สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M076_มติ ส.ค.ศ.ท. ต้าน ร่าง พ.ร.บ.ศึกษาการศึกษาแห่งชาติอย่างรุนแรงเอื้อเอกชน

นายสมบัติ นพรัก คณบดีวิทยาลัยการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ใน 3 ประเด็น คือ กำหนดให้วิชาชีพครู เป็น วิชาชีพชั้นสูง แก้ไขคำว่า หัวหน้าสถานศึกษา เป็นผู้บริหารสถานศึกษา และแก้ไขคำว่า ใบรับรองการประกอบวิชาชีพครู เป็น ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู นั้น

ทางส.ค.ศ.ท.มองว่าแม้จะมีมติแก้ทั้ง 3 ประเด็นที่มีการคัดค้าน แต่ก็ยังมีปัญหา เพราะต้องดูประเด็นเชื่อมโยงกับมาตราอื่นด้วย อาทิ

  • เมื่อแก้เป็น ผู้บริหารสถานศึกษาแล้วจะให้มีใบอนุญาตฯหรือไม่หรือ
  • กรณีให้ครูมีใบอนุญาตฯ แต่คุรุสภาไม่มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดมาตรฐานคุณวุฒิ แล้วจะเป็นผู้ออกใบอนุญาตฯได้อย่างไร

ส.ค.ศ.ท. จึงมีมติยืนยันคัดค้านร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวอย่างรุนแรง เพราะจะเกิดผลเสียต่อการศึกษาชาติ ที่ผ่านมาได้ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฏร ประธานวุฒิสภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) และประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เพื่อให้รัฐบาลพิจารณาและโปรดอย่าทำผิดกฎหมาย ด้วยการเสนอร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯเข้าสู่สภาฯ ทั้งนี้ เมื่อศึกษารายละเอียดแล้ว พบว่า

  • ร่างกฎหมายฉบับนี้ มีปัญหาหลายประการ ทั้ง ลดความสำคัญของการจัดการศึกษาของภาครัฐ ไม่กำหนดการศึกษาภาคบังคับให้ชัดเจน ลดความสำคัญขององค์หลัก ในการจัดการศึกษา การควบคุมคุณภาพการศึกษา การกำกับคุณภาพการศึกษา เช่น หน่วยงานรับผิดชอบระดับสำนักงาน หน่วยงานบริหารงานบุคลากร (ก.ค.ศ.) และคุรุสภา เป็นต้น
  • กฎหมายการศึกษาฉบับนี้ ยังเอื้อผลประโยชน์ให้ภาคเอกชนทั้งทางตรงและทางอ้อม อยู่ในหลายมาตรา อาทิ มาตรา12 รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดการศึกษาให้ผู้เรียนโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย รวม 18 ปี ขณะที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ บัญญัติไว้ใน มาตรา 54 รัฐต้องดําเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย จึงเท่ากับว่าพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ขัดกับรัฐธรรมนูญฯในด้านการจัดการศึกษาโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย โดยกำหนดมากกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด 6ปี มาตรา 11(4) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่จัดการศึกษา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมอบหมายให้เอกชนเข้าบริหารจัดการหรือดำเนินการ โดยใช้ทรัพยากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ได้ และมาตรา 11(5)รัฐมีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือ และอุดหนุนการจัดการศึกษา โดยรัฐจะมอบหมายให้เอกชนเข้าบริหารจัดการหรือดําเนินการโดยใช้ ทรัพยากรของรัฐก็ได้

คำถาม คือ ทำไมถึงออกกฎหมายให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐ จะมอบหมายให้เอกชนเข้าบริหารจัดการหรือดําเนินการโดยใช้ ทรัพยากรของรัฐก็ได้ นั้น เป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนหรือไม่ และแบบนี้ถือเป็นการออกกฎหมายให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบายหรือไม่นายสมบัติกล่าว

  • มาตรา 16 ที่กำหนดให้ศธ.ดําเนินการจัดให้ครู โรงเรียนเอกชนได้รับเงินเดือนค่าตอบแทนเงินหรือสิทธิประโยชน์อื่นให้สอดคล้องกับครูของสถานศึกษาของรัฐ ทั้งนี้ รัฐอาจจัดให้มีเงินอุดหนุนแก่ครูของสถานศึกษาของเอกชน เป็นการเพิ่มเติมได้
  • มาตรา 40 วรรค2 หัวหน้าสถานศึกษานอกจากต้องเคยทําหน้าที่ครูมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี และผู้ช่วยหัวหน้าสถานศึกษามาแล้ว ต้องมีความรู้ด้านการบริหารศึกษา ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ ระยะเวลา และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของครู แต่จะกําหนดเงื่อนไขให้ต้องได้รับใบอนุญาตมิได้” และวรรคสาม ผู้ช่วยหัวหน้าสถานศึกษาซึ่งทำหน้าที่ช่วยงานบริหารหรือธุรการ อาจแต่งตั้งจากผู้ซึ่งมิใช่เป็นครูก็ได้

คำถาม คือ ผู้ซึ่งมิใช่เป็นครูในกฎหมาย คือใคร เนื่องจาก มาตรา 4 ไม่มีนิยามไว้ เป็นคนนอก และจงใจให้เอกชนเข้ามาใช่หรือไม่

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากการศึกษารายละเอียด ดังนั้นส.ค.ศ.ท. จึงขอคัดค้านร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้อย่างรุนแรง เพราะจะเกิดผลเสียกับการศึกษาชาติ” นายสมบัติ กล่าว

ที่มา ; มติชนออนไลน์ 

สรุปสาระสำคัญ

นายสมบัติ นพรัก ในฐานะประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย แสดงความกังวลต่อร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแก้ไข 3 ประเด็น ได้แก่ การกำหนดให้วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง การเปลี่ยนคำว่า “หัวหน้าสถานศึกษา” เป็น “ผู้บริหารสถานศึกษา” และการใช้ “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” แทน “ใบรับรอง” แม้มีการปรับแก้ แต่ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างและความเชื่อมโยงกับมาตราอื่น เช่น บทบาทของคุรุสภาในการกำหนดมาตรฐานคุณวุฒิและออกใบอนุญาต

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังถูกวิจารณ์ว่าลดบทบาทรัฐในการจัดการศึกษา ไม่กำหนดการศึกษาภาคบังคับให้ชัดเจน และลดความสำคัญของหน่วยงานกำกับคุณภาพ เช่น ก.ค.ศ. และคุรุสภา อีกทั้งมีข้อกังวลเรื่องการเอื้อประโยชน์ต่อเอกชน โดยเปิดทางให้รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมอบหมายให้เอกชนใช้ทรัพยากรของรัฐจัดการศึกษาได้

ประเด็นสำคัญอีกคือ ความขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 54 ที่กำหนดการศึกษาฟรี 12 ปี แต่ร่างกฎหมายเสนอ 18 ปี รวมถึงการสนับสนุนค่าตอบแทนครูเอกชนให้เทียบเท่าครูรัฐ และการเปิดช่องให้บุคคลที่ไม่ใช่ครูเข้ามาบริหารสถานศึกษา ซึ่งอาจกระทบคุณภาพและความโปร่งใสของระบบการศึกษาโดยรวม

ข้อสอบ

ข้อ 1

เหตุผลหลักที่มีการคัดค้านร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้คือข้อใด
ก. เพิ่มงบประมาณการศึกษา
ข. ลดบทบาทภาครัฐและเอื้อเอกชน
ค. เพิ่มอำนาจคุรุสภา
ง. เพิ่มระยะเวลาการเรียน

ข้อ 2

ปัญหาเกี่ยวกับ “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” คืออะไร
ก. ครูไม่ต้องมีใบอนุญาต
ข. คุรุสภาไม่มีอำนาจกำหนดมาตรฐาน
ค. มีใบอนุญาตซ้ำซ้อน
ง. ไม่มีหน่วยงานออกใบอนุญาต

ข้อ 3

ร่างกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญในประเด็นใด
ก. โครงสร้างกระทรวง
ข. การบริหารบุคลากร
ค. ระยะเวลาการศึกษาฟรี
ง. การสอบครู

ข้อ 4

มาตราใดสะท้อนการเปิดทางให้เอกชนเข้ามาจัดการศึกษา
ก. มาตรา 4
ข. มาตรา 11
ค. มาตรา 16
ง. มาตรา 40

ข้อ 5

ผลกระทบที่อาจเกิดจากการลดบทบาท ก.ค.ศ. และคุรุสภา คืออะไร
ก. เพิ่มคุณภาพครู
ข. ลดภาระงานครู
ค. ระบบควบคุมคุณภาพอ่อนแอ
ง. เพิ่มความคล่องตัว

ข้อ 6

ข้อใดเป็นประเด็นเชิงจริยธรรม/นโยบายที่ถูกตั้งคำถาม
ก. การสอบครู
ข. การใช้เทคโนโลยี
ค. การเอื้อเอกชน
ง. การประเมินนักเรียน

ข้อ 7

มาตรา 40 ถูกวิจารณ์ในเรื่องใด
ก. เงินเดือนครู
ข. การให้คนไม่ใช่ครูบริหาร
ค. การเรียนฟรี
ง. หลักสูตร

ข้อ 8

แนวคิด “วิชาชีพชั้นสูง” ควรเชื่อมโยงกับข้อใดมากที่สุด
ก. จำนวนครู
ข. มาตรฐานวิชาชีพ
ค. อาคารเรียน

ง. หลักสูตร

ข้อ 9

หากเป็นผู้บริหาร ควรแก้ปัญหานี้อย่างไร
ก. สนับสนุนทันที
ข. ยกเลิกทั้งหมด
ค. วิเคราะห์ความเชื่อมโยงกฎหมาย
ง. เพิกเฉย

ข้อ 10

ข้อใดสะท้อน “การตัดสินใจเชิงนโยบายที่ดี”
ก. เน้นความรวดเร็ว
ข. เน้นเสียงข้างมาก
ค. พิจารณาผลกระทบทุกภาคส่วน
ง. เน้นงบประมาณ

คลิกเฉลย >>>

 

 

ความเห็นของผู้ชม