สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M165_สพฐ.จัดวิพากษ์หลักสูตรสมรรถนะกับโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรม

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีนโยบายยกระดับคุณภาพการศึกษา และคุณภาพของผู้เรียน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะ ขณะนี้คณะกรรมการเพื่อพัฒนา (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ ได้จัดทำหลักสูตรฐานสมรรถนะ สำหรับจัดการเรียนการสอนในช่วงชั้นที่ 1 หรือชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 เรียบร้อยแล้ว และได้ผ่านการวิพากษ์รับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ CBE Thailand แล้ว โดยได้นำหลักสูตรฐานสมรรถนะมานำร่องใช้ในโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรม 265 แห่ง จาก 8 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงใหม่ กาญจนบุรี ศรีสะเกษ ระยอง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

น.ส.เกศทิพย์กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อนำหลักสูตรฐานสมรรถนะมาใช้ที่โรงเรียนแล้ว จะทำวิจัยโดยใช้วิธีโฟกัสกรุ๊ป เพื่อรับฟังปัญหา และนำมาปรับใช้ต่อไป ทั้งนี้ จะมีพี่เลี้ยงประจำโรงเรียน เพื่อให้โรงเรียนทำหลักสูตรสถานศึกษาให้เหมาะกับบริบทพื้นที่ของตน ส่วนหลักสูตรฐานสมรรถนะ สำหรับการจัดการเรียนการสอนในช่วงชั้นที่ 2 หรือชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ขณะนี้จัดเนื้อหาเสร็จแล้ว ต่อไปจะนำหลักสูตรฐานสมรรถนะช่วงชั้นที่ 2 ไปวิพากษ์ และรับฟังความคิดเห็นต่อไป ขณะเดียวกันจะอบรมบุคลากรร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และมหาวิทยาลัยราชภัฎ (มรภ.) ทั่วประเทศ เพื่อเตรียมบุคลากรให้ทราบถึงวิธีจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผลของหลักสูตรฐานสมรรถนะ 

นางเกศทิพย์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สพฐ.ได้ปรับเปลี่ยนสูตรแกนกลางการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ให้สอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศเช่นกัน โดยจะปรับเปลี่ยนหลักสูตรสถานศึกษา และปรับกระบวนการจัดการเรียนรู้ โดยบูรณาการตัวชี้วัด และบูรณาการกลุ่มสาระการเรียนรู้ ให้ออกมาเป็นการเรียนรู้ผ่านกระบวนการ Active Learning วิธีการนี้จะเป็นการสร้างสมรรถนะให้ผู้เรียนอีกทางหนึ่ง โดย สพฐ.ได้อบรมครูให้ปรับกระบวนการเรียนการสอน ให้มาสอนในรูปแบบ Active Learning แล้ว ขณะนี้มอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั้ง 245 เขตทั่วประเทศ รวบรวมข้อมูลครูทั้งหมด ว่ามีกี่คนที่ได้รับการอบรมการเรียนการสอนด้วยกระบวนการ Active Learning แล้ว และมีกี่คนที่ยังไม่ได้รับการอบรม ซึ่งการอบรมมีหลายทาง เช่น อบรมผ่านส่วนกลาง อบรมจากเขตพื้นที่ฯ ซึ่งเขตพื้นที่ฯ จะร่วมมือกับวิทยาลัยในพื้นที่มาร่วมกันจัดอบรมครู และโรงเรียนดำเนินการอบรมครู เป็นต้น

