สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M470_สกศ.ลุยยกร่าง กม.การศึกษาชาติ ยึดฉบับตกค้างในสภา

นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า สำหรับความคืบหน้าการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … เพื่อเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณานั้น ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ โดยจะนำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ค้างการพิจารณาของสภาในรัฐบาลที่แล้วมาทบทวน และแก้ไขในส่วนที่ยังเป็นข้อขัดแย้ง เนื่องจากหลักการส่วนใหญ่ในร่างฉบับเดิม ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ดังนั้น การปรับปรุงแก้ไขครั้งนี้ จะทำเฉพาะประเด็นที่ยังมีความเห็นต่าง โดยระหว่างการยกร่าง จะทำประชาพิจารณ์สอบถามความคิดเห็นผู้ที่เกี่ยวข้องควบคู่กันไป เพื่อให้การยกร่างแล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด คาดว่าใช้เวลายกร่างไม่เกิน 6 เดือน ทันเสนอให้ที่ประชุมสภาชุดนี้ พิจารณาให้ความเห็นชอบได้อย่างแน่นอน 

นายอรรถพลกล่าวต่อว่า อีกส่วนที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไประหว่างยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ คือการจัดทำกฎหมายลูก เพราะเห็นข้อบกพร่องจากการจัดทำ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 ที่มีความล่าช้าในการจัดทำกฎหมายลูก ทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ ดังนั้น จึงควรต้องเร่งทำกฎหมายลูกประกอบร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ให้แล้วเสร็จไปในคราวเดียวกัน โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมีอยู่กว่า 17 ฉบับ 

ทั้งนี้ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อยากให้เร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติครั้งนี้ จะจัดทำกฎหมายลูกควบคู่กันไปด้วย เพราะหากกฎหมายแม่ผ่านการพิจารณาของสภา จะได้มีความพร้อม สามารถขับเคลื่อนการจัดการศึกษาได้ทันที ไม่มีผลกระทบในทางปฏิบัติ รวมถึง จะทบทวนประเด็นที่ล้าหลัง เพราะร่างเดิมมีข้อครหาว่าไม่ทันสมัยเท่าที่ควร ประกอบกับโลกยุคปัจจุบัน การศึกษาเปลี่ยนแปลงไปมาก ดังนั้น จึงต้องดูพื้นฐานการผลิตคนเพื่อสร้างประเทศ โดยจะไม่ได้เน้นเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีเท่านั้น แต่จะเน้นเรื่องการสร้างคนที่มีคุณธรรม จริยธรรม คู่ขนานไปกับการทักษะการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้สามารถผลิตคนที่มีคุณภาพ เหมาะสมกับโลกในยุคอนาคต” นายอรรถพล กล่าว 

มติชนออนไลน์ วันที่ 18 ตุลาคม 2566 

สรุปสาระสำคัญ 

นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยความคืบหน้าการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ โดยตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่างที่ค้างจากรัฐบาลก่อน นำมาทบทวนและแก้เฉพาะประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้ง แม้ร่างเดิมผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วก็ตาม ระหว่างการยกร่างจะจัดทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง คาดว่าจะเสร็จภายใน 6 เดือนและทันเสนอให้สภาชุดปัจจุบันพิจารณา

พร้อมกันนี้จะจัดทำ “กฎหมายลูก” ควบคู่กัน โดยมุ่งแก้ปัญหาความล่าช้าที่เคยเกิดขึ้นจาก พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 ซึ่งทำให้การดำเนินงานติดขัด โดยเฉพาะกฎหมายลูกด้านสิทธิประโยชน์ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา กว่า 17 ฉบับ 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้สั่งเร่งดำเนินงานเพื่อให้กฎหมายแม่และกฎหมายลูกพร้อมใช้จริงทันทีหลังผ่านสภา อีกทั้งจะปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัย สอดคล้องกับบริบทโลก โดยเน้นการพัฒนาคนให้มีคุณธรรมควบคู่ทักษะเทคโนโลยี เพื่อสร้างกำลังคนคุณภาพในอนาคต 

ข้อสอบ 

1. หลักคิดสำคัญของการปรับร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติครั้งนี้คือข้อใด? 

ก. ปรับเปลี่ยนเนื้อหาใหม่ทั้งหมดให้เป็นสากล
ข. ทบทวนเฉพาะประเด็นที่มีความเห็นต่างจากร่างเดิม
ค. ยกเลิกร่างเดิมทั้งหมดเพราะไม่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลปัจจุบัน
ง. มุ่งเพิ่มหมวดเทคโนโลยีให้มากที่สุด

2. เหตุผลสำคัญที่ต้องจัดทำกฎหมายลูกควบคู่กับกฎหมายแม่คือข้อใด?

ก. เพื่อให้การยื่นเสนอเข้าสภามีความสมบูรณ์ในเชิงรูปแบบ
ข. เพื่อป้องกันความล่าช้าและปัญหาการปฏิบัติซ้ำรอย พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้
ค. เพื่อให้สามารถแก้ไขกฎหมายแม่ได้อย่างรวดเร็วในอนาคต
ง. เพราะเป็นข้อกำหนดของคณะกรรมการกฤษฎีกา

3. ประเด็นใดสะท้อนวิสัยทัศน์การศึกษาในร่างฉบับใหม่มากที่สุด?

ก. เน้นการใช้ AI เป็นแกนหลักในการบริหารสถานศึกษา
ข. เน้นสร้างคนที่มีคุณธรรมควบคู่ทักษะเทคโนโลยี
ค. เน้นเพิ่มจำนวนหลักสูตรเฉพาะทางในทุกระดับ
ง. เน้นความเป็นอัตโนมัติของการเรียนรู้ 100%

4. หากร่าง พ.ร.บ.ผ่านความเห็นชอบ แต่กฎหมายลูกยังไม่พร้อม ผลกระทบที่เป็นไปได้คือข้อใด?

ก. กฎหมายแม่มีผลใช้ได้แบบสมบูรณ์ทันที
ข. การปฏิบัติตามกฎหมายอาจสะดุดและเกิดช่องว่างทางกฎหมาย
ค. สามารถใช้กฎหมายลูกจากฉบับอื่นแทนโดยอัตโนมัติ
ง. หน่วยงานการศึกษาจะไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายแม่ได้โดยเด็ดขาด

5. การทำประชาพิจารณ์ระหว่างการยกร่างมีความสำคัญต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างไร? 

ก. ช่วยให้ร่างกฎหมายผ่านกฤษฎีกาโดยเร็ว
ข. เป็นช่องทางลดความขัดแย้งและเพิ่มความยอมรับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ค. ทำให้ร่างกฎหมายสามารถใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านสภา
ง. ทำให้รัฐบาลสามารถควบคุมทิศทางนโยบายได้เฉพาะฝ่ายเดียว

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น