
ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีความเป็นห่วงเด็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่ตกหล่น และออกกลางคันจากระบบการศึกษาไป ซึ่งทางกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สำรวจข้อมูลนักเรียนที่ได้รับทุนเสมอภาค จาก กสศ. ในกลุ่มรอยต่อ ตั้งแต่ระดับอนุบาล 3 ขึ้น ป.1 , ป.6 ขึ้น ม.1 และ ม.3 ขึ้น ม.4 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จากข้อมูลวันที่ 14 พฤษภาคม 2564 มีนักเรียนได้รับทุนเพื่อไปศึกษาต่อ จำนวนกว่า 200,000 คน ในจำนวนนี้ไม่พบข้อมูลการเรียนต่อ จำนวน 41,610 คน
จำแนกดังนี้ อนุบาล 3 จำนวน 391 คน ป.6 จำนวน 8,092 คน และ ม.3 จำนวน 33,127 คน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้นำข้อมูลและรายชื่อนักเรียนมาจำแนกว่าเด็กอยู่โรงเรียนไหน อยู่จังหวัดใด และนำรายชื่อทั้งหมดให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อให้ไปติดตามเด็กเหล่านี้ให้เด็กกลับเข้ามาเรียนให้ได้ จากภาคเรียนที่ 1/2564 ถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2564 สพฐ.สามารถตามเด็กให้กลับเข้ามาเรียนในระบบได้มากถึง 26,657 คน เหลือเด็กที่นักเรียนในสังกัด สพฐ.เดิม ที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาใด จำนวน 14,953 คน จำแนกได้ดังนี้ อนุบาล 3 จำนวน 266 คน ป.6 จำนวน 5,901 คน และ ม.3 จำนวน 8,786 คน ทั้งนี้ในจำนวน 14,953 คน พบเป็นเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ จำนวน 1,052 คน แบ่งเป็น เด็กรหัส G จำนวน 964 คน และเด็กที่มีเลขบัตรประชาชนขึ้นต้นด้วย 00 จำนวน 88 คน จึงมีเด็กที่มีข้อมูลทางทะเบียนราษฎร์ จำนวน 13,901 คน ซึ่งสพฐ.จะต้องไปทำการติดตามเด็กให้เข้าสู่ระบบการศึกษาต่อไป
ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่าจะต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องตามเด็กให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้ ซึ่งการติดตามนักเรียนจำนวน 14,953 คน ให้เข้าสู่ระบบการศึกษา สพฐ.จะดำเนินการแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ
1.การติดตามเด็กที่อยู่ในการศึกษาภาคบังคับ จำนวน 6,167 คน จำแนกเป็นรายภาคดังนี้ ภาคเหนือ 1,066 คน ภาคกลาง 697 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,726 คน ภาคตะวันออก 153 คน และภาคใต้ 2,525 คน โดย สพฐ.จะตั้งคณะทำงาน ปักหมุด เช็คอิน ค้นหาเด็กทุกคนให้เจอแล้วตามให้เด็กกลับเข้าระบบการศึกษาภาคบังคับให้ได้ แม้เด็กจะไม่อยู่ตามข้อมูลในทะเบียนราษฎร์ สพฐ.จะติดตามหาเด็กให้เจอ และถ้าพบเด็กอยู่พื้นที่ใด ต้องให้เด็กเรียนที่นั้นตามความนะดวกของเด็ก ทั้งนี้ สพฐ.จะทำความเข้าใจกับผู้ปกครองด้วยว่าหากผู้ปกครองไม่ให้เด็กเรียนตามการศึกษาภาคบังคับ จะมีความผิดตามกฎหมาย
2. ส่วนเด็กที่อายุเกิน 15 ปี ซึ่งอายุไม่อยู่ในการศึกษาภาคบังคับ จำนวน 8,786 คน สพฐ.จะให้คณะทำงานลงพื้นที่เพื่อตามหาเด็กเหล่า และสร้างความเข้าใจ และสร้างแรงจูงใจ ให้เด็กเหล่านี้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาตามความสมัครใจ โดยรัฐมนตรีว่าการ ศธ. มีโครงการ “อาชีวะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน เพื่อผลิตกำลังคนของประเทศ” หรือ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” จะช่วยเหลือนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ยากจน ขาดโอกาสทางการศึกษา และตกหล่นจากระบบการศึกษา ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษามากขึ้น โดยจะเรียนในลักษณะโรงเรียนประจำ ผู้เรียนได้เรียนฟรี มีที่พัก พร้อมอาหาร ไม่มีค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หากเด็กไม่ต้องการเรียนสายอาชีพ ก็มาเรียนสายสามัญได้ เช่น เข้าเรียนในโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ หรือเรียนในสังกัด สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็นต้น นอกจากจะติดตามเด็กที่ตกหล่นจากระบบการศึกษาแล้ว สพฐ.