการการทำงานของครู แพทย์ ตำรวจ และกระทรวง พม. ขณะเดียวกันครูเป็นด่านแรกในการรับฟังและดูแลเด็ก โดยเฉพาะเหยื่อความรุนแรงทางไซเบอร์ซึ่งมีความเสี่ยงเชื่อมโยงกับการฆ่าตัวตาย โรงเรียนต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยและเสริมทักษะใช้โซเชียลมีเดียอย่างมีภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ งานวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงบทบาทของสื่อเชิงสร้างสรรค์ เป็นปัจจัยสำคัญในการลดความรุนแรงในสังคมโดยรวม ท้ายที่สุด โรงเรียนต้องมุ่งให้ความสำคัญกับ “ความสุข ความปลอดภัย และศักดิ์ศรี” ของผู้เรียน โดยเปิดพื้นที่ให้แสดงออก เคารพความแตกต่าง และพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ 

ข้อสอบ

ข้อ 1 ผู้บริหารต้องการพัฒนากลไกป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากบทความ แนวทางใด “สำคัญที่สุด” ในระดับนโยบายโรงเรียน?
ก. เพิ่มกล้องวงจรปิดและระบบรักษาความปลอดภัย
ข. จัดอบรมครูเรื่องการสังเกตพฤติกรรมเด็กปีละครั้ง
ค. พัฒนากลไกคุ้มครองผู้เกี่ยวข้อง และบูรณาการทำงานกับหลายหน่วยงาน
ง. ให้ผู้ปกครองลงนามยินยอมการใช้สื่อโซเชียลของนักเรียน

ข้อ 2 หากครูพบว่านักเรียนถูก Cyberbullying แต่ไม่กล้าบอกใคร ตามบทความ “สิ่งที่โรงเรียนควรทำก่อน” คืออะไร?
ก. ติดต่อผู้ปกครองทันทีและรายงานตำรวจ
ข. ประกาศนโยบายห้ามใช้โทรศัพท์ในโรงเรียน
ค. สร้างพื้นที่ปลอดภัยและรับฟังนักเรียนอย่างเข้าใจ
ง. ตรวจสอบบัญชีโซเชียลของนักเรียนทุกคน

ข้อ 3 โรงเรียนต้องการป้องกันเหตุรุนแรงระหว่างนักเรียนตามหลักฐานเชิงวิจัย ข้อใด “สอดคล้องกับบทความมากที่สุด”?
ก. ลดจำนวนกิจกรรมและเพิ่มชั่วโมงเรียน
ข. สร้างวัฒนธรรมเคารพ–ให้เกียรติซึ่งกันและกัน
ค. เข้มงวดบทลงโทษและตัดคะแนนความประพฤติ
ง. จำกัดการใช้อินเทอร์เน็ตในโรงเรียนทั้งหมด

ข้อ 4 ผู้บริหารต้องตัดสินใจเลือกมาตรการป้องกันความรุนแรงทางไซเบอร์ ข้อใด “เข้าใจความเป็นจริงที่สุด” ตามบทความ?
ก. ห้ามนักเรียนใช้โซเชียลเพื่อลดการถูกโจมตี
ข. ใช้ระบบ AI ตรวจจับโพสต์ไม่เหมาะสมของเด็กทุกคน
ค. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะการใช้โซเชียลอย่างมีคุณภาพ
ง. ให้ครูตรวจโทรศัพท์ของนักเรียนทุกสัปดาห์

ข้อ 5 จากมุมมองเชิงระบบ หากโรงเรียนต้องแก้ปัญหาความรุนแรงอย่างยั่งยืนที่สุด ควรเริ่มจากอะไร?
ก. ปรับจำนวนครูเวรประจำวัน
ข. พัฒนางานวิจัยและใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการออกแบบมาตรการ
ค. เพิ่มกิจกรรมกีฬาเพื่อลดเวลาว่างของนักเรียน
ง. จัดอบรมความปลอดภัยให้ผู้ปกครองทุกภาคเรียน
 

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น