
เนื่องในโอกาสวันข้าราชการพลเรือน วันที่ 1 เมษายน “ศธ.360 องศา” จึงขอนำเสนอมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) ซึ่งคณะรัฐมนตรี (14 มีนาคม 2566) มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) เสนอ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
ผลการจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการและลูกจ้างประจำ (ข้อมูล ณ วันที่ 20 มกราคม 2566)
มีอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการพลเรือนสามัญ รวม 26,781 อัตรา (1) จัดสรรคืนให้ส่วนราชการเดิมทันที จำนวน 19,121 อัตรา คิดเป็นร้อยละ 71.40 (2) ทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น จำนวน 2,439 อัตรา คิดเป็นร้อยละ 9.10 และ (3) จัดสรรคืนให้ส่วนราชการเดิมหรือเกลี่ยให้ส่วนราชการอื่นในสังกัดกระทรวง จำนวน 5,221 อัตรา คิดเป็นร้อยละ 19.50
มีอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวม 69,134 อัตรา (1) จัดสรรคืนให้ส่วนราชการ จำนวน 69,019 อัตรา คิดเป็นร้อยละ 99.83 และ (2) ทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบอื่น จำนวน 115 อัตรา คิดเป็นร้อยละ 9.60 จากจำนวนผลการเกษียณอายุของตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในหน่วยงานการศึกษา สังกัด ศธ. จำนวน 1,183 อัตรา
ลูกจ้างประจำ
มีอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุหรือว่างโดยเหตุอื่นในระหว่างปีของลูกจ้างประจำ รวม 22,794 อัตรา ซึ่งเป็นอัตราที่ต้องยุบเลิกทั้งหมด
ผลการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่และการบริหารอัตราข้าราชการตั้งใหม่ โดยในระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. 2562-2565 คปร. ได้พิจารณาอนุมัติอัตราข้าราชการตั้งใหม่ให้กับส่วนราชการ จำนวน 27 ส่วนราชการ รวม 60,921 อัตรา (ข้อมูล ณ วันที่ 20 มกราคม 2566) ทั้งนี้ มีปัญหาและอุปสรรคโดยส่วนราชการไม่สามารถดำเนินการสรรหา บรรจุและแต่งตั้งอัตราข้าราชการตั้งใหม่ที่ได้รับจัดสรรให้แล้วเสร็จโดยเร็วหรือภายในระยะเวลา 1 ปี ตามแผนการสรรหาภายในกรอบระยะเวลาและเงื่อนไขที่นำเสนอต่อ คปร. โดยมีสาเหตุอันเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) มีหลักการมุ่งเน้นการบริหารกำลังคนให้สมดุลกับบทบาทภารกิจของภาครัฐ ควบคุมการเพิ่มอัตรากำลังภาครัฐให้มีขนาดที่เหมาะสม พัฒนาบุคลากรภาครัฐทุกประเภทให้มีความรู้ความสามารถสูง มีทักษะการคิดวิเคราะห์ และปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยกำหนดให้นำมาตรการดังกล่าวมาใช่ในการบริหารกำลังคนภาครัฐที่ครอบคลุมส่วนราชการและหน่วยงานในกำกับของฝ่ายบริหารที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี ประเภทงบบุคลากร ได้แก่ 1) ข้าราชการ (ไม่รวมข้าราชการทหาร) 2) พนักงานราชการ 3) ลูกจ้างประจำ และ 4) ลูกจ้างชั่วคราว มีผลบังคับใช้ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) หรือจนกว่าจะมีมาตรการฉบับใหม่มาใช้บังคับแทน อย่างไรก็ดี มาตรการที่เสนอในครั้งนี้ (ฉบับใหม่) มีสาระสำคัญแตกต่างไปจากมาตรการฉบับเดิมที่คณะรัฐมนตรีมีมติ (19 มีนาคม 2562) เห็นชอบไว้ สรุปได้ ดังนี้
|
มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ |
มาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566-2570) |
|
ระยะเวลาการดำเนินการ |
|
|
4 ปี หรือจนกว่าจะออกมาตรการฉบับใหม่มาใช้บังคับแทน |
ปรับเป็น 5 ปี หรือจนกว่าจะออกมาตรการฉบับใหม่มาใช้บังคับ เพื่อให้การบริหารกำลังคนภาครัฐสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) |
|
องค์ประกอบของมาตรการ |
|
|
ประกอบด้วย 2 มาตรการ ได้แก่ (1) มาตรการพัฒนาระบบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐเชิงกลยุทธ์ และ (2) มาตรการบริหารอัตรากำลังปกติ โดยมุ่งเน้นให้ส่วนราชการมีกำลังคนทั้งประเภทและจำนวนให้เหมาะสมสอดคล้องกับการขับเคลื่อนบทบาทภารกิจและโครงสร้างของส่วนราชการ สามารถบริหารกำลังคนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่า |
ประกอบด้วย 2 มาตรการ ลักษณะเดียวกับมาตรการฉบับเดิม แต่จะมุ่งเน้นการควบคุมขนาดกำลังคนและงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรภาครัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น |
|
มาตรการฉบับเดิม |
มาตรการที่เสนอในครั้งนี้ |
|
หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ คปร. กำหนดตามมาตรการบริหารอัตรากำลังปกติ |
|
|
1. กรณีการจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุ |
|
|
ข้าราชการพลเรือนสามัญ |
|
|
ให้ อ.ก.พ. กระทรวง หรือ อ.ก.พ. กรม ปฏิบัติหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวงพิจารณาจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการ ดังนี้ |
– ปรับแนวทางการจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุ โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ |
|
ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา |
|
|
ให้คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) พิจารณาจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการ ดังนี้ |
– ขยายเงื่อนไขเฉพาะกรณีให้ครอบคลุมตำแหน่งซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้สอนในกลุ่มสถานศึกษา4 ที่มีการจัดการเรียนการสอนแบบรวมสถานศึกษา โดยปรับเป็นตำแหน่งซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้สอนในโรงเรียนระดับประถมศึกษาโรงเรียนขยายโอกาส และโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา หรือกลุ่มสถานศึกษาที่มีการจัดการเรียนการสอนแบบรวมสถานศึกษา ที่มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ 120 คนขึ้นไป ในพื้นที่ปกติและไม่อยู่ในแผนการถ่ายโอนให้แก่ อปท. |
|
ข้าราชการตำรวจ |
|
|
ให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) พิจารณาจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการ ดังนี้ |
การจัดสรรอัตราว่างเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้มาตรการฉบับเดิมแต่ปรับเพิ่ม โดยให้ ตช. ตรึงอัตรกำลัง โดยบริหารอัตรากำลังที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่เพิ่มกรอบอัตรากำลังตั้งใหม่ในภาพรวม |
|
2. กรณีการบริหารอัตรากำลังลูกจ้าง |
|
|
1) ให้ยุบเลิกอัตราลูกจ้างประจำที่ว่างจากผลการเกษียณอายุและว่างโดยเหตุอื่นในระหว่างปีของทุกส่วนราชการ เว้นแต่มีเหตุผลความจำเป็น ให้เสนอ คปร. พิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป |
คงเดิม |
|
3. กรณีการบริหารกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการที่ทดแทนอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการ |
|
|
1) การกำหนดจำนวนพนักงานราชการ ให้ทดแทนอัตราข้าราชการเกษียณ 1 อัตรา ต่ออัตราพนักงานราชการ 1 อัตรา (1 : 1) |
– ปรับแนวทางการบริหารกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ ดังนี้ |
|
4. กรณีการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ |
|
|
1) เป็นภารกิจหลักของส่วนราชการที่มีความสำคัญเร่งด่วน |
– ปรับแนวทางการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่กรณีรองรับภารกิจหลักของส่วนราชการที่เกิดจากการปรับบทบาทภารกิจ โครงสร้างส่วนราชการและจัดตั้งส่วนราชการระดับกระทรวงหรือระดับกรมหรือจังหวัดขึ้นใหม่ โดยกำหนดรายละเอียดของแนวทางการจัดสรรให้ชัดเจนว่าจะให้ส่วนราชการพิจารณาจากแหล่งใด อย่างไร ดังนี้ |
|
การรายงานข้อมูลอัตรากำลังทุกประเภท |
|
|
ให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานข้อมูลอัตรากำลังทุกประเภท ณ วันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี ให้ คปร. ทราบทุกปีงบประมาณ |
ให้ส่วนราชการในกำกับของฝ่ายบริหารและหน่วยงานของรัฐมีการเชื่อมโยงข้อมูลกำลังคนภาครัฐทุกประเภทและรายงานข้อมูล ณ วันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี ให้สำนักงาน ก.พ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการร่วม คปร. ภายในเดือนธันวาคมของทุกปี |
_______________
1 สำนักงาน ก.พ. แจ้งว่า องค์กรกลางบริหารทรัพยากรบุคคล ส่วนราชการในกำกับของฝ่ายบริหาร และหน่วยงานของรัฐ หมายถึง รัฐสภา ตุลาการ อัยการ ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) องค์การมหาชน และรัฐวิสาหกิจ ทั้งที่มีและไม่มีองค์กรกลางบริหารทรัพยากรบุคคลของตนเอง
2 ฝ่ายเลขานุการร่วม คปร. ประกอบด้วย สำนักงาน ก.พ. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง
3 เป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมตรา 38 ค. (2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งหมายถึงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่ ก.ค.ศ. กำหนดหรือตำแหน่งของข้าราชการที่ ก.ค.ศ. นำมาใช้กำหนดให้เป็นตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
4 กลุ่มสถานศึกษา หมายถึง สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่มีการจัดการเรียนสอนแบบรวมสถานศึกษาตั้งแต่ 2 แห่งขึ้นไป ตามประกาศของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยกลุ่มสถานศึกษาถือเป็นเพียงหนึ่งสถานศึกษา ทั้งนี้ ให้ ก.ค.ศ. จัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในตำแหน่งครูผู้สอนคืนให้กับกลุ่มสถานศึกษาตามเกณฑ์อัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ที่ ก.ค.ศ. กำหนด เพื่อบริหารอัตรากำลังตามความจำเป็น
เรื่องน่ารู้ : กำลังคนภาครัฐ มีจำนวน 3 ล้านคน ประกอบด้วย ข้าราชการ จำนวน 1,756,703 คน และประเภทอื่นที่ไม่ใช่ข้าราชการ (พนักงานจ้าง พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานกระทรวงสาธารณสุขพนักงานรัฐวิสาหกิจ และพนักงานองค์การมหาชน) จำนวน 1,245,737 คน
ทีมา : ศธ 360 องศา