สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M141_สพฐ.เปิดแผน ดึงเด็กตกหล่นเข้าระบบการศึกษา

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีความเป็นห่วงเด็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่ตกหล่น และออกกลางคันจากระบบการศึกษาไป ซึ่งทางกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำรวจข้อมูลนักเรียนที่ได้รับทุนเสมอภาค จาก กสศ. ในกลุ่มรอยต่อ ตั้งแต่ระดับอนุบาล 3 ขึ้น ป.1 , ป.6 ขึ้น ม.1 และ ม.3 ขึ้น ม.4 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จากข้อมูลวันที่ 14 พฤษภาคม 2564 มีนักเรียนได้รับทุนเพื่อไปศึกษาต่อ จำนวนกว่า 200,000 คน ในจำนวนนี้ไม่พบข้อมูลการเรียนต่อ จำนวน 41,610 คน 

จำแนกดังนี้ อนุบาล 3 จำนวน 391 คน ป.6 จำนวน 8,092 คน และ ม.3 จำนวน 33,127 คน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้นำข้อมูลและรายชื่อนักเรียนมาจำแนกว่าเด็กอยู่โรงเรียนไหน อยู่จังหวัดใด และนำรายชื่อทั้งหมดให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อให้ไปติดตามเด็กเหล่านี้ให้เด็กกลับเข้ามาเรียนให้ได้ จากภาคเรียนที่ 1/2564 ถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2564 สพฐ.สามารถตามเด็กให้กลับเข้ามาเรียนในระบบได้มากถึง 26,657 คน เหลือเด็กที่นักเรียนในสังกัด สพฐ.เดิม ที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาใด จำนวน 14,953 คน จำแนกได้ดังนี้ อนุบาล 3 จำนวน 266 คน ป.6 จำนวน 5,901 คน และ ม.3 จำนวน 8,786 คน ทั้งนี้ในจำนวน 14,953 คน พบเป็นเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ จำนวน 1,052 คน แบ่งเป็น เด็กรหัส G จำนวน 964 คน และเด็กที่มีเลขบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วย 00 จำนวน 88 คน จึงมีเด็กที่มีข้อมูลทางทะเบียนราษฎร์ จำนวน 13,901 คน ซึ่งสพฐ.จะต้องไปทำการติดตามเด็กให้เข้าสู่ระบบการศึกษาต่อไป 

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่าจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องตามเด็กให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้ ซึ่งการติดตามนักเรียนจำนวน 14,953 คน ให้เข้าสู่ระบบการศึกษา สพฐ.จะดำเนินการแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ

1.การติดตามเด็กที่อยู่ในการศึกษาภาคบังคับ จำนวน 6,167 คน จำแนกเป็นรายภาคดังนี้ ภาคเหนือ 1,066 คน ภาคกลาง 697 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,726 คน ภาคตะวันออก 153 คน และภาคใต้ 2,525 คน โดย สพฐ.จะตั้งคณะทำงาน ปักหมุด เช็คอิน ค้นหาเด็กทุกคนให้เจอแล้วตามให้เด็กกลับเข้าระบบการศึกษาภาคบังคับให้ได้ แม้เด็กจะไม่อยู่ตามข้อมูลในทะเบียนราษฎร์ สพฐ.จะติดตามหาเด็กให้เจอ และถ้าพบเด็กอยู่พื้นที่ใด ต้องให้เด็กเรียนที่นั้นตามความนะดวกของเด็ก ทั้งนี้ สพฐ.จะทำความเข้าใจกับผู้ปกครองด้วยว่าหากผู้ปกครองไม่ให้เด็กเรียนตามการศึกษาภาคบังคับ จะมีความผิดตามกฎหมาย 