จะทำการติดตามเด็กพิการที่อยู่ในสังกัด สพฐ. กว่า 7,100 คน ให้กลับมาเรียนในระบบควบคู่กันไปด้วย ซึ่ง สพฐ.จะเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในภาคเรียนที่ 2/2564 เพื่อให้เด็กเข้าเรียนในภาคเรียนที่ 1/2565 ได้ทันที” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว
รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า ส่วนปัญหาสาเหตุที่ทำให้เด็กไม่ได้เข้าเรียน หรือเข้าเรียนแล้วแต่ออกกลางคัย คือ ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มีปัญหาเศรษฐกิจ เด็กอาจจะต้องดูแลพ่อแม่ที่เจ็บป่วย อาจจะย้ายติดตามผู้ปกครอง หรือต้องออกมาหารายได้จุนเจือครอบครัว ผู้ปกครองมีรายได้น้อย ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการดำรงชีพทำให้เด็กต้องออกกลางคัน หรือเด็กอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ห่างไกล อยู่ในพื้นที่ป่าเขา เกาะแก่ง ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้เด็กขาดโอกาสทางการเรียน และเพื่อให้การค้นหาเด็กให้มีประสิทธิภาพ สพฐ.วางแผน และวางระบบเพื่อตั้ง อาสาสมัครทางการศึกษา (อสศ.) ซึ่งจะทำหน้าที่คล้ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ประจำแต่ละพื้นที่เพื่อให้อสศ.ช่วยค้นหา ติดตามเด็กที่ตกหล่นให้เข้าสู่ระบบการศึกษาด้วย
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2564
สรุปสาระสำคัญ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้สำรวจข้อมูลนักเรียนที่ได้รับทุนเสมอภาคจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในกลุ่มรอยต่อช่วงชั้น ตั้งแต่ อนุบาล 3 ขึ้น ป.1, ป.6 ขึ้น ม.1 และ ม.3 ขึ้น ม.4 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 พบว่านักเรียนกว่า 200,000 คนได้รับทุนเพื่อศึกษาต่อ แต่มีนักเรียนจำนวน 41,610 คนที่ไม่พบข้อมูลการเรียนต่อ สพฐ.จึงดำเนินการติดตามจนสามารถนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ 26,657 คน เหลือเด็กที่ยังอยู่นอกระบบ 14,953 คน
เด็กกลุ่มที่เหลือถูกจำแนกเป็นเด็กในวัยการศึกษาภาคบังคับ และเด็กอายุเกิน 15 ปี โดยใช้มาตรการเชิงรุก เช่น การปักหมุดค้นหา การทำงานร่วมกับเขตพื้นที่และโรงเรียน รวมถึงการสร้างแรงจูงใจผ่านทางเลือกการศึกษา ทั้งสายสามัญ สายอาชีพ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ และ กศน. นอกจากนี้ ยังพบเด็กบางส่วนไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงสิทธิทางการศึกษา
สาเหตุสำคัญของการหลุดจากระบบ ได้แก่ ผลกระทบโควิด-19 ปัญหาเศรษฐกิจ ครอบครัว และพื้นที่ทุรกันดาร สพฐ.จึงวางแผนจัดตั้งอาสาสมัครทางการศึกษา (อสศ.) เพื่อช่วยค้นหาและติดตามเด็กตกหล่น โดยยึดหลัก “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” และมุ่งให้เด็กทุกคนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างเหมาะสมกับบริบทชีวิตของตน
ข้อสอบ
วัตถุประสงค์หลักของการนำข้อมูลทุนเสมอภาคจาก กสศ. มาใช้ในเชิงนโยบายของ สพฐ. คือข้อใด
ก. เพื่อประเมินประสิทธิภาพการให้ทุนการศึกษา
ข. เพื่อจัดสรรงบประมาณการศึกษารายจังหวัด
ค. เพื่อค้นหาและติดตามนักเรียนที่เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา
ง. เพื่อจัดอันดับโรงเรียนตามอัตราการเรียนต่อ
เด็กกลุ่มใดที่ สพฐ. ต้องใช้มาตรการเชิงกฎหมายในการติดตามมากที่สุด
ก. เด็กอายุเกิน 15 ปีที่ไม่สมัครใจเรียน
ข. เด็กพิการที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล
ค. เด็กที่ไม่มีเลขประจำตัวประชาชน
ง. เด็กในวัยการศึกษาภาคบังคับที่ไม่เข้าเรียน
หากท่านเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน และพบว่านักเรียน ม.3 หลุดออกจากระบบเนื่องจากต้องทำงานช่วยครอบครัว แนวทางใดสอดคล้องกับนโยบาย สพฐ. มากที่สุด
ก. บังคับให้นักเรียนกลับมาเรียนเต็มเวลา
ข. แนะนำให้เรียนในระบบอาชีวะหรือ กศน. ตามความสมัครใจ
ค. รายงานเขตพื้นที่เพื่อจำหน่ายชื่อออกจากระบบ
ง. รอให้ผู้ปกครองยื่นคำร้องขอกลับมาเรียนเอง
ปัญหาเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ ส่งผลต่อการบริหารจัดการศึกษามากที่สุดในด้านใด
ก. การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ข. การจัดครูให้ครบชั้นเรียน
ค. การเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการทางการศึกษา
ง. การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา
บทบาทของ “อาสาสมัครทางการศึกษา (อสศ.)” สะท้อนแนวคิดการบริหารการศึกษาแบบใดมากที่สุด
ก. การบริหารแบบรวมศูนย์อำนาจ
ข. การบริหารเชิงเครือข่ายและมีส่วนร่วมของชุมชน
ค. การบริหารเชิงวิชาการเป็นหลัก
ง. การบริหารโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
ประเด็น “เด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์” ในบทความ สะท้อนข้อจำกัดของระบบการศึกษามากที่สุดในมิติใด
ก. ประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน
ข. ความพร้อมด้านงบประมาณสถานศึกษา
ค. การบูรณาการนโยบายข้ามกระทรวง
ง. การพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ
หากท่านเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล และพบว่านักเรียนหลุดจากระบบเพราะต้องย้ายตามผู้ปกครองบ่อยครั้ง แนวทางใด “สอดคล้องนโยบาย สพฐ. และยั่งยืนที่สุด”
ก. ขออนุมัติจำหน่ายนักเรียนออกจากทะเบียน
ข. ใช้มาตรการบังคับตามกฎหมายการศึกษาภาคบังคับ
ค. ประสานจัดการเรียนรู้รูปแบบยืดหยุ่นและเชื่อมต่อหน่วยงานในพื้นที่
ง. ส่งต่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบ
การแบ่งเด็กตกหล่นออกเป็น 2 กลุ่ม (ภาคบังคับ / เกิน 15 ปี) สะท้อนหลักคิดใดในการบริหารนโยบายการศึกษา
ก. ความเท่าเทียมเชิงปริมาณ
ข. การบริหารตามกรอบกฎหมายเป็นหลัก
ค. การจัดการเชิงกลุ่มเป้าหมาย (Targeted Policy)
ง. การลดภาระสถานศึกษา
บทบาทของโครงการ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ” มีนัยสำคัญเชิงนโยบายมากที่สุดในด้านใด
ก. ลดภาระงบประมาณด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ข. เพิ่มอัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมปลาย
ค. เชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับการพัฒนากำลังคนประเทศ
ง. ทดแทนการศึกษาสายสามัญในชนบท
การจัดตั้ง “อาสาสมัครทางการศึกษา (อสศ.)” มีลักษณะใกล้เคียงกับแนวคิดการบริหารรูปแบบใดมากที่สุด
ก. การบริหารแบบสั่งการจากส่วนกลาง
ข. การบริหารเชิงกลไกตลาด
ค. การบริหารเชิงเครือข่ายและทุนทางสังคม
ง. การบริหารโดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
คลิกเฉลย >>>