จากข้อมูลที่ได้รวบรวมมา พบว่า มีการจัดการเรียนการสอน Active Learning ทั้งโรงเรียน ประมาณ 70% ซึ่งนายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ.ได้รับนโยบายจาก น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าอยากให้ครูทุกคนได้รับการอบรม และนำไปใช้สอนนักเรียน เพื่อให้นักเรียนทุกคนมีสมรรถนะอย่างเต็มที่ สพฐ.จึงมีแผนประชุม และเติมเต็มเพื่อให้ครูมาอบรมมากขึ้น โดยจะแบ่งการทำงานเป็น 3 ลู่ คือ อบรมทั้งโรงเรียน อบรมรายวิชา หรือเฉพาะกิจกรรม และอบรมผ่านทางออนไลน์สำหรับคนที่ต้องการรับความรู้เพิ่มเติม คาดว่าภายใน 1 ปีนี้ ครูทั่วประเทศจะได้รับการอบรมเพื่อให้ครูสอนแบบ Active Learning เพื่อให้เด็กมีสมรรถนะ มองว่าหากครูทุกคนสามารถสอนแบบ Active Learning ได้ ก็จะนำมาปรับใช้กับหลักสูตรฐานสมรรถนะที่อยู่ระหว่างผลักดันในขณะนี้ได้” นางเกศทิพย์ กล่าว 

สรุปสาระสำคัญ

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีนโยบายยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะเป็นสำคัญ ผ่านการจัดทำ “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” ซึ่งขณะนี้ได้จัดทำหลักสูตรสำหรับช่วงชั้นที่ 1 (ป.1–3) เสร็จแล้ว และนำไปทดลองใช้ในโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรม 265 แห่ง จาก 8 จังหวัด พร้อมผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ทั้งนี้ สพฐ.จะติดตามผลด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพแบบโฟกัสกรุ๊ป และจัดให้มีพี่เลี้ยงสนับสนุนโรงเรียนในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ 

ขณะเดียวกัน หลักสูตรฐานสมรรถนะช่วงชั้นที่ 2 (ป.4–6) ได้จัดทำเนื้อหาแล้ว และอยู่ระหว่างเตรียมรับฟังความคิดเห็น โดย สพฐ.ร่วมกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพื่ออบรมบุคลากรด้านการจัดการเรียนรู้และการวัดประเมินผล นอกจากนี้ ยังมีการปรับหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ.2551 ให้สอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศ ด้วยการบูรณาการตัวชี้วัดและกลุ่มสาระผ่านกระบวนการ Active Learning ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนที่จัดการเรียนรู้แบบนี้ทั้งโรงเรียนประมาณ 70% สพฐ.จึงมีแผนอบรมครูเชิงระบบหลายรูปแบบ เพื่อให้ครูทุกคนสามารถจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning และรองรับการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อสอบ

ข้อ 1

เป้าหมายเชิงนโยบายที่แท้จริงของการผลักดัน “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” ตามบทความคือข้อใด
ก. ลดภาระเนื้อหาหลักสูตรแกนกลาง
ข. เพิ่มอิสระในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา
ค. พัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้เชิงลึกในรายวิชา
ง. ยกระดับคุณภาพผู้เรียนผ่านการพัฒนาสมรรถนะ

 

ข้อ 2

เหตุผลสำคัญที่ สพฐ. ใช้วิธี “โฟกัสกรุ๊ป” หลังนำหลักสูตรฐานสมรรถนะไปใช้ในโรงเรียน คือข้อใด
ก. เพื่อตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเชิงปริมาณ
ข. เพื่อรับฟังปัญหาเชิงบริบทจากการปฏิบัติจริง
ค. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนสอบระหว่างโรงเรียน
ง. เพื่อจัดอันดับโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรม

 

ข้อ 3

บทบาทของ “พี่เลี้ยงประจำโรงเรียน” สอดคล้องกับแนวคิดใดมากที่สุด
ก. การกำกับติดตามเชิงสั่งการ
ข. การควบคุมมาตรฐานจากส่วนกลาง
ค. การสนับสนุนการพัฒนาตามบริบทพื้นที่
ง. การประเมินผลเพื่อความรับผิดชอบ

 