2. ส่วนเด็กที่อายุเกิน 15 ปี ซึ่งอายุไม่อยู่ในการศึกษาภาคบังคับ จำนวน 8,786 คน สพฐ.จะให้คณะทำงานลงพื้นที่เพื่อตามหาเด็กเหล่า และสร้างความเข้าใจ และสร้างแรงจูงใจ ให้เด็กเหล่านี้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาตามความสมัครใจ โดยรัฐมนตรีว่าการ ศธ. มีโครงการ “อาชีวะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน เพื่อผลิตกำลังคนของประเทศ” หรือ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” จะช่วยเหลือนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ยากจน ขาดโอกาสทางการศึกษา และตกหล่นจากระบบการศึกษา ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษามากขึ้น โดยจะเรียนในลักษณะโรงเรียนประจำ ผู้เรียนได้เรียนฟรี มีที่พัก พร้อมอาหาร ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หากเด็กไม่ต้องการเรียนสายอาชีพ ก็มาเรียนสายสามัญได้ เช่น เข้าเรียนในโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ หรือเรียนในสังกัด สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็นต้น นอกจากจะติดตามเด็กที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาแล้ว สพฐ.จะทำการติดตามเด็กพิการที่อยู่ในสังกัด สพฐ. กว่า 7,100 คน ให้กลับมาเรียนในระบบควบคู่กันไปด้วย ซึ่ง สพฐ.จะเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในภาคเรียนที่ 2/2564 เพื่อให้เด็กเข้าเรียนในภาคเรียนที่ 1/2565 ได้ทันที” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว 

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า ส่วนปัญหาสาเหตุที่ทำให้เด็กไม่ได้เข้าเรียน หรือเข้าเรียนแล้วแต่ออกกลางคัย คือ ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีปัญหาเศรษฐกิจ เด็กอาจจะต้องดูแลพ่อแม่ที่เจ็บป่วย อาจจะย้ายติดตามผู้ปกครอง หรือต้องออกมาหารายได้จุนเจือครอบครัว ผู้ปกครองมีรายได้น้อย ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการดำรงชีพทำให้เด็กต้องออกกลางคัน หรือเด็กอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ห่างไกล อยู่ในพื้นที่ป่าเขา เกาะแก่ง ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้เด็กขาดโอกาสทางการเรียน และเพื่อให้การค้นหาเด็กให้มีประสิทธิภาพ สพฐ.วางแผน และวางระบบเพื่อตั้ง อาสาสมัครทางการศึกษา (อสศ.) ซึ่งจะทำหน้าที่คล้ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประจำแต่ละพื้นที่เพื่อให้อสศ.ช่วยค้นหา ติดตามเด็กที่ตกหล่นให้เข้าสู่ระบบการศึกษาด้วย 

สรุปสาระสำคัญ

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้สำรวจข้อมูลนักเรียนที่ได้รับทุนเสมอภาคจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในกลุ่มรอยต่อช่วงชั้น ตั้งแต่ อนุบาล 3 ขึ้น ป.1, ป.6 ขึ้น ม.1 และ ม.3 ขึ้น ม.4 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 พบว่านักเรียนกว่า 200,000 คนได้รับทุนเพื่อศึกษาต่อ แต่มีนักเรียนจำนวน 41,610 คนที่ไม่พบข้อมูลการเรียนต่อ สพฐ.จึงดำเนินการติดตามจนสามารถนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ 26,657 คน เหลือเด็กที่ยังอยู่นอกระบบ 14,953 คน

เด็กกลุ่มที่เหลือถูกจำแนกเป็นเด็กในวัยการศึกษาภาคบังคับ และเด็กอายุเกิน 15 ปี โดยใช้มาตรการเชิงรุก เช่น การปักหมุดค้นหา การทำงานร่วมกับเขตพื้นที่และโรงเรียน รวมถึงการสร้างแรงจูงใจผ่านทางเลือกการศึกษา ทั้งสายสามัญ สายอาชีพ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ และ กศน. นอกจากนี้ ยังพบเด็กบางส่วนไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงสิทธิทางการศึกษา 

สาเหตุสำคัญของการหลุดจากระบบ ได้แก่ ผลกระทบโควิด-19 ปัญหาเศรษฐกิจ ครอบครัว และพื้นที่ทุรกันดาร สพฐ.จึงวางแผนจัดตั้งอาสาสมัครทางการศึกษา (อสศ.) เพื่อช่วยค้นหาและติดตามเด็กตกหล่น โดยยึดหลัก “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” และมุ่งให้เด็กทุกคนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างเหมาะสมกับบริบทชีวิตของตน

ข้อสอบ

ข้อที่ 1

วัตถุประสงค์หลักของการนำข้อมูลทุนเสมอภาคจาก กสศ. มาใช้ในเชิงนโยบายของ สพฐ. คือข้อใด

ก. เพื่อประเมินประสิทธิภาพการให้ทุนการศึกษา
ข. เพื่อจัดสรรงบประมาณการศึกษารายจังหวัด
ค. เพื่อค้นหาและติดตามนักเรียนที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา
ง. เพื่อจัดอันดับโรงเรียนตามอัตราการเรียนต่อ

 

ข้อที่ 2

เด็กกลุ่มใดที่ สพฐ. ต้องใช้มาตรการเชิงกฎหมายในการติดตามมากที่สุด

ก. เด็กอายุเกิน 15 ปีที่ไม่สมัครใจเรียน
ข. เด็กพิการที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล
ค. เด็กที่ไม่มีเลขประจำตัวประชาชน
ง. เด็กในวัยการศึกษาภาคบังคับที่ไม่เข้าเรียน

 

ข้อที่ 3

หากท่านเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน และพบว่านักเรียน ม.3 หลุดออกจากระบบเนื่องจากต้องทำงานช่วยครอบครัว แนวทางใดสอดคล้องกับนโยบาย สพฐ. มากที่สุด

ก. บังคับให้นักเรียนกลับมาเรียนเต็มเวลา
ข. แนะนำให้เรียนในระบบอาชีวะหรือ กศน. ตามความสมัครใจ
ค. รายงานเขตพื้นที่เพื่อจำหน่ายชื่อออกจากระบบ
ง. รอให้ผู้ปกครองยื่นคำร้องขอกลับมาเรียนเอง

 

ข้อที่ 4

ปัญหาเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ ส่งผลต่อการบริหารจัดการศึกษามากที่สุดในด้านใด

ก. การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ข. การจัดครูให้ครบชั้นเรียน
ค. การเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการทางการศึกษา
ง. การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา

 

ข้อที่ 5

บทบาทของ “อาสาสมัครทางการศึกษา (อสศ.)” สะท้อนแนวคิดการบริหารการศึกษาแบบใดมากที่สุด

ก. การบริหารแบบรวมศูนย์อำนาจ
ข. การบริหารเชิงเครือข่ายและมีส่วนร่วมของชุมชน
ค. การบริหารเชิงวิชาการเป็นหลัก
ง. การบริหารโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ

 

ข้อที่ 6

ประเด็น “เด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์” ในบทความ สะท้อนข้อจำกัดของระบบการศึกษามากที่สุดในมิติใด

ก. ประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน
ข. ความพร้อมด้านงบประมาณสถานศึกษา
ค. การบูรณาการนโยบายข้ามกระทรวง
ง. การพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ

 

ข้อที่ 7

หากท่านเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล และพบว่านักเรียนหลุดจากระบบเพราะต้องย้ายตามผู้ปกครองบ่อยครั้ง แนวทางใด “สอดคล้องนโยบาย สพฐ. และยั่งยืนที่สุด”

ก. ขออนุมัติจำหน่ายนักเรียนออกจากทะเบียน
ข. ใช้มาตรการบังคับตามกฎหมายการศึกษาภาคบังคับ
ค. ประสานจัดการเรียนรู้รูปแบบยืดหยุ่นและเชื่อมต่อหน่วยงานในพื้นที่
ง. ส่งต่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบ

 

ข้อที่ 8

การแบ่งเด็กตกหล่นออกเป็น 2 กลุ่ม (ภาคบังคับ / เกิน 15 ปี) สะท้อนหลักคิดใดในการบริหารนโยบายการศึกษา

ก. ความเท่าเทียมเชิงปริมาณ
ข. การบริหารตามกรอบกฎหมายเป็นหลัก
ค. การจัดการเชิงกลุ่มเป้าหมาย (Targeted Policy)
ง. การลดภาระสถานศึกษา

 

ข้อที่ 9

บทบาทของโครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” มีนัยสำคัญเชิงนโยบายมากที่สุดในด้านใด

ก. ลดภาระงบประมาณด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ข. เพิ่มอัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมปลาย
ค. เชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับการพัฒนากำลังคนประเทศ
ง. ทดแทนการศึกษาสายสามัญในชนบท

 

ข้อที่ 10

การจัดตั้ง “อาสาสมัครทางการศึกษา (อสศ.)” มีลักษณะใกล้เคียงกับแนวคิดการบริหารรูปแบบใดมากที่สุด 

ก. การบริหารแบบสั่งการจากส่วนกลาง
ข. การบริหารเชิงกลไกตลาด
ค. การบริหารเชิงเครือข่ายและทุนทางสังคม
ง. การบริหารโดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

คลิกเฉลย >>>


ความเห็นของผู้ชม