
รัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการเห็นแผนงานของภาคเอกชน และภาครัฐ (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) ที่จะใช้เทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาประเทศ จึงรู้สึกกดดันว่า กระทรวงศึกษาธิการมีความพร้อมเพียงพอที่จะเป็นแรงสนับสนุนได้หรือไม่ ซึ่งตลอดเวลากว่า 1 ปีที่เข้ามารับตำแหน่ง พบว่า “ปัญหาการศึกษาไทย” สามารถแก้ไขได้ ถ้าเรากล้าที่จะปฎิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง
ปัจจุบัน เมื่อกล่าวถึงการใช้เทคโนโลยี 5G คำถามที่ตามมาคือ เด็กและเยาวชนมีความพร้อมหรือไม่ เพราะจากการที่ได้ลงพื้นที่ในโรงเรียนต่างจังหวัดในโรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็ก ทำให้เห็นว่าปัจจุบันนักเรียนไทยยังไม่มีความพร้อมในการใช้เทคโนโลยี เมื่อกระทรวงศึกษาธิการรู้ปัญหา ก็ต้องหาทางแก้ไขอย่างจริงจังและรวดเร็ว โดยกระทรวงต้องพร้อมทำงานกับภาคเอกชน เพื่อผลักดันการศึกษาให้เกิดการพัฒนาอย่างเร่งด่วน แต่การทำงานและขับเคลื่อนร่วมกับภาคเอกชน อาจจะเป็นไปอย่างล่าช้า เพราะติดขัดเรื่องกฎระเบียบและงบประมาณ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นหน้าที่ของกระทรวงที่จะต้องฟันฝ่าแก้ไขปัญหาต่อไป เพราะกระทรวงศึกษาธิการมีหน้าที่ตอบสนองความต้องการของตลาดงาน การสร้างความพร้อมของบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
ดังนั้น สิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการเร่งดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ.2564-2565 คือ “ปลดล็อก ปรับเปลี่ยน เปิดกว้าง” และ “ขับเคลื่อนการศึกษายกกำลังสอง” โดยจัดทำแพลตฟอร์มด้านการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ (Digital Education Excellence Platform) หรือ DEEP* หนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการศึกษายกกำลังสอง ให้สามารถจัดการองค์ความรู้ได้ดีมีประสิทธิภาพ พัฒนาคนได้ตรงตามทักษะที่ต้องการ ทำให้ภาครัฐและเอกชนนำเอาข้อมูลมาใส่ในกระบวนการเรียนรู้ของกระทรวงได้ ซึ่งแพลตฟอร์มนี้ จะช่วยให้นักเรียน ครู และประชาชน สามารถเข้าถึงและเรียนรู้ด้วยตนเองได้ตลอดเวลา
กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้มองเรื่องของการศึกษาที่เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียน แต่มองการศึกษาทั้งระบบ เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา การเรียนการสอนสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต
แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีเทคโนโลยีมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในยุคปัจจุบันของการศึกษาไทย กระทรวงศึกษาธิการจึงจะใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนการบริหารจัดการศึกษา และจัดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ โดยมีจุดหมายเพื่อการสร้างทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อไปพัฒนาประเทศ

ดังนั้การพัฒนาการเรียนรู้รูปแบบใหม่ จึงจะต้องมี 5 C คือ
ทุกเรื่องที่ทำให้การศึกษาติดขัด จะต้องปรับเปลี่ยนแน่นอน จะใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนงานตามกรอบที่วางไว้ โดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์มาเป็นฐานข้อมูลในการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตลอดเวลา หากเราเห็นจุดบกพร่อง กล้าเอาปัญหามาวางและเร่งลงมือแก้ไข มั่นใจว่าการศึกษาไทยใน 3-5 ปีข้างหน้า เมื่อนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของการศึกษาไทยอย่างแน่นอน เพราะการแก้ไขและพัฒนาเรื่องต่างๆ ล้วนอยู่ในมือเราทั้งสิ้น เราจึงต้องกล้าที่จะลงมือทำ โดยใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีปรับเปลี่ยนพลิกประวัติศาสตร์ของการศึกษาไทย ซึ่งการนำเทคโนโลยีมาใช้นั้นหมายถึงการลงทุนในอนาคต แต่การลงทุนนี้ต้องมีการวางแผน สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมทั้งคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในอนาคต
ที่มา ; ศธ. 360 องศา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการตระหนักถึงแรงกดดันจากการพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยีของทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะเทคโนโลยี 5G ซึ่งสะท้อนว่าระบบการศึกษาไทยยังไม่พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลง จากการลงพื้นที่พบว่านักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กและกลางยังขาดความพร้อมด้านเทคโนโลยี จึงจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง โดยร่วมมือกับภาคเอกชน แม้จะมีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและงบประมาณก็ตาม
แนวทางสำคัญคือ “ปลดล็อก ปรับเปลี่ยน เปิดกว้าง” และการขับเคลื่อน “การศึกษายกกำลังสอง” ผ่านแพลตฟอร์ม DEEP ซึ่งเป็นเครื่องมือในการจัดการความรู้ พัฒนาทักษะ และเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต
การพัฒนาการศึกษาใหม่ต้องยึดหลัก 5C ได้แก่ Capability (พัฒนาตามศักยภาพ), Contents (หลักสูตรยืดหยุ่น), Connectivity (เชื่อมโยงเทคโนโลยี), Classroom/Channel (เรียนได้ทุกที่), และ Culture (ปรับวัฒนธรรมการเรียนรู้) โดยใช้เทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญในการสร้างทุนมนุษย์ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน การลงทุนด้านเทคโนโลยีจึงเป็นการลงทุนอนาคตที่ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยอย่างยั่งยืนใน 3-5 ปี
ข้อ 1 เหตุผลหลักที่รัฐมนตรีรู้สึกกดดันคือข้อใด
ก. งบประมาณไม่เพียงพอ
ข. การแข่งขันระหว่างโรงเรียน
ค. ความพร้อมของการศึกษาไทยต่อเทคโนโลยี
ง. จำนวนครูลดลง
เฉลย: ค
เหตุผล: ประเด็นหลักคือความพร้อมของระบบการศึกษาในการรองรับเทคโนโลยีใหม่
ข้อ 2 ปัญหาสำคัญของนักเรียนไทยในพื้นที่ชนบทคืออะไร
ก. ขาดครูผู้สอน
ข. ขาดความพร้อมด้านเทคโนโลยี
ค. ขาดหลักสูตร
ง. ขาดแรงจูงใจ
เฉลย: ข
เหตุผล: จากการลงพื้นที่พบว่านักเรียนยังไม่พร้อมใช้เทคโนโลยี
ข้อ 3 อุปสรรคในการร่วมมือกับภาคเอกชนคือข้อใด
ก. ความไม่เข้าใจ
ข. การต่อต้านของครู
ค. กฎระเบียบและงบประมาณ
ง. การเมือง
เฉลย: ค
เหตุผล: ระบุชัดว่าเป็นข้อจำกัดสำคัญ
ข้อ 4 แพลตฟอร์ม DEEP มีบทบาทสำคัญอย่างไร
ก. เพิ่มจำนวนครู
ข. จัดการองค์ความรู้และการเรียนรู้
ค. ลดงบประมาณ
ง. สร้างอาคารเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นเครื่องมือจัดการความรู้และพัฒนาทักษะ
ข้อ 5 แนวคิด “เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา” สอดคล้องกับข้อใด
ก. Capability
ข. Contents
ค. Classroom/Channel
ง. Culture
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการเรียนไม่จำกัดสถานที่
ข้อ 6 “Capability” หมายถึงอะไร
ก. การเชื่อมโยงข้อมูล
ข. การพัฒนาตามศักยภาพผู้เรียน
ค. การใช้เทคโนโลยี
ง. การเปลี่ยนวัฒนธรรม
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นศักยภาพและความสนใจของผู้เรียน
ข้อ 7 ข้อใดสะท้อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ก. เรียนเฉพาะในโรงเรียน
ข. เรียนเฉพาะวัยเด็ก
ค. เรียนได้ทุกช่วงวัย
ง. เรียนเฉพาะออนไลน์
เฉลย: ค
เหตุผล: ครอบคลุมทุกช่วงวัย
ข้อ 8 เป้าหมายสูงสุดของการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษาคืออะไร
ก. ลดภาระครู
ข. เพิ่มคะแนนสอบ
ค. สร้างทุนมนุษย์
ง. ลดเวลาเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: มุ่งพัฒนาคนเพื่อประเทศ
ข้อ 9 หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องการพัฒนาโรงเรียนตามแนวคิดนี้ ควรทำสิ่งใดก่อน
ก. สร้างอาคารใหม่
ข. ปรับหลักสูตรและใช้เทคโนโลยี
ค. เพิ่มวิชาเรียน
ง. ลดชั่วโมงเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: สอดคล้องกับ 5C และการใช้เทคโนโลยี
ข้อ 10 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การปฏิรูปสำเร็จคือข้อใด
ก. การเลียนแบบต่างประเทศ
ข. การแก้ปัญหาอย่างกล้าหาญและจริงจัง
ค. การเพิ่มงบประมาณเท่านั้น
ง. การลดบทบาทเทคโนโลยี
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้น “กล้าปฏิรูปและลงมือทำ”