ข้อ 4

การบูรณาการตัวชี้วัดและกลุ่มสาระผ่าน Active Learning มีผลเชิงระบบอย่างไร
ก. ทำให้การสอนง่ายขึ้นและใช้เวลาเรียนน้อยลง
ข. ทำให้ครูต้องยึดตามแผนการสอนจากส่วนกลาง
ค. ทำให้การวัดผลเน้นข้อสอบมาตรฐานมากขึ้น
ง. ส่งเสริมการพัฒนาสมรรถนะผ่านกระบวนการเรียนรู้

 

ข้อ 5

หากโรงเรียนยังไม่มีครูผ่านการอบรม Active Learning ผู้บริหารควรดำเนินการใด “สอดคล้องนโยบาย สพฐ.” มากที่สุด
ก. รอการอบรมจากส่วนกลางเท่านั้น
ข. ให้ครูศึกษาด้วยตนเองโดยไม่ต้องอบรม
ค. ส่งครูไปอบรมเฉพาะรายวิชาหลัก
ง. ใช้รูปแบบอบรมที่หลากหลายตามความเหมาะสม

 

กรณีศึกษา

โรงเรียนขยายโอกาสแห่งหนึ่งในจังหวัดชายแดนใต้ ได้รับมอบหมายจาก สพฐ. ให้เตรียมความพร้อมเข้าสู่การใช้ “หลักสูตรฐานสมรรถนะ” ระดับช่วงชั้นที่ 1 และเตรียมต่อยอดสู่ช่วงชั้นที่ 2 ภายใน 1 ปี
จากการสำรวจ พบว่าครูผ่านการอบรม Active Learning เพียง 55% การจัดการเรียนรู้ยังเน้นรายวิชาแยกส่วน การประเมินผลยังยึดคะแนนสอบเป็นหลัก ผู้ปกครองบางส่วนกังวลว่าเด็กจะ “เรียนไม่ทันหลักสูตรเดิม” ขณะที่เขตพื้นที่การศึกษากำหนดให้โรงเรียนรายงานความก้าวหน้าเชิงสมรรถนะอย่างเป็นรูปธรรม
 

ข้อ 6

การตัดสินใจแรกของผู้บริหารโรงเรียนที่ “สอดคล้องนโยบาย สพฐ. มากที่สุด” คือข้อใด
ก. เร่งปรับหลักสูตรสถานศึกษาใหม่ทั้งฉบับทันที
ข. จัดอบรม Active Learning ให้ครบ 100% ก่อนทุกอย่าง
ค. วิเคราะห์บริบทและสมรรถนะเป้าหมายของผู้เรียนเป็นจุดตั้งต้น
ง. ขอชะลอการดำเนินการจนกว่าหลักสูตรช่วงชั้นที่ 2 จะประกาศใช้

 

ข้อ 7

หากต้องเลือก “ตัวชี้วัดความสำเร็จระยะสั้น” เพื่อรายงานเขตพื้นที่ ข้อใดเหมาะสมที่สุด
ก. คะแนนสอบปลายภาคเฉลี่ยของนักเรียน
ข. จำนวนครูที่เขียนแผน Active Learning
ค. พฤติกรรมการเรียนรู้ที่สะท้อนสมรรถนะผู้เรียน
ง. จำนวนชั่วโมงการอบรมครูทั้งหมด

 

ข้อ 8

ผู้บริหารจะลดแรงต้านจากผู้ปกครองได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดโดยวิธีใด
ก. ชี้แจงว่ากระทรวงกำหนดให้ต้องทำ
ข. จัดประชุมอธิบายโครงสร้างหลักสูตรเชิงทฤษฎี
ค. นำผลลัพธ์เชิงสมรรถนะของนักเรียนมาให้เห็นจริง
ง. ยืนยันว่าคะแนนสอบจะไม่ลดลงแน่นอน

 

ข้อ 9

การจัด “พี่เลี้ยงประจำโรงเรียน” ควรเน้นบทบาทใดเป็นหลัก
ก. ตรวจสอบการสอนของครูรายคาบ
ข. ถ่ายทอดแผนการสอนสำเร็จรูป
ค. หนุนเสริมการออกแบบการเรียนรู้ของครู
ง. รายงานความบกพร่องต่อเขตพื้นที่

