สมาชิกเข้าสู่ระบบ

แนวทางแก้ปัญหาภาวะการเรียนรู้ถดถอยของนักเรียน

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้สำรวจ วิจัย สังเคราะห์ข้อมูลของผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ พบว่า จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ส่งผลให้ผู้เรียนมีภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) ซึ่งภาวะการเรียนรู้ถดถอยในแต่ละชั้นปีแตกต่างกัน และผู้เรียนในแต่ละพื้นที่มีภาวะการเรียนรู้ถดถอยที่แตกต่างกัน จากการวิจัยพบว่า ผู้เรียนในเมืองที่มีอุปกรณ์การเรียนครบ จะมีความรู้ถดถอยเล็กน้อย ขณะที่ผู้เรียนในต่างจังหวัด หรือชนบท ที่ขาดแคลนอุปกรณ์ มีความรู้ถดถอยถึง 2 ปี 

สกศ.จึงได้จัดทำแนวทางแก้ไข และเสนอให้ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พิจารณา ซึ่งจะมีทั้งมาตรการฟื้นฟูภาวะถดถอยการเรียนรู้ และมาตรการแก้ไขปัญหาระยะยาว 

มาตรการฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ 7 มาตรการ (RECOVER) คือ

          1. Redesign การออกแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้ใหม่ที่ตอบสนองบริบทความเปลี่ยนแปลง และความต้องการของผู้เรียน เช่น ปรับหลักสูตรสถานศึกษา ปรับรูปแบบ และวิธีการวัดและประเมินผล

          2. Empower เสริมพลังพัฒนาครู และผู้บริหารสถานศึกษา เช่น พัฒนาเทคนิคการสอนครู พัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีของครู

          3. Collaborate สร้างการมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างสถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น สร้างปฏิสัมพันธ์ และสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูผู้สอน และผู้ปกครอง

          4. Open resources พัฒนาคลังสื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้แบบเปิด และเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษา

          5. Value สร้างทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ และสุขภาวะที่ดีของผู้เรียน ทั้งสุขภาพ และสุขภาพจิต เช่น จัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้

          6. Elevate ยกระดับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ และมีประสิทธิภาพ เช่น จัดหาอุปกรณ์ เครื่องมือ และโปรแกรมที่ทันสมัยแก่สถานศึกษา และครูผู้สอน และ

          7. Regard จัดสวัสดิการความปลอดภัย สร้างขวัญ และกำลังใจแก่ครู” 

การแก้ไขปัญหาระยะยาว จัดทําข้อเสนอแนวทางการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียนที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาในประเทศไทย นําไปสู่การพัฒนา CSC MODEL (Care plan connecting – Supportive networking – Centralink, provincial learning community) เพื่อช่วยเหลือผู้เรียนที่มีภาวะการเรียนรู้ถดถอย ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาผู้เรียนที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาอีกทางหนึ่งด้วย โดยแบ่งการดำเนินการ 3 ส่วน คือ  

          1. C: Care plan connecting โดยเริ่มจากการพัฒนาให้เด็กเยาวชนในทุกระดับ และประเภทการศึกษามี care plan รายบุคคล จากนั้นเชื่อมโยง และพัฒนาให้เกิดขึ้นในทุกระดับ โดยส่งต่อข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทั้งระดับบุคคล สถานศึกษา จังหวัด เขตพื้นที่การศึกษา และประเทศ นําไปสู่การสร้าง Education passport ที่รวบรวมข้อมูลการพัฒนาผู้เรียนทั้งหมดไว้ในเล่มเดียว โดยทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึง และพัฒนาผู้เรียนร่วมกันได้

          2. S: Supportive networking พัฒนาอาสาสมัคร ศธ.และ Digital platform ในการรวบรวมข้อมูลการศึกษาต่อ การฝึกอบรม หรือการเป็นพี่เลี้ยง ที่ปรึกษาในประเด็นต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน และ

          3. C: Centralink, Provincial learning community เพื่อแก้ปัญหา และพัฒนาทุกช่วงวัยอย่างครอบคลุม ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สานต่อ และพัฒนาแนวคิด learning ecosystem ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม 

โดย สกศ.จะเร่งทำ CSC MODEL ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำโมเดลนี้ ไปขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ของตนในปีการศึกษา 2565 

สรุปสาระสำคัญ

ผลการสำรวจของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) พบว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย (Learning Loss) ในผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานทั่วประเทศ โดยมีความแตกต่างตามบริบทพื้นที่และทรัพยากร ผู้เรียนในเมืองที่มีอุปกรณ์พร้อมได้รับผลกระทบน้อย ขณะที่ผู้เรียนในชนบทขาดแคลนอุปกรณ์มีความรู้ถดถอยถึงประมาณ 2 ปี สกศ.จึงเสนอแนวทางแก้ไขทั้งระยะสั้นและระยะยาว

มาตรการระยะสั้นใช้กรอบ “RECOVER” 7 ด้าน ได้แก่ การออกแบบการเรียนรู้ใหม่ให้สอดคล้องบริบท (Redesign) การพัฒนาครูและผู้บริหาร (Empower) การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน (Collaborate) การพัฒนาสื่อดิจิทัลแบบเปิด (Open resources) การสร้างทัศนคติและสุขภาวะผู้เรียน (Value) การใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ (Elevate) และการดูแลสวัสดิการครู (Regard)

ส่วนระยะยาวพัฒนา CSC MODEL เพื่อช่วยเหลือผู้เรียน โดยประกอบด้วย Care plan รายบุคคลและฐานข้อมูล (Education passport) การสร้างเครือข่ายสนับสนุน (Supportive networking) และการพัฒนาชุมชนการเรียนรู้ระดับพื้นที่ (Centralink) เพื่อแก้ปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษา และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ข้อสอบ

ข้อ 1 ปัจจัยใดเป็นสาเหตุหลักของ Learning Loss ตามบทความ
ก. หลักสูตรล้าสมัย
ข. การแพร่ระบาดของโควิด-19
ค. ครูขาดคุณภาพ
ง. ผู้ปกครองไม่สนับสนุน
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุชัดว่าโควิด-19 เป็นสาเหตุหลัก

ข้อ 2 ผู้เรียนกลุ่มใดได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด
ก. โรงเรียนเอกชน
ข. โรงเรียนในเมือง
ค. ผู้เรียนชนบทขาดอุปกรณ์
ง. นักเรียนมัธยมปลาย
เฉลย: ค
เหตุผล: ขาดแคลนทรัพยากรทำให้ถดถอยถึง 2 ปี

ข้อ 3 แนวคิด Redesign เน้นอะไร
ก. เพิ่มงบประมาณ
ข. ปรับการสอนและการประเมิน
ค. ลดเวลาเรียน
ง. เพิ่มวิชา
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นปรับกระบวนการเรียนรู้และการวัดผล

ข้อ 4 ข้อใดสอดคล้องกับ Empower
ก. จัดซื้อแท็บเล็ต
ข. พัฒนาทักษะครู
ค. สร้างเครือข่ายชุมชน
ง. จัดสวัสดิการ
เฉลย: ข
เหตุผล: Empower คือการเสริมพลังครูและผู้บริหาร

ข้อ 5 Open resources มีเป้าหมายหลักคือ
ก. เพิ่มคะแนนสอบ
ข. ลดภาระครู
ค. สร้างคลังสื่อดิจิทัล
ง. เพิ่มชั่วโมงเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นการพัฒนาสื่อการเรียนรู้แบบเปิด

ข้อ 6 Value เน้นเรื่องใดมากที่สุด
ก. เทคโนโลยี
ข. สุขภาวะและทัศนคติ
ค. การแข่งขัน
ง. งบประมาณ
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นสุขภาพกายใจและเจตคติการเรียนรู้

ข้อ 7 มาตรการ Elevate เกี่ยวข้องกับอะไร
ก. การบริหาร
ข. เทคโนโลยีการเรียนรู้
ค. หลักสูตร
ง. การสอบ
เฉลย: ข
เหตุผล: ใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อ 8 CSC MODEL ส่วน Care plan มีบทบาทใด
ก. สร้างอาคาร
ข. จัดแผนรายบุคคล
ค. เพิ่มครู
ง. จัดสอบ
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นการดูแลผู้เรียนเป็นรายบุคคล

ข้อ 9 Education passport มีประโยชน์อย่างไร
ก. ใช้สมัครงาน
ข. เก็บข้อมูลพัฒนาผู้เรียน
ค. ใช้สอบ
ง. ใช้ประเมินครู
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นฐานข้อมูลพัฒนาการเรียนรู้

ข้อ 10 หากเป็นผู้บริหาร ควรดำเนินการใดก่อน
ก. จัดสอบทันที
ข. ลงโทษครู
ค. วิเคราะห์ Learning Loss รายบุคคล
ง. ลดวิชาเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากข้อมูลรายบุคคลเพื่อวางแผนตรงจุด

ความเห็นของผู้ชม