สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M561_ค้นหาเด็กหลุดระบบ กลับห้องเรียนแล้ว 1 ล้านคน

วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจาก นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เป็นแกนนำร่วมกันในการบูรณาการฐานข้อมูลสารสนเทศเด็กและเยาวชนในช่วงอายุ 3-18 ปี เป็นรายบุคคล ระหว่างหน่วยงานที่จัดการศึกษาทั้ง 21 หน่วยงานทั่วประเทศ กับฐานข้อมูลของทะเบียนราษฎร์ของกระทรวงมหาดไทย 

พบว่าปีการศึกษา 2566 ที่ผ่านมา ยังมีเด็กและเยาวชนในช่วงอายุดังกล่าวกว่า 1.02 ล้านคน ที่ไม่พบข้อมูลในระบบการศึกษาของทั้ง 21 หน่วยงาน 

ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา จึงมีมติรับทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว พร้อมทั้งเห็นชอบมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Thailand Zero Dropout 

และเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานและร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตามศักยภาพ (Thailand Zero Dropout) ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ 

รมว.ศธ. กล่าวว่า ถือเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าสำคัญในประวัติศาสตร์ของระบบการศึกษาไทย ที่รัฐบาลได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งแสดงให้ประชาคมทั้งในประเทศ และระดับนานาชาติ ได้เห็นว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับความเสมอภาคทางการศึกษา และการพัฒนาทุนมนุษย์ของประชากรเด็กและเยาวชนทุกคนอย่างแท้จริง 

Thailand Zero Dropout มี 4 มาตรการสำคัญ ได้แก่

1. มาตรการค้นหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ผ่านการบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การค้นพบเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา 

2. มาตรการติดตาม ช่วยเหลือ ส่งต่อ และดูแลเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา โดยบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนแต่ละรายอย่างเหมาะสม ทั้งด้านการศึกษา สุขภาวะ สภาพความเป็นอยู่ และสภาพสังคม 

3. มาตรการจัดการศึกษาและเรียนรู้แบบยืดหยุ่น มีคุณภาพ และเหมาะสมกับศักยภาพของเด็กและเยาวชนแต่ละราย มีเป้าหมายให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาและการพัฒนาเต็มศักยภาพของตนเอง 

4. มาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมจัดการศึกษาหรือเรียนรู้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ในลักษณะ Learn to Earn 

ในการนี้รัฐบาลได้เร่งรัดให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินการค้นหา ติดตาม และดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตามศักยภาพเพื่อพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน และการพัฒนาประเทศในอนาคตอย่างยั่งยืน 

โดยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 ทุกจังหวัดจะ Kick off กระบวนการค้นหาและช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาทั้งประเทศ โดยมี Application “Thai Zero Dropout” สนับสนุนภารกิจ สำรวจค้นหา จัดทำแผนการดูแลรายบุคคล วางแผน ช่วยเหลือ และเชื่อมโยง ส่งต่อการช่วยเหลือทั้งระดับพื้นที่และระดับประเทศ รวมถึงการติดตามความก้าวหน้า 

กระทรวงศึกษาธิการ มีบทบาทความรับผิดชอบสำคัญในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯฉบับนี้ คือ

·    มอบหมายให้ทุกส่วนราชการในสังกัด ศธ. ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ อาทิ สนับสนุนข้อมูลนักเรียน นักศึกษา ในทุกสังกัด เพื่อบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลและการจัดการฐานข้อมูลของเด็กและเยาวชน ทั้งในและนอกระบบการศึกษา 

·    สนับสนุนทรัพยากร บุคลากร งบประมาณ รวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการสำรวจค้นหาและให้ความช่วยเหลือให้กับเข้าสู่ระบบการศึกษา

·    สนับสนุนการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ รวมถึงการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง การเรียนรู้ตลอดชีวิตหรือการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นในรูปแบบอื่น หรือได้รับการพัฒนาและการสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมและความช่วยเหลือทุกมิติ และสร้างการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความต้องการและสภาพปัญหาของเด็กและเยาวชนตามบริบทของพื้นที่ ป้องกันมิให้เด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษาหรือการเรียนรู้ 

การเดินหน้าสู่ Thailand Zero Dropout จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือร่วมกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลงานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการติดตามช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาเป็นรายบุคคลตามเป้าหมาย Thailand Zero Dropout ของรัฐบาล 

จากนี้ไปเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาทุกคนจะอยู่ในฐานข้อมูลของรัฐบาล และจะได้รับการค้นหา ช่วยเหลือในทุกมิติปัญหา เพื่อส่งต่อกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา และได้รับการพัฒนาตามศักยภาพของทุกคน เพราะเด็กทุกคนคืออนาคต และเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่งของประเทศไทย และของคนไทยทุกคน” รมว.ศธ. กล่าว 

นายไกรยส ภัทรวาส ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า นับตั้งแต่รัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน หนึ่งในนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภาคือ ภารกิจในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา อันเป็นที่มาของมาตรการ Thailand Zero Dropout ที่มีเป้าหมายในการค้นหาและพาเด็กเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง รวมทั้งช่วยเหลือ ส่งต่อ ดูแล ให้เด็กเยาวชนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพในทุกมิติปัญหาเป็นรายบุคคล 

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการการทำงานร่วมกัน เริ่มต้นจากการจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ โดยเชื่อมโยงข้อมูลนักเรียนรายบุคคลใน 21 หน่วยจัดการศึกษา จากระบบฐานข้อมูลกลางของกระทรวงศึกษาธิการ EDC : Education Data Center กับฐานข้อมูลรายบุคคล กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ทำให้พบตัวเลขเด็กและเยาวชนอายุ 3-18 ปี ไม่มีข้อมูลในระบบการศึกษาจำนวน 1.02 ล้านคน 

กสศ. ในฐานะเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี ได้สนองรับนโยบาย ในการเชื่อมโยงเครือข่ายภาคีทุกภาคส่วนให้มาร่วมกันขับเคลื่อนและเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษา นำไปสู่การสร้างทรัพยากรมนุษย์เพื่อการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต สำหรับ Roadmap เบื้องต้นที่ กสศ. วาดแผนไว้ เริ่มจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา ได้มีการเสนอให้นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการด้วยบันได 5 ขั้น สู่ Thailand Zero Dropout 

ซึ่งบันได 5 ขั้น สู่ Thailand Zero Dropout ได้แก่

·    ขั้นที่ 1 สำรวจข้อมูลเด็ก Dropout พัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กนอกระบบการศึกษารายบุคคล/พื้นที่ อย่างต่อเนื่อง

·    ขั้นที่ 2 เด็ก Dropout ได้รับการติดตามช่วยเหลือเป็นรายบุคคล ผ่านเครือข่ายความร่วมมือสหวิชาชีพ

·    ขั้นที่ 3 เด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น โดยมีนวัตกรรมการศึกษารูปแบบต่าง ๆ เช่น โรงเรียนมือถือ แพลตฟอร์มอาชีพ ระบบนิเวศการเรียนรู้ โครงการ 1 โรงเรียน 3 ระบบ

·    ขั้นที่ 4 เด็กและเยาวชนได้รับการส่งต่อผ่านหุ้นส่วนการศึกษา (All for education) ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายการเรียนรู้ในพื้นที่ การระดมทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ในพื้นที่

·    ขั้นที่ 5 เด็กและเยาวชนเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมให้เติบโตต่อไป 

กรกฎาคมนี้ทุกจังหวัด Kick off ค้นหาและช่วยเหลือเด็ก 3-18 ปี ที่หลุดระบบการศึกษากลับเข้าเรียน มุ่งสู่ Thailand Zero Dropout 

ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 

เกี่ยวข้องกัน

ยอดเด็กดร็อปเอาต์พุ่งทะลุ 1 ล้านคน เหตุสังคมผุกร่อน การเมืองหม่นหมอง เศรษฐกิจซบเซา 

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา ในฐานะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์เด็กออกกลางคันหรือเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ในปีนี้เป็นไปอย่างหนักหน่วง โดยจากข้อมูลกสศ. พบว่า ในปี2566 มีเด็กออกกลางคันประมาณ 1,025,514 คน  ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาจะมีเด็กออกกลางคันปีละกว่า 5 แสนคน ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างเท่าตัว และส่วนใหญ่เด็กจะออกกลางคันในช่วงรอยต่อระหว่างมัธยมต้นไปสู่มัธยมปลาย แต่ปัจจุบันพบว่ามีจำนวนเด็กที่ออกกลางคันในช่วงรอยต่ออื่น เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน เช่น จากระดับประถมศึกษาไปสู่ระดับมัธยมศึกษา หรือจากมัธยมศึกษาตอนต้นไปสู่สายอาชีพ 

สำหรับสาเหตุเด็กออกกลางคัน ไม่ได้มาจากเรื่องความยากจนเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต  เพราะการเมือง เศรษฐกิจ และการศึกษา มีความสัมพันธ์กัน ตอนนี้การเมืองหม่นหมองจนสร้างความไม่มั่นใจให้กับการทำงาน การลงทุน เศรษฐกิจถดถอยซบเซาจนสังคมมีสภาพผุกร่อน ไปถึงเรื่องระบบการศึกษาที่มีปัญหา ทำให้เด็กออกกลางคันเพิ่มขึ้น ในอดีตเราอาจจะมองเพียงแค่เรื่องปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นหลักเพราะเป็นเรื่องของความยากจน แต่ในตอนนี้มันเป็นเรื่องของ 3-4 ระบบที่กล่าวมาจนส่งผลให้ครอบครัวของเด็กตัดสินใจในการเอาลูกตัวเองออกจากระบบการศึกษา”นายสมพงษ์ กล่าว 

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวคิดว่าการศึกษา ขณะนี้มีลักษณะของการตื่นตัว พยายามเข้ามาช่วยเหลือเรื่องวิกฤตเด็กออกกลางคัน อย่างนโยบาย Thailand 0 Dropout ที่เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมามีการลงนามความร่วมมือ ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กับ 11 หน่วยงานในการผลักดันนโยบายนี้ หรือ นโยบาย พาน้องกลับมาเรียน ของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั้งนี้ส่วนตัวเห็นความพยายาม ในการช่วยเหลือเด็กออกนอกระบบ  เพียงแต่สถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้น ไปเร็วกว่าการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาดังกล่าว ไป 1 หรือ 2 ก้าว  ทำให้ยังไม่ตอบโจทย์เด็กกลุ่มนี้ ซึ่งมีอยู่กว่า 15% ของประเทศ ฉะนั้น สิ่งที่ต้องดำเนินการ จึงไม่ใช่เพียงแค่การลงนามความร่วมมือหรือ ขับเคลื่อนระดับนโยบายเพียงอย่างเดียว  แต่ต้องเร่งค้นหาเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างจริงจัง ทั้งการเยี่ยมบ้าน การจัดสวัสดิการ การหาทุนการศึกษา รวมถึงการสร้างงานให้ผู้ปกครอง ต้องมองเด็กรุ่นนี้ว่าเป็นทรัพยากรพลเมืองสำคัญ เพราะเขาจะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พวกนี้เป็นปัจจัยที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ 

นายสมพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ช่วง2-3ปีที่ผ่านมา รัฐบาลชุดเก่าไม่ได้ทุ่มเทเอาใจใส่กับวิกฤตเด็กออกกลางคันให้ดีเท่าที่ควร  ทำให้เกิดปัญหาวิกฤตต่อเนื่องถึงปัจจุบัน ประกอบกับสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19  ทำให้มีคนตกงาน  ครอบครัวมีหนี้สิน และเด็กต้องเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้านผ่านมือถือ จนเกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย เด็กมีพฤติกรรมเชิงลบเข้าสังคมไม่เป็น เรื่องพวกนี้เป็นพื้นฐาน ให้เด็กปรับตัวได้ยาก เมื่อเปิดเรียนออนไซต์เต็มรูปแบบ  และสิ่งที่จะเห็นได้อีกอย่างคือ ปัญหาสุขภาพจิต ซึมเศร้า ยังไม่รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ทำให้เด็กเข้าถึงยาเสพติดได้ง่าย 

เด็กที่มีพฤติกรรมเชิงลบกับระบบการศึกษาก็จะถูกผลักออก ขณะที่อีกจำนวนมาก ไม่พร้อมกับการศึกษาที่ไม่อ่อนโยน ไม่ผ่อนปรน และไม่ยืดหยุ่น ปัญหาหลัก คือโครงสร้าง ระบบ และหลักสูตรการวัดผล ซึ่งผมคิดว่ายังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่ทำให้เด็กจำนวนมากเข้าไม่ถึงการศึกษาที่ดีมีคุณภาพและเท่าเทียมกัน 

ส่วนเรื่องที่ พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ต้องการจะปฎิวัติการศึกษานั้น  ต้องเริ่มจากการเร่งจัดทำร่างพ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ โดยเน้นหลักสูตรฐานสมรรถนะ และการนำระบบปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ มาใช้แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ การขาดแคลนครูในพื้นที่ห่างไกล  เพราะเรื่องการศึกษา มีหลายมิติ ดังนั้นการแก้ปัญหาก็ต้องมองในภาพรวมหลายมิติด้วยเช่นกัน  สิ่งที่ศธ.จะต้องทำให้ดีที่สุด คือ เปิดกระทรวงรับฟังข้อวิพากษ์วิจารณ์และแก้กฏระเบียบที่สกัดกั้นไม่ให้เอกชนกับท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการการศึกษา  การศึกษาไม่ใช่หน้าที่ของศธ. เพียงลำพัง โดยปัจจุบันสัดส่วนการจัดการศึกษากว่า 76% เป็นเรื่องของ ศธ. ส่วนท้องถิ่น 18% และเอกชนเพียง 5-6% เพียงเท่านั้น ฉะนั้นศธ.ต้องลดการจัดการลงมาให้เหลือ 50% เพื่อให้ท้องถิ่นกับเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา หน่วยงานละ 25% ทำให้เกิดการจัดการศึกษาที่หลากหลาย และมีความช่วยเหลือกันอย่างจริงจัง”นายสมพงษ์ กล่าว 

ยอดเด็กดร็อปเอาต์พุ่งทะลุ 1 ล้านคน เหตุสังคมผุกร่อน การเมืองหม่นหมอง เศรษฐกิจซบเซา พ่อแม่ดึงลูกออกจากระบบ แนะศธ. เร่งหาเด็ก-งานให้ผู้ปกครอง รับฟังความเห็น กระจายการจัดการศึกษาให้ท้องถิ่น เอกชน 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 2 กรกฎาคม 2567

เกี่ยวข้องกัน

บิ๊กอุ้ม’ สั่งเคลียร์ตัวเลขเด็กดร็อปเอาต์ 

กรณีนายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา ในฐานะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผย ว่า ปี2566 มีเด็กออกกลางคันประมาณ 1.02 ล้านคน จากเดิมปีละ 5 แสนคน เนื่องจากหลายปัจจัย ทั้งสังคม การเมือง เศรษฐกิจ โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา นั้น 

เมื่อวันที่ 3 กรกฏาคม พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า กรณีนายกฯมีข้อห่วงใยและสั่งการให้หน่วยงานที่้เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาเด็กหลุดระบบการศึกษา ซึ่งมีกว่า 1.02 ล้านคนให้เป็นศูนย์นั้น ที่ผ่านมา ศธ.ได้ทำความร่วมมือกับ 10 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการการทำงานเรื่องดังกล่าวแล้ว ส่วนตัวเลขเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ของศธ.และกสศ.นั้น อาจยังไม่ใช่ตัวเลขที่แน่ชัด เพราะ จากการลงนามความร่วมมือระหว่าง ศธ. กับ 10 หน่วยงานในการผลักดันนโยบายThailand Zero Dropout ทราบว่าตัวเลข 1.02 ล้าน เกิดจากการนำตัวเลขของเด็กที่อยู่ในระบบการศึกษา ไปเทียบกับตัวเลขของเด็กในทะเบียนราษฏร์ ซึ่งในความเป็นจริงนั้นยังมีเด็กส่วนหนึ่งที่เรียนแต่ไม่ได้อยู่ในระบบ อย่างเช่น เด็กที่ไปเรียนต่างประเทศ โฮมสคูล หรือสถานศึกษาอื่นๆ ดังนั้นจึงได้มีการมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง กระทรวงหมาดไทย (มท.) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) เพื่อหาตัวเลขที่ชัดเจนต่อไป 

ศธ.เชื่อมั่นและพยายามทำให้เด็กออกจากระบบเป็นศูนย์ ในทุกปีการศึกษา ซึ่งเด็กที่ออกจากระบบการศึกษา หรือเด็กดร็อปเอาต์ อาจจะมีความจำเป็นทางเศรษฐกิจ หรือภาวะครอบครัวที่ไม่พร้อม ทำให้ไม่สามารถมาเรียนภาคปกติได้ ศธ.มีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นพระเอกรับหน้าที่หลักในการเข้าไปเติมเต็มในส่วนนี้ได้” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว 

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า สำหรับนโยบาย Thailand Zero Dropout ที่ได้รับความร่วมมือจากอีก 10 หน่วยงานถือเป็นเรื่องที่ดี โดยความร่วมมือนี้จะสามารถเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องเด็กออกกลางคันได้มากขึ้น ศธ. โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะเข้าในการทำงานในเรื่องนี้ โดยสอศ. มีการกำหนดว่า ถ้ารับเด็กเข้าเรียน 100 คน จะต้องจบการศึกษา 100 คน เป็นมิติในการประเมินสถานศึกษา ที่ต้องดูแลการจัดการศึกษาไม่ให้มีเด็กดร็อปเอาต์ และอนาคตจะต้องมีการขยายผลไปในสถานศึกษาสังกัดสช. รวมถึงสถานศึกษาในสังกัดอื่น เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)ด้วย 

ด้านนายณรินทร์ ชำนาญดู นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) กล่าวว่า สถานการณ์เด็กออกกลางคัน ค่อนข้างน่าเป็นห่วง มีเด็กออกกลางคันในช่วงอายุ 12-14 ปี กว่า 3 แสนคน และ 14-16 ปี อีกกว่า 6 แสนคน เป็นเรื่องที่น่าตกใจเป็นอย่างมาก โดยปัจจัยหลัก เป็นเรื่องเศรษฐกิจและครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัวแตกแยก หรือ ลำบากจากปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาทางการเงินต้องตัดสินใจนำเด็กในการดูแลออกจากระบบการศึกษา โดยเท่าที่สังเกตุกรณีเหล่านี้ จะเกิดต่อเนื่องในทุกโรงเรียน โดยเฉพาะระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ส่วนเด็กที่ไม่สมัครใจเรียนแล้วลาออกนั้น มีน้อย เมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีปัญหาจากเศรษฐกิจและครอบครัว 

หากการเมืองทำให้เศรษฐกิจดี คนมีงานทำ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ก็จะมีเงินส่งลูกเรียน ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด หากเศรษฐกิจไม่ดี ก็ส่งผลต่อเด็ก เกิดปัญหาการออกกลางคัน เพราะไม่มีเงินไปเรียน สำหรับนโยบาย Thailand Zero Dropout เป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ต้องมีแนวทางการแก้ปัญหาที่ดีด้วยเช่นกัน ผมมองว่าเด็กกลุ่มนี้ สามารถทำงานหาเงินไปด้วย เรียนไปด้วยได้ ซึ่งการศึกษาภาคบังคับต้องปรับตัว ทำหลักสูตรที่ยืดหยุ่น คล้ายกับ หลักสูตรสกร.หรือ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เดิม เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กสามารถทำงาน และหาเงินเลี้ยงชีพตัวเองได้ ซึ่งส่วนตัวเคยเห็นโรงเรียนบางแห่งดำเนินการในลักษณะดังกล่าว โดยเปิดโอกาสให้เด็ก มาลงทะเบียนเรียนปกติและมาเรียนในช่วงวันหยุด ส่วนครูก็จัดหลักสูตรตามปกติ แต่ใช้วิธีประเมินผลคนละแนวทางกับกลุ่มที่เรียนตามปกติ และให้นำประสบการณ์การทำงานมาเทียบโอนหน่วยกิตได้ “นายณรินทร์ กล่าว 

นายณรินทร์ กล่าวต่อว่า วันนี้ต้องหาวิธีทำให้เด็กกลุ่มนี้ มีชีวิตรอด บางคนอยากเรียนและอยากได้วุฒิการศึกษา แต่ไม่เงินเลี้ยงชีพ ทำให้ไม่มีสมาธิ ดังนั้นขอเสนอศธ. ลองคิดแนวใหม่ ไม่ใช่เพียงแค่การนำกลับมาเรียน แต่ต้องยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กเพื่อให้พวกเขาสามารถเรียนโดยไม่มีอะไรต้องกังวลได้ ขณะเดียวกันยังต้องลงไปดูแลการดร็อปเอาต์ จากสาเหตุอื่น ๆ ด้วย เช่น ท้องในวัยเรียน เด็กติดยาเสพติด ซึ่งเด็กที่มีปัญหาเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่อยากกลับมาเรียนในสถานศึกษา ดังนั้นจึงต้องจัดระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นมารองรับ 

บิ๊กอุ้ม’ สั่งเคลียร์ตัวเลขเด็กดร็อปเอาต์ อดีตบิ๊กร.ร. เผยข้อมูล 12-14 ปี ลาออกพุ่ง 3 แสนคน แนะศธ. ปรับหลักสูตรยืดหยุ่น เปิดช่องทำงานระหว่างเรียน 

ที่มา ; มติชนออนไลน์

เกี่ยวข้องกัน

กังวลอนาคตประเทศไทย หลังพบ ‘เด็กหลุดจากโรงเรียน’ ทะลุ 1 ล้านคน 

เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กทม. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “เอ้ สุชัชวีร์” ถึงเรื่องเด็กไทยหลุดออกจากระบบโรงเรียนเป็นจำนวนมากว่า "วิกฤติแล้ว! ตื่นเถิด คนไทย"  เมื่อ เด็กไทย "หลุดจากโรงเรียน" ทะลุ 1 ล้าน เราจะช่วยกันอย่างไรดีสถิตินี้น่ากลัวมาก ทั้งที่มีเด็ก "เกิดน้อยลง" คือ "วิกฤติ" ที่สุดแล้ว แต่ "ผู้นำ" ยังละเลย ทั้งที่เป็นเรื่องที่น่าอันตราย ต่ออนาคตประเทศไทยอย่างที่สุดแล้ว มันจะส่งผลอย่างไรบ้าง ต่อประเทศไทยและสังคมไทย  

1. "ที่นั่งในมหาวิทยาลัย จะยิ่งว่างมากขึ้น"  เพราะเราส่งเด็กไทย "ไปไม่ถึง" ชั้นมหาวิทยาลัย ถือเป็น "ความสูญเสีย" ทั้งเสียโอกาสในการเสริมศักยภาพ "คนรุ่นใหม่" และเสียโอกาส "การลงทุน" ที่รัฐทุ่มไปกับการพัฒนามหาวิทยาลัยทุกปีๆ แต่มีเด็กเรียนน้อยลง ขณะที่ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มุ่งเป้าส่งเด็ก เรียนไปถึงมหาวิทยาลัย ได้เกือบ 100% มาเลเซียก็ประกาศส่งเด็กเรียนให้ถึงมหาวิทยาลัย อย่างน้อย 70% ขณะที่ประเทศไทยอาจมีเพียง 30% เท่านั้น! แบบนี้ ยิ่งนานวัน นอกจากไทย "แข่งขันไม่ได้" ยังต้องเกิดเป็นภาระในการดูแล "พลเมืองด้อยโอกาส ข้ามรุ่น" ซึ่งถือว่า น่ากลัวมาก  

2.  "แรงงานทักษะต่ำเพิ่ม แรงงานทักษะสูงลด" ส่งผลกระทบต่อ "เศรษฐกิจไทย" รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ยิ่งกว่า "สึนามิ" เพราะโลกยุคดิสรัปชั่น ไม่ได้แข่งที่ "ทำของถูก" ไม่ได้แข่งกันที่ "ภาคการผลิตของพื้นๆ ง่ายๆ" เท่านั้น แต่แข่งกันที่ "สินค้ามูลค่าสูง" ที่ต้องใช้แรงงานทักษะระดับปัญญา มาเอาชนะกัน ทุกวันนี้ ประเทศไทย "ตกหลุมลึก" เรื่องการยกระดับทักษะพลเมือง การทำ "Upskill" "Reskill" เป็นเพียง "วาทกรรม" ให้มาผลาญงบประมาณ หาก "ผู้นำ" ไม่ลงไปกำกับจริงจัง อาจทำให้ "อนาคตไทย หมดสภาพการแข่งขัน" น่าห่วงที่สุด  

3. "ปัญหาสังคมทุกเรื่อง กำลังตามมา" เด็กไทย อยู่ในวัยเยาว์จนถึงวัยรุ่น ออกจากโรงเรียนก่อนเวลา ขาดการดูแล ทำให้สังคมไทยต้องเผชิญปัญหา "แม่วัยใส" "เด็กติดยาเสพติด" "เด็กติดการพนัน" และ "สุขภาพทรุดโทรม" เร็วกว่าคนที่มีความรู้มากกว่า ปัญหาสังคมจากพลเมืองไม่มีความรู้ หรือเรียนน้อย จะเป็นปัญหาที่รัฐ ต้องมาตามแก้ไม่รู้จบ อันตรายมาก สาเหตุการ "ออกจากโรงเรียน" มีหลายสาเหตุ ที่ต้องมาคิดวิเคราะห์ ด้วย "ข้อมูลรอบด้าน" แม้ว่าสาเหตุใหญ่ อาจจะมาจาก "ความยากจน" แต่ก็มีอีกหลายปัจจัย รุมเร้า เร่งให้ผู้ปกครอง "ยอมแพ้" ไม่สู้ ไม่ส่งลูกเรียนต่อ "ผู้นำ" จึงต้องทำจริงจังเรื่อง "การพัฒนาคน" ให้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด อย่าเพิกเฉย ปล่อยปัญหาให้หนักหนา ไม่เช่นนั้น ไม่นาน ไทยเราอาจซบเซา สู้เขาไม่ได้ น่าเสียดาย 

ที่มา ; เดลินิวส์

เกี่ยวข้องกัน

ตั้งเป้าหยุดเด็กหลุดระบบการศึกษาเหลือเป็นศูนย์แน่ 

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำรวจความพร้อมของระบบไฟฟ้าของสถานศึกษาในภาพรวมทั้งประเทศ เพื่อซ่อมแซมให้สามารถใช้งานได้ ซึ่งหากสถานศึกษาแก้ไขเองไม่ได้ ให้ประสานหน่วยงานข้างเคียงโรงเรียนที่มีศักยภาพ ให้เข้ามาช่วยซ่อมแซมหรือดูแล เช่น สถานศึกษาอาชีวศึกษา การไฟฟ้า เป็นต้น พร้อมกับมอบสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เพื่อหาแนวทางแก้ไขการสร้างความคุ้นชินในการใช้แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ให้แก่เด็กนักเรียน รวมทั้งหากิจกรรมสื่อช่วยเสริมทักษะแก่เด็ก โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยที่ต้องเน้นกระบวนการความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์ ขณะเดียวกัน ตนยังได้ติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 ซึ่งพบว่าภาพรวมแผนการดำเนินงานด้านงบลงทุนเป็นที่น่าพอใจ และได้มอบให้นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานคณะทำงานหาแนวทางลดค่าใช้จ่ายงบสาธารณูปโภคของ ศธ. ด้วย 

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ส่วนประเด็นที่นายกรัฐมนตรีสั่งเร่งแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดระบบการศึกษา 1.02 ล้านคน ให้เป็นศูนย์นั้น ได้มอบหมายให้สภาการศึกษาเป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการแก้ปัญหาและติดตามเรื่องนี้ เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาของเด็กย้อนหลัง 3 ปีในแต่ละช่วงชั้นว่า มีเด็กหลุดระบบการศึกษาหรือไม่ นอกกเหนือจากตัวเลขของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ดังนั้น มิติการแก้ปัญหาของ ศธ. จะหยุดตัวเลขเด็กหลุดระบบการศึกษาให้ได้ ทั้งนี้ ตนไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาในการค้นหาเด็กที่หลุดในระบบการศึกษา แต่ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสำรวจเด็กตกหล่นให้เร็วที่สุด เพื่อดึงเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา ซึ่งหากเด็กคนไหนประสงค์ที่ไม่อยากจะเรียนต่อเราก็มีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่พร้อมจะสอนทักษะอาชีพให้เลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ เนื่องจาก ศธ. มีการสำรวจตัวเลขหลุดระบบการศึกษาแล้วอยู่ในจำนวนหลักหมื่นคนเท่านั้น ดังนั้น ศธ. จะเร่งวางมาตรการแนวทางการให้ตัวเลขเด็กหลุดระบบการศึกษาเป็นศูนย์ให้ได้อย่างแน่นอน 

รมว.ศึกษาธิการ วางแนวทางพาน้องกลับมาเรียน ตั้งเป้าหยุดเด็กหลุดระบบการศึกษาเหลือเป็นศูนย์แน่ พร้อมตั้งคณะทำงานลดค่าสาธารณูปโภคในโรงเรียน 

ที่มา ; เดลินิวส์ 10 กรกฎาคม 2567

เกี่ยวข้องกัน

คิกออฟ 25 จังหวัดแรก ค้นหาเด็กหลุดนอกระบบ เผย ภาคเรียนที่ 1 ปี’67 พากลับเข้าเรียนได้กว่า 1.3 แสนคน

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Thailand Zero Dropout ให้กับคณะทำงาน 25 จังหวัด เพื่อจัดทำแผนดำเนินงานร่วมกัน โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการของจังหวัด อาทิ ศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และภาคีเครือข่ายรวมกว่า 250 คนเข้าร่วม ณ ศูนย์การประชุม อิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี 

ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา 1,025,514 คน โดยจัดให้เป็นวาระแห่งชาติ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Thailand Zero Dropout ใน 4 มาตรการสำคัญ ค้นหา-ช่วยเหลือ-ส่งต่อ-ดูแล’ เด็กและเยาวชน ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา ได้แก่ 

·    มาตรการค้นหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ผ่านการบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การค้นพบเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา 

·    มาตรการติดตาม ช่วยเหลือ ส่งต่อ และดูแลเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา โดยบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนแต่ละรายอย่างเหมาะสม ทั้งด้านการศึกษา สุขภาวะ สภาพความเป็นอยู่ และสภาพสังคม 

·    มาตรการจัดการศึกษาและเรียนรู้แบบยืดหยุ่น มีคุณภาพ และเหมาะสมกับศักยภาพของเด็กและเยาวชนแต่ละราย มีเป้าหมายให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาและการพัฒนาเต็มศักยภาพของตนเอง 

·    มาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการภาคเอกชนให้เข้ามาร่วมจัดการศึกษาหรือเรียนรู้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาหรือการเรียนรู้ในลักษณะ Learn to Earn 

ทั้ง 4 มาตรการกำลังดำเนินงานโดย 11 หน่วยงานที่ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 อันประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กรุงเทพมหานคร สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สถาบันรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์กรมหาชน) และ กสศ. โดยตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้ ทุกจังหวัดได้เริ่มกระบวนการค้นหาและช่วยเหลือเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษาทั้งประเทศ โดยมีแอปพลิเคชัน Thai Zero Dropout’ สนับสนุนภารกิจ สำรวจค้นหา จัดทำแผนการดูแลรายบุคคล วางแผน ช่วยเหลือ และเชื่อมโยง ส่งต่อการช่วยเหลือทั้งระดับพื้นที่และระดับประเทศ รวมถึงการติดตามความก้าวหน้า 

จากการติดตามข้อมูลเด็กและเยาวชนในระบบการศึกษาภาคเรียนที่ 1/2567 ของนักเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และองค์กรปกครองท้องถิ่น พบว่า จากตัวเลขเด็กนอกระบบการศึกษา 1,025,514 คน ณ 30 พฤศจิกายน 2566 ในภาคเรียนที่ 1/2567 เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ได้กลับเข้าเรียนในระบบแล้วจำนวนทั้งสิ้น 139,690 คน คิดเป็นร้อยละ 13.6 ของเด็กนอกระบบการศึกษา จำแนกเป็นการเข้าเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและอนุบาล จำนวน 109,850 คน (ร้อยละ 78.64) ระดับชั้น ป.1-ป.3 จำนวน 14,585 คน (ร้อยละ 10.44) ระดับชั้น ป.4-ป.6 จำนวน 3,599 คน (ร้อยละ 2.58) ระดับชั้น ม.1-ม.3 จำนวน 6,823 คน (ร้อยละ 4.88) และระดับชั้น ม.4-ม.6 รวม 4,833 คน (ร้อยละ 3.46) 

กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับนโยบายThailand Zero Dropout เป็นอย่างมาก มีการประชุมความคืบหน้าเรื่องนี้ทุกสัปดาห์ โดยมีพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นั่งเป็นประธานคณะทำงานเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เป็นโอกาสดีอย่างยิ่งที่มีคณะทำงานในระดับพื้นที่ตั้งแต่ระดับจังหวัดสู่ตำบล จากหลากหลายกลุ่มและหลายระดับที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาจาก 25 จังหวัด ที่จะเป็นกลุ่มแรกเริ่มต้นกระบวนการคันหา คัดกรอง เตรียมการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น เพื่อรองรับเด็กและเยาวชนที่เคยหลุดออกจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น สร้างการเรียนรู้หรือการพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ ให้กลับเป็นพลเมืองที่เพิ่มคุณค่าให้กับตัวเองและสังคม หากเราสามารถดึงเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ให้กลับเข้าสู่การเรียนรู้จนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะส่งผลให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 3 ของ GDP อันเนื่องมาจากรายได้ตลอดชีวิตที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งยังสามารถป้องกันปัญหาสังคมและอาชญากรรมอันเป็นผลพวงมาจากความยากจนได้” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว 

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า สำหรับมาตรการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตามศักยภาพ มี Roadmap บันได 5 ขั้นในการทำงาน ได้แก่ ได้แก่

·   บันไดขั้นที่ 1 การสำรวจข้อมูลเด็ก Dropout เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษารายบุคคล และพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

·   บันไดขั้นที่ 2 การติดตามช่วยเหลือเด็ก Dropout ได้เป็นรายบุคคล ผ่านเครือข่ายความร่วมมือของสหวิชาชีพ

·   บันไดขั้นที่ 3 เด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น มีทางเลือก ตอบโจทย์ชีวิต โดยมีนวัตกรรมการศึกษารูปแบบต่าง ๆ รองรับ

·   บันไดขั้นที่ 4 เด็กและเยาวชนได้รับการส่งต่อผ่านหุ้นส่วนการศึกษา ตามแนวคิด All for Education ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายการเรียนรู้ในพื้นที่ การระดมทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ในพื้นที่

·   บันไดขั้นที่ 5 เด็กและเยาวชนเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมให้เติบโตต่อไป 

ทั้งนี้ การดำเนินงานของบันไดขั้นแรก ในปี 2567 นี้จะเริ่มจาก 25 จังหวัดแรกที่มีประสบการณ์ดำเนินงานตามแนวคิดการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ของ กสศ. และโครงการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษาและเด็กตกหล่น ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ โดยการประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ 3 เรื่อง  คือ 

·   1.เพื่อสร้างความเข้าใจทิศทางและมาตการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนตามนโยบาย Thailand Zero Dropout ตามมติคณะรัฐมนตรี ให้กับหน่วยงานระดับพื้นที่

·   2. เพื่อแนะนำการใช้งานระบบสารสนเทศ เครื่องมือ และกระบวนการ สนับสนุนหน่วยงานระดับพื้นที่ใช้ดำเนินมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์

·   3. ร่วมกันจัดทำร่างแผนการดำเนินงานระยะ  6 เดือนแรกของจังหวัด 

หลังการประชุมปฏิบัติการนี้ ทั้ง 25 จังหวัด จะเกิดคณะกรรมการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) ในระดับจังหวัด และตำบล มีการปฏิบัติการค้นหา ส่งต่อ และช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย และการดำเนินการอื่น ๆ ตาม 4 มาตรการที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ หลังจากนั้นอีก 1 ปีให้หลังในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2567 กระทรวงศึกษาธิการ กสศ. และ 11 หน่วยงานจะได้จัดทำข้อมูล เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ของเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่อในระบบการศึกษาอีกครั้งหนึ่ง” ดร.ไกรยสกล่าว 

ที่มา ; มติชนออนไลน์

เกี่ยวข้องกัน

ศธ.เร่งแก้ปัญหาเด็กแขวนลอย กว่าหมื่นคน สร้างโอกาสการเรียนรู้ สกัดดร็อปเอาต์

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในฐานะโฆษกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (โฆษก สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยว่า กรณีนักวิชาการมีความห่วงใยเรื่องนักเรียนแขวนลอย ซึ่งอาจนำไปสู่กรณีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยขอให้กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแนวทางในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ชัดเจน 

การแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรือได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ตามศักยภาพ (Thailand Zero Dropout) เป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญและกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยได้สั่งการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้ามาตรการขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา ให้กลายเป็นศูนย์ และมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เป็นแกนนำร่วมกันในการบูรณาการฐานข้อมูลสารสนเทศเด็กและเยาวชนในช่วงอายุ 3-18 ปี เป็นรายบุคคล ระหว่างหน่วยงานที่จัดการศึกษาทั้ง 21 หน่วยงานทั่วประเทศ กับฐานข้อมูลของทะเบียนราษฎร์ของกระทรวงมหาดไทย 

พบว่าปีการศึกษา 2566 ที่ผ่านมา ยังมีเด็กและเยาวชนในช่วงอายุดังกล่าว กว่า 1.02 ล้านคน ที่ไม่พบข้อมูลในระบบการศึกษาของทั้ง 21 หน่วยงาน กระทรวงศึกษาธิการ นำโดย พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึง เลขาธิการ กพฐ. จึงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาฯ ร่วมกับ 10 หน่วยงานพันธมิตร เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2567 และเริ่ม Kick off กระบวนการค้นหาและช่วยเหลือเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาทั้งประเทศ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา 

รองเลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อว่า สำหรับนักเรียนแขวนลอย หมายถึง นักเรียนที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อนักเรียนในชั้นต่าง ๆ ที่โรงเรียนจัดทำขึ้นตอนต้นปีการศึกษาหรือมีชื่ออยู่ในสมุดประเมินผลรายวิชา และขาดเรียนนานโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่มีตัวตน มิได้ลาออกจากโรงเรียน และโรงเรียนไม่สามารถจำหน่ายรายชื่อออกจากทะเบียนนักเรียนได้ เนื่องจากเป็นนักเรียนที่อยู่ในเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ (ป.1 – ม.3) ซึ่งจากการรายงานข้อมูลจำนวนนักเรียนจากระบบจัดเก็บข้อมูลนักเรียนรายบุคคล (Data Management Center : DMC) ข้อมูล ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2567 พบว่า มีนักเรียนแขวนลอยจำนวนทั้งสิ้น 11,562 คน โดยในการจัดสรรงบประมาณตามโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะจัดสรรให้เฉพาะนักเรียนที่มีตัวตนอยู่ในสถานศึกษาเท่านั้น โดยไม่ได้จัดสรรให้กับนักเรียนแขวนลอย ดังนั้น สพฐ. จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการจำหน่ายนักเรียนออกจากทะเบียนนักเรียน เพื่อให้สถานศึกษาและเขตพื้นที่มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในการจำแนกนักเรียนแต่ละประเภท เพื่อนำไปสู่การค้นหา ช่วยเหลือ ส่งต่อ ดูแลเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ และแก้ไขปัญหานักเรียนแขวนลอยได้อย่างตรงจุดต่อไป 

ทั้งนี้ สาเหตุที่จะจำหน่ายนักเรียนออกจากทะเบียนนักเรียนได้ มี 5 สาเหตุ ดังนี้

1.นักเรียนย้ายสถานศึกษา

2.นักเรียนเสียชีวิต

3.นักเรียนอายุพ้นเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ

4.นักเรียนเรียนจบการศึกษา กรณีใดกรณีหนึ่ง (นักเรียนเรียนจบชั้น ป.6 สำหรับสถานศึกษาที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดสอนระดับ ม.ต้น หรือนักเรียนเรียนจบชั้น ม.3) และ

5.นักเรียนหยุดเรียนติดต่อกันเป็นเวลานาน ไม่มีตัวตนของผู้ปกครอง และนักเรียนอยู่ในพื้นที่และไม่แจ้งย้ายที่อยู่ โดยในกรณีนักเรียนระดับชั้น ม.ต้น จะจำหน่ายนักเรียนได้เมื่อนักเรียนมีอายุพ้นเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ แต่โรงเรียนต้องมีกระบวนการติดตาม คือ

1.นักเรียนขาดเรียนเป็นเวลานาน โดยไม่ทราบสาเหตุ โรงเรียนดำเนินการติดตามและแจ้งให้ผู้ปกครองนำนักเรียนมาเรียน พบว่ายังมีตัวตนอยู่แต่ไม่สามารถนำเด็กมาเรียนได้ ให้ระบุว่า “มีตัวตนไม่สามารถจำหน่ายออกจากทะเบียนได้” 

2.นักเรียนไม่จบการศึกษาระดับชั้น ม.ต้น เนื่องจากติด 0 ร มส ให้สถานศึกษาติดตามและเร่งรัดให้ผู้เรียนมาดำเนินการตามระเบียบการวัดและประเมินผลโดยเร็ว หากไม่สามารถดำเนินการตามระเบียบได้ ให้ระบุ “มีตัวตน ไม่สามารถจำหน่ายออกจากทะเบียนได้” และ

3.นักเรียนไม่มาเรียนต่อเนื่องเป็นเวลานาน สถานศึกษาได้ดำเนินการติดตามตามระเบียบทุกขั้นตอนแล้ว พบว่า “ไม่มีตัวตน” และผู้ปกครองไม่แจ้งย้าย ให้รายงานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อพิจารณาดำเนินการติดตามต่อไป โดยจะยังไม่สามารถจำหน่ายนักเรียนได้จนกว่าอายุจะพ้นเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ 

ส่วนในกรณีนักเรียนระดับชั้น ม.ปลาย จะจำหน่ายนักเรียนได้ โรงเรียนต้องมีกระบวนการติดตาม คือ

1.นักเรียนไม่มาเรียนต่อเนื่องเป็นเวลานาน สถานศึกษาได้ดำเนินการติดตามตามระเบียบทุกขั้นตอนแล้ว และพบว่า “ยังมีตัวตนอยู่ แต่ไม่มาเรียน” ให้จำหน่ายออกจากทะเบียนนักเรียนไว้ก่อน

2.นักเรียนไม่จบการศึกษาระดับชั้น ม.ปลาย เนื่องจากติด 0 ร มส ให้สถานศึกษาติดตามและเร่งรัดให้ผู้เรียน มาดำเนินการตามระเบียบการวัดและประเมินผล หากไม่สามารถดำเนินการตามระเบียบได้ ให้จำหน่ายออกจากทะเบียนนักเรียนไว้ก่อน และ

3.นักเรียนไม่มาเรียนต่อเนื่องเป็นเวลานาน สถานศึกษาได้ดำเนินการติดตามตามระเบียบทุกขั้นตอนแล้ว พบว่า “ไม่มีตัวตน และผู้ปกครองไม่แจ้งย้าย” ให้จำหน่ายออกจากทะเบียนนักเรียนได้

สพฐ. ไม่เคยนิ่งนอนใจในการดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชน จึงได้พัฒนาฐานข้อมูลและลงพื้นที่ติดตาม ค้นหาเด็กวัยเรียนให้ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องขอขอบคุณภาคีภาคส่วนต่างๆ ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ/เขต/ตำบล รวมถึงตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อสม.หมู่บ้าน ที่เป็นกำลังสำคัญร่วมกับคณะครูและบุคลากรเขตพื้นที่ทั่วประเทศ ในการติดตาม ค้นหา และพากลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ซึ่ง สพฐ. ไม่เพียงติดตามพาเด็กให้กลับสู่โรงเรียน แต่ยังมีการดูแลช่วยเหลือ สนับสนุนค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่าหนังสือเรียนให้กับนักเรียนทุกคน รวมทั้งค่าปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจน และค่าอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาขยายโอกาส เพื่อให้เด็กและเยาวชน “เรียนดี มีความสุข” ไม่มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาอีกต่อไป” โฆษก สพฐ. กล่าว 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 18 กรกฎาคม 2567

เกี่ยวข้องกัน

เพิ่มพูน ลุยแก้ปัญหาเด็กหลุดระบบการศึกษา ตั้งเป้าเทอม 2/2567 บุรีรัมย์เด็กดร็อปเอาต์เป็นศูนย์ 

เมื่อเร็วๆ นี้ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะผู้บริหาร นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงพื้นที่ศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Thailand Zero Dropout ร่วมกับ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยมีศึกษาธิการจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้บริหารสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดบุรีรัมย์ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอกระสัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา คณะครู และตัวแทนนักเรียนเข้าร่วม ณ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ 

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. กล่าวถึงสถานการณ์เด็กและเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษาของไทย อายุระหว่าง 3-18 ปี มีมากถึง 1.02 ล้านคน (ณ วันที่ 30 พ.ย.2566) ในจำนวนนี้เป็นเด็กเยาวชนในจังหวัดบุรีรัมย์ 17,586 คน อยู่ที่อำเภอกระสัง 1,353 คน โดยตำบลกระสังมี 229 คน โดยในภาคเรียนที่ 1/2567 ได้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้ว 39 คน ส่วนที่เหลือ 190 คน กสศ.ได้รับแรงสนับสนุนจากศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอกระสัง (สกร.) และอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) จังหวัดบุรีรัมย์ สำรวจข้อมูลจนสามารถนำไปสู่การค้นพบตัวเด็กได้แล้วกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพบว่าความยากจน ปัญหาสุขภาพ ความบกพร่องทางการเรียนรู้ และครอบครัวแหว่งกลาง คือสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กเยาวชนในพื้นที่ตำบลกระสังอยู่นอกระบบการศึกษา ซึ่งบางส่วนได้เข้าสู่การเรียนรู้กับ สกร.อำเภอกระสัง จำนวนหนึ่งอยู่ระหว่างวางแผนช่วยเหลือดูแลเป็นรายกรณี 

การทำงานร่วมกันระหว่าง กสศ.และ สกร. ทำให้เกิดการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลจนสามารถพบและช่วยเหลือเด็กที่หลุดจากระบบให้เข้าสู่การเรียนรู้ได้ทันที และทำให้เกิดประเด็นข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการนำเด็กเข้าสู่การเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ เป็นรายกรณีตามความเหมาะสมตามมา กสศ.ตั้งสมมุติฐานว่าหากมีรอบของการลงพื้นที่เก็บข้อมูลปีละสองครั้ง ราวสี่ปีจากนี้การทำให้เด็กหลุดนอกระบบกลายเป็นศูนย์เป็นไปได้ โดยหลังจากพบตัวเด็กและนำเข้าสู่การเรียนรู้แล้ว คณะทำงานจะยังมีการติดตามข้อมูลต่อเนื่องผ่านโปรแกรม OBEC CARE หรือระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในทุกมิติ ไม่ใช่เพียงด้านทุนทรัพย์ เพราะความเสี่ยงที่ทำให้เด็กคนหนึ่งหลุดออกไปนั้นซับซ้อนด้วยหลายปัญหา ซึ่งจะมีกลไกที่เชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ รองรับ ดังนั้น เมื่อเราพบเด็กคนหนึ่งไม่ว่าจะติดขัดด้วยข้อแม้อะไรก็ตามที่ทำให้เข้าไม่ถึงการเรียนรู้ ทรัพยากรและความช่วยเหลือจะหลั่งไหลมาตามโจทย์ปัญหา” 

นางนุจรีย์ ส่องสพ ผู้อำนวยการ สกร.อำเภอกระสัง กล่าวว่า ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 สกร.อำเภอกระสัง ได้ติดตามเด็กเยาวชนช่วงอายุ 3-15 ปี ที่ออกกลางคันและตกหล่นจากระบบ กลับสู่การเรียนรู้ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานภายใต้การจัดการศึกษาของกรมส่งเสริมศูนย์การเรียนรู้ ชั้นประถมและมัธยมต้นรวม 66 คน นอกจากนี้ ได้ร่วมกับสถานศึกษาในพื้นที่สำรวจข้อมูลนักเรียนอายุ 6-15 ปี พบว่ามีจำนวนที่ออกกลางคันและหลุดจากระบบการศึกษา 10,294 คน และประชากรอายุ 15-60 ปี ที่ยังไม่จบการศึกษาภาคบังคับ 42,250 คน โดย สกร.จะนำผลสำรวจไปชนกับข้อมูลของ กสศ. เพื่อให้ได้ฐานข้อมูลที่ชัดเจนสำหรับการช่วยเหลือดูแลและส่งต่อเด็กเยาวชนไปสู่การเรียนรู้ที่เหมาะสมร่วมกับสถานศึกษาทุกแห่ง หากมีอายุครบ 15 ปี สามารถเข้าเรียนกับ สกร.ได้ทันที 

นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวเสริมเรื่องข้อจำกัดเมื่อเด็กหลุดออกมาแล้วอยากกลับสู่การเรียนรู้ต่อเนื่องจากชั้นเรียนเดิม ว่าระเบียบกำหนดให้ต้องมีเอกสารแสดงผลการเรียนรู้เดิมในรูปแบบหน่วยกิตสะสม ซึ่งเด็กเยาวชนส่วนใหญ่ที่หลุดจากระบบกลางคันในช่วงชั้น ม.1-ม.2 มักขาดเอกสารส่วนนี้ ทั้งนี้ สกร.พยายามประสานกับสถานศึกษาเดิมเพื่อให้เด็กได้รับเอกสารเทียบหน่วยกิต เพื่อพากลับเข้าสู่การเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง ลดการสูญเสียเวลาจากการต้องกลับไปเริ่มต้นเรียนใหม่ โดยการออกวุฒิการศึกษาในรูปแบบผลการเรียนล่าสุด ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก หากขั้นตอนดังกล่าวสามารถดำเนินได้สะดวกรวดเร็ว โอกาสที่จะพาเด็กกลับสู่การเรียนรู้ก็จะยิ่งเปิดกว้างยิ่งขึ้น จึงอยากขอความร่วมมือสถานศึกษาทุกแห่งให้ความสำคัญเรื่องนี้ 

ทั้งนี้ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมหารือภายหลังรับฟังประเด็นปัญหา โดยกล่าวว่า การสำรวจเด็กและเยาวชนที่ไม่พบรายชื่อในระบบการศึกษาเป็นนโยบายที่รัฐมนตรีให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในช่วงวัยการศึกษาภาคบังคับ อายุระหว่าง 6-15 ปี จึงขอมอบหมายให้ศึกษาธิการจังหวัดรับหน้าที่เป็นฝ่ายบริการจัดการเพื่อทำให้ Thailand Zero Dropout ขับเคลื่อนให้ได้ ขณะที่ สกร.ต้องเป็นหน่วยงานหลักในการสแกนหาเด็กและเยาวชนที่ไม่พบรายชื่อในระบบการศึกษาของ กสศ.ทุกคน เพราะมีศูนย์การเรียนระดับตำบลใกล้ชิดชุมชน ร่วมทำงานกับ อพม. จะทำให้มาตรการ ‘ค้นหา-ช่วยเหลือ-ส่งต่อ-ดูแล’ เด็กหลุดนอกระบบการศึกษามีประสิทธิภาพ 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุขั้นตอนว่า เมื่อพบเด็กแล้วให้สอบถามความประสงค์ หากต้องการเรียนต่อในโรงเรียนเดิมหรือโรงเรียนในพื้นที่ใกล้บ้าน ให้ดำเนินการประสานกับโรงเรียนหรือเขตพื้นที่รับช่วงต่อในการรับเด็กเข้าเรียน ดูแลไม่ให้เกิดกรณีหลุดซ้ำ และมีการศึกษายืดหยุ่นในลักษณะ 1 โรงเรียน 3 ระบบ เหมาะกับกับเด็กรายคน ใช้วิธีการทำงานแบบคิดนอกกรอบ เพื่อทำให้จังหวัดบุรีรัมย์ไม่มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ตั้งเป้าความสำเร็จในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 นี้ 

วันนี้ที่บุรีรัมย์เดินหน้าไปแล้ว เราได้เห็นว่า สกร.คือหน่วยงานระดับท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ดังนั้น ความท้าทายต่อไปคือจะทำอย่างไรให้หน่วยงานอื่นๆ สามารถเป็นฝ่ายเติมเต็มสนับสนุนและบูรณาการรับช่วงต่อได้ และทำให้เกิดเป็นโมเดลที่จะขยายไปยังทุกพื้นที่ ดังนั้น การพูดคุยกันระหว่างหน่วยงานจะทำให้เกิดการหาแนวทางแก้ปัญหา และช่วยลดขั้นตอนต่างๆ ที่จะพาเด็กกลับสู่การเรียนรู้ ปัญหาที่หน่วยงานหนึ่งแก้ไม่ได้เมื่อส่งต่อไปถึงมือผู้มีความชำนาญก็จะมองเห็นวิธีการแก้ไข นอกจากนี้ การทำงานร่วมกันยังทำให้มีความเป็นไปได้มากขึ้น ที่จะส่งต่อเด็กไปสู่การศึกษาในระดับที่สูงขึ้นตามศักยภาพ เชื่อว่าวันนี้ทุกฝ่ายแสดงให้เห็นว่าพร้อมที่จะขับเคลื่อนงานไปด้วยกันแล้ว ดังนั้น ถ้าเริ่มสำรวจค้นหาติดตามเด็กทุกคนตั้งแต่เทอมแรกนี้ จะทำให้มีข้อมูลชัดเจนในการทำงาน แล้วในช่วงเปิดภาคการศึกษาที่ 2 เราจะไม่มีเด็กหลุดออกไปจากระบบการศึกษาอีก 

ที่มา ; มติชน วันที่ 23 กรกฎาคม 2567 

เกี่ยวข้องกัน

‘นักวิชาการ’ชี้ความเหลื่อมล้ำทำประเทศติดหล่ม 

นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา ในฐานะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เป็นปัญหาเรื้อรังที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปจัดการ เป็นต้นตอของความยากจนและทำให้ประเทศติดหล่ม ไม่เจริญก้าวหน้า และยังเป็นรากฐานของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดความแตกต่างในเชิงโครงสร้างของสังคมไทย ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานี้เป็นสิ่งที่มีมายาวนาน ปัจจุบันนี้ครอบครัวที่มีฐานะยากจนที่สุดที่จบการศึกษาประมาณชั้นประถมฯ จะมีรายได้เพียง 1,036 บาทต่อเดือน มีประมาณร้อยละ 15 ของประชากร ขณะที่ครอบครัวชนชั้นกลางที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปจะมีรายได้อยู่ที่ 46,110 – 57,000 บาทต่อเดือน ส่วนครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยจะมีรายได้ประมาณ 290,000 บาทต่อเดือน แสดงให้เห็นว่าการศึกษา ทำให้เกิดการแบ่งชนชั้นทางสังคมอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องการมีรายได้และเรื่องอื่นๆ 

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กว่า 29,449 แห่ง เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก 14,777 แห่ง ขนาดกลาง-ใหญ่กว่า 9,600 แห่ง ส่วนมากจะอยู่ในตัวเมืองและจังหวัดที่มีความเจริญ แต่โรงเรียนขนาดเล็กที่มีมากจะอยู่ในพื้นที่ชนบทและยังขาดแคลนงบประมาณ รวมถึงทรัพยากรต่างๆ จนเกิดการด้อยคุณภาพ ทำให้การต่อยอดด้านการศึกษาเป็นไปด้วยความยากลำบาก ทำให้เกิดปัญหาออกกลางคัน 

ในปัจจุบันมีเด็กที่ออกจากการเรียนในช่วงรอยต่อระหว่างประถมศึกษาไปมัธยม เพื่อขายแรงงานกว่า 20 ล้านคน ซึ่งถ้านำมาเปรียบเทียบกับตัวเลขเด็กออกกลางคันจะเห็นความสัมพันธ์กันคือ บุคคลเหล่านี้จะจบการศึกษาเพียงแค่ระดับชั้นประถมหรือมัธยมต้น หารายได้ได้เพียง 8,000-10,000 ต่อเดือนเท่านั้น ตลอดชีวิตและบางส่วนยังไม่มีทางที่จะเปลี่ยนสถานภาพทางการเงินหรือสังคมให้ดีขึ้นได้และสิ่งที่น่าตกใจคือพวกเขาเหล่านี้ไม่เห็นประโยชน์ของการศึกษาที่จะนำมาพัฒนาตัวเอง ปัญหาต่อมาคือเรื่องครู ซึ่งทุกๆ 2 ปี ครูผู้ช่วยจะมีการย้ายออก โรงเรียนในชนบทขาดแคลนครู 6-8 เดือนเพราะไม่มีครูที่บรรจุทดแทนและครูส่วนใหญ่จะไปกระจุกกันอยู่โรงเรียนในเมืองกับโรงเรียนขนาดใหญ่ ทำให้ครูที่เหลือต้องทำงานหนักขึ้น จนเกิดความเหลื่อมล้ำในเรื่องของภาระหน้าที่ เมื่อครู 1 คนต้องทำทุกอย่างก็ไม่สามารถทุ่มเทกับเรื่องการเรียนการสอนได้เท่าที่ควร” นายสมพงษ์ กล่าว 

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า แนวทางที่อยากจะเสนอเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวมี 5 ข้อดังนี้

1.ภาครัฐต้องมองว่าความเหลื่อมล้ำเป็นพื้นฐานของปัญหาต่างๆ

2.ระบบการศึกษาต้องยืดหยุ่น ปฏิรูปหลักสูตรให้เด็กได้เรียนอย่างเท่าเทียม

3.ใช้หลักการเรื่องความเหลื่อมล้ำเข้ามาประกอบการจัดสรรงบประมาณ

4.ปฏิรูปการผลิตครูและลดภาระงานให้ครู และ

5.ปฏิรูปหลักสูตรการประเมินผล ไม่ใช้ระบบแข่งขันหรือระบบที่ใช้เนื้อหาสาระเป็นหลัก 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 22 กรกฎาคม 2567 

เกี่ยวข้องกัน

สมพงษ์ ชี้ 1 เดือนรัฐตามเด็กได้ 1.3 แสนคน สะท้อนหากตื่นตัว-ช่วยเหลือ จะพาน.ร.เข้าระบบการศึกษาเพิ่มขึ้น 

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีเด็กออกกลางคันประมาณ 1,025,514 คน เป็นตัวเลขออกกลางคันแบบสะสม และรับรู้กันแต่ไม่กล้าถูกเปิดเผย ซึ่งแต่ละปีจะมีเด็กออกกลางคันหนักมาก สาเหตุที่ได้ตัวเลขนี้มา เกิดจากสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ที่เป็นผู้รวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่จัดการศึกษาในประเทศ ซึ่งมีทั้งหมด 21 หน่วยงาน จากหลายกระทรวง ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมตำรวจ เป็นต้น ซึ่ง 21 หน่วยงานนี้ จะส่งรายชื่อว่าใครเรียน ใครไม่ได้เรียนบ้าง ต่อมากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และกระทรวงมหาดไทย (มท.) จะใช้ตัวเลข 13 หลักมาทาบกัน เมื่อทาบกันแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือในจำนวนเด็ก 12 ล้านคน ที่อยู่ในวัย 3-18 ปี ซึ่งมีเด็กประมาณ 1,025,514 คน ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา หรือออกกลางคัน และเข้าไม่ถึงการศึกษา 

นายสมพงษ์ กล่าวว่า เด็กประมาณ 1,025,514 คน ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา เมื่อคิดจากสัดส่วนจากเด็ก 12 ล้านคน คิดเป็น 8.41% ของเด็กที่ควรจะต้องอยู่ในระบบการศึกษา เมื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม เด็กประมาณ 1,025,514 คน เป็นเด็กที่อยู่ในการศึกษาภาคบังคับประมาณ 3.9 แสนคน เป็นเด็กอนุบาล ประมาณ 3.1 แสนคน และเป็นเด็กม.3 จะขึ้นม.4 ประมาณ 3.1 แสนคน จึงเริ่มปรากฎร่องรอยขึ้นมาทันทีว่า การศึกษาประเทศไทยที่จัดโดย 21 หน่วยงาน จะมีเด็กที่เข้าไม่ถึง หรือไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา หรือออกกลางคันประมาณ 1 ล้านคน เมื่อเทียบในลักษณะนี้แล้ว จึงเป็นข้อวิตกกังวลของรัฐบาล ที่มีเด็กกว่า 1 ล้านคนที่ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา ศธ.จึงยอมรับไม่ได้กับจำนวนนี้ จึงออกมาบอกว่าจะมีอยู่ประมาณ 2-3 หมื่นคน ทั้งนี้ตนมองว่าต้องให้โอกาส ศธ. ในการสืบค้นข้อมูล โดยพบว่าตั้งแต่ที่ ศธ.ทำ mou กับกระทรวงต่างๆ ผ่านมา 1 เดือน ศธ.ค้นหาเด็กเจอประมาณ 1.3 แสนคนแล้ว 

ซึ่งแสดงให้เห็นว่าถ้าทุกคนตื่นตัว ค้นหา ส่งต่อ ช่วยเหลือ แค่เดือนเดียวยังค้นหาได้กว่า 1.3 แสนคน ซึ่งเป็นเรื่องดีมากที่เราค้นหาเด็กเจอ ให้โอกาสเด็ก และช่วยเหลือกันอย่างจริงจัง สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือ การลงไปค้นหาเด็กจำนวน 1 ล้านคนไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น งานที่จะต้องเร่งทำคือ 4 มาตรการ โดยนโยบายThailand Zero Dropout ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ละจังหวัดเป็นประธาน ตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัด  มีหน่วยงานต่างๆเข้าร่วม ซึ่งขณะนี้ เริ่มคิกออฟ 25 จังหวัดแล้ว พร้อมกับลงไปสู่ระดับตำบล ที่ขณะนี้มีครูตามน้องกลับมาเรียน โดยร่วมกับ อสม.ลงไปตามบ้านนักเรียน เพื่อสืบค้นตามเด็กกลับมา” นายสมพงษ์ กล่าว 

นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา คือ

1.ปัญหาจากความยากจน หนี้สิน การตกงานรายได้ไม่แน่นอน ของครอบครัว แต่สาเหตุที่มาแรงและเป็นปัญหาอุปสรรคที่หนักขึ้นตลอดของสังคมไทย

2.ปัญหาครอบครัวที่ไม่พร้อม ครอบครัวเปราะบาง แหว่งกลาง ซึ่งตนมองว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด เพราะปัญหาครอบครัวเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและเป็นเรื่องที่สังคมไทยมองข้าม และ

3. ระบบการศึกษาไม่ตอยโจทย์เด็ก ทุกกลุ่ม ทุกคน ระบบการศึกษานี้ จะเป็นประโยชน์กับเด็กในกลุ่มที่มีฐานะ กับกลุ่มที่อยู่ในเมืองเท่านั้น

3 สาเหตุเหล่านี้ เป็นสาเหตุหลัก นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ภาวะความรู้ถดถอย ปัญหาความยากจน และปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ในขณะนี้ยังไม่มีสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นเรื่องการลงทุน สังคมเต็มไปด้วยยาเสพติด จึงทำให้ผู้ปกครองตัดสินใจเอาลูกออกจากระบบการศึกษาดีกว่า จึงเป็นสาเหตุว่า ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาเราจะเห็นเด็กออกกลางคันละสมมาเป็นล้านคน 

นายสมงพษ์ กล่าวว่า และสำหรับนโยบาย Thailand Zero Dropout 4 มาตรการในการขับเคลื่อน ประกอบด้วย

1. การจัดทำฐานข้อมูลเด็กเยาวชนนอกระบบการศึกษา

2. การช่วยเหลือในทุกมิติของปัญหา มองว่าการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน และส่งต่อเด็ก ต้องทำเข้มข้น  

3. การจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ในใช้ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ธนาคารหน่วยกิต ที่เริ่มขยับบ้างแล้ว ทั้งนี้ มองว่าเด็ก 1 ล้านคนที่ออกจากระบบการศึกษาไปแล้ว ไม่มีใครจะกลับเข้ามาเรียนหนังสือ ดังนั้นต้องหาการศึกษาที่ยืดหยุ่น และเหมาะสมกับเด็กเหล่านี้ โดยจะประคับประคองให้เด็กอยู่ในการศึกษาที่ยืดหยุ่น และจบการศึกษาภาคบังคับอย่างไร และ

4. การใช้มาตรการทางภาษีจูงใจภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน มีส่วนร่วมในการจ้างงาน รับฝึกงานมีรายได้ เป็นต้น   

ถือเป็น 4 มาตรการที่เริ่มคิกออฟในเดือนนี้ ซึ่งตนเชื่อว่าถ้าทำไปอีกสักระยะ จำนวนเด็กที่มีประมาณ 1 ล้านคน จะค่อยๆลดลงตามลำดับ 

ถือเป็นเรื่องดีที่เราหันมาเข้าใจ และเห็นเด็กเปราะบาง ยากจน และด้อยโอกาสที่หลุดจากระบบการศึกษา ให้กลับมามีโอกาส และมีการศึกษาที่สอดคล้องกับปัญหาชีวิตและความต้องการของเขา สาเหตุที่ต้องประคับประคองให้เด็กจบการศึกษาภาคบังคับ มาจากเด็กที่อยู่ข้างล่าง งานต่างๆ ยังต้องใช้วุฒิการศึกษาอยู่ ” นายสมพงษ์ กล่าว 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 22 กรกฎาคม 2567 

สรุปสาระสำคัญ 

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับหน่วยงาน 21 แห่ง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลฯ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) บูรณาการฐานข้อมูลเด็กอายุ 3–18 ปี เพื่อแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา 1.02 ล้านคน โดยคณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินโครงการ Thailand Zero Dropout เพื่อให้เด็กทุกคนกลับเข้าสู่ระบบหรือได้รับการเรียนรู้ตามศักยภาพ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. เป็นประธานลงนาม MOU ที่กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขับเคลื่อนมาตรการ 4 ด้าน ได้แก่ ค้นหา–ติดตาม–จัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น–ส่งเสริมภาคเอกชนร่วมจัดการศึกษา รัฐบาลเตรียมใช้แอป “Thai Zero Dropout” ค้นหาและวางแผนช่วยเหลือรายบุคคล พร้อม Kick off ทุกจังหวัด กสศ. เสนอ “บันได 5 ขั้น” สู่ Zero Dropout ครอบคลุมการสำรวจ–ติดตาม–ส่งต่อ–เรียนรู้ยืดหยุ่น–พัฒนาอาชีพ ทั้งนี้ ศธ. ตั้งเป้าลดเด็กนอกระบบให้เป็นศูนย์ โดยบูรณาการหน่วยงานและภาคีเครือข่ายทุกระดับ เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา และพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศอย่างยั่งยืน 

ข้อสอบ 

 1. จากนโยบาย Thailand Zero Dropout หากท่านเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่ที่มีเด็กหลุดจากระบบจำนวนมาก สิ่งแรกที่ควรดำเนินการตามแนวคิดการบริหารเชิงข้อมูล (Data-driven Management) คือข้อใด
ก. จัดตั้งศูนย์แนะแนวเพื่อรับเด็กกลับเข้าเรียนทันที
ข. วิเคราะห์ฐานข้อมูลเด็กในพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อระบุตัวเด็กเป้าหมาย
ค. ออกคำสั่งให้ครูประจำชั้นไปเยี่ยมบ้านทุกครัวเรือน
ง. เปิดหลักสูตรอาชีพระยะสั้นให้เด็กเข้ามาเรียนก่อนกลับสู่ระบบ

2. นโยบาย Thailand Zero Dropout แสดงให้เห็นถึงแนวคิดหลักใดของการบริหารการศึกษาในศตวรรษที่ 21
ก. การกระจายอำนาจทางการศึกษา
ข. การพัฒนาอย่างยั่งยืนและความเสมอภาคทางการศึกษา
ค. การสร้างการแข่งขันระหว่างโรงเรียน
ง. การรวมศูนย์ข้อมูลเพื่อควบคุมระบบ

3. การใช้แอป “Thai Zero Dropout” เพื่อค้นหาและติดตามเด็กนอกระบบ สะท้อนแนวทางการบริหารแบบใด
ก. การบริหารเชิงเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Tech & Innovation Management)
ข. การบริหารเชิงงบประมาณ (Budget-based Management)
ค. การบริหารแบบสั่งการจากบนลงล่าง (Top-down Management)
ง. การบริหารแบบรวมศูนย์ข้อมูลและอำนาจ

4. ในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา หากต้องดำเนินการตามมาตรการ “จัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น” ควรเลือกแนวทางใดให้เหมาะสมที่สุด
ก. จัดหลักสูตรแบบเร่งรัดให้เด็กจบเร็วขึ้น
ข. เปิดเรียนเฉพาะวันหยุดเพื่อรองรับเด็กทำงาน
ค. สร้างระบบเทียบโอนผลการเรียนรู้จากประสบการณ์ชีวิตหรือการทำงาน
ง. จัดกิจกรรมสันทนาการเพื่อให้เด็กอยากกลับมาเรียน
 

คลิกเฉย >>>