 

ข้อ 10

หากทรัพยากรอบรมจำกัด ผู้บริหารควรเลือก “กลยุทธ์ 3 ลู่” อย่างไรจึงคุ้มค่าที่สุด
ก. อบรมทั้งโรงเรียนพร้อมกัน
ข. อบรมเฉพาะครูแกนนำแล้วขยายผล
ค. อบรมเฉพาะออนไลน์ทั้งหมด
ง. รอการอบรมจากส่วนกลาง

 

ข้อ 11

การบูรณาการกลุ่มสาระควรเริ่มจากสิ่งใด
ก. โครงสร้างสาระการเรียนรู้เดิม
ข. ตัวชี้วัดรายวิชา
ค. สมรรถนะหลักที่ต้องการพัฒนา
ง. ตารางสอน

 

ข้อ 12

การประเมินผลแบบใด “สะท้อนหลักสูตรฐานสมรรถนะ” มากที่สุด
ก. สอบปรนัยปลายหน่วย
ข. แฟ้มสะสมงานและการสังเกตพฤติกรรม
ค. สอบกลางภาค–ปลายภาค
ง. การบ้านรายวิชา

 

ข้อ 13

หากครูบางส่วนต่อต้าน Active Learning ผู้บริหารควรใช้แนวทางใด
ก. ออกคำสั่งให้ปฏิบัติตาม
ข. ลดภาระงานอื่นและสนับสนุนการลองผิดลองถูก
ค. ประเมินครูเข้มงวดขึ้น
ง. เปลี่ยนครูผู้สอน

 

ข้อ 14

การรายงานความก้าวหน้าต่อเขตพื้นที่ ควรหลีกเลี่ยงสิ่งใด
ก. ตัวอย่างชิ้นงานนักเรียน
ข. ข้อมูลเชิงคุณภาพ
ค. ตัวเลขเชิงกิจกรรมโดยไม่เชื่อมสมรรถนะ
ง. แผนพัฒนาระยะต่อไป

 

ข้อ 15

หากต้องเตรียมรองรับหลักสูตรช่วงชั้นที่ 2 ผู้บริหารควรวางแผนอย่างไร
ก. รอหลักสูตรประกาศแล้วค่อยดำเนินการ
ข. เริ่มสร้างความเข้าใจเรื่องการวัดประเมินสมรรถนะ
ค. ปรับโครงสร้างรายวิชาทันที
ง. เพิ่มชั่วโมงเรียน

 

ข้อ 16

ตัวบ่งชี้ว่าโรงเรียน “พร้อม” ใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ คือข้อใด
ก. มีเอกสารหลักสูตรครบถ้วน
ข. ครูสอนตามแผนได้ครบ
ค. ผู้เรียนแสดงสมรรถนะได้ในสถานการณ์จริง
ง. ผ่านการประเมินจากเขตพื้นที่

 

ข้อ 17

การขับเคลื่อนเชิงระบบที่ยั่งยืนที่สุดคือข้อใด
ก. เพิ่มงบประมาณ
ข. เปลี่ยนผังบริหาร
ค. สร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันของครู
ง. เพิ่มการนิเทศ

 

ข้อ 18

ข้อใดคือ “กับดัก” ที่ผู้ออกข้อสอบต้องการทดสอบ
ก. การอบรมครูไม่เพียงพอ
ข. การเน้นเอกสารมากกว่าผู้เรียน
ค. การขาดทรัพยากร
ง. การต่อต้านของผู้ปกครอง

 

ข้อ 19

หากโรงเรียนประสบความสำเร็จระยะแรก สิ่งใดควรทำ “ต่อ” มากที่สุด
ก. ขยายผลเชิงปริมาณทันที
ข. สรุปบทเรียนและปรับปรุงกระบวนการ
ค. รายงานผลสำเร็จต่อสาธารณะ
ง. ขอรางวัลเชิดชูเกียรติ

 

ข้อ 20

บทบาทสำคัญที่สุดของ รอง ผอ./ผอ. ในบริบทนี้คืออะไร
ก. ผู้ควบคุมมาตรฐาน
ข. ผู้เชี่ยวชาญหลักสูตร
ค. ผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงสมรรถนะ
ง. ผู้จัดการงานธุรการ

 

กรณีศึกษา

โรงเรียนขยายโอกาสแห่งหนึ่งอยู่ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ได้รับมอบหมายจาก สพฐ. ให้ดำเนินการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะในช่วงชั้นที่ 1 และเตรียมต่อยอดสู่ช่วงชั้นที่ 2 ภายใน 1 ปี
ผลการสำรวจพบว่า

  • ครูผ่านการอบรม Active Learning เพียง 60%

  • การจัดการเรียนรู้ยังแยกตามรายวิชา

  • การวัดผลยังเน้นคะแนนสอบ

  • ผู้ปกครองกังวลว่าเด็กจะ “อ่อนวิชาการ”

  • เขตพื้นที่ต้องการรายงาน “ผลลัพธ์เชิงสมรรถนะ” ที่ชัดเจน

รองผู้อำนวยการได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

 

ข้อ 21

การตัดสินใจแรกของรอง ผอ. ที่สอดคล้อง “หลักคิดหลักสูตรฐานสมรรถนะ” มากที่สุดคือ
ก. ปรับโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษาใหม่ทันที
ข. วิเคราะห์สมรรถนะเป้าหมายของผู้เรียนตามบริบทพื้นที่
ค. จัดอบรมครู Active Learning เพิ่ม
ง. สั่งการให้ทุกกลุ่มสาระบูรณาการ

 

ข้อ 22

ตัวชี้วัดใดเหมาะใช้รายงานความก้าวหน้าต่อเขตพื้นที่มากที่สุด
ก. คะแนนสอบเฉลี่ยของนักเรียน
ข. จำนวนแผนการสอน Active Learning
ค. หลักฐานพฤติกรรมที่สะท้อนสมรรถนะ
ง. จำนวนครูผ่านการอบรม

 

ข้อ 23

หากผู้ปกครองต่อต้าน รอง ผอ. ควรใช้กลยุทธ์ใด
ก. อธิบายนโยบายจากส่วนกลาง
ข. ยืนยันว่าเด็กจะสอบได้เหมือนเดิม
ค. เปิดให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของผู้เรียนจริง
ง. ชะลอการใช้หลักสูตร

 

ข้อ 24

บทบาทของ “พี่เลี้ยงโรงเรียน” ควรเป็นแบบใด
ก. ผู้ควบคุมการสอน
ข. ผู้ถ่ายทอดรูปแบบสำเร็จ
ค. ผู้สนับสนุนการออกแบบการเรียนรู้
ง. ผู้รายงานผลการดำเนินงาน

 

ข้อ 25

หากงบประมาณจำกัด วิธีพัฒนาครูที่คุ้มค่าที่สุดคือ
ก. อบรมทั้งโรงเรียน
ข. อบรมเฉพาะออนไลน์
ค. พัฒนาครูแกนนำแล้วขยายผล
ง. รอการอบรมจาก ศธ.

 

ข้อ 26

การบูรณาการกลุ่มสาระควรตั้งต้นจากสิ่งใด
ก. ตารางสอน
ข. ตัวชี้วัดรายวิชา
ค. สมรรถนะหลักของผู้เรียน
ง. เนื้อหาหลักสูตรเดิม

 

ข้อ 27

การประเมินใดสะท้อนหลักสูตรฐานสมรรถนะได้ดีที่สุด
ก. สอบปลายภาค
ข. สอบกลางภาค
ค. แฟ้มสะสมงานและการสังเกต
ง. การบ้านรายวิชา

 

ข้อ 28

หากครูต่อต้าน Active Learning รอง ผอ. ควรทำอย่างไร
ก. สั่งการให้ปฏิบัติ
ข. เพิ่มการประเมินครู
ค. ลดภาระงานและหนุนเสริมการทดลอง
ง. เปลี่ยนครูผู้สอน

 

ข้อ 29

สิ่งใด “ไม่ควร” ใช้เป็นหลักฐานรายงานเขตพื้นที่
ก. ตัวอย่างผลงานนักเรียน
ข. ข้อมูลเชิงคุณภาพ
ค. จำนวนกิจกรรมที่จัด
ง. แผนพัฒนาระยะต่อไป

 

ข้อ 30

การเตรียมรองรับช่วงชั้นที่ 2 ควรเริ่มจากอะไร
ก. ปรับโครงสร้างรายวิชา
ข. สร้างความเข้าใจการวัดประเมินสมรรถนะ
ค. เพิ่มชั่วโมงเรียน
ง. เปลี่ยนหนังสือเรียน

 

ข้อ 31

ตัวบ่งชี้ว่าโรงเรียน “พร้อมใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ” คือ
ก. เอกสารครบ
ข. ครูสอนตามแผน
ค. ผู้เรียนแสดงสมรรถนะได้จริง
ง. ผ่านการนิเทศ

 

ข้อ 32

การขับเคลื่อนเชิงระบบที่ยั่งยืนที่สุดคือ
ก. เพิ่มงบ
ข. เพิ่มการนิเทศ
ค. สร้างวัฒนธรรม PLC
ง. เพิ่มคำสั่ง

 

ข้อ 33

“กับดัก” สำคัญของการขับเคลื่อนหลักสูตรฐานสมรรถนะคือ
ก. ขาดงบประมาณ
ข. ขาดเทคโนโลยี
ค. เน้นเอกสารมากกว่าผู้เรียน
ง. ครูไม่พอ

 

ข้อ 34

หากผลลัพธ์ระยะแรกดี สิ่งใดควรทำก่อนขยายผล
ก. ประชาสัมพันธ์
ข. สรุปบทเรียนและปรับปรุง
ค. ขอรางวัล
ง. บังคับใช้ทั้งโรงเรียน

 

ข้อ 35

บทบาทหลักของรอง ผอ. ในบริบทนี้คือ
ก. ผู้ควบคุม
ข. ผู้เชี่ยวชาญเอกสาร
ค. ผู้นำการเปลี่ยนแปลง
ง. ผู้จัดการงานธุรการ

 

ข้อ 36

การรายงานเชิงสมรรถนะควรหลีกเลี่ยงสิ่งใด
ก. ภาพกิจกรรม
ข. ตัวอย่างชิ้นงาน
ค. ตัวเลขเชิงปริมาณล้วน
ง. การสะท้อนคิด

 

ข้อ 37

Active Learning ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อ
ก. เพิ่มกิจกรรม
ข. ลดเนื้อหา
ค. สร้างสมรรถนะผู้เรียน
ง. แทนการสอน

 

ข้อ 38

เหตุใด สพฐ. จึงเริ่มจากพื้นที่นวัตกรรม
ก. งบประมาณมาก
ข. ครูเก่งกว่า
ค. เพื่อวิจัยและพัฒนาอย่างเป็นระบบ
ง. ลดแรงต้าน

 

ข้อ 39

การตัดสินใจใดสะท้อนภาวะผู้นำเชิงนโยบายมากที่สุด
ก. ทำตามคำสั่ง
ข. ตีความนโยบายให้เหมาะบริบท
ค. รอความชัดเจน
ง. ปรับเฉพาะเอกสาร

 

ข้อ 40

เป้าหมายสูงสุดของการขับเคลื่อนครั้งนี้คือ
ก. เปลี่ยนหลักสูตร
ข. เปลี่ยนการสอน
ค. เปลี่ยนคุณภาพผู้เรียน
ง. เปลี่ยนระบบประเมิน

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม