
นายสมบัติ นพรัก คณบดีวิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ใน 3 ประเด็น คือ กำหนดให้วิชาชีพครู เป็น วิชาชีพชั้นสูง แก้ไขคำว่า หัวหน้าสถานศึกษา เป็นผู้บริหารสถานศึกษา และแก้ไขคำว่า ใบรับรองการประกอบวิชาชีพครู เป็น ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู นั้น
ทางส.ค.ศ.ท.มองว่าแม้จะมีมติแก้ทั้ง 3 ประเด็นที่มีการคัดค้าน แต่ก็ยังมีปัญหา เพราะต้องดูประเด็นเชื่อมโยงกับมาตราอื่นด้วย อาทิ
ส.ค.ศ.ท. จึงมีมติยืนยันคัดค้านร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวอย่างรุนแรง เพราะจะเกิดผลเสียต่อการศึกษาชาติ ที่ผ่านมาได้ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฏร ประธานวุฒิสภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) และประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เพื่อให้รัฐบาลพิจารณาและโปรดอย่าทำผิดกฎหมาย ด้วยการเสนอร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯเข้าสู่สภาฯ ทั้งนี้ เมื่อศึกษารายละเอียดแล้ว พบว่า
คำถาม คือ ทำไมถึงออกกฎหมายให้ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐ จะมอบหมายให้เอกชนเข้าบริหารจัดการหรือดําเนินการโดยใช้ ทรัพยากรของรัฐก็ได้ นั้น เป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนหรือไม่ และแบบนี้ถือเป็นการออกกฎหมายให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบายหรือไม่”นายสมบัติกล่าว
คำถาม คือ ผู้ซึ่งมิใช่เป็นครูในกฎหมาย คือใคร เนื่องจาก มาตรา 4 ไม่มีนิยามไว้ เป็นคนนอก และจงใจให้เอกชนเข้ามาใช่หรือไม่
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากการศึกษารายละเอียด ดังนั้นส.ค.ศ.ท. จึงขอคัดค้านร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้อย่างรุนแรง เพราะจะเกิดผลเสียกับการศึกษาชาติ” นายสมบัติ กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์
นายสมบัติ นพรัก ในฐานะประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย แสดงความกังวลต่อร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแก้ไข 3 ประเด็น ได้แก่ การกำหนดให้วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง การเปลี่ยนคำว่า “หัวหน้าสถานศึกษา” เป็น “ผู้บริหารสถานศึกษา” และการใช้ “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” แทน “ใบรับรอง” แม้มีการปรับแก้ แต่ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างและความเชื่อมโยงกับมาตราอื่น เช่น บทบาทของคุรุสภาในการกำหนดมาตรฐานคุณวุฒิและออกใบอนุญาต
นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังถูกวิจารณ์ว่าลดบทบาทรัฐในการจัดการศึกษา ไม่กำหนดการศึกษาภาคบังคับให้ชัดเจน และลดความสำคัญของหน่วยงานกำกับคุณภาพ เช่น ก.ค.ศ. และคุรุสภา อีกทั้งมีข้อกังวลเรื่องการเอื้อประโยชน์ต่อเอกชน โดยเปิดทางให้รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมอบหมายให้เอกชนใช้ทรัพยากรของรัฐจัดการศึกษาได้
ประเด็นสำคัญอีกคือ ความขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 54 ที่กำหนดการศึกษาฟรี 12 ปี แต่ร่างกฎหมายเสนอ 18 ปี รวมถึงการสนับสนุนค่าตอบแทนครูเอกชนให้เทียบเท่าครูรัฐ และการเปิดช่องให้บุคคลที่ไม่ใช่ครูเข้ามาบริหารสถานศึกษา ซึ่งอาจกระทบคุณภาพและความโปร่งใสของระบบการศึกษาโดยรวม
เหตุผลหลักที่มีการคัดค้านร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้คือข้อใด
ก. เพิ่มงบประมาณการศึกษา
ข. ลดบทบาทภาครัฐและเอื้อเอกชน
ค. เพิ่มอำนาจคุรุสภา
ง. เพิ่มระยะเวลาการเรียน
ปัญหาเกี่ยวกับ “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” คืออะไร
ก. ครูไม่ต้องมีใบอนุญาต
ข. คุรุสภาไม่มีอำนาจกำหนดมาตรฐาน
ค. มีใบอนุญาตซ้ำซ้อน
ง. ไม่มีหน่วยงานออกใบอนุญาต
ร่างกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญในประเด็นใด
ก. โครงสร้างกระทรวง
ข. การบริหารบุคลากร
ค. ระยะเวลาการศึกษาฟรี
ง. การสอบครู
มาตราใดสะท้อนการเปิดทางให้เอกชนเข้ามาจัดการศึกษา
ก. มาตรา 4
ข. มาตรา 11
ค. มาตรา 16
ง. มาตรา 40
ผลกระทบที่อาจเกิดจากการลดบทบาท ก.ค.ศ. และคุรุสภา คืออะไร
ก. เพิ่มคุณภาพครู
ข. ลดภาระงานครู
ค. ระบบควบคุมคุณภาพอ่อนแอ
ง. เพิ่มความคล่องตัว
ข้อใดเป็นประเด็นเชิงจริยธรรม/นโยบายที่ถูกตั้งคำถาม
ก. การสอบครู
ข. การใช้เทคโนโลยี
ค. การเอื้อเอกชน
ง. การประเมินนักเรียน
มาตรา 40 ถูกวิจารณ์ในเรื่องใด
ก. เงินเดือนครู
ข. การให้คนไม่ใช่ครูบริหาร
ค. การเรียนฟรี
ง. หลักสูตร
แนวคิด “วิชาชีพชั้นสูง” ควรเชื่อมโยงกับข้อใดมากที่สุด
ก. จำนวนครู
ข. มาตรฐานวิชาชีพ
ค. อาคารเรียน
ง. หลักสูตร
หากเป็นผู้บริหาร ควรแก้ปัญหานี้อย่างไร
ก. สนับสนุนทันที
ข. ยกเลิกทั้งหมด
ค. วิเคราะห์ความเชื่อมโยงกฎหมาย
ง. เพิกเฉย
ข้อใดสะท้อน “การตัดสินใจเชิงนโยบายที่ดี”
ก. เน้นความรวดเร็ว
ข. เน้นเสียงข้างมาก
ค. พิจารณาผลกระทบทุกภาคส่วน
ง. เน้นงบประมาณ
คลิกเฉลย